กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1191.2 เรื่องของความเป็นอมตะ คือความคิดของผู้คนในยุคสงบสุข
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1191.2 เรื่องของความเป็นอมตะ คือความคิดของผู้คนในยุคสงบสุข
เสี่ยวโม่สีหน้าเป็นปกติ ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ข้ารับคำสั่งของคุณชายแวะไปเยือนดวงจันทร์เฮ่าไฉ่เพียงลำพัง”
“ตอนอยู่บนโต๊ะสุราของอารามเต๋า สหายปี้เซียวก็พูดอย่างชัดเจนแล้วว่า เขาเองก็ถือว่าอาศัยมือของเทียนเหยาเซียงมาให้ทั้งทรัพย์ให้ทั้งความรู้กับสามทวีป”
“ปีนั้นเขาจงใจทิ้งสมบัติไว้ที่ชายหาดลั่วเป่า เทียนเหยาเซียงไม่ละโมบอยากได้ไปครอง แต่ปล่อยให้ผู้ฝึกตนต่างถิ่นที่มีวาสนาเอาพวกมันออกไป สายสืบทอดน้อยใหญ่ร้อยกว่าสายก็ได้แตกกิ่งก้านสาขาออกไปบนพื้นที่ของสามทวีปนับแต่นั้น”
“มีการขยายแพร่พันธุ์สืบไปก็ถือว่าไม่ง่ายแล้ว บรรพจารย์แต่ละรุ่นของเทียนเหยาเซียงได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าจิตแห่งมรรคาสามารถนำมาใช้งานได้จริง”
“ดังนั้นจึงมอบหนึ่งภูเขาหนึ่งหาดให้กับเทียนเหยาเซียง ถือเป็นการตอบแทนน้ำใจกลับคืนอย่างมีมารยาท เจ้าหลิวทุ่ยไม่ต้องรู้สึกใจฝ่อ แค่รับไว้ก็พอแล้ว”
“จะว่าไปแล้วหากหลายปีมานี้เทียนเหยาเซียงทำตัวไม่ดี ทำตัวให้เสื่อมเสียด่างพร้อยในช่วงบั้นปลาย สหายขี้เหนียวก็มีคำกล่าวอีกอย่างหนึ่ง หลิวทุ่ย เจ้าอยากฟังหรือไม่?”
หลิวทุ่ยรีบจัดเสื้อผ้าเป็นระเบียบ ทำมุทราคารวะ สีหน้าเคร่งขรึมเหมือนเจ้าอารามผู้เฒ่ามาเยือนที่แห่งนี้ด้วยตัวเอง บากหน้าเอ่ยว่า “ผู้เยาว์ยินดีฟังคำสั่งสอนของเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียว”
เขาไม่ได้อยากฟัง แต่จะไม่ฟังได้หรือ? ก็ดีเหมือนกัน ถือเสียว่าเป็นภารพิสูจน์ว่าตัวเองเดาแม่นหรือไม่?
“ก็ไม่ถือว่าเป็นคำสั่งสอนอะไรหรอก”
เสี่ยวโม่เอาคำพูดมาบอกต่อว่า “ก็ให้เจ้าสำนักใหม่เก่าสองคนของเทียนเหยาเซียงมาพูดคุยกันที่หน้าประตูอารามสักหน่อย”
หลิวทุ่ยตะลึงงันพูดไม่ออก
กระทั่งบัดนี้ฉีถิงจี้ถึงได้ยิ้มอธิบายให้พวกเขาฟังว่า “เมื่อครู่ในการประชุมศาลบรรพจารย์ ข้าได้ออกจากตำแหน่งเจ้าสำนักแล้ว รักษาไว้แค่สถานะเค่อชิงเท่านั้น”
“ให้เฉินผิงอันมารับหน้าที่เป็นเจ้าสำนักแทน เส้าอวิ๋นเหยียนคือรองเจ้าสำนัก ส่วนหน้าที่อื่นๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน รายละเอียดที่เป็นรูปธรรมข้าคงไม่พูดมากแล้ว”
“หัวชิงกงคือเค่อชิงที่ได้รับการบันทึกชื่อของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงแล้ว เยี่ยนโฮ่วเต้าและเถียนเซียนก็เป็นผู้ถวายงานของสำนักกระบี่ชิงผิง ล้วนเป็นคนกันเอง”
พวกหลิวทุ่ยประหลาดใจอย่างมาก แล้วก็เริ่มพูดแสดงความยินดีกันอีกครั้ง
ฉีถิงจี้เอ่ย “หากไม่เป็นเพราะพวกเจ้าบังเอิญผ่านทางมาพอดี พวกเราก็คงเดินทางไปเยือนเมืองหลวงต้าหลี เข้าร่วมงานพิธีเฉลิมฉลองของเจ้าสำนักเฉินแล้ว เพราะในวันเริ่มหว่านกล้า เจ้าสำนักเฉินจะรับหน้าที่เป็นราชครูต้าหลีอย่างเป็นทางการ”
ต่อให้เป็นหลิวทุ่ยก็ยังรู้สึกชินชาแล้ว คนทั้งกลุ่มพูดแสดงความยินดีกันอีกครั้ง ต้องแสดงความยินดีแน่อยู่แล้ว
เฉินผิงอันหันไปมองพวกเส้าอวิ๋นเหยียน เกาส่วง ยิ้มเอ่ยว่า “เป็นอย่างที่คำโบราณประโยคนั้นว่าไว้จริงๆ มาเร็วไม่สู้มาได้จังหวะ”
“บังเอิญขอบเขตของหัวเค่อชิงสูงมากพอ แล้วก็ถูกชะตากับสำนักกระบี่หลงเซี่ยงของพวกเรา เจ้าสำนักเส้า ผู้คุมกฎเกา เทพเจ้าแห่งโชคลาภจู๋ พวกเจ้าแต่ละคนคิดว่าอย่างไร? ไม่สู้…?”
เกาส่วงไม่มีความเห็นใดๆ กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังคงคิดว่าจะเปลี่ยนตำแหน่งกับหวงหลิงอย่างไร กลับเป็นเส้าอวิ๋นเหยียนที่ใช้เสียงในใจพูดคุยกับจู๋ซู่ ต่างก็รู้สึกว่าไม่มีปัญหา ดังนั้นหัวชิงกงจึงพลันเปลี่ยนสถานะ เปลี่ยนจากเค่อชิงมาเป็นผู้ถวายงาน
เดิมทีหัวชิงกงได้ตำแหน่งเค่อชิงของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงมาก็พอใจแล้ว ยังจะมีเรื่องดีแบบนี้อีกหรือ?
เยี่ยนโฮ่วเต้าและเถียนเซียน คู่รักสองคนนี้ออกเดินทางมาครั้งนี้ เดิมก็เพื่อไปบันทึกชื่อลงทำเนียบของสำนักกระบี่ชิงผิง ไปเป็นผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อของที่นั่นอยู่แล้ว
ศาลหลงหวังเมืองรุ่ยเฉิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายของศาลกงจู่ฝานซื่อของบรรพจารย์หง พอรู้เรื่องนี้ก็ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ ยังบอกให้เยี่ยนโฮ่วเต้ากระตุ้นเรื่องนี้ให้สำเร็จ ต้องเชื้อเชิญให้อิ่นกวานหนุ่มมาเป็นแขกที่รุ่ยเฉิงและศาลกงจู่ฝานซื่อให้ได้
เซี่ยโก่วมีความประทับใจที่ดีเยี่ยมต่อแม่นางน้อยอย่างเถียนเซียน เจอเรื่องอะไรก็ไม่ขลาดกลัว
คิดถึงหวังเจี่ยผู้นั้นที่ตอนนั้นคนทั้งฝูเหยาทวีปต่างก็คิดว่าเขาคือขอบเขตบินทะยาน? เถียนเซียนก็เป็นแค่ขอบเขตโอสถทอง แต่นางกลับกล้าท้าทายเขาต่อหน้า
รอให้ในอนาคตนางได้เลื่อนเป็นห้าขอบเขตบน จะยังไม่กล้าฟันบินทะยานเลยหรอกหรือ? ถูกใจ ถูกชะตานางยิ่งนัก จำเป็นต้องหาโอกาสสอนเวทกระบี่ให้นางสักบทสองบทแล้ว
เยี่ยนโฮ่วเต้าบอกเล่าสถานการณ์อย่างชัดเจนคล้ายต้องการจะหยั่งเชิง เฉินผิงอันพยักหน้ายิ้มเอ่ย “ไม่มีปัญหา ข้าวางแผนไว้นานแล้วว่าจะเดินทางไปให้ทั่วทุกทวีปของไพศาลรอบหนึ่ง ถึงเวลานั้นจะต้องไปเยี่ยมเยือนถึงบ้านแน่นอน แต่ระยะเวลาที่แน่ชัดตอนนี้ยังไม่ได้กำหนด”
เยี่ยนโฮ่วเต้าโล่งอก ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าขุนเขาเฉินไปถึงรุ่ยเฉิงเร็วหน่อย พวกเราก็สามารถทำภารกิจที่ทางเจ้าศาลและบรรพจารย์หงมอบหมายให้สำเร็จเร็วหน่อย”
“หากไปถึงช้าหน่อยพวกเราก็สามารถได้เจอกับพวกบรรพจารย์ที่มักจะปิดด่านตลอดทั้งปี ไม่ออกมาปรากฏตัวง่ายๆ ได้หลายครั้ง ก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน”
เสี่ยวโม่ยิ้มอย่างเข้าใจ คำพูดประโยคนี้แสดงให้เห็นถึงชั้นเชิงได้อย่างชัดเจน
แต่ความสนใจของเซี่ยโก่วนอกจาก “แม่นางน้อย” เถียนเซียน แล้ว ส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ตัวเนี่ยชุ่ยเอ๋อมากกว่า
โชคดีที่นางมีรูปโฉมเป็นเด็กสาว เนี่ยชุ่ยเอ๋อสัมผัสได้ถึงสายตาของเซี่ยโก่ว จึงคิดแค่ว่าเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวสนใจใคร่รู้ในคำกล่าวของบนภูเขาบางอย่างนางจึงไม่ได้คิดอะไรมาก
เซี่ยโก่วยิ่งมองนางก็ยิ่งรู้สึกว่าเป็นการสรรสร้างของฟ้าดิน แล้วก็รู้สึกลำเอียงเข้าข้างอยู่หลายส่วน
เซี่ยโก่วรู้สึกทึ่งมาก ว้าว สตรีอย่างเนี่ยชุ่ยเอ๋อผู้นี้หน้าตางดงามจริงๆ นางยืนอยู่ตรงนั้นก็ราวกับสาวงามที่ยืนอยู่ในม้วนภาพวาด ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็สบายตาสบายใจเป็นบุญตาเหลือเกิน
เนี่ยชุ่ยเอ๋อคือสตรีที่งดงามเพริศพริ้งมาแต่กำเนิด เป็นเหตุให้เวลาออกจากบ้านนางจะต้องร่ายเวทอำพรางตาถึงสองชั้น จงใจลดทอนความงดงามของตัวเองลง
ซ่งพิ่นที่มีชื่อเสียงทัดเทียมกับเนี่ยชุ่ยเอ๋อ แน่นอนว่าก็สวยเหมือนกัน แต่เซียนกระบี่หญิงท่านนี้มีสีหน้าเย็นชา ท่าทางห่างเหินจากผู้คน สะพายกระบี่พก “ฝูเหยา” เล่มนั้นก็ราวกับผลักให้ผู้คนห่างนางไปไกลพันลี้
ซ่งพิ่นจึงเสียเปรียบอยู่บ้างเล็กน้อย ไม่ได้มีรูปร่างอวบอิ่มยั่วยวนใจคน กระตุ้นให้คนมองจิตใจหวั่นไหวอย่างเนี่ยชุ่ยเอ๋อ
หากเนี่ยชุ่ยเอ๋อเรียนรู้วิชาอภินิหารยุคบรรพกาลที่เอาไว้ล่อลวงใจคนจากนาง จะไม่ร้ายกาจแย่หรอกหรือ?
หากตนถ่ายทอดวิชาความรู้แล้วนางบังเอิญโชคดีเรียนได้สำเร็จ แค่ไปยืนอยู่ในกลุ่มผู้คน ลองคิดดูว่าเนี่ยชุ่ยเอ๋อไม่ได้โคจรวิชาใดๆ ก็สามารถหล่อหลอมดวงตาและจิตใจของคนอื่นได้อย่างเงียบเชียบแล้ว
แล้วเปลี่ยนสิ่งเหล่านั้นมาเป็นเสบียงบนมหามรรคาของตัวเองทั้งหมด ตบะจะไม่พุ่งขึ้นสูงพรวดๆๆ เลยหรือ นางจะสอนหรือไม่สอนดีล่ะ?
เพราะถึงอย่างไรก็ไม่ได้เรียบง่ายเหมือนการสอนเวทกระบี่ เกี่ยวพันไปถึงการสืบทอดควันธูปของยุคบรรพกาล เซี่ยโก่วจึงยังต้องระมัดระวังให้มากหน่อย
ก่อนหน้านี้เนี่ยชุ่ยเอ๋ออยู่บนเรือหลิวเสียได้หดมือไว้ในชายแขนเสื้อ ห้านิ้วแอบทำมุทราคาถาลับของภูเขาชิงกง หมายจะลองหยั่งเชิงระดับความหนาแน่นของพื้นผิวกระจกใสนั้น
ปราณวิญญาณที่รวมตัวขึ้นจากคาถาได้จำแลงกลายมาเป็นงูวิญญาณสีเขียวเข้มโปร่งแสงตัวหนึ่งที่ผลุบหายเข้าไปในน้ำ เรือนกายขยายใหญ่ท่ามกลางคลื่นสีมรกต
งูวิญญาณที่ตัวหนาราวกับถังน้ำพุ่งไปอย่างว่องไวราวสายฟ้าแลบ แล้วเหมือนก็หัวโดนกระแทกเบาๆ ไปชนกับผนังของกระจกปราณกระบี่ที่อยู่ใต้ทะเลอย่างเงียบเชียบ
พริบตาเดียวก็เกิดริ้วน้ำกระเพื่อมเป็นระลอก แผ่ขยายออกไปเป็นชั้นๆ ประกายแสงสว่างเจิดจ้าเหมือนภาพวาดฝาผนังภาพหนึ่ง
งูวิญญาณแค่ชนเบาๆ เท่านั้นก็เหมือนเจอการแว้งกลับจากปราณกระบี่ ปราณวิญญาณงูเขียวพลันแหลกสลาย แต่ผิวกระจกกลับไม่มีความเสียหายใดๆ
รอกระทั่งหลิวทุ่ยบังคับเรือหลิวเสียเข้าฝั่ง เนี่ยชุ่ยเอ๋อหันกลับไปมองบนทะเลแวบหนึ่งปราณกระบี่ฟันผ่ามหาสมุทรออกเป็นร่อง
น้ำทะเลสองด้านถูกปราณกระบี่ที่ทิ้งค้างเนิ่นนานไม่สลายหายไปไหนขัดขวางเอาไว้ ไม่อาจกลับมาผสานรวมกันได้
จากนั้นรอกระทั่งเนี่ยชุ่ยเอ๋อติดตามหลิวทุ่ยเดินผ่านซุ้มป้ายหน้าประตูภูเขา ทะยานลมไปยังหอชมทัศนียภาพของภูเขาบรรพบุรุษ ยืนพิงราวรั้วมองไปยังทิศไกล
นางก็พบว่าปราณกระบี่ไม่ได้สลายหายไปในร่องในมหาสมุทร ยังคงอยู่ เป็นภาพเหตุการณ์ที่ชวนให้อกสั่นขวัญผวาอย่างยิ่ง
เนี่ยชุ่ยเอ๋อรู้สึกเพียงว่าน่าเหลือเชื่อ ต้องเป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตใดกันถึงมีพลังตบะหนาข้นลึกล้าได้ขนาดนี้?
ตอนนั้นในใจเป็นกังวล คาดเดาว่าคงไม่ใช่ว่าเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีประลองเวทกระบี่กับ “เด็กหนุ่ม” คนนั้นหรอกนะ?
ก่อนหน้านี้นางแค่เห็นเงาร่างด้านข้างของผู้รับกระบี่ที่อยู่เหนือมหาสมุทร ดูเหมือนว่าจะเป็นเซียนกระบี่ที่มีรูปโฉมเป็นเด็กหนุ่ม
เวลานี้เขายืนอยู่ข้างกายผู้ฝึกตนหนุ่มที่สวมหมวกเหลืองในมือถือไม้เท้าไผ่เขียว “เด็กหนุ่ม” คนนั้นหน้าแดงหูแดง ดวงตาทั้งคู่ฉายประกายเจิดจ้าสว่างไสว ท่าทางเหมือนกำลังตั้งใจฟังคำสั่งสอน
ข้างกายพวกเขายังมีเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่สองข้างแก้มแดงเป็นปั้นคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย มองแล้วน่ารักน่าเอ็นดู นางกำลังกระโดดโลดเต้น ก้าวเท้าเซไปพร้อมกับสะบัดมือ?
ส่วนคนรับกระบี่ที่อยู่บนฝั่ง ปราณกระบี่แต่ละครั้งที่ปล่อยออกไป พลังอำนาจยิ่งใหญ่เหนือกว่ากันทุกครั้ง เป็นเหตุให้การมองเห็นของนางพร่ามัว
ตอนนั้นสิ่งที่นางเห็นก็ราวกับว่าเมฆและน้ำในฟ้าดินล้วนส่ายไหว เนี่ยชุ่ยเอ๋อไม่กล้าร่ายวิชาอภินิหารใดๆ ไปลอบมอง กลัวว่าจะเป็นการละเมิดข้อห้ามบนยอดเขา
ไม่ทันระวังทำให้ภารกิจที่อาจารย์มอบหมายมาต้องเสียหาย การเดินทางมาหาประสบการณ์ครั้งนี้ก็จะเท่ากับเสียเวลาเปล่า ถึงเวลานั้นอย่าว่าแต่คุณความชอบเลย แม้แต่คุณความเหนื่อยยากก็คงไม่เหลือ
เนี่ยชุ่ยเอ๋อลังเลไม่แน่ใจ หรือว่าผู้ที่ส่งกระบี่ไม่ใช่เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉี แต่เป็นคนหนุ่มหมวกเหลือง?
จากนั้นนางก็ลอบสังเกตการณ์เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวอย่างระมัดระวัง
เซี่ยโก่วเองก็กำลังลอบมองสาวงามที่มีฉายาว่าหม่านโพ่ผู้นี้เหมือนกัน
เซี่ยโก่วใช้เสียงในใจถาม “เสี่ยวโม่ เจ้าคิดว่าคุณสมบัติในการฝึกตนของเนี่ยชุ่ยเอ๋อเป็นอย่างไร?”
เสี่ยวโม่ตอบ “นับว่าไม่เลว”
เซี่ยโก่วซักถามต่อ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าคิดว่าเมื่อเทียบกับแม่นางน้อยชื่อชิวชิงของแคว้นหูที่ตอนนี้ยังไม่มีฉายาด้านการฝึกตน ใครมีคุณสมบัติดีกว่ากัน?”
เสี่ยวโม่ขมวดคิ้วน้อยๆ พอจะเดาความคิดของเซี่ยโก่วได้คร่าวๆ จึงปฏิเสธไปทันที “สหายหม่านโพ่ไม่ใช่เผ่าจิ้งจอก แล้วยังเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของจิงเฮา เจ้าคิดจะสอนวิชาของเผ่าจิ้งจอกให้กับนางหรือ? นี่เป็นการละเมิดข้อห้ามของบนภูเขากี่ข้อ เจ้าลองนับเอาเองสิ? เหมาะสมไหม?”
ในบรรดานักพรตยุคบรรพกาลเคยมีเจ้าแห่งเผ่าจิ้งจอกคนหนึ่งที่รูปโฉมงดงามไร้ใครเปรียบ นางล่อลวงคนในโลกมนุษย์
ได้ครอบครองฉายาด้านการฝึกตนสองอย่างคือ “เชี่ยโกวเจ่อ” (ผู้ที่ลักขโมย) และ “ฮั่วสุ่ย” (ต้นเหตุแห่งหายนะ)
ตอนที่นางอยู่นอกชิงชิวซึ่งเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมเคยไปเยือนสถานที่แห่งหนึ่งที่ชื่อว่าหมี่จือ ซึ่งก็อยู่ใกล้กับลำคลองเย่ลั่ว รวบรวมผู้คนก่อเรื่องวุ่นวาย ก่อให้เกิดความครึกโครมที่รุนแรงมาก
หลังจากที่เสี่ยวโม่ “ตื่นขึ้นมา” ในดวงจันทร์เฮ่าไฉ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังได้กลับมาเจอกับเซี่ยโก่วอีกครั้งที่แจกันสมบัติทวีป เขาก็สงสัยใคร่รู้เรื่องหนึ่งมาโดยตลอด ทำไมจิ้งจอกฟ้าตนนี้ถึงไม่ได้เผยกายในโลกอีกครั้ง ไปพบป่ายเจ๋อพร้อมกับพวกเซี่ยโก่ว
เซี่ยโก่วยิ้มกว้างเอ่ยว่า “นังจิ้งจอกผู้นั้นคือหญิงสารเลว คือนางแพศยา ปีนั้นฉวยโอกาสตอนที่ข้าเป็นบินทะยานได้ไม่นานมาขัดขวางมรรคาขัดขวางหนทาง คิดอยากจะนอนกับข้าด้วยนะ”
เสี่ยวโม่ถามอย่างสงสัย “ระหว่างพวกเจ้ามีความแค้นใหญ่หลวงเช่นนี้อยู่ด้วยหรือ?”
เซี่ยโก่วลูบหมวกขนเตียว เอ่ยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า “ก็ใช่น่ะสิ ตอนนั้นเหตุการณ์อันตราย น่ากลัวอย่างมากเลยล่ะ”
เสี่ยวโม่คิดแล้วก็เอ่ยว่า “หาเวลาว่างสักช่วงหนึ่ง พวกเราขอลาหยุดกับคุณชาย แล้วแจ้งไปยังศาลบุ๋นแผ่นดินกลางกับนายท่านป่ายเจ๋อ บอกว่าเป็นความแค้นส่วนตัว ไม่เกี่ยวพันกับผู้อื่น พวกเราไปเยือนเปลี่ยวร้างรอบหนึ่ง ไปตามหานาง”
หลังจากพูดคุยกันไปแล้วก็จะออกเดินทางกันต่ออีกครั้ง
ต้องส่งกระบี่ส่วนตัวกลุ่มของต่งปู้เต๋อให้ไปที่ท่าเรือตระกูลเซียนส่วนตัวของสำนักกระบี่หลงเซี่ยง ไม่รีบร้อนทะยานลม แค่เดินเท้าลงจากภูเขาไปเท่านั้น