กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1191.3 เรื่องของความเป็นอมตะ คือความคิดของผู้คนในยุคสงบสุข
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1191.3 เรื่องของความเป็นอมตะ คือความคิดของผู้คนในยุคสงบสุข
ยันต์สามภูเขาเลียนแบบของเซี่ยโก่วจะต้องนิมิตภูเขาสามลูกถึงจะได้
และระหว่างเกาะบนทะเลส่วนใหญ่มักจะอยู่ห่างกันมาก ไม่มากพอที่จะประคับประคองการเดินทางไกลระหว่างนั้นก็ง่ายที่จะเกิดข้อผิดพลาด
เบาหน่อยคือหลงทาง พวกผู้ฝึกกระบี่หล่นร่วงลงไปในมหาสมุทร กลายเป็นไก่ตกน้ำ หนักหน่อยก็จิตวิญญาณได้รับความเสียหาย เจอกับการโจมตีจากหายนะทางน้ำ
หากมีใครหลงทางตรงดิ่งไปที่ใบถงทวีป หรือไม่ถูกหลอกไปอุตรกุรุทวีป เสียเวลาการเข้าร่วมพิธีเฉลิมฉลอง แบบนั้นจะดีหรือ
พอดีกับที่หลิวทุ่ยมอบเรือหลิวเสียมาให้ลำหนึ่ง นี่ก็เหมือนกำลังจะนอนแล้วมีคนส่งหมอนมาให้จริงๆ
“ปล่อยจิตวิญญาณเดินทางไกลเป็นพันลี้ จินตนาการถึงภูเขาอันยิ่งใหญ่โอฬารมากมาย”
ระหว่างทางลงจากภูเขา เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวยกแขนขึ้นประกบสองนิ้ว ร้องบทงิ้วที่เพิ่งจะเรียนมาจากคณะงิ้วสมัครเล่นตามหมู่ชาวบ้าน
บอกกับคนอื่นว่าระดับขั้นของยันต์สามภูเขาไม่ธรรมดา ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่บนขั้นบันไดของนครบินทะยาน และตอนก่อนที่จะออกมาจากนครบินทะยาน เปิดร้านผ้าห่อบุญสองรอบ มือหนึ่งมอบเงินมือหนึ่งมอบของ ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง
เซี่ยโก่วขายยันต์สามภูเขา “ส่วนหนึ่ง” ให้กับฉีโซ่วที่เป็นสิงกวาน ตอนนี้ยังเหลือยันต์อีกสองปึก
นางคิดว่าตัวเองเป็นคนทำการค้าอย่างยุติธรรม หากขายของออกไปรวดเดียวมากเกินไปก็จะทำให้กลายเป็นว่าสิ่งของไม่มีมูลค่าควรเมืองมากขนาดนั้นอีกแล้ว
เซี่ยโก่วส่ายสองนิ้ว พูดเจื้อยแจ้วว่า “เป็นเหตุให้ยันต์นี้มีชื่อว่า ยันต์สบายอุรา เพราะว่าในอดีตบังเอิญได้เจอกับคนมหัศจรรย์ที่เปี่ยมล้นไปด้วยบุญกุศลคุณธรรมคนหนึ่งบนเส้นทางโดยบังเอิญ”
“เขาเห็นว่าจิตแห่งการเรียนรู้บนมรรคาของข้าแข็งแกร่ง คอยทดสอบข้าซ้ำไปซ้ำมา ในที่สุดก็ยินดีถ่ายทอดยันต์เซียนนี้ให้”
“ก่อนจะจากลากันท่านเทพกำชับย้ำหลายรอบว่าให้ข้าสร้างชื่อเสียงเกียรติยศให้แก่ยันต์นี้ ห้ามเอายันต์นี้ไปใช้ในทางชั่วร้าย จะต้องเดินไปบนหนทางที่ถูกต้อง สะสมคุณความดี…”
เสี่ยวโม่ฟังแล้วปวดหัว นอกจากยันต์ที่เป็นของปลอมแล้ว คำพูดของนางก็ไม่มีคำใดเป็นจริงสักคำ
ถามวิธีการใช้และประสิทธิผลของยันต์อย่างละเอียดไปแล้ว หัวชิงกงกับเนี่ยชุ่ยเอ๋อก็รู้สึกหวั่นไหวอย่างมาก หลิวทุ่ยก็ยิ่งอยากได้
ผลคือพอเขาถามราคา หนึ่งแผ่นตั้งหนึ่งเหรียญเงินฝนธัญพืช หลิวทุ่ยก็เริ่มลังเล ราคาถูกขนาดนี้ หรือว่าจะเป็นกับดัก?
หากว่า “เสี่ยวโม่” เป็นคนขายยันต์ หลิวทุ่ยคงเหมาหมดโดยไม่พูดพร่าทำเพลง ทว่าพอเป็น “เซี่ยโก่ว” ผู้นี้ที่พยายามขายอย่างเต็มที่ หลิวทุ่ยกลับรู้สึกว่านี่เป็นหลุมพราง
ฉีถิงจี้ยิ้มถามว่า “จะให้เรียกพวกเซี่ยซงฮวา ซือถูจีอวี้ไปเข้าร่วมงานพิธีการด้วยกันหรือไม่?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “ทุกคนต่างก็ยุ่งกันมาก ไม่มีความจำเป็นต้องออกเดินทาง เพราะแค่เดินทางก็เป็นเรื่องที่ลำบากแล้ว”
หนิงเหยาเอ่ย “อันที่จริงสามารถมารวมตัวกันดีๆ ครั้งหนึ่งได้ พอดีกับที่เจ้าจวนฉีเสี่ยวโม่และโก่วจื่อต่างก็อยู่ด้วย”
“ไม่เพียงแต่เด็กกลุ่มนั้น ยังมีพวกกวอจู๋จิ่ว ปัญหายากในการหลอมกระบี่หลายอย่างก็สามารถให้พวกเขาถามมาพร้อมกันได้ โอกาสนี้ถือว่าหาได้ยาก”
“ไม่แน่ว่าแค่ประโยคสองประโยคที่พูดอย่างไม่ตั้งใจอาจจะดีกว่าให้พวกเขาก้มหน้าก้มตาหลอมกระบี่โดยไม่รู้วิธีการที่ถูกต้องไปอีกหลายปี”
เสี่ยวโม่พยักหน้าคล้อยตาม “คุณชาย ยังคงเป็นฮูหยินเจ้าขุนเขาที่คิดอ่านได้รอบคอบ”
เซี่ยโก่วพยักหน้าเป็นไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก “ฝีมือในการถ่ายทอดเวทกระบี่ของข้าน่ะสุดยอดเลยนะ! ชื่อของอาจารย์ใหญ่ ชื่อของหัวหน้าผู้สอน ไม่ใช่คำเล่าลือเกินจริงแต่อย่างใด”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “เรื่องเข้าร่วมงานพิธีการในเมืองหลวงคงไม่ต้องหรอก รอให้คราวหน้าสามสำนักมาประชุมร่วมกันค่อยว่ากันอีกที”
หนิงเหยาพยักหน้ารับ
หลังจากถามกระบี่ในครั้งนั้น เหมยตั้นตั้งก็ตัดสินใจแล้วว่าจะตามตอแยอาจารย์เสี่ยวโม่
การประลองฝีมือก่อนหน้านี้ กระบี่แรกที่เสี่ยวโม่ปล่อยออกไปคือ กดขอบเขตไว้ที่เซียนเหรินขั้นสมบูรณ์แบบ กระบี่ที่สองก็เป็นแค่บินทะยาน
อีกทั้งกระบี่แรกของเสี่ยวโม่เขายังได้ประเมินรากฐานขอบเขตเซียนเหรินของเหมยตั้นตั้งมาก่อนแล้ว แล้วก็ออมฝีมือไว้มากแล้ว
เหมยตั้นตั้งกลับรับไม่ได้แม้แต่น้อย เสี่ยวโม่เองก็คร้านจะปล่อยกระบี่เป็นครั้งที่สามอยากจะเห็นทัศนียภาพบนมหามรรคาของขอบเขตสิบสี่อะไรกัน เอาชีวิตไปดูหรือ?
ตอนนั้นรอกระทั่งเหมยตั้นตั้งกลับมาที่ดาดฟ้าชมทัศนียภาพเขาก็คอยอยู่ข้างกายเสี่ยวโม่ตลอดเวลาไม่ขยับเท้าไปไหน
เสี่ยวโม่พูดจาตรงไปตรงมา บอกว่าพื้นฐานของเขาไม่เลว เพียงแต่ว่ามีทางแยกเยอะเกินไป แล้วก็พูดถึงรายละเอียดที่ต้องปรับเปลี่ยนทิศทางใหม่อีกยาวเป็นพรวน
ยามที่ถ่ายทอดวิชาพูดเรื่องกระบี่กับคนอื่น พลังอำนาจของเสี่ยวโม่เปลี่ยนแปลงไปราวกับเป็นคนละคน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปณิธานกระบี่เลยสักนิด ผู้ฝึกกระบี่คุยเรื่องเกี่ยวกับกระบี่กัน จะใช่เรื่องเล่นๆ เสียที่ไหน
เซี่ยโก่วที่อยู่ข้างๆ ก็คอยช่วยเสริมประโยคที่ “มีความหมายล้ำค่า” ไปหลายประโยคเหมยตั้นตั้งเกิดการตระหนักรู้ อารมณ์ก็พลันพลุ่งพล่านตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด
เฉินผิงอันฟังอยู่ครู่หนึ่ง เขาไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก บางทีอาจฟังเข้าใจแต่กลับทำไม่ได้
เสี่ยวโม่กับเซี่ยโก่วพูดหลักการเหตุผลที่ตื้นเขินกลับชักนำไปถึงวิชาความรู้อันละเอียดอ่อนเกี่ยวกับการโคจรปราณกระบี่ การเพิ่มขึ้นลดลง การหมุนเวียนไปตามช่องโพรงลมปราณหลายสิบแห่งของปราณวิญญาณ ฯลฯ
อีกทั้งความเร็วช้าความหนาบางของปราณกระบี่ก็ล้วนแตกต่างไปตามบุคคลและสถานที่ด้วย ดูแค่หนิงเหยากับลู่จือ พวกนางพูดคุยกันแค่ไม่กี่ประโยคก็สามารถเสนอความเห็นที่แตกต่างกันได้แล้ว
เซียนกระบี่ใหญ่เหมยก็คือคนที่ตาไร้แววคนหนึ่ง ยังถามหาความเห็นจากอิ่นกวานด้วย เฉินผิงอันคลี่ยิ้มน้อยๆ จากนั้นกัดฟันกรอด บอกว่าเขาไม่มีความเห็นอะไร
เซี่ยโก่วกลับแอบรายงานข่าวอย่างลับๆ บอกว่าในใจของเหมยตั้นตั้งยิ่งรู้สึกว่าใต้เท้าอิ่นกวานสูงส่งลึกล้ำเกินจะคาดเดา เฉินผิงอันผงกศีรษะยิ้มอ่อน ถือว่าเป็นความเห็นที่เฉียบคม
เกี่ยวกับกระบี่ส่วนตัวใหม่กลุ่มของนครบินทะยานกลุ่มนี้ ส่วนที่ควรบอกเตือน เรื่องทิศทางคร่าวๆ ก็ดี เรื่องรายละเอียดก็ช่าง ในสองสถานที่อย่างนครบินทะยานและศาลบรรพจารย์ของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงก็ล้วนบอกเตือนอย่างละเอียดไปแล้ว
เฉินผิงอันไม่ได้กำชับไปมากกว่านี้ แค่บอกกับพวกเขาว่าเวลาอยู่ข้างนอกเพียงลำพังให้ระมัดระวังตัวให้มาก อย่าได้รีบร้อนอยากได้ผลสำเร็จโดยเร็ว
ไม่ว่าเป็นเขาเฉินผิงอันก็ดีหรือนครบินทะยานก็ช่าง ล้วนไม่ได้ตั้งใจจะทดสอบอะไรกับพวกเจ้า พวกเจ้าแค่คิดเสียว่าไปฝึกประสบการณ์ในโลกโลกีย์โดยเดินไปตามวาสนาก็พอ
หากเจอกับด่านยากที่ข้ามผ่านไปไม่ได้ เจอเรื่องที่รับมือได้ยากก็ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น จำไว้แค่ประโยคเดียวก็พอ อย่าแบกเรื่องต่างๆ ไว้ที่ตัวเองคนเดียวสามารถเรียกหาคนไปช่วยรุมซ้อมเขาได้
ไปส่งพวกเขากระทั่งถึงท่าเรือตระกูลเซียนที่มีชื่อว่า “ชิงเหลียงตี้” วันนี้ช่วงเย็นจะมีเรือข้ามทวีปสองลำทยอยกันผ่านสถานที่แห่งนี้ แยกกันเดินทางไปยังฝูเหยาทวีปและทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง
ต่งปู้เต๋อไม่ต้องเลือกสถานที่ แค่ต้องขี่กระบี่ไปที่สำนักอวี่หลงเพียงลำพังก็พอ
เมื่อครู่นี้หนิงเหยากับลู่จือพูดคุยอะไรบางอย่างกับต่งปู้เต๋อ แต่กลับไม่มีใครรู้ได้
หลิวทุ่ยโคจรวิชาอภินิหาร ย้ายเรือหลิวเสียลำนั้นมาไว้ที่นี่ก่อน พวกฉีถิงจี้ก็ขึ้นไปบนเรือด้วยกัน
เดิมหลิวทุ่ยอยากจะแวะไปเที่ยวชมแจกันสมบัติทวีปสักหน่อย หัวชิงกงก็ไม่มีเหตุผลที่ผ่านทางไปแล้วจะไม่แวะไป
เนี่ยชุ่ยเอ๋อเดินทางผ่านฝูเหยาทวีปเป็นเพื่อนนางมาครึ่งทวีปแล้ว พอมาถึงทักษิณาตยทวีปหัวชิงกงก็ไม่ควรทิ้งนางไว้ไม่สนใจใยดี
พอดีกับที่หัวชิงกงก็อยากไปดูราชสำนักต้าหลีของแจกันสมบัติทวีปอยู่เหมือนกัน อีกอย่างภูเขาพือวิ๋นก็คือเพื่อนบ้านใกล้ชิดของภูเขาลั่วพั่วของอิ่นกวานหนุ่ม
งานเลี้ยงท่องราตรีของเว่ยเสินจวิน ทุกวันนี้มีใครบนภูเขาบ้างที่ไม่รู้จัก ไม่เคยได้ยิน?
ค่ำคืนนี้ไร้ดวงจันทร์ฤดูใบไม้ร่วงของปีนี้ก็ผ่านไปอย่างเสียเปล่า ที่พูดถึงก็คือเทศกาลจงชิวของปี จะไม่เห็นดวงจันทร์เต็มดวงได้อย่างไร
หลักการเดียวกัน ไปถึงแจกันสมบัติทวีปก็ต้องไปเที่ยวเยือนถ้ำสวรรค์หลีจูในอดีตสักหน่อย รวมไปถึงไปดูภูเขาพือวิ๋นที่ถูกขนานนามว่างานเลี้ยงท่องราตรีเป็นอันดับหนึ่งของไพศาล ถึงจะไม่ถือว่ามาเสียเที่ยว
ภูมิลำเนาของหัวชิงกงอยู่ที่กั่วโจว บรรพบุรุษในตระกูลนางเคยมีผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตบินทะยานคนหนึ่ง แล้วยังเป็นนักพรตหญิงที่คุณความชอบสมบูรณ์แบบ
จากบันทึกในตำราประวัติศาสตร์ของศาลบุ๋น ประโยคที่ว่า “นักพรตหญิงหัวหลิงฝูแห่งกั่วโจววาดยันต์จำแลงเป็นสายรุ้งบินทะยานยามทิวาอยู่ในตำหนักโย่วเซิ่ง” คือหลักฐานที่ยืนยันแน่ชัดไม่ต้องสงสัย
น่าเสียดายที่สองพันปีที่ผ่านมาลูกหลานในตระกูลไม่มีใครที่สามารถสืบทอดวิชาของนางด้วยการศึกษามหามรรคาของยันต์ใหญ่ได้
หัวชิงกงพกถ้ำสวรรค์ที่ปริแตกแห่งหนึ่งติดตัวเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม มีชื่อว่า “ตำหนักวารี” ก็คือสถานที่บินทะยานพิสูจน์มรรคาของบรรพจารย์หญิงในอดีตท่านนี้
ขึ้นเรือกันมาอีกครั้ง หัวชิงกงเปิดตราผนึกตำหนักวารีอยู่ในห้องของนาง เอาพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เลอค่าอย่างถึงที่สุดนี้ออกมาแสดง
นอกจากพวกเนี่ยชุ่ยเอ๋อแล้ว นางยังเชิญเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่เรียกขานนางคำแล้วคำเล่าว่า “พี่หญิงหัว” มาด้วย
บริเวณใกล้เคียงกับศาลาของตำหนักวารีมีโชคชะตาน้ำเปี่ยมล้น ปราณวิญญาณเข้มข้น มีปลาสีทองหลายตัวที่วาดขึ้นด้วยยันต์แหวกว่ายอยู่กลางอากาศ วนล้อมรอบเสาศาลาเบาๆ ส่ายหัวสะบัดหาง ดอกบัวและใบบัวบานสะพรั่งอยู่ในน้ำเป็นแถบๆ….พวกเขาเหมือนได้เข้ามาอยู่ในวังวารีศักดิ์สิทธิ์ใต้ท้องทะเล
เซี่ยโก่วยกสองมือเท้าเอว ยืนอยู่นอกศาลา
กลอนคู่บทหนึ่งเขียนไว้ว่า หวีผม สีฟัน ประสานมือ ล้างเท้า ล้วนเป็นกิจแห่งการบำเพ็ญตนเป็นอมตะ ปลูกดอกไม้ อ่านหนังสือ ไถนา ทอผ้า คือวิถีของผู้คนในยุคสันติ
กรอบป้าย คือคำว่า ‘สายลมและแสงจันทร์มาเยือน’
เฉินผิงอันไม่ได้รีบร้อนขึ้นไปบนเรือหลิวเสีย แค่พาพวกฟ่านต้าเช่อกับต่งปู้เต๋อไปพูดคุยกัน
นัดหมายกับพวกเขาไว้แล้วว่าจะหาที่พักผ่อนสักแห่งในทวีปหนึ่ง แล้วก็ไปเยือนจวนราชครูที่เมืองหลวงราชสำนักต้าหลี
น้ำเต้าเลี้ยงกระบี่หนึ่งลูก เงินเทพเซียนหนึ่งก้อน คือ “เงินเดือน” ในฐานะผู้ถวายงานลับของกรมอาญาต้าหลี
ถึงเวลานั้นให้เก็บน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ไว้เป็นของตัวเอง ส่วนเงินเทพเซียนก้อนนั้นสามารถเอาไปซื้อสมบัติวิเศษอาวุธอาคมในท้องพระคลังของต้าหลีได้
เขาเฉินผิงอันจะบอกกล่าวกับจ้าวเหยาที่เป็นรองเจ้ากรมอาญาซึ่งดูแลกิจธุระในกรมอาญาไว้ก่อน เจ้าหมอนี่เคยไปเยือนนครบินทะยาน เป็นคนกันเอง
พวกเขาสองคนตกลงราคาเป็นการส่วนตัวกันไว้ก่อน แล้วพวกเจ้าก็อาศัยความถูกชะตาและความจำเป็นในการหลอมกระบี่เลือกสมบัติกันเอาเอง…
เรื่องนี้ต้องมีการทำตามขั้นตอนให้พอเป็นพิธีอยู่ในการประชุมเล็กของต้าหลี อีกทั้งยังจะต้องถูกจดลงบันทึก ดังนั้นจึงไม่ควรโจ่งแจ้งเกินไป พวกเจ้าช่วยเข้าใจสักหน่อย…
หากมีของที่ถูกใจเพิ่มเติมก็บอกมาได้เลย ไม่ต้องสนว่าเป็นของดีราคาถูกหรือไม่ เขาที่เป็นราชครูจะเป็นคนควักกระเป๋าเงินจ่ายให้เอง
ฟ่านต้าเช่อพลันเอ่ยว่า “ใต้เท้าอิ่นกวาน ข้าสามารถเปลี่ยนความคิดไปหาประสบการณ์ในทวีปแห่งอื่นก่อนได้หรือไม่?”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เป็นเรื่องที่ดี”
ฟ่านต้าเช่อก็มีนิสัยอย่างนี้อยู่แล้ว ตัดสินใจได้แล้วก็มักจะลังเลไม่แน่ใจขึ้นมาอีก
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างขำๆ ปนฉุน “พอนั่งลงที่โต๊ะเจ้าไม่เลี้ยง ไม่ดื่มสุราคารวะ แล้วข้าจะดื่มเหล้าเองไม่ได้หรือ?”
ผู้ฝึกกระบี่หญิงคนหนึ่งยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “ใต้เท้าอิ่นกวาน หากข้าใช้เสียงในใจพูดคุยกับท่านสองสามประโยค หนิงเหยาจะได้ยินหรือไม่?”
เฉินผิงอันตั้งท่าเหมือนเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ นี่ไม่เกี่ยวกับว่าหนิงเหยาจะได้ยินหรือไม่ได้ยิน
แต่ผู้ฝึกกระบี่หญิงขอบเขตประตูมังกรคนนี้กลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นางพูดด้วยสีหน้าเป็นปกติ สีหน้านิ่งเฉย บอกชื่อของสหายรักในอดีตไปก่อน แล้วค่อยบอกว่าสหายของนางมักจะไปอุดหนุนที่ร้านเหล้าเป็นประจำอย่างไรบ้าง
เฉินผิงอันเงียบไปครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เอ่ยว่า “ถึงอย่างไรใต้หล้าไพศาลก็ไม่ใช่กำแพงเมืองปราณกระบี่ ธุลีแดงคละคลุ้ง บุปผางามบานสะพรั่งหลิวเขียวชอุ่มหนาทึบ ความร่ำรวยสูงศักดิ์ ชื่อเสียงผลประโยชน์และพันธนาการ อะไรดีอะไรไม่ดี พวกเจ้าต้องประสบพบเจอกับตัวเองถึงจะรู้ได้”
“แล้วก็ไม่ต้องกริ่งเกรง เอาแต่หลบเลี่ยงถอยหนีให้มากเกินไป ก็แค่เดินผ่านความอึกทึกวุ่นวายนั้นไปสักครั้ง หวังเพียงว่าพวกเจ้าจะหันกลับไปมองเส้นทางที่เดินผ่านมาบ่อยๆ”
“บางครั้งก็คิดสักหน่อยว่าอะไรคือผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ เชื่อว่าทุกท่านจะต้องได้รับผลเก็บเกี่ยวอย่างแน่นอน ขุนเขาสายน้ำยาวไกลต้องทะนุถนอมดูแลตัวเองให้ดี ไว้พบกันใหม่คราวหน้า”