กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1192.1 พรุ่งนี้
เรือหลิวเสียออกเดินทาง ตัวเรือพลันพุ่งทะยานไปไกลร้อยพันลี้
ทิ้งเพียงรอยเส้นที่ยาวมากอยู่เหนือทะเลเมฆ ประหนึ่งช่างไม้ดีดเส้นตีหมึก
ในเมื่อรีบเดินทาง หลิวทุ่ยจึงไม่ได้สนใจการเผาผลาญของปราณวิญญาณ ยกระดับความเร็วของเรือหลิวเสียให้ถึงขีดสุด
เฉินผิงอันเคาะประตูห้อง หนิงเหยาเปิดประตูออก ในมือยังถือตำราไว้เล่มหนึ่ง เฉินผิงอันเหลือบมองหน้าปก คือนิยายคดีความแบบเล่าเรื่องเล่มหนึ่ง
หนิงเหยาบอกว่าขอดูสภาพการณ์ของเฉินผิงอันในปัจจุบันหน่อย เฉินผิงอันจึงกลั้นหายใจทำสมาธิ เปิดตราผนึกแต่ละชั้นออก เปิดประตูหัวใจทางเข้าฟ้าดินในร่างมนุษย์ออก
นางรวบรวมดวงจิตให้เล็กเท่าเมล็ดงา มองฟ้าดินดวงจิตของเฉินผิงอันอย่างละเอียด
ท่ามกลางหุนตุ้นที่วุ่นวายปรากฏเค้าลางแห่งการกำเนิดแรกเริ่มของสรรพสิ่ง ตรงม่านฟ้าแห่งนั้นมีช่องโหว่ขนาดใหญ่ มหึมาปรากฏอยู่บนทะเลเมฆสีเขียวหนาทึบ ประหนึ่งองค์เทพที่เบิกเนตร
จุดที่ “สายตา” มองไปเห็นเกิดการจำแลงทัศนียภาพอย่างหนึ่งออกมา ก็คือแสงจากฟากฟ้าที่สว่างเจิดจ้าหาที่สิ้นสุดไม่ได้สาดส่องลงบนโลกมนุษย์ เรืองรองงดงามประหนึ่งดวงตะวันแรงกล้าที่หลอมสรรพสิ่งอยู่อย่างต่อเนื่องไม่มีหยุดพัก
พายุมังกรม้วนตัวลูกใหญ่ยักษ์เชื่อมโยงอยู่กับฟ้าคราม คอยอ้อมผ่านรากฐานสีทองที่หลังจากผ่านการหล่อหลอมก็หล่นลงพื้น สร้างความแข็งแกร่ง ยิ่งนานก็ยิ่งหนาชั้นสูงใหญ่อย่างต่อเนื่อง
มังกรพสุธาม้วนตัวที่ซุกซ่อนปราณวิญญาณ ท่วงทำนองแห่งมรรคา วิชาหมัด ปณิธานกระบี่ ใช้ท่วงท่าอันโดดเดี่ยวเหมือนคนที่กำลังตามหาคนรู้ใจบนเส้นทางเดียวกันอย่างยากลำบาก คอยพลิกกลับไปมาอยู่บนพื้นดินอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ห่อหุ้มเอากลิ่นอายของความเปลี่ยวร้างอันมหาศาล ความเก่าแก่หนักอึ้ง ความเงียบงันไร้เสียง ประหนึ่งพ่อมดหนุ่มค้าฟันยันดินที่เดินวนอ้อมแท่นบูชาเทพที่มีชื่อว่า “นิรันดร์กาล” ตั้งใจจะขับขานบทเพลงสร้างความรื่นรมย์แด่เทพเจ้า แต่สุดท้ายกลับมีแต่ความเงียบงัน
ยืนอยู่บนยอดเขาเดียวดายที่ตั้งตระหง่านอยู่บนฟ้าดินซึ่งถูกเฉินผิงอันจำแลงขึ้นมาชั่วคราวด้วยกัน หนิงเหยามองทัศนียภาพแปลกตาใจกลางฟ้าดิน
เงียบงันไปนาน หนิงเหยาก็เปิดปากถามเรื่องวิธีการบินทะยานของนักพรตติงแห่งภูเขาเถาฝูและภาพการพิสูจน์มรรคาซึ่งเป็นภาพภูเขาสายน้ำของต้าหลี
เฉินผิงอันย่อมบอกทุกเรื่องที่ตัวเองรู้ให้นางฟัง
หนิงเหยาพูดแค่ว่าความคิดดีมาก แล้วก็ไม่มีประโยคถัดไปแล้ว
เฉินผิงอันโบกชายแขนเสื้อ ตรงแท่นสูงสีทองที่อยู่ใจกลางของพื้นที่ก็เกิดภาพเหตุการณ์ผิดปกติขึ้นมาอีก
ความคิดหนึ่งเหมือนก้อนหินที่โยนลงไปในน้ำแล้วสะเก็ดน้ำแตกกระจาย “สะเก็ดน้ำ” ก็คือสามคำว่า “ภูเขาลั่วพั่ว” ตัวอักษรสีทองเปล่งวาบแล้วหายไปกลับไปยังแท่นสูง ประหนึ่งเม็ดฝนที่หลอมรวมกับน้ำในสระ
เพียงแต่ว่าไม่นานก็มีเส้นยาวสีทองเส้นหนึ่งพลัน “ลอยสูง” ขึ้นมาประหนึ่งเรือนกายของเซียน วาดเส้นโค้งไว้กลางอากาศบินทะยานขึ้นสู่ฟ้าคราม ราวกับว่าจิตของคนได้สัมผัสเข้ากับจิตของฟ้า
แค่แตะก็หล่นร่วงลงมา เส้นแสงสีทองกลายเป็นสีเงินที่หวนกลับมายังโลกมนุษย์อีกครั้ง สีขาวโพลนดั่งสีหิมะกระจายแผ่ปูไปบนพื้นดิน
ท่ามกลางความสลัวรางก็มีภูเขาลั่วพั่วผุดขึ้นมา หลังจากนั้นก็อาศัยความทรงจำ “ก่อสร้าง” ขึ้นมาเป็นอำเภอไหวหวง ภูเขาพีอวิ๋น เมืองหลวงต้าหลี ทะเลสาบซูเจี่ยน เมืองหงจู๋ เขตแยนจือแคว้นไฉ่อี นครมังกรเฒ่า ภูเขาตะวันเที่ยง อำเภอเซียนโหยว ลำน้ำใหญ่ภาคกลาง…
กระทั่งถึงเมืองหลวงแคว้นชิวที่เพิ่งไปเยือนมาล่าสุด อาณาเขตของแจกันสมบัติทวีปที่อยู่ท่ามกลางสภาวะหุนตุ้นเหมือนม่านราตรี เมืองนคร พื้นที่ประกอบพิธีกรรม ภูเขาสายน้ำ เหมือนตะเกียงที่ทยอยกันสว่างไสวขึ้นมาทีละดวง
จุดแสงเล็กๆ ทุกจุด ในอนาคตล้วนสอดคล้องกับช่องโพรงลมปราณแต่ละช่องของเฉินผิงอัน และในแต่ละสถานที่ก็มีบุคคลต่างๆ นั่งบัญชาการ มีชีวิตชีวาสมจริง ท่วงท่าสีหน้าแตกต่างกันไป ความสูงของเรือนกายก็ต่างกันมาก
นี่ก็คือความอุตสาหะบากบั่นอย่างลึกซึ้งจนบรรลุผลของเฉินผิงอัน เรียกได้ว่าทุ่มเททุกความคิดสติปัญญาที่มี เผาผลาญจิตใจเรี่ยวแรงจนหมดสิ้น คือการตีความอีกแง่หนึ่งที่มีต่อประโยคที่ว่า “ฟ้าดินสรรสร้าง มรรคดำรงประจักษ์”
หนิงเหยากวาดตามองก็มองจำนวนของจุดแสงออก ยังห่างจากตำแหน่งจุดลมปราณในร่างกายที่เฉินผิงอันหามาได้หนึ่งพันหนึ่งร้อยกว่าจุด ยังขาด “สถานที่” อีกประมาณสามร้อยกว่าแห่ง นางถามว่า
“ต่อจากนี้จะใช้กระดาษยันต์สีเขียววาดยันต์สร้างร่างแยกที่แข็งแกร่งไว้หลายๆ ร่าง เพื่อแบ่งดวงจิตเดินทางไกลไปยังสถานที่สามร้อยกว่าจุดในเวลาเดียวกันหรือ? นี่ก็จะสามารถชดเชยภาพบินทะยานผสานมรรคาภาพนี้ได้สมบูรณ์แล้ว? ขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลานานแค่ไหน? หนึ่งปี สิบปี?”
เฉินผิงอันกล่าว “ลองคำนวณอย่างหยาบๆ รอบหนึ่ง หากชดเชยจำนวนได้ครบถ้วนแล้ว ก็ไม่ต้องเสียเวลามากเท่าไร ปล่อยยันต์ร่างแยกเก้าร่างออกไปรวดเดียว ประมาณครึ่งปีก็พอแล้ว”
“ถึงเวลานั้นจะพิสูจน์มรรคาได้หรือไม่ คิดแล้วถึงเวลานั้นก็น่าจะพอมั่นใจได้คร่าวๆ แล้ว หากมีความมั่นใจหกส่วนก็จะปิดด่าน เปิดหน้าก่อนแล้วค่อยแต้มดวงตา มุ่งมั่นแสวงหาการบินทะยาน”
“หากรู้สึกว่ามั่นใจได้ไม่มากพอ มีความมั่นใจได้ไม่ถึงหกส่วน ก็ค่อยพัฒนาให้สมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม ใช้ร่างจริงออกท่องไปตามภูเขาสายน้ำ ท่องไปให้ทั่วอาณาเขตของแจกันสมบัติทวีปที่ไม่เคยย่างกรายไปเยือนอีกรอบหนึ่ง แล้วก็ไปเยือนสถานที่สำคัญแห่งต่างๆ ที่เคยไป ทำการ ‘ลงเส้นสีทอง’ รอบหนึ่ง”
หนิงเหยาถาม “บุคคลและสถานที่ใหม่ที่จะเสริมมาทีหลัง แค่เคยเห็นก็ใช้ได้แล้วหรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า “คนเก่าคนใหม่สองกลุ่ม สถานที่ทัศนียภาพแค่เคยเห็นล้วนไม่มีประโยชน์อะไร การจินตนาการเช่นนี้ขาดเส้นเอ็นและกระดูกไป อาศัยสิ่งนี้สร้างเป็นฟ้าดินจิตธรรมขึ้นมา ก็คือหอเรือนกลางอากาศที่โงนเงนจะล้มมิล้มแหล่”
“ง่ายที่ภูเขาสายน้ำจะเปลี่ยนสี เปลี่ยนจากภูเขาเขียวน้ำใสกลายมาเป็นภาพวาดลายเส้นขาวดำ ถูกแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลาของที่นี่ชำระล้างหลายรอบ ก็เหมือนอักษรบนป้ายศิลาที่รางเลือนไม่ชัดเจน”
“ดังนั้นข้าจึงยังต้องการเส้นจุดไข่ปลาในการเชื่อมโยงบุคคลและสถานที่มากมายเข้าไว้ด้วยกัน เส้นเส้นนี้ก็คือตราประทับที่ราชครูคนใหม่ของต้าหลีนาบประทับลงไปบนเอกสารราชการและหนังสือของแคว้นประเภทต่างๆ”
“ยกตัวอย่างเช่นหวงเหมยเซียนรองแม่ทัพหานโจวที่ต่อจากนี้จะได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพของมณฑลแห่งหนึ่ง ตราประทับราชครูเป็นหลัก ตราประทับทางการของกรมขุนนางและกรมอาญาเป็นรอง สามตราประทับนาบลงไปพร้อมกัน”
“ข้ากับหวงเหมยเซียนและโชคชะตาบู๊ของสำนักการทหารในมณฑลแห่งนั้นก็จะมีการขานรับของคนฟ้าที่มองดูคล้ายเป็นมายาเลื่อนลอยแต่แท้จริงแล้วกลับไม่เลื่อนลอยเลย แม่ทัพปู่เป็นเช่นนี้ การเลื่อนขั้นของขุนนางบุ๋นในแต่ละมณฑลก็เป็นหลักการเดียวกัน”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อจากนี้ข้าจะปฏิรูประบบราชสำนักต้าหลีที่ควบรวมหลายมณฑลเข้าด้วยกันด้วยตัวเอง นั่นก็ยิ่งเป็นการนาบตราประทับอีกแบบหนึ่ง คือการยืดขยายอำนาจในด้านการปกครองของราชครู ก็เหมือนการผสานรวมแห่งมรรคาของบนภูเขา…”
หนิงเหยาพยักหน้า “มีเส้นทางให้เดินก็ไม่ต้องกลัวว่าฟ้าจะมืด”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “พูดถูกเลย”
หนิงเหยานึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็ถามอย่างสงสัยว่า “ทำไมถึงเก็บด้ายแดงเส้นนั้นเอาไว้?”
เส้นด้ายวาสนารักระหว่างนางกับเฉินผิงอัน ด้ายแดงด้านที่เป็นของนาง ปีนั้นได้ขอให้เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสสะบั้นทิ้งไปนานแล้ว ไม่รู้ว่าเหตุใด เฉินผิงอันถึงไม่ยอมตัดมันทิ้งแต่เก็บมันไว้ตลอดเวลาจนถึงวันนี้
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “เก็บไว้เป็นที่ระลึก”
เศษชิ้นส่วนแก้วใสสามสิบหกชิ้นที่ได้มาจากการแบ่งสมบัติ เฉินผิงอันเก็บไว้แค่ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดกับชิ้นที่เล็กที่สุด เพื่อเตรียมไว้ใช้เมื่อถึงคราวจำเป็น อย่างชิ้นแรกก็เป็นการเตรียมการล่วงหน้าไว้ให้กับจางเจียเจิน ส่วนอย่างหลัง วันหน้าเมื่อท่องเที่ยวไปในใต้หล้าไพศาล เชื่อว่าจะต้องมีคนที่มีวาสนารอคอยอยู่
เศษแก้วใสชิ้นอื่นที่เหลืออยู่ต่างก็ถูกเฉินผิงอันหลอมเป็นร่างทองที่บริสุทธิ์ของคนสองคน
เฉินผิงอันสะบัดชายแขนเสื้อ ร่างทองสองร่างกลายเป็นเส้นแสงสีทองสองเส้นที่พุ่งห่างไปไกล แยกกันไปเผยกายทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตกของฟ้าดิน
คนผู้หนึ่งคือนักพรตหนุ่มที่สวมกวานเต๋าสีม่วงทอง สวมชุดขนนกบนร่าง ใช้นามแฝงว่า “คุณชายเริ่น” ฉายาด้านการฝึกตนคือ “ฉีเสีย”
นักพรตไร้ใบหน้า สะพายกระบี่ไม้ ในมือถือท่อนเหล็ก ตรงเอวห้อยตราประทับยันต์ไว้ชิ้นหนึ่ง คล้ายกับว่าเป็นหุ่นดินที่ถูกเฉินผิงอันปั้นแล้วปาดใบหน้าทิ้งไปง่ายๆ
ข้างกายนักพรตหนุ่มไร้ใบหน้ายังมีเสื้อเกราะห้าสีที่เปล่งประกายศักดิ์สิทธิ์อีกชิ้นหนึ่งลอยอยู่ จำลองมาจากเสื้อเกราะที่กายธรรมของอู๋ซวงเจี้ยงสวมใส่ การแต่งกายนี้เรียกได้ว่าหรูหรางดงามอย่างถึงที่สุด
อีกคนหนึ่งคือผู้ฝึกยุทธเต็มตัวที่รูปโฉมกึ่งๆ อยู่ระหว่างเด็กหนุ่มกับชายหนุ่ม คือเฉินผิงอันที่ปีนั้นชิงเดินนำออกไปจากหัวกำแพงเมืองเพื่อไปคุมเชิงอยู่กับหลีเจิน นี่ก็น่าจะเป็นตัวเองที่สอดคล้องกับคำว่า “ปราณโชติช่วง” มากที่สุดสำหรับในใจของเฉินผิงอัน
สวมชุดขาวเปลือยเท้า บนมวยผมรวบปักไว้ด้วยปิ่นหยก แต่งกายเรียบง่ายอย่างถึงที่สุด
มีศาลสองแห่งที่ผุดขึ้นมาจากพื้นราบ ดูจากกรอบป้ายนั้นแล้ว ชื่อที่ตั้งล้วนยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน แบ่งออกเป็นชื่อว่า “พื้นที่ประกอบพิธีกรรม” กับ “ศาลบู๊”
เฉินผิงอันยื่นนิ้วชี้ไปยังทิศไกล พูดด้วยสีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา
“แม่น้ำยาวโชคชะตาบุ๋นที่ก่อนหน้านี้เกิดจากการหล่อหลอมตัวอักษรนับล้านตัวใช้ไม่ได้แล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร แค่ทำซ้ำใหม่อีกครั้ง ซึ่งมีแต่จะมั่นคงแข็งแกร่งมากกว่าเดิม ระดับขั้นสูงยิ่งกว่าและดียิ่งกว่า”
“วันหน้าหน่วนซู่จะเดินลงน้ำไกลไปตามกระแสของลำน้ำโชคชะตาบุ๋นเส้นนี้ รับรองว่าจะมีครบทั้งฟ้าอำนวย ดินอวยพรและคนสามัคคี”
ถึงอย่างไรก็ไม่มีคนนอกอยู่ด้วย คงเป็นเพราะอารมณ์ผ่อนคลายอยู่ที่นี่ราวกับว่าเป็นโลกที่เงียบสงบแต่กลับไม่อ้างว้างที่มีเพียงเขาและนาง
เฉินผิงอันเองก็เอาอย่างเซี่ยโก่ว ก้าวเท้าเยื้องย่างสะบัดมือ แล้วก็ไม่รู้ว่าไปเรียนรู้มาจากใคร แน่นอนว่าก็อาจเป็นพวกเขาที่เรียนรู้มาจากเด็กชายชุดเขียว
ให้หนิงเหยาได้ดูภาพบินทะยานที่ร้อยเรียงต่อเนื่องกัน เฉินผิงอันระมัดระวังรอบคอบและสุขุมนิ่งสงบอย่างมาก
รอกระทั่งพูดเรื่องการเดินลงน้ำในอนาคตของหน่วนซู่ให้หนิงเหยาฟัง เขากลับมีท่าทางลำพองใจ สีหน้าสดชื่นเบิกบาน
หนิงเหยาถาม “ทำไมถึงเลือกที่จะรับสำนักกระบี่หลงเซี่ยงเอาไว้ล่ะ?”
แม้จะบอกว่าฉีถิงจี้หลอกวางแผนตลบหลังเขา แต่ด้วยนิสัยของเฉินผิงอัน หากคิดจะพลิกลิ้นไม่ยอมรับก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
เฉินผิงอันอธิบายว่า “เป็นเหตุผลเดียวกับการรวบรวมภูเขาใหญ่ทางทิศตะวันตกของบ้านเกิด หากไม่เฉียดเข้าใกล้เลยแม้แต่ครึ่งเดียว ก็ต้องรับเอามาไว้ทั้งหมด”
“ตอนนั้นสร้างสำนักเบื้องล่างไว้ที่ใบถงทวีปก็เพราะพุ่งเป้าไปที่ลำน้ำใหญ่และการชดเชยดินอวยพรที่ขาดแคลนไป เดิมทีข้าไม่มีความคิดที่จะฉวยโอกาสเข้าไปช่วงชิงตำแหน่งเจ้าแห่งหนึ่งทวีปมาครอง ส่วนตอนนี้น่ะหรือ….”
“ข้าไม่เพียงแต่ยินดีรับสำนักกระบี่หลงเซี่ยงเอาไว้ ยังจะรีบสร้างสำนักเบื้องล่างอีกแห่งขึ้นมาโดยเร็ว ไล่ตามภูเขาเถาฝูของฝูลู่อวี๋เสวียนไปให้ทัน กลายมาเป็นปฐมสำนักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในใต้หล้าไพศาล เป็นสำนักที่มีเซียนกระบี่อยู่มากที่สุด”
“เมื่อเฉินผิงอันได้ครอบครองแค่ภูเขาลั่วพั่วที่เป็นสำนักอักษรจงเพียงแห่งเดียว การคาดเดาส่งเดชมีหลายรูปแบบ คำนินทาว่าร้ายมีสารพัด มากมายดุจปุยนุ่น”
“เมื่อข้าได้ครอบครองสำนักสองแห่งก็ยังคงมีการดูแคลนเย้ยหยัน แม้กระทั่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็ยังเดือดร้อนโดนด่าไปด้วย ยังคงไม่อาจต้านทานการฉวยจังหวะลงมือของพวกคนที่ถูกผีล่อลวงจิตใจได้”
เฉินผิงอันทรุดตัวลงนั่งยอง ขยุ้มดินขึ้นมาแล้วถูเบาๆ ตามความเคยชิน สายตามองตรงไปเบื้องหน้า
“รอกระทั่งข้าได้ครอบครองสำนักกระบี่หลงเซี่ยง แต่ละคนกลับจะต้องกลัวข้า บุคคลบนยอดเขาที่แฝงตัวอยู่ในที่มืดจับจ้องมองข้าและภูเขาลั่วพั่ว รวมไปถึงเจ้ากับนครบินทะยานด้วยสายตาดำมืดชั่วร้าย แล้วยังคิดจะงัดข้อกับข้า พวกเขาก็ต้องชั่งน้ำหนักของตัวเองก่อนว่าพอหรือไม่”
“สักวันหนึ่งภูเขาลั่วพั่วก็จะไม่ต่างอะไรจากภูเขาเถาฝู มีรูปแบบของหนึ่งภูเขาสามสำนัก แล้วรอกระทั่งภูเขาลั่วพั่วยกเลิกคำสั่งปิดภูเขา ผู้ฝึกกระบี่ของแต่ละทวีปก็จะพากันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพวกเรา”
“คนที่ก่อนหน้านี้กลัวข้าจะต้องเคารพข้า ทั้งเคารพทั้งยำเกรง เมื่อพวกเขาพูดถึงกำแพงเมืองปราณกระบี่และราชสำนักต้าหลีอีกครั้งก็ต้องระวังคำพูดของตัวเองแล้ว”
เฉินผิงอันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพึมพำว่า “ข้าจะให้วิถีทางโลกเดินขึ้นสู่ที่สูงกว่าเดิม ข้าอยากจะลองดูสักหน่อย”
……
หลิวทุ่ยมาหาฉีถิงจี้ แล้วก็ไม่ถามถึงเรื่องใหญ่อย่างการที่สำนักกระบี่หลงเซี่ยงเปลี่ยนเจ้าสำนัก แค่อยากจะถามความคิดเห็นจากฉีถิงจี้เรื่องหนึ่ง
หลิวทุ่ยบอกว่าต้องการจะมอบถ้ำสวรรค์ป๋ายฉือครึ่งหนึ่งให้กับภูเขาลั่วพั่ว ถือเสียว่าตีมูลค่าออกมาเป็นอาวุธเซียนสองชิ้น ชดเชยให้เป็นของขวัญร่วมแสดงความยินดี
หลิวทุ่ยคร้านจะสิ้นเปลืองความคิดจิตใจในการหาคนมาคุยเรื่องซื้อขายอาวุธเซียนชิ้นหนึ่งจริงๆ
ฉีถิงจี้อึ้งตะลึงไปเช่นกัน ถ้ำสวรรค์ป๋ายฉือกือกิจการบรรพบุรุษของเทียนเหยาเซียง ไม่ต่างจากภูเขาปี้เซียวที่ต่างก็เป็นรากฐานของมหามรรคา
ฉีถิงจี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้ให้คำตอบทันที เขายิ้มถามว่า “เจียงซ่างเจินคือผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของภูเขาลั่วพั่ว เขามือเติบใจกว้างมากพอแล้ว แล้วยังเป็นเจ้าประมุขของสกุลเจียงแห่งสำนักกุยหยกอีก ขนาดเขายังไม่กล้าเอาโฉนดที่ดินครึ่งหนึ่งของพื้นที่มงคลถ้ำเมฆาสกุลเจียงมามอบให้เฉินผิงอันเลย หลิวทุ่ย ไหนเจ้าลองว่ามาสิว่าเจ้าคิดอะไรอยู่กันแน่?”
หลิวทุ่ยเอ่ย “ความคิดเรียบง่ายมาก หากไม่นั่งลงเดิมพันที่โต๊ะเดิมพันก็ไม่นั่งเลย แต่ในเมื่อนั่งลงที่โต๊ะแล้ว จะเดิมพันทั้งทีก็ต้องทุ่มให้หนัก”
ฉีถิงจี้ส่ายหน้า ไม่ยอมรับและไม่ปฏิเสธ
แม้ว่าทั้งสองฝ่ายจะเป็นสหายกัน ทว่านิสัยการกระทำกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หลิวทุ่ยนั้นถือว่าเป็นคนอายุน้อยมีปณิธานตามแบบฉบับ ทุกครั้งที่ออกเดินทางอยู่ข้างนอกเขาจะไม่ปิดบังความทะเยอทะยานของตัวเองแม้แต่น้อย ฉายประกายเฉียบคมอย่างเต็มที่ คือคนประเภทที่มีสายตาทิ่มแทงดุจหนามแหลม
แม้ว่าฉีถิงจี้จะขึ้นชื่อว่าออกกระบี่บนสนามรบหนักหน่วงดุจอสนีบาต แต่เวลาปกติที่อยู่นอกสนามรบ อย่างน้อยภายนอกก็ยังแสดงออกถึงความอบอุ่น
หลิวทุ่ยเอ่ย “หลายปีมานี้ข้าโชคไม่เลว อันดับแรกก็ถูกเจ้าช่วยเอาไว้ ไม่ได้ตายอยู่ที่เกราะทองทวีป ไปหลบปิดด่านอยู่ในถ้ำสวรรค์ป๋ายฉือ เดิมทีก็เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บอยู่แล้ว ไหนเลยจะกล้าวาดฝันถึงการพิสูจน์มรรคาเป็นบินทะยาน ผลลัพธ์กลับกลายเป็นว่าสามารถทำสำเร็จ”
“เรื่องที่ภูเขาปี้เซียวจะตกไปเป็นของใคร นับตั้งแต่บรรพจารย์แต่ละรุ่นจนมาถึงรุ่นข้า เป็นเรื่องที่ค้างคามานานหลายปี ใครบ้างที่ไม่กลัวว่าพอตื่นนอนขึ้นมา ภูเขาบรรพบุรุษทั้งลูกจะปลิวหายไป กลายเป็นตัวตลกของทั้งใต้หล้า แล้วเป็นอย่างไร? เจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวยอมเปิดปากตอบตกลงแล้ว! เวลาอย่างนี้ไม่ลงเดิมพัน แล้วจะรอเวลาตอนไหนอีกเล่า?”
ฉีถิงจี้เอ่ย “ในเมื่อตัดสินใจได้แล้ว เจ้าก็ลองไปพูดคุยกับเฉินผิงอันดูเถอะ”
หลิวทุ่ยกล่าว “ต้องหาโอกาสพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวสักหน่อย”
ไม่อย่างนั้นหนิงเหยา เสี่ยวโม่ ป๋ายจิ่ง ลู่จือ…พวกเขาแต่ละคนต่างก็อยู่ด้วย หลิวทุ่ยก็รู้สึกกดดันไม่น้อยเลยจริงๆ
ฉีถิงจี้เอ่ยสัพยอก “ไม่กลัวว่าจะถูกคนอื่นนินทาว่าเจ้าเป็นพวกชอบประจบสอพลอผู้มีอำนาจหรอกหรือ?”
หลิวทุ่ยร้องหึ “เดิมทีข้าก็เหมือนแมลงวันรุมตอมของเน่าเหม็น เป็นคนถ่อยที่แท้จริงอยู่แล้ว ยังต้องกลัวว่าคนอื่นพูดเตือนอีกหรือ?”
ฉีถิงจี้หลุดหัวเราะพรืด คงเป็นคนอย่างหลิวทุ่ยนี่กระมังที่เรียกว่าแม้เสียสิ้นซึ่งศีลธรรมส่วนตัว แต่ยังคงยึดถือในความชอบธรรมอันยิ่งใหญ่
อยู่ดีๆ หลิวทุ่ยก็เอ่ยอย่างปลงอนิจจังขึ้นมาว่า “น่าเสียดายที่คนรักของเขาคือนาง”
ไม่อย่างนั้นเขาก็คงทำให้สหายจิงเฮาได้มีลำดับอาวุโสเพิ่มขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง
หลิวทุ่ยใช้เสียงในใจถาม “เป็นผู้ฝึกกระบี่เต็มตัวขอบเขตสิบสี่เหมือนกัน หากอยู่ฝ่ายตรงกันข้าม พวกเขาใครจะแพ้ใครจะชนะ ใครจะรอด ใครจะตาย?”
ฉีถิงจี้ส่ายหน้า ไม่อาจให้คำตอบได้ หนิงเหยาฝ่าทะลุขอบเขตเร็วเกินไปจริงๆ ยากที่จะยืนยันให้แน่ใจได้ว่าตอนนี้เวทกระบี่ของนางสูงแค่ไหนกันแน่
ในศาลาของตำหนักวารีของหัวชิงกง เนี่ยชุ่ยเอ๋อที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเกือบจะได้เพิ่มลำดับอาวุโสถึงสองครั้งรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเองเท่าใดนัก
เพียงแต่เพราะเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวคอยจับจ้องมองนางอยู่ตลอดเวลา ยิ้มกว้างหัวเราะอย่างโง่งม เนี่ยชุ่ยเอ๋อไม่แน่ใจในนิสัยใจคอของเซี่ยโก่ว จึงได้แต่อดทนเอาไว้
เยี่ยนโฮ่วเต้าซื้อ “ยันต์สบายอุรา” ที่เซี่ยโก่วบอกว่ามีเทพคอยช่วยเหลือมาสิบแผ่น
เซี่ยโก่วปณิธานห้าวหาญเสียดฟ้า กึ่งขายกึ่งมอบให้ รับเงินจากเซียนกระบี่โฮ่วมาแค่ห้าเหรียญเงินฝนธัญพืชเท่านั้น
เถียนเซียนสงสัยใคร่รู้จริงๆ ด้วยนิสัยที่นำพานางเปิดปากถามอายุการฝึกตนและขอบเขตจากเซี่ยโก่วไปโดยตรง
เซี่ยโก่วนวดคลึงปลายคาง “อายุการฝึกตนที่แท้จริงควรนับอย่างไร นี่คือคำถามที่ยากมากนะ”
หากนับตอนที่นอนหลับใหญ่ไปหนึ่งหมื่นปีด้วย ทุกวันนี้เพิ่งจะเป็นขอบเขตบินทะยานก็ไม่เท่ากับแสดงให้เห็นว่าคุณสมบัติของนางย่ำแย่ กลายเป็นคนบนเส้นทางเดียวกับพวกหลิวทุ่ย ชิงถงหรอกหรือ หรืออาจจะถึงขั้นด้อยกว่าหลายส่วนด้วย? อัปมงคลนัก!
เห็นเซี่ยโก่วทำหน้าคิดไม่ตก เถียนเซียนก็ไม่คิดจะถามอะไรต่ออีก
เซี่ยโก่วพลันร้องเอ๊ะ ยื่นนิ้วชี้ไปยังปลาใหญ่เกล็ดสีทองตัวหนึ่งที่วนล้อมอ้อมต้นเสา เอ่ยอย่างตกตะลึง “ปลาตัวนี้ประหลาดจริง ทำไมถึงพ่นตำราออกมาด้วยล่ะ”
จิตใจของหัวชิงกงสั่นสะเทือน มองตามนิ้วของเซี่ยโก่วที่ชี้ไป แล้วก็จริงอย่างที่นางว่า ปลาสีทองที่ปีนั้นจำแลงมาจากท่วงทำนองของการพุ่งทะยานของบรรพจารย์ค่อยๆ พ่นตำราเต๋าสีทองที่แสงเรืองรองเปล่งประกายเล่มหนึ่งออกมา
หนวดปลาม้วนงอเบาๆ ผลักคัมภีร์ที่ระดับขั้นน่าตะลึงเล่มนั้นให้เข้ามาในศาลา หัวชิงกงยื่นมือออกไปตามจิตใต้สำนึก คาดไม่ถึงว่าตำราเล่มนั้นกลับลอยเข้าหาเนี่ยชุ่ยเอ๋อ