กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1192.2 พรุ่งนี้
หัวชิงกงหดมือกลับมา รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เนี่ยชุ่ยเอ๋อยิ่งพิพักพิพ่วนมากกว่านี่คือ?
ดูจากชื่อหนังสือที่เขียนด้วยตัวอักษรโบราณแล้ว คือคำว่า “ประกาศศักดิ์สิทธิ์แห่งพระจันทร์เต็มดวง”
หัวชิงกงเอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “ต้องเป็นตำราที่เขียนด้วยมือของเจินเหรินยุคโบราณท่านหนึ่งอย่างแน่นอน ดวงจันทร์เต็มดวงกับจันทราเปี่ยมพลัง (หม่านโพ่) คือโชควาสนาที่เป็นของเจ้าอย่างแน่นอน เนี่ยชุ่ยเอ๋อ อย่ามัวลังเล รีบรับตำราเล่มนั้นไว้เร็วเข้า”
จินเซียนยุคโบราณกับเจินเหรินยุคบรรพกาล ล้วนเป็นคำกล่าวที่มีน้ำหนักอย่างมาก
จินเซียนบรรพกาลที่บุกเบิกถ้ำสถิต สืบทอดสายวิชา กับเจินเหรินยุคโบราณที่ใช้มหาบรรพตเป็นที่ว่าการเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม
หมื่นปีที่ผ่านมา กาลเวลายาวนาน ไม่เคยได้พบเจอจินเซียนบรรพกาล เจินเหรินยุคโบราณที่ประจำการอยู่บนพื้นพสุธาก็เหมือนมังกรเทพที่แปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ ใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรีไม่ยึดติดอยู่กับสายน้ำเมฆา บางครั้งหากมีการถ่ายทอดวิชาที่แท้จริงก็ล้วนเป็นวาสนาตระกูลเซียนชั้นเลิศ
เซี่ยโก่วใช้สายตาให้กำลังใจเอ่ยว่า “สหายหม่านโพ่ รับตำรานี้มาอย่างสบายใจได้เลย ในฐานะที่ข้าเป็นผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่ว เวทกระบี่ล้ำเลิศยอดเยี่ยม ย่อมสามารถช่วยปกป้องมรรคาให้เจ้าได้อยู่แล้ว”
เนี่ยชุ่ยเอ๋อยื่นมือไปจับตำราเล่มนั้นไว้อย่างระมัดระวัง พอตำราเข้ามาอยู่ในมือแล้วก็รู้สึกหนักมาก
ในทะเลสาบหัวใจมีเสียงใสเย็นของช่างเซียนหญิงท่านหนึ่งดังขึ้นมา นางอธิบายความเป็นมาของตำราเล่มนี้ให้เนี่ยชุ่ยเอ๋อฟัง บอกกับนางว่าให้ผดุงคุณธรรมแทนสวรรค์ ปฏิบัติตนให้ดีงาม
เซี่ยโก่วพลันเบิกตากว้าง ยื่นนิ้วชี้ไปนอกศาลาอีกครั้ง “มาอีกแล้ว! ยังมีอีก!”
เห็นเพียงว่าบนดอกบัวที่ตั้งต้นตระหง่าน ช่อดอกตูมรอการผลิบาน ดอกไม้ค่อยๆ บานออก แล้วกระบี่บินเล่มหนึ่งที่ส่องแสงสว่างเรืองรองก็โผล่มา
หากมองอย่างละเอียดจะเห็นว่ากระบี่บินเล่มนั้นก็คือคาถากระบี่บทหนึ่ง เพียงแต่ว่าตัวอักษรไหลรินรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ มีเสียงฟ้าคำรณที่เปี่ยมไปด้วยพลานุภาพน่าเกรงขามดังแว่วมา
พวกหัวชิงกงคิดอยากจะเพ่งมองให้ชัดเจนกลับรู้สึกเวียนหัวตาลาย จิตแห่งมรรคาไม่มั่นคงทันที มีเพียงเถียนเซียนที่พอเพ่งสายตามองไปก็คล้ายจะมองเห็น ไม่รู้สึกเปลืองแรงแม้แต่น้อย
เซี่ยโก่วพูดยุยงอีกครั้ง “สวรรค์มอบให้ไม่ยอมรับไว้ย่อมถูกลงทัณฑ์ เถียนเซียนโอกาสมาเยือนไม่คว้าไว้ย่อมไม่มีมาอีกแล้ว ยังไม่รีบรับกระบี่ไว้อีกหรือ?!”
เถียนเซียนได้ยินแล้วก็พยักหน้า นางลองกวักมือหนึ่งที กระบี่บินเล่มนั้นก็เปล่งแสงวาบหนึ่งครั้งแล้วพุ่งเข้ามาอยู่ในชายแขนเสื้อ แล้วโบยบินอย่างร่าเริงอยู่ในทะเลสาบหัวใจของนาง
ตัวอักษรหลายพันตัวที่เดิมทีสับสนไม่เป็นระเบียบก็เรียงตัวด้วยตัวเอง สุดท้ายรวมตัวกลายเป็นคาถากระบี่ที่สมบูรณ์บทหนึ่ง
เถียนเซียนเพ่งจิตมองไปก็เห็นว่าประโยคแรกของคาถากระบี่นั้นคือ “วิชากระบี่อวี้ชิงเสวียนเยว่” และทะเลสาบหัวใจของนางก็เกิดริ้วกระเพื่อมเป็นระลอก เซียนชื่อหญิงท่านหนึ่งที่ไม่เห็นตัวคน ได้ยินแค่เสียงออกคำสั่งบอกว่าให้นางหลอมกระบี่นี้ให้สำเร็จ ต้องกำจัดปีศาจปราบมารให้จงได้
หัวชิงกงรู้สึกดีใจแทนทั้งเนี่ยชุ่ยเอ๋อและเถียนเซียน แต่ในใจก็อดผิดหวังไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรก็เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของตัวเอง ทว่ามีเพียงนางที่ไม่ได้รับอะไรเลย
หรือว่าบรรพจารย์รังเกียจว่าคุณสมบัติของนางย่ำแย่เกินไป?
เพียงแต่ว่าไม่นานหัวชิงกงก็ทำจิตแห่งมรรคาให้มั่นคงได้ ใช่แล้ว ศาสตร์แห่งความเป็นอมตะ ตำรับแห่งความเป็นความตาย วิชาพิสูจน์มรรคา จะยึดติดอยู่กับการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายได้อย่างไรกัน การกระทำนี้ของบรรพจารย์ชัดเจนอย่างยิ่ง คาดว่าต้องเป็นเช่นนี้ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นคนฟ้าที่บรรลุมรรคา คือจินเซียนที่หลุดพ้นเหนือโลกโลกีย์กระมัง?
พริบตานั้นหัวชิงกงก็นึกถึง ‘คำสั่งสอนประจำตระกูล’ เกี่ยวกับปณิธานและเจตนารมณ์มากมายของศาลบรรพจารย์ขึ้นมาได้ และยังรวมไปถึงภาพวาดฝาผนังในตำหนักโย่วเซิ่งรวมไปถึงคำถามบางอย่างที่บรรพจารย์หลิงฝูทิ้งไว้ให้กับลูกหลานรุ่นหลัง ความคิดนับไม่ถ้วนประหนึ่งน้ำขึ้นที่หลอมรวมเข้ามาในทะเลสาบหัวใจ ทำให้หัวชิงกงเหม่อลอยไป
“เป็นๆ ตายๆ พรสวรรค์และนิสัยใจคอ จิตแห่งมรรคาสะท้อนออกมาตามพฤติกรรม ความจริงใจสูงสุดสอดคล้องกับฟ้า เมื่อเหตุปัจจัยพร้อม พรย่อมบังเกิด”
“ผู้ที่ศึกษามรรคา รู้หรือไม่ว่าอะไรคือแก่นแห่งมรรคา?”
เซี่ยโก่วหัวเราะ ในเมื่อหัวชิงกงมีจิตแห่งมรรคาเช่นนี้ จะไม่มีบุญวาสนาเลยได้อย่างไร เพียงแต่ว่าไม่จำเป็นต้องให้ตนทำเรื่องเกินความจำเป็น แค่ต้องช่วยขับดันเล็กน้อยก็ทำให้น้ำมาลำคลองก่อเกิดได้แล้ว คือคำว่า “สายลมและพระจันทร์มาเยือน” อย่างแท้จริง
แล้วคิดดูแล้วบรรพบุรุษสกุลหัวที่บินทะยานอยู่ที่นี่ซึ่งมีตบะไม่ตื้นเขิน ก็น่าจะทิ้งร่มเงาบุญบารมีของบรรพบุรุษที่หนาลึกล้ำส่วนหนึ่งเอาไว้ให้กับทางตระกูล
มาแล้ว
จิตแห่งมรรคาสองดวงสอดคล้องต้องกัน พื้นที่ประกอบพิธีกรรมพลันเปลี่ยนสี
ตัวอักษรบนกลอนคู่และกรอบป้ายเริ่มหลุดออกมาด้วยตัวเอง เส้นด้ายสีทองถักทอเข้าด้วยกัน ค่อยๆ จำแลงกลายเป็นสตรีที่เรือนกายพร่าเลือนคนหนึ่ง
หัวชิงกงอึ้งตะลึงไปก่อน จากนั้นน้ำตาร้อนๆ ก็เอ่อคลอดวงตา พุ่งออกไปจากศาลาหมอบกราบอยู่กับพื้น บอกชื่อแซ่ของตัวเองแล้วเอ่ยว่าขอคารวะท่านบรรพจารย์
เซี่ยโก่วร้องว้าว เอ่ยเสียงเบาว่า “นี่ต่างหากจึงเป็นจิตนึกคิดพลิ้วไหวอย่างเสรี บรรพจารย์สำแดงความศักดิ์สิทธิ์อย่างแท้จริง”
สตรีผู้นั้นแค่จำแลงมาจากท่วงทำนองมรรคาส่วนหนึ่งของหัวฝูหลิงเท่านั้น นางบอกให้หัวชิงกงลุกขึ้นยืนก่อน จากนั้นจึงมองไปยังเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว พูดคุยอย่างลับๆ ว่า “ผู้อาวุโสเซียนกระบี่เข้าใจหลักการใหญ่และคุณธรรมอย่างลึกซึ้ง”
เซี่ยโก่วเบ้ปาก เอ่ยว่า “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ข้าก็แค่ “บรรลุมรรคา” มามากเกินไป หากยังไม่ทำการ “สลายมรรคา’ อีก ก็กลัวว่าจะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์”
หัวฝูหลิงยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “วิธีการผสานมรรคาเช่นนี้ ผู้เยาว์ไม่เคยได้ยินมาก่อน เป็นการบุกเบิกโฉมหน้าใหม่จริงๆ”
เซี่ยโก่วยิ้มรับ ผสานมรรคาหรือ? ยังห่างชั้นอีกไกลนัก หลังจากนั้นนางก็พาพวกเนี่ยชุ่ยเอ๋อออกไปจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ปล่อยให้หัวฝูหลิงถ่ายทอดวิชายันต์กระบี่ให้กับหัวชิงกง
ในห้องเดี่ยวที่เงียบสงบแห่งหนึ่ง เสี่ยวโม่ยืนอยู่ตรงระเบียงชมทิวทัศน์ เหมยตั้นตั้งก็ยังคอยถามโน่นถามนี่อยู่ข้างกายไม่หยุด
เสี่ยวโม่ตอบข้อสงสัยของอีกฝ่ายด้วยความอดทนพลางสังเกตความเคลื่อนไหวที่ศาลาในตำหนักวารีไปด้วย รอกระทั่งหัวฝูหลิงเผยกาย เขาก็ถอนพลังจิตออกมาทันที
เซี่ยโก่วเดินอาดๆ มาถึงที่นี่ เห็นว่าเหมยตั้นตั้งยังตามตอแยเสี่ยวโม่ของตนก็เริ่มรู้สึกรำคาญ “เซียนกระบี่ใหญ่เหมย เจ้าเองก็เป็นคนที่มีอาจารย์เหมือนกันนะ!”
เหมยตั้นตั้งหน้าไม่บาง เอ่ยว่า “อาจารย์บอกให้ข้าขอวิชาความรู้จากอาจารย์เสี่ยวโม่ให้มากหน่อย ขอแค่อาจารย์เสี่ยวโม่ไม่ไล่ข้า ข้าก็ไม่ไปไหนทั้งนั้น”
เซี่ยโก่วยกนิ้วโป้งให้ “เก่งกว่ากานธรรมดาเสียอีก”
เซี่ยโก่วปรายตามองเซียนกระบี่ใหญ่เหมย แล้วจึงหันมามองเสี่ยวโม่ พูดบ่นว่า “ทำไมต้องดูแลเขาขนาดนี้ด้วย”
เสี่ยวโม่เอ่ย “เขาอ่อนด้อยเกินไป”
เหมยตั้นตั้งพูดไม่ออก
เซี่ยโก่วกลอกตาว่องไว ถามว่า “เสี่ยวโม่ เสี่ยวโม่ เจ้าขุนเขาล่ะ ข้ามีเรื่องที่ประหารก่อนแล้วค่อยรายงาน”
เสี่ยวโม่ขมวดคิ้ว “เรื่องอะไร?”
เซี่ยโก่วตอบอย่างเขินอาย “ฮ่า แค่ยุ่งเรื่องชาวบ้านน่ะ”
ที่แท้นางก็ใช้วิชาลับบรรพกาลบทหนึ่งแอบพาผีหญิงห้าสิบกว่าตนออกมาจากใต้หล้าห้าสีโดยที่ผีไม่รู้เทพไม่เห็น
เสี่ยวโม่ถลึงตาใส่ “เหลวไหล! คิดว่ากฎระเบียบของศาลบุ๋นเป็นแค่เครื่องประดับอย่างนั้นหรือ? เจ้าปิดบังได้ดีแค่ไหน แต่การที่อยู่ดีๆ ก็มีหญิงสาวห้าสิบกว่าคนหายออกไปจากนครบินทะยาน เรื่องนี้จะปิดบังศาลบุ๋นได้สักกี่วันกัน?”
เซี่ยโก่วเอ่ยอย่างไร้เรี่ยวแรง “แล้วจะทำอย่างไร ทำก็ทำไปแล้ว”
พ่อครัวเฒ่าพูดได้ดี เป็นคนนั้นกลัวการ “เข้าใจทุกเหตุผลหลักการ” มากที่สุด จงอันดับหนึ่งก็มีเหตุผลที่ไม่แย่เหมือนกัน ก็คนที่เกาะคนอื่นกินดื่มเปล่าๆ นี่นะ หลักการของเขาก็หนีไม่พ้นว่า “ไหนๆ ก็มาแล้ว”
เสี่ยวโม่ใช้ความคิดอย่างหนัก เรื่องนี้มองดูเหมือนจะว่าใหญ่ก็ใหญ่ จะว่าเล็กก็เล็ก แต่อันที่จริงกลับยุ่งยากอย่างมาก
เซียโก่วกล่าว “เสี่ยวโม่ เจ้าเอาไม้เท้าเดินป่ามาให้ข้ายืมก่อน ข้าจะแบกเอาไว้แทนการแบกพุ่มหนามไปขอขมาเจ้าขุนเขา”
เสี่ยวโม่หัวเราะอย่างฉุนๆ “คุณชายมีเรื่องให้ปรึกษาพูดคุยกับฮูหยินเจ้าขุนเขา อีกเดี๋ยวค่อยว่ากัน”
พอได้ยินอย่างนี้ ดวงตาของเซี่ยโก่วก็เป็นประกาย หมุนตัวกลับแล้วเดินจากไปทันที ไปแอบฟังที่มุมกำแพง
แต่กลับถูกเสี่ยวโม่คว้าคอเสื้อด้านหลังเอาไว้ ลากกลับมาที่ข้างโต๊ะ บอกให้นางนั่งอยู่กับโต๊ะนิ่งๆ
เหมยตั้นตั้งทำท่าจะพูดไม่พูด
เซี่ยโก่วถลึงตาใส่ “มีลมก็รีบผายออกมา”
เหมยตั้นตั้งใช้เสียงในใจถามว่า “หนิงเหยาแข็งแกร่งมากแค่ไหนกันแน่?”
ไม่ใช่แค่หลิวทุ่ยเท่านั้นที่สงสัยใคร่รู้ในเรื่องนี้ เหมยตั้นตั้งที่มาจากเปลี่ยวร้างก็อยากรู้มากเหมือนกัน พวกผู้ฝึกกระบี่ส่วนตัวที่มาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็ยิ่งอยากรู้
เซี่ยโก่วมองเจ้าหมอนี่ด้วยสายตาเวทนา “ผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ขอบเขตสิบสี่ บวกกับสถานะของบุคคลอันดับหนึ่งแห่งใต้หล้า เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”
ก่อนที่เจิ้งจวีจงจะออกไปจากเรือราตรีเคยบอกความจริงข้อหนึ่งให้เซี่ยโก่วรู้
“หากสนามรบอยู่ในใต้หล้าห้าสี อันที่จริงหนิงเหยาสามารถสังหารเจียงเซ่อที่เป็นขอบเขตสิบสี่ได้เพียงลำพัง”
เพราะเจิ้งจวีจงเป็นคนพูด เซี่ยโก่วย่อมไม่มีทางไม่เชื่อ
ทางฝั่งนั้น หนิงเหยากับเฉินผิงอันถอนพลังจิตออกมา
นิยายเรื่องเล่าคดีความที่อยู่ในมือของหนิงเหยาเล่มนี้มีสีสันของเรื่องประหลาดเหนือธรรมชาติ เมื่อหลายปีก่อนพอจะมีชื่อเสียงอยู่ในตลาดล่างภูเขาของใบถงทวีปอยู่บ้าง
แต่ไหนแต่ไรมาเฉินผิงอันก็ไม่ค่อยสนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว จำได้ว่าปีนั้นเซียนกระบี่จางลู่และนักพรตเจียงอวิ๋นเซิงที่เฝ้าประตูของภูเขาห้อยหัวเหมือนจะชอบอ่านนิยายในยุทธภพที่แสงดาบแสงกระบี่เปล่งวูบวาบ
ห้าขอบเขตบนตัวจริงเสียงจริงสองคนกลับอ่านเรื่องราวบุญคุณความแค้นในยุทธภพที่เป็นจินตนาการ เป็นเรื่องที่สมมติขึ้นจากปลายพู่กันของปัญญาชนยากจนอย่างเพลิดเพลิน นี่ก็เป็นเรื่องแปลกเหมือนกัน
ปีนั้นเมื่อจูเหลี่ยนออกมาจากพื้นที่มงคลดอกบัว ตอนที่เพิ่งมาถึงใบถงทวีปก็ได้ซื้อนิยายรักประโลมโลกไว้กองโต เผยเฉียนในเวลานั้นยังเป็นถ่านดำน้อย ความจำดี นางเหลือบตามองไม่กี่ทีก็จำชื่อหนังสือได้แล้ว ทุกวันจะต้องร่ายชื่อหนังสือพวกนั้นออกมาเหมือนรายการอาหาร เปิดโปงความลับของจูเหลี่ยน
ตอนนั้นเว่ยเซี่ยนเป็นพวกเดียวกับเผยเฉียน เขาบอกว่าจูเหลี่ยนเป็นคนอัปลักษณ์ที่มักจะทำเรื่องประหลาด ทำเอาเผยเฉียนหัวเราะชอบใจไม่หยุด
เฉินผิงอันเอ่ย “สมมติ ข้าบอกว่าสมมตินะ ในแจกันสมบัติทวีปมีกระบี่ส่วนตัวที่มาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่คนหนึ่งซ่อนตัวอยู่ ลองเดาดูสิว่าจะเป็นใคร?”
หนิงเหยาคิดแล้วก็เอ่ยว่า “เกาเหมี่ยน”
เฉินผิงอันตกตะลึงอย่างมาก ถามอย่างแปลกใจว่า “เรื่องนี้ก็เดาได้ด้วยหรือ?”
หนิงเหยาย้อนถาม “มีอะไรให้เดายากกัน?”
เฉินผิงอันกึ่งเชื่อกึ่งกังขา “เดาไม่ยากหรือ? ฉีถิงจี้ไม่ได้บอกเรื่องนี้ให้เจ้ารู้ล่วงหน้าจริงๆ หรือ?”
หากไม่เป็นเพราะฉีถิงจี้แพร่งพรายเรื่องวงใน ไม่ว่าอย่างไรเฉินผิงอันก็คาดไม่ถึงว่าที่แจกันสมบัติทวีปแห่งนี้จะมี “กระบี่ส่วนตัว” ของกำแพงเมืองปราณกระบี่อยู่ด้วยคนหนึ่ง
แล้วก็เป็นเกาเหมี่ยน บรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขาของพรรคหมัดเทพไร้เทียมทานอย่างที่หนิงเหยาคาดเดาจริงๆ
เกาเหมี่ยนย่อมเป็นนามแฝง แต่เฉินผิงอันคือคนที่เคยเปิดอ่านและเคยเขียนคำอธิบายไว้ในเอกสารบันทึกลับทั้งหมดของคฤหาสน์หลบร้อนและคฤหาสน์หลบหนาว แต่เขากลับไม่เคยหาเบาะแสของ “เกาเหมี่ยน” เจอมาก่อน
หนิงเหยาพลิกเปิดหน้าหนังสือต่อไป พลางอธิบายว่า “อันดับแรก ในเมื่อเจ้าถามแบบนี้แล้วก็แสดงว่าเขาต้องยังมีชีวิตอยู่ หาไม่แล้วก็ต้องเห็นคนตายสำคัญกว่า แต่ไหนแต่ไรมาเจ้าก็ไม่เคยล้อเล่นในเรื่องแบบนี้ ไม่เคยเอาเรื่องนี้มาเป็นหัวข้อคุยแก้เบื่อ”
“รองลงมาคือชื่อเสียงของคนผู้นี้ในแจกันสมบัติทวีปต้องไม่น้อยอย่างแน่นอน หาไม่แล้วเจ้าก็ไม่มีทางเอาคำถามประเภทนี้มาสร้างความลำบากใจให้กับคนต่างถิ่นอย่างข้า”
“อันดับที่สาม ในเมื่อเขาอาศัยการสะสมคุณความชอบออกไปจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็ต้องมีพลังพิฆาตที่ไม่ต่ำแน่นอน เกือบพันปีที่ผ่านมา แจกันสมบัติทวีปของพวกเจ้ามีห้าขอบเขตบนสักกี่คนกันเอง? เกาเหมี่ยนขอบเขตถดถอยอยู่ในขั้นห้าขอบเขตบนถึงสามครั้ง ข้าไม่เดาว่าเป็นเขาแล้วจะเป็นใคร หลิวเหล่าเฉิงแห่งทะเลสาบซูเจี่ยนหรือ? หรือว่าเป็นฉีเจินแห่งสำนักโองการเทพ?”
เฉินผิงอันนวดคลึงปลายคาง “ที่แท้ก็มีเบาะแสสำเร็จรูปอยู่มากมายขนาดนี้”
หนิงเหยาหัวเราะร่วน ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา “ที่แท้ก็ไม่ใช่ข้าฉลาด แต่เป็นเจ้าโง่นี่เอง”
เฉินผิงอันได้แต่เปลี่ยนเรื่องคุย เขาถามว่า “น้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ที่เซียนกระบี่เส้ามอบให้ภูเขาลั่วพั่วเป็นของขวัญแสดงความยินดี ตอนนี้ยังไม่ได้ตั้งชื่อ ระดับขั้นของมันสูงเกินไป คิดไม่ออกว่าจะมอบให้ใครดี เจ้าคิดว่ามอบให้ใครจะเหมาะสมกว่า?”
เผยเฉียน กวอจู๋จิ่วล้วนเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของตัวเอง ไฉอู๋เลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนแล้ว ทางฝั่งของภูเขาลั่วพั่วน่าจะมีของขวัญร่วมแสดงความยินดีบ้างกระมัง? ส่วนซุนชุนหวังนั้นเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของหนิงเหยาในอนาคต…อันที่จริงพวกนางต่างก็ต้องการน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ลูกนี้ ดูเหมือนว่าไม่ว่าใครก็ล้วนเหมาะที่จะเอามันไปหล่อหลอม
หนิงเหยาเอ่ย “เจ้าเก็บไว้เองเถอะ”
เฉินผิงอันนวดข้างแก้ม ไม่ได้เอ่ยอะไร
หนิงเหยากล่าว “ดูเหมือนว่าเซี่ยโก่วจะแอบพาสตรีห้าสิบกว่าคนออกมา ตอนนี้ทางฝั่งศาลบุ๋นยังจับไม่ได้”
เฉินผิงอันใช้เสียงในใจพูดกับเซี่ยโก่วและเสี่ยวโม่ “โก่วจื่อรีบลงเรือไปที่ทะเลสาบซูเจี่ยนทันที เอาพวกนางไปไว้ที่พรรคห้าเกาะของเจิงเย่ชั่วคราว จากนั้นพวกเราไปเจอกันที่ท่าเรือขุนจวงที่อยู่ใกล้กับลำน้ำใหญ่ ข้าจะไปหาคนที่นั่น เสี่ยวโม่ไปอธิบายเหตุการณ์ที่ม่านฟ้าให้ชัดเจน บอกไปว่าพวกเรายอมรับผิด”
เซี่ยโก่วถามหยั่งเชิง “เจ้าขุนเขา หมี่ลี่น้อยพูดได้ดี หากโมโหก็อย่าเหลือค้างไว้ ข้าเองก็ยอมรับผิด เพียงแต่ว่าลงโทษหักเงินเดือนนั้นยังพอได้ ทางที่ดีที่สุดอย่าได้ลดขั้นขุนนางเลยนะ”
เดิมทีก็ยังไม่มีอะไร แต่พอเซี่ยโก่วพูดอย่างนี้ เฉินผิงอันก็ไม่รู้ว่าโทสะผุดมาจากไหน กำลังจะเปิดปากพูด เซี่ยโก่วกลับได้รับคำเตือนทางสายตาจากเสี่ยวโม่ก่อนแล้ว
แสงกระบี่เปล่งวาบหนึ่งครั้งนางก็ออกห่างเรือหลิวเสียไปไกลในชั่วพริบตา มุ่งหน้าไปยังแจกันสมบัติทวีปอย่างว่องไวราวกับสายฟ้าแลบ ส่วนเสี่ยวโม่ก็บินทะยานไปที่ม่านฟ้า
เฉินผิงอันจุ๊ปาก
หนิงเหยาอ่านหนังสือต่อไป
เฉินผิงอันถาม “เมื่อเทียบกับพวกฉีโซ่ว ผังหยวนจี้แล้ว ผลสำเร็จบนมหามรรคาของเฉินหลี่เป็นอย่างไร?”
หนิงเหยาเอ่ย “โชคชะตาล้วนไม่ต่างกันเท่าไร แต่หากเปรียบเทียบกันที่พื้นฐานจังหวะของการเกิดโชควาสนาก็มีก่อนมีหลัง ในเวลาสามสิบห้าสิบปีก็มองอะไรไม่ค่อยออกนัก รอกระทั่งพวกเขาต่างก็อดทนจนผ่านไปได้สามร้อยห้าร้อยปี แค่มองก็แยกออกได้ในปราดเดียว”
ในบรรดาผู้ฝึกกระบี่รุ่นเยาว์ เฉินหลี่ที่มีฉายาว่าอิ่นกวานน้อย ไม่ว่าจะเป็นขอบเขตคุณสมบัติ คุณความชอบด้านการสู้รบล้วนเป็นอันดับหนึ่งได้อย่างสมชื่อ
ดังนั้นพวกเด็กหนุ่มเด็กสาวที่กระจายตัวกันอยู่ตามเก้าทวีปของไพศาลอย่างพวกเหย่ตู้ เซวี่ยโจวจึงชอบที่จะเอาเฉินหลี่เป็น “ศัตรูในจินตนาการ” ที่เดินนำไปก่อนบนเส้นทาง มักจะคิดอยากงัดข้อกับเฉินหลี่
เด็กๆ กลุ่มของป๋ายเสวียน ซุนชุนหวัง อายุน้อยกว่าพวกเฉินหลี่ แต่ว่าหากอยู่ที่บ้านเกิดก็ยังถือว่าเป็นคนรุ่นเดียวกัน
เฉินหลี่ฝ่าทะลุขอบเขตไวมาก อายุน้อยๆ ก็เป็นคอขวดโอสถทองแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่นานได้ไปปิดด่านอยู่ในพื้นที่ลับแห่งหนึ่งของทะเลสาบกระบี่ฝูผิง จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ออกจากด่าน
ลี่ไฉ่เป็นคนปกป้องด่านให้เขาด้วยตัวเอง หลังจากที่ขอบเขตของนางถดถอยแล้วก็ไม่มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องของการหลอมกระบี่ฝึกตนอะไรอีกแล้ว ลี่ไฉ่ได้ป่าวประกาศออกไปแล้วว่า แค่รอให้หรงช่างลูกศิษย์คนแรกเลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนเท่านั้น แล้วนางก็จะหลีกทางให้อีกฝ่าย
นางเอาความคิดและจิตใจไปวางไว้ที่พวกลูกศิษย์ผู้สืบทอดอย่างสุยจิ่งเฉิง เฉินหลี่และเกาโย่วชิงมากกว่า
ก็เหมือนกับเซี่ยซงฮวา ซ่งพิ่น เซียนกระบี่หญิงที่เคยไปเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่พวกนี้ ออกกระบี่สังหารปีศาจล้วนใช้วิธีการที่ป่าเถื่อน แต่ละคนอำมหิตไม่แพ้กัน
เฉินผิงอันได้เรียบเรียงตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาเป็นการส่วนตัวโดยเฉพาะ เพื่อบันทึกถึงขั้นตอนการเติบโตของพวกเฉินหลี่อย่างละเอียด
ในเมื่อปีนั้นเขาเสนอให้พวกเขามาลงหลักปักฐานอยู่ที่ใต้หล้าไพศาล ก็ต้องรับผิดชอบพวกเขาให้ถึงที่สุด คอยจับตามองการเติบโตของพวกเขาในระยะยาว
ภูเขาลั่วพั่วมักจะชอบหยอกเย้าเจ้าขุนเขาอย่างเขาว่าเป็นเถ้าแก่สะบัดมือทิ้งร้านที่ไม่เคยอยู่ติดบ้าน
เหล่านักเดินทางพเนจรจากบ้านไปไกลเหมือนดอกผูกงอิงที่ปลิวปรายล่องลอยไปตามสายลม ยังมิอาจกลับบ้านได้ชั่วคราว ยิ่งมิอาจปล่อยให้ตนเองลอยตกลง
เรือหลิวเสียข้ามผ่านมหาสมุทรขับเคลื่อนเข้าสู่พื้นดินของแจกันสมบัติทวีป เลียบลำน้ำใหญ่เข้าลึกไปในพื้นที่ใจกลาง
เมื่อเข้าใกล้ท่าเรือหวงหนีป่าน เฉินผิงอันก็บอกให้พวกหลิวทุ่ยตรงดิ่งไปที่เมืองหลวงต้าหลีได้เลย เขากับหนิงเหยากลับลงเรือไปที่ท่าเรือชุนจวง
จากรายงานข่าว นับตั้งแต่ที่เกาเหมี่ยนปลดจากตำแหน่งประมุขพรรค จนถึงทุกวันนี้ผู้เฒ่าก็ปลีกวิเวกไปใช้ชีวิตอยู่อย่างสันโดษที่นั่น ก่อนหน้านี้ไม่นานได้รับลูกศิษย์มาคนหนึ่ง
เรือกระบี่สี่ลำของราชสำนักต้าหลีได้ลาดตระเวนไปตามแคว้นใต้อาณัติจบสิ้นแล้ว แต่กลับไม่ได้หวนกลับไปที่อู่ต่อเรือ แต่เดินทางลงใต้พร้อมกับเรือข้ามฟากของฝ่ายทหารต้าหลีอีกหกสิบกว่าลำ
พรุ่งนี้ก็คือวันเริ่มหว่านกล้า