กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1193.1 ปราณกระบี่ขยับเข้าใกล้โลกมนุษย์
ภูเขาใหญ่ลูกหนึ่งที่มีเมฆหมอกล้อมวนอยู่ตลอดทั้งปี ชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณโดยรอบ ต่างก็พูดกันว่าในภูเขามีเทพเซียน
เฉินผิงอันและหนิงเหยาพลิ้วกายลงใกล้กับบริเวณตีนเขา เห็นว่าบนยอดเขามีนักพรตลักษณะเหมือนคนโบราณนั่งขัดสมาธิอยู่บนเบาะ กำลังหลอมรวมลมปราณ
ขอบเขตของนักพรตไม่สูง ยังไม่สร้างโอสถทอง แต่ตบะกลับไม่ตื้นเขิน ถึงกับส่งผลกระทบต่อการโคจรของลมปราณภูเขาสายน้ำในพื้นที่ได้
เฉินผิงอันถอนสายตากลับมา อดสะท้อนใจไม่ได้ นี่ก็จะน่าเป็นดั่งคำกล่าวที่ว่ามนุษย์ไร้เรื่องราวใดก็เหมือนได้นั่งฉลองอยู่ในภูเขาที่ว่างเปล่ากระมัง?
สมกับคำกล่าวที่ว่าไร้เรื่องใดก็คือเทพเซียนที่แท้จริง
และพวกเขาก็ไม่ไปรบกวนการฝึกตนอย่างสงบของผู้ที่พำนักอยู่อย่างสันโดษผู้นั้นต่างคนต่างร่ายคาถาหดย่อพื้นที่ไปจนถึงท่าเรือหวงหนีป่าน ข้ามภูเขาแม่น้ำได้ราวกับพับกระดาษ
กว่าจะได้อยู่ด้วยกันเพียงลำพังไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ต้องสนฟ้าไม่ต้องสนดิน ไม่ต้องสนบุญคุณความแค้นบนภูเขา แล้วก็ไม่ต้องสนสถานการณ์ใหญ่ของโลกมนุษย์ได้ชั่วคราว
ดังนั้นเฉินผิงอันกับหนิงเหยาจึงเดินเคียงบ่ากันอยู่ที่ท่าเรือตระกูลเซียน เขายังร่ายเวทอำพรางตาหนึ่งชั้น สวมชุดเขียวสะพายดาบท่วงท่าผ่อนคลายสบายอารมณ์
เรือนกายสูงเพรียวนั้นจริง แต่จะถือว่าหล่อเหลาสง่างามราวต้นไม้หยกรับลมหรือไม่คาดว่าก็ต้องดูว่าอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่วหรือไม่
ส่วนหนิงเหยาก็ยังคงเป็นหนิงเหยา นางสวมชุดตัวยาวสีเขียวสะพายกระบี่
ทางฝั่งของใต้หล้าไพศาลนี้ ผู้ฝึกตนที่รู้รูปโฉมที่แท้จริงของหนิงเหยา ตอนนี้ยังมีอยู่ไม่มาก และทุกคนก็แทบจะอยู่บนยอดเขาทั้งหมด
ท่าเรือหวงหนีป่านอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับริมฝั่งทางทิศเหนือของลำน้ำใหญ่ ท่าเรือชุนจวงที่อยู่ใกล้กันกลับอยู่ทางทิศใต้ ชื่อของท่าเรือตระกูลเซียนทั้งสองแห่งล้วนตั้งได้บ้านๆ อย่างมาก
เฉินผิงอันยิ้มอธิบายว่า “ท่าเรือชุนจวงถือเป็นของพรรคตระกูลเซียนแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าภูเขาอวี๋เกอ พื้นที่ประกอบพิธีกรรมไม่ใหญ่ ผู้ฝึกตนหญิงมีค่อนข้างเยอะ ดังนั้นจึงมีศาสตร์คงความเยาว์ที่ดีคล้ายคลึงกับอารามชิงเหมย”
“เชี่ยวชาญกิจการด้านบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้ำ แต่เงินที่หามาได้ล้วนเอามาใช้กับการซ่อมแซมรากภูเขาสายน้ำของรอบด้านทั้งหมด มีชื่อเสียงบนภูเขาที่ดีมาก”
“พวกนางรู้สึกว่าชื่อท่าเรือชุนจวงไม่น่าฟังเลยจริงๆ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นท่าเรือลวี่ซัว เพียงแต่ว่าผู้ฝึกตนบนภูเขาไม่ยอมรับชื่อนี้”
“เพราะถึงอย่างไร ชุนกู ของภูเขาอวี๋เกอกับ ปรมาจารย์ ของพรรคหมัดเทพไร้เทียมทาน แน่นอนว่ายังมีเซียนกระบี่ของภูเขาตะวันเที่ยง วิญญูชนผู้มีคุณธรรมของทะเลสาบซูเจี่ยน ต่างก็เป็นป้ายอักษรทองของแจกันสมบัติทวีปมานานมากแล้ว”
หากจะพูดถึงสภาพการณ์ในทุกวันนี้ แน่นอนว่าต้องถูกงานเลี้ยงท่องราตรีของภูเขาพือวิ๋นแย่งชิงความมีหน้ามีตาไปหมดแล้ว
หนิงเหยายิ้มหวาน “ร้ายมากเลย ทางฝั่งของภูเขาตะวันเที่ยงก็ยอมด้วยหรือ ไม่ถือสาหรือไร?”
เฉินผิงอันกลั้นขำอย่างยากลำบาก พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ปีนั้นพวกจวนเซียนและพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่เกลียดขี้หน้าภูเขาตะวันเที่ยงมีมากมายถมเถไป”
“คราวก่อนที่ข้ากับหลิวเสี้ยนหยางไปเป็นแขกที่ภูเขาตะวันเที่ยง มีผู้ฝึกตนกี่มากน้อยที่รู้สึกสาแก่ใจ เท่ากับว่าช่วยระบายความแค้นที่อัดอั้นมานานให้กับพวกเขา?”
“นี่เรียกว่าคุณธรรมอยู่ที่ใจคน หากคนดีสามารถใช้วิธีการของคนชั่วร้ายมาจัดการกับคนชั่วร้าย จัดการจนพวกเขาไม่เหลือนิสัยฉุนเฉียวเจ้าอารมณ์อีกต่อไป คนข้างๆ มองเห็นแล้วก็ต้องรู้สึกสาแก่ใจ”
หนิงเหยาเอ่ย “เกี่ยวกับป้ายศิลาแบ่งอาณาเขตแผ่นนั้น? ดูเหมือนว่าลู่เฉินจะเคยพูดประโยคที่คล้ายกับคำทำนาย คำพยากรณ์มาก่อน?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ตั้งตารอดูกันไปเถอะ บอกตามตรงนะ ข้าอยากให้ถอนป้ายศิลาแผ่นนั้นออกยิ่งกว่าภูเขาตะวันเที่ยงเสียอีก”
หนิงเหยาหัวเราะ “เจ้าน่ะไม่มีชะตาจะได้เสวยสุข”
เฉินผิงอันเอาสองมือรองไว้ใต้ท้ายทอย เอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า “ก็นั่นน่ะสิ”
คราวก่อนไปเป็นแขกที่ภูเขาใหญ่แสนดี เฒ่าตาบอดพูดถึงหนิงเหยาแล้วก็ถือโอกาสเตือนเฉินผิงอันมาประโยคหนึ่งว่า “เมื่อศึกษาเล่าเรียน ความรู้ย่อมเพิ่มพูนวันแล้ววันเล่า แต่เมื่อดำเนินตามหนทางแห่งมรรคา สิ่งที่ยึดติดย่อมลดน้อยลงทุกวัน”
เฉินผิงอันไม่โง่ รู้ว่าเขาเตือนให้ตนเรียนรู้จากหนิงเหยาให้มาก เพราะถึงอย่างไรนับแต่โบราณมาการฝึกตนก็ล้วนแสวงหาความจริง แสวงหาความเรียบง่าย
เส้นทางของการขึ้นเขาพิสูจน์มรรคา ล่างภูเขามีสารพัดวิชาติดกายกลับจะกลายเป็นภาระ ก็เหมือนคนคนหนึ่งที่ต่อให้ในตะกร้าที่สะพายไว้ข้างหลังจะมีเงินทองอยู่มากแค่ไหน แต่จะมีประโยชน์อะไร
เฉินผิงอันนึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ก็เอ่ยว่า “ได้ยินกู้ช่านพูดว่าเขาได้ข่าวเล็กๆ มาจากไฉป๋อฟูว่า วิชาการโจมตีหลักของภูเขาอวี๋เกอคือวิชาน้ำ”
“จุดเริ่มต้นของสายสืบทอดนี้เหมือนจะมีความเกี่ยวข้องกับ คัมภีร์สกัดคงคา ของหลิ่วชื่อเฉิง เพียงแต่ว่าหลิวจื้อเม่าไม่พูด หลิ่วชื่อเฉิงเองก็ขี้หลงขี้ลืม คนนอกก็ไม่อาจไปหาหลักฐานมาพิสูจน์ได้”
ไฉป๋อผู้นั้นก็เป็นคนมหัศจรรย์คนหนึ่งจริงๆ ยืดได้หดได้ อำมหิตได้แล้วก็ขี้ขลาดได้ขอบเขตถดถอย ฝ่าทะลุขอบเขตสลับกันไปมาเป็นเรื่องปกติราวกับการกินข้าว
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเจิ้งจวี้จงจะสามารถอาศัยสิ่งนี้มาพิสูจน์มรรคา บุกเบิกฟ้าดินแห่งใหม่ให้กับสองขอบเขตอย่างโอสถทองและก่อกำเนิดได้หรือไม่?
เฉินผิงอันพูดด้วยเสียงในใจ “ท่าเรือหวงหนีป่านแห่งนี้ อันที่จริงถือเป็นของฝ่ายทหารต้าหลี เพียงแต่ว่าทางราชสำนักหาหุ่นเชิดให้มาออกหน้าแทน สถานที่ที่คล้ายคลึงกันนี้ยังมีอีกเยอะมาก เพียงแต่ว่าล้วนไม่มีการเปิดเผย”
หนิงเหยาเอ่ยอย่างตกตะลึง “ราชสำนักต้าหลีก็ต้องมีเงินมากเลยน่ะสิ?”
เฉินผิงอันอึ้งงัน ราชสำนักต้าหลีมีเงินมากน้อยแค่ไหน ทุกวันนี้เฉินผิงอันมีแค่คำตอบคร่าวๆ เพียงแต่ว่าการที่หนิงเหยาถึงกับพูดเรื่อง ‘เงิน’ ขึ้นมา บางทีก็อาจเหมือนปีนั้นที่นางต้มยาอยู่ในร้านตีเหล็ก?
หนิงเหยายิ้มเอ่ย “พูดจาเลียนแบบเจ้าน่ะ”
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะพรืด เงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “อันที่จริงศิษย์พี่ชุยอยากจะกินอักษรคำว่า ภูเขา ของแจกันสมบัติทวีปมาโดยตลอด”
หนิงเหยารู้สึกสงสัยอยู่บ้าง เฉินผิงอันยื่นมือออกมาเขียนอักษรคำว่า “เซียน” ลงบนความว่างเปล่า หนิงเหยาพลันกระจ่างแจ้ง
ตระกูลเซียนที่ฝึกบำเพ็ญตนอยู่บนภูเขา หากถูกกินคำว่า “ภูเขา” เข้าไปก็ดูเหมือนว่าจะกลายมาเป็นคนแล้ว
หนิงเหยาถาม “ต้องการสืบทอดความคิดของศิษย์พี่ของเจ้า อีกทั้งไม่ได้เรียบง่าย เพียงแค่คนล่างภูเขาควบคุมคนบนภูเขาเท่านั้นหรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า เอ่ยอย่างจนใจว่า “คาดว่าคงจะยากยิ่งกว่าการเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่เสียอีก”
คนเปิดอ่านตำราสามารถเข้าใจประวัติศาสตร์ได้อย่างแท้จริงก็ถือว่าไม่ง่ายแล้ว ยังคิดจะเขียนประวัติศาสตร์ดีๆ ‘ด้วยตัวเอง’ นั่นจะยากมากถึงเพียงใด
ประวัติศาสตร์ก็เหมือนแม่น้ำสายยาวที่สายน้ำพุ่งไปไม่หยุดนิ่ง มนุษย์ที่อยู่อาศัยในตอนล่างของสายน้ำจะสามารถจดจำภูเขาที่อยู่ช่วงตอนบนได้สักกี่ลูก?
หางตาของหนิงเหยาเหลือบไปเห็นการเปลี่ยนแปลงบนสีหน้าของเฉินผิงอันก็ถามอย่างใคร่รู้ว่า “อารมณ์ดีเรื่องอะไร?”
เฉินผิงอันกลั้นขำ “ป้ายผู้ถวายงานป้ายสงบสุขสามประเภทของกรมอาญา ข้าได้เตรียมไว้ประเภทละหนึ่งแผ่นแล้ว”
หนิงเหยาถาม “จากนั้นล่ะ?”
เฉินผิงอันกวาดตามองรอบด้าน ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “ยกตัวอย่างเช่นภายหน้าเจอกับเจ้าคนตาไร้แววคนใดบนเส้นทาง ข้าก็เอาป้ายสงบสุขอันดับสามออกมา”
“หากยังทำให้เขาตกใจได้ไม่มากพอก็เปลี่ยนเป็นอันดับสอง รอกระทั่งพวกเขาต้องเรียกกองหนุนมาช่วย บุกมาซักไซ้เอาผิดด้วยท่าทางดุดัน ข้าค่อยเอาป้ายสงบสุขอันดับหนึ่งออกมา….แค่คิดก็รู้สึกว่าน่าสนใจแล้ว”
แต่การที่ท่าเรือหวงหนีป่านอยู่ในอาณาเขตชายแดนของราชสำนักต้าหลี อีกทั้งกองทัพต้าหลียังครอบครองอย่างลับๆ นี่ก็หมายความว่าสถานที่แห่งนี้จะต้องมีสายลับต้าหลีที่ได้ครอบครองป้ายสงบสุขแผ่นหนึ่งคอยบัญชาการอยู่เบื้องหลัง
เป็นเหตุให้ภาพเหตุการณ์ที่เฉินผิงอันจินตนาการไว้แทบจะไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เดินไปทางใต้ ผ่านลำน้ำใหญ่ไปแล้วถึงจะมีโอกาสเกิดขึ้น
ความคิดและแนวทางการคิดของหนิงเหยามักจะผิดแผกไปจากคนปกติทั่วไปเสมอ นางถามว่า “ไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิดคิดว่าเจ้าเป็นขุนนางกรมอาญาของต้าหลีที่รับผิดชอบแจกจ่ายป้ายสงบสุขอยู่ในที่ว่าการโดยเฉพาะหรือ?”
เฉินผิงอันสะอึกอึ้งอยู่บ้าง บางทีอาจเป็นเพราะเขาเองก็รู้สึกว่าน่าสนใจเหมือนกัน อดกลั้นแล้วอดกลั้นอีก สุดท้ายก็ทนไม่ไหว คลี่ยิ้มกว้าง หัวเราะออกมาเสียงดัง
น้อยครั้งนักที่หนิงเหยาจะได้เห็นเฉินผิงอันเป็นเช่นนี้ นับตั้งแต่ที่รู้จักกับเขามาก็น้อยมากที่จะได้เห็นสีหน้าท่าทางแบบนี้ เสียงหัวเราะแบบนี้จากเฉินผิงอัน
ราวกับว่าบนเส้นทางชีวิตของเขามักจะมีความผิดหวังไม่อย่างนี้ก็อย่างนั้นที่ไม่ถึงขั้นทำให้เขาสิ้นหวัง และก็ไม่รู้ว่าต้องการบอกกับคนอื่นจริงๆ หรือต้องการเอามาใช้เตือนตัวเองกันแน่
เรื่องราวมากมายบ้างเล็กบ้างใหญ่ จุดจบของเรื่องก็มีแค่สองคำอย่างคำว่า “ยังดี” เท่านั้น และคำอธิบายของคำว่า “ยังดี” นี้ก็น่าจะเป็นคำว่า “ความหวัง”
ดังนั้นหนิงเหยาก็เม้มปากยิ้มเช่นกัน
เฉินผิงอันคุยเล่นถึงเรื่องบางอย่างที่ไม่ได้เขียนไว้ในบันทึก บอกว่าครั้งที่สองที่ออกเดินทางไกล ระหว่างทางที่ไปหานาง ระหว่างที่หาประสบการณ์ เคยได้ยินผู้เฒ่าคนหนึ่งพูดบนโต๊ะเหล้าว่า ชีวิตนี้เขาไม่เคยเจอคนเลวที่เปลี่ยนมาเป็นคนดีได้มาก่อน
เด็กหนุ่มที่เริ่มเมา นอกจากจะอึ้งตะลึงแล้ว กลับไม่เชื่อจะเป็นเช่นนั้น
ผู้เฒ่าเองก็ไม่โกรธ บอกว่าเดิมพันด้วยหม้อไฟมื้อหนึ่ง ใครแพ้คนนั้นต้องเลี้ยง
หนิงเหยาถาม “รู้แพ้ชนะหรือยัง?”
เฉินผิงอันตอบ “บอกได้ยาก บางทีอาจเป็นเพราะพี่ใหญ่ซึ่งแค่อยากกินหม้อไฟมื้อหนึ่งเท่านั้น ไม่ว่าใครเลี้ยงก็เหมือนกัน”
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ได้เห็นว่าวกระดาษอยู่บนท้องฟ้าสีขาวห่างไปไกล ได้ยินเสียงอ่านหนังสือแว่วมาไกลๆ ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่เด็กหนุ่มร่างสูงใหญ่ชูคบเพลิงเดินขึ้นเขา ตะโกนเรียกชื่อของเด็กหนุ่มรองเท้าสานเสียงดัง
ออกตกเหนือใต้ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว เกิดแก่เจ็บตาย ความสุข ความเศร้า คนผีเทพเซียน ยากดีมีจน ในฟ้าดินแห่งนี้มีหลักการเหตุผลที่สมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดินอยู่จริงหรือ?
ตรงท่าเรือบังเอิญมีเรือตระกูลเซียนลำหนึ่งที่มุ่งหน้าไปยังท่าเรือชุนจวงอยู่พอดี แค่เกือบๆ ครึ่งชั่วยามก็ไปถึงแล้ว
เฉินผิงอันจึงซื้อป้ายไม้ไผ่ขึ้นเรือมาสองแผ่น ลักษณะคล้ายใบผ่านทางระยะสั้น คงเป็นเพราะเห็นว่าเขาไม่เหมือนคนมีเงิน เถ้าแก่จึงกำชับเพิ่มเติมมาว่าบนป้ายไม้ระบุสถานที่ลงเรือไว้อย่างชัดเจน หากผ่านท่าเรือชุนจวงไปแล้วไม่ยอมลงจากเรือแล้วถูกตรวจเจอ จะต้องถูกปรับเป็นเงินเยอะมาก
พวกเขายืนพิงราวรั้วรอเรืออยู่ด้วยกัน ใต้ฝ่าเท้าคือทะเลเมฆและภูเขาเขียว ทอดสายตามองไปยัง “ศาลชิวเฟิง” ที่ลอยอยู่กลางอากาศเหนือภาคกลางของแจกันสมบัติทวีป
หนิงเหยาขอบเขตสูงมากกว่าจึงมองเห็นศาลชิวเฟิงที่ควันธูปโชติช่วงแห่งนั้นได้ชัดเจนกว่า เหมือนค่ายกลใหญ่ที่เกิดวงจรต่อเนื่องไม่หยุดพัก หลอมรวมควันธูปสีชมพูให้เป็นกระแสวาสนาและลมปราณที่แผ่ซ่านขึ้นมาด้วยตัวเอง
จากนั้นแบ่งเส้นสีแดงที่ล่องลอยจำนวนนับไม่ถ้วนออกไป กระจายไปตามสถานที่บนพื้นดินที่มีผู้คนอยู่กันหนาแน่น เพียงแต่ว่าบรรยากาศของศาลแห่งนี้ยิ่งใหญ่โอ่อ่า ไม่ได้เหมือนค่ายกลแห่งหญิงงามหรือสนามแห่งเครื่องประทินโฉมที่เป็นวิชานอกรีต
อาณาเขตของศาลชิวเฟิงตั้งอยู่ในทะเลสาบที่ล่องลอยแห่งหนึ่ง บนเกาะใจกลางทะเลสาบสร้างกลุ่มสิ่งปลูกสร้างโบราณเก่าแก่ลักษณะคล้ายศาลแห่งหนึ่งขึ้นมา
กรอบป้ายมีอักษรอยู่สามตัว สองคำว่าชิวเฟิงยังคงสมบูรณ์ แต่ตัวอักษรตัวสุดท้ายกลับเหลือแค่อักษร ซือ (祠) คิดดูแล้วคงขาดตัวอักษรด้านหน้าไป ดังนั้นจึงถูกตั้งชื่อว่าศาลชิวเฟิง
ตลอดหลายปีมานี้แขกบนภูเขาที่แวะมาเยี่ยมเยือนมีมากมายดุจปลาตะเพียนข้ามแม่น้ำ คิดอยากจะมาสืบเสาะให้รู้แน่ชัด ดูว่าจะสามารถเก็บมันมาเป็นของในกระเป๋า ทำให้กลายเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวได้หรือไม่
น่าเสียดายที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นสถานที่ไร้เจ้าของที่ไม่อาจช่วงชิงมาโดยใช้พละกำลังได้
เมื่อหลายปีก่อนเข้าร่วมงานพิธีเปิดสำนักของภูเขาลั่วพั่วด้วยกัน เซี่ยซงฮวาพาเฉินหลี่และเกาโย่วชิง และยังมีอวี๋เจวี้ยนฟูกับหลินจวินปี้เดินทางมาเยือนศาลชิวเฟิงรอบหนึ่ง ภายหลังเฉินชิงหลิวกับซินจี้อันก็เคยมาเยือนศาลชิวเฟิงด้วยเช่นกัน
หนิงเหยาถามอย่างประหลาดใจ “สถานที่แห่งนี้ยังไม่มีเจ้าของหรือ?”
เฉินผิงอันส่ายหน้า ยิ้มเอ่ยว่า “เข้ามาในศาลชิวเฟิงของข้าก็เหมือนเข้ามาในประตูความคิดถึงของข้า ต้องเป็นพวกคนลุ่มหลงในรักที่เกิดมาเป็นคู่สร้างคู่สมกันถึงพอจะมีโอกาสกลายเป็นเจ้าของของที่แห่งนี้”
“แต่ดูเหมือนว่าก็มีราคาที่ต้องจ่าย ต้องมาทดแทนตำแหน่งเทพที่ว่างอยู่ กลายเป็นเทพของที่แห่งหนึ่งเพื่อดูแลเรื่องวาสนารักในโลกมนุษย์ส่วนหนึ่ง”
เนื่องจากสถานที่แห่งนี้คือร้านหมั้นหมาย คือกองงานวาสนารักแห่งหนึ่งที่อู๋ซวงเจี้ยงกับหลิ่วชีร่วมมือกับเถ้าแก่หวงที่เปิดร้านขายของงานมงคลอยู่ในถ้ำสวรรค์หลีจู หรือก็คือท่านปู่ของหูเฟิงสร้างขึ้นมา
มันกับเรือราตรี และยังมีหอชมทะเลแห่งเมืองภูเขาของเกราะทองทวีป รวมไปถึงพื้นที่ลับที่ว่ากันว่าซ่อนวาสนาใหญ่ในการกินยาเลื่อนเป็นบินทะยานของใบถงทวีปแห่งนั้น ล้วนปรากฏขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
ศาลชิวเฟิงก็คือพื้นที่ลับภูเขาสายน้ำที่มีความพิเศษมากแห่งหนึ่ง ไม่มีตราผนึกเซียน ผู้ฝึกตนเข้าออกได้ไม่เป็นปัญหา ไม่เหมือนกับซากปรักทั่วไปที่หากไม่มีกลไกก็ต้องมีค่ายกล มีสิ่งกีดขวางหลายต่อหลายชั้นกั้นขวางผู้ที่มาเยือน
เฉินผิงอันถาม “อยากจะลองไปดูหรือ?”
หนิงเหยาเอ่ย “เคยเห็นมาแล้ว”
ภาพเหตุการณ์ผิดปกติพลันเกิดขึ้นในศาลชิวเฟิง เสียงกลองดังรัว ฝูงกากระพือปีกบิน สาวงามสวมเสื้อแขนยาวระบำร่ายรำอยู่ในตำหนักฉางชุน
พัดดอกท้อที่เห็นๆ กันอยู่ว่าหล่นกระจายอยู่เต็มพื้น ทว่าผู้ฝึกตนกลับไม่อาจเก็บมาได้ ลำคลองที่พรั่งพรูไปด้วยใบไม้แดงจารึกบทกวี สะพานหยกขาวที่เนืองแน่นไปด้วยแม่กุญแจคล้องใจ…
เป็นเหตุให้คู่รักบนภูเขาคู่รักในโลกมนุษย์ธรรมดาของแจกันสมบัติทวีป เหล่าชายหญิงผู้จมอยู่ในห้วงรักข้างเดียวต่างก็เต็มใจที่จะมาจุดธูปอธิษฐาน ณ ที่แห่งนี้ เพื่อขอให้ได้พบกับวาสนารักที่สมบูรณ์
ทุกวันนี้ก็มีเรือข้ามฟากตระกูลเซียนหลายลำที่มุ่งหน้าไปยังศาลชิวเฟิงโดยเฉพาะเรียกได้ว่ามีหนทางหาทรัพย์สินอย่างชาญฉลาด
เฉินผิงอันเอ่ย “มองไกลๆ หรือมองใกล้ๆ ก็ล้วนไม่เหมือนกัน”
หนิงเหยาส่ายหน้า “ไม่ได้มีความหมายมากนัก”
เรือหลิวเสียของหลิวทุ่ยไปถึงบริเวณใกล้เคียงกับลำน้ำใหญ่แล้วก็เริ่มแยกย้ายกันไปคนละเส้นทาง นอกจากเฉินผิงอันกับหนิงเหยาที่ลงเรือไปก่อนแล้ว
พวกเนี่ยชุ่ยเอ๋อกับหัวชิงกงสี่คนก็ไปยังศาลชิวเฟิงที่ว่ากันว่าเซียมซีเรื่องคู่ครองศักดิ์สิทธิ์อย่างมาก หลังจากไปร่วมวงความครึกครื้นแล้วก็จะตรงดิ่งไปที่ภูเขาลั่วพั่ว
ส่วนงานพิธีที่เซียนกระบี่เฉินจะรับหน้าที่เป็นราชครูต้าหลี พวกเขาปรึกษากันแล้วก็รู้สึกว่าคงไม่ไปที่เมืองหลวงต้าหลีแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนี่ยชุ่ยเอ๋อที่ได้รับคำสั่งมาจากอาจารย์ที่ต้องรีบไปเยี่ยมเยือนบรรพจารย์จิ่งชิงท่านนั้น