กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1193.2 ปราณกระบี่ขยับเข้าใกล้โลกมนุษย์
นางมิอาจจินตนาการได้เลยจริงๆ ว่าต้องเป็นผู้ฝึกบำเพ็ญตนแบบใด ต้องมีคุณความชอบและบุญบารมีที่ครบถ้วนสมบูรณ์ถึงเพียงใดถึงทำให้อาจารย์ให้ความเคารพเช่นนี้ได้?
หลิวทุ่ยและฉีถิงจี้ก็ลงเรือไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน พวกเขาจะไปยังซากปรักบนทะเลที่อยู่ทางทิศเหนือสุดของแจกันสมบัติทวีปแห่งนั้น
ซิ่วหูชุยฉานเคยเอาอาณาเขตของสองทวีปมาผสานรวมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน
หลิวทุ่ยถึงกับมอบเรือหลิวเสียให้กับเหนี่ยนซินควบคุมง่ายๆ แล้วตัวเองก็ลงเรือติดตามฉีถิงจี้ทะยานลมออกเดินทาง
เหนี่ยนซินเองก็ไม่เกรงใจ นางบังคับเรือหลิวเสียพาเซียนกระบี่กลุ่มของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงมายังท่าเรือที่อยู่นอกเมืองหลวงต้าหลี
จอดเรือเทียบท่า ในมือนางถือครองป้ายสงบสุขอันดับหนึ่ง มุ่งตรงไปยังจวนราชครูในเมืองหลวง
ระหว่างที่ทะยานลม ฉีถิงจี้ยิ้มเอ่ยว่า “นับว่ามือเติบใจกว้าง”
เขาไม่เคยแนะนำตัวตนของเหนี่ยนซินให้หลิวทุ่ยได้รู้จัก หลิวทุ่ยย่อมมีเหตุผลเป็นของตัวเอง เขาเอ่ยว่า “สตรีผู้นั้นไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่ แล้วยังเดินออกมาจากนครบินทะยาน ต่อให้นางยืนอยู่กับหนิงเหยาก็ยังไม่ตกเป็นรอง ไม่อ่อนด้อยกว่าเลยสักนิด”
ฉีถิงจี้เอ่ยชื่นชม “เจ้าช่างเป็นคนที่เกิดมาเพื่อทำการค้าจริงๆ”
หลิวทุ่ยเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “จะมีประโยชน์อะไรล่ะ”
ทางฝั่งของเมืองหลวง การตรวจสอบสถานะตลอดเส้นทางไม่มีปัญหาใดๆ เหนี่ยนซินเข้ามาในจวนที่แตกต่างไปจากที่นางคิดอยู่บ้างเล็กน้อย
ความรู้สึกแรกก็คือช่างเป็นสถานที่ที่ดีที่เหมาะแก่การเข้าเวรยามในค่ำคืนฤดูร้อนจริงๆ
พอเข้ามาในลานบ้านชั้นแรกก็ได้สัมผัสกับร่มเงาของใบถงที่เย็นฉ่ำ เข้าไปในลานเรือนชั้นที่สองได้ยินเสียงเมล็ดลูกสนหล่นร่วงลงบนขั้นบันได เข้าไปในลานเรือนชั้นที่สามได้กลิ่นหอมของดอกท้อฟุ้งอบอวลไปทั่ว เป็นบุญทั้งดวงตา จมูกและหู
นอกจากหรงอวี๋ที่ออกมาต้อนรับนางแล้ว เหนี่ยนซินก็ยังได้เจอกับหลินโส่วอี
นับแต่โบราณมาพวกบัณฑิตที่เข้าเมืองหลวงมาร่วมสอบ หากมีเงินก็มักจะพักโรงเตี๊ยม ไม่มีเงินก็พักอยู่ในศาล คนที่ได้มาอ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ในจวนราชครูชั่วคราวอย่างหลินโส่วอี มีให้พบเห็นได้ไม่มากนัก
เหนี่ยนซินยังได้เห็น “คนรู้ใจ” ของอิ่นกวานอย่างพวกอวี๋สืออู้ด้วย พวกเขาต่างก็ทำงานกันอยู่ที่นี่
ไม่เหมือนการจัดการงานในที่ว่าการแห่งอื่นๆ เชียวสิงค่อนข้างจะเงียบขรึมพูดน้อย กงซุนหลิงหลิงยังคงทำหน้าที่ควบตำแหน่งแม่ครัว
นางที่ถูกขับไล่ออกจากสายอิงเถาชิงอียังคงใช้นามแฝงว่าอวี๋ชิน นอกจากนี้ก็มีเด็กสาวโต้วโค่วกับเซียนจ่าวที่ให้ความรู้สึกกลุ่มลึกชวนอึดอัดแก่เหนี่ยนซิน คล้ายคลึงกับ “หุ่นเชิด” แต่กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิต
เรือข้ามฟอกจอดเทียบท่าที่ท่าเรือชุนจวง เฉินผิงอันได้เจอกับเสี่ยวโม่และคู่อาจารย์และศิษย์จ้าวจู้อย่างรวดเร็ว
ในศาลเทพภูเขาเก่าแก่แห่งหนึ่งของกลุ่มภูเขาที่อยู่ใกล้กับท่าเรือ หญิงชราคนเฝ้าศาลไม่เคยฝึกตน นางอายุไม่น้อยแล้ว ประมาณหกสิบปี แต่กลับมองแล้วเหมือนคนอายุสี่สิบกว่าๆ
ตอนนั้นเซี่ยโก่วได้ลงจากเรือหลิวเสียไปก่อน นางมุ่งหน้าไปยังทะเลสาบซูเจี่ยน ต้องการนำผีสาวจำนวนครึ่งร้อยไปมอบให้กับพรรคห้าเกาะของเจิงเย่และหม่าตู่อี๋
เสี่ยวโม่ไปเยือนม่านฟ้ามารอบหนึ่ง เฉินผิงอันยังมอบหมายงานอีกอย่างให้กับเขา นั่นคือตามหาจ้าวจู้ หากไม่ได้อยู่ใกล้กับภูเขาลั่วพั่วก็ให้พามาเจอกันที่ท่าเรือชุนจวง
จ้าวจู้นักพรตแห่งตำหนักพยัคฆ์เขียวคือเค่อชิงจำนวนน้อยที่มีที่นั่งอยู่ในศาลบรรพจารย์ของภูเขาลั่วพั่ว จ้าวจู้เดินทางขึ้นเหนือครั้งนี้ก็เพื่อกานซิ่งผู้เป็นลูกศิษย์
พอได้ยินว่าเจ้าขุนเขาเฉินมีวิธีในการคลี่คลายภัยแฝง จ้าวจู้ก็รีบออกเดินทางมาเยือนแจกันสมบัติทวีปทันที
เขาเดินทางไม่รีบร้อนนัก เหมือนพาลูกศิษย์ท่องพเนจรไปทั่วทุกหนแห่งเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ความรู้มากกว่า
คราวก่อนที่เฉินผิงอันเดินทางผ่านภูเขาชิงจิ้งของใบถงทวีปก็ได้วาดยันต์ลงบนฝ่ามือให้กับกานซิ่ง เขียนอักษรคำว่า ‘คำสั่ง” ใช้สยบกำราบ ‘กลิ่นอายแห่งความตาย” ที่ความเป็นมาไม่แน่ชัดขุมนั้น
แต่ถึงอย่างไรก็เป็นการรักษาที่ปลายเหตุไม่ใช่รักษาที่ต้นเหตุ พอเฉินผิงอันกลับไปถึงพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวที่เนินฝูเหยาจึงค่อนข้างใส่ใจในเรื่องนี้
เสี่ยวโม่เจอคู่อาจารย์และศิษย์จ้าวจู้บนเรือข้ามทวีปลำหนึ่ง จึงพาพวกเขามาที่ท่าเรือชุนจวง มารอเฉินผิงอันกับหนิงเหยาอยู่ที่นี่
แม้ว่าเซี่ยโก่วจะไม่ได้พูดอย่างชัดเจน แต่เฉินผิงอันกับเสี่ยวโม่ต่างก็รู้ว่านางได้เลือกเส้นทางการผสานมรรคาเส้นนั้นของตัวเองอย่างแน่นอนแล้ว
ผู้ฝึกกระบี่ป๋ายจิ่งตั้งปณิธานว่าจะถ่ายทอดเส้นสายวิชาความรู้สามสิบหกสายไว้ในโลกมนุษย์ เพื่อสืบทอดควันธูปต่อให้กับ “ยุคบรรพกาล” ลดส่วนเกิน จุนเจือส่วนที่ขาดปฏิบัติตามวิถีแห่งสวรรค์
ในความเป็นจริงแล้วตอนที่อยู่ภูเขาใหญ่แสนดี ป๋ายจิ่งได้ถามคำถามสองข้อกับจือสือ มาทันไหม? มีประโยชน์ไหม?
เฒ่าตาบอดเป็นคนพูดจาไม่น่าฟังมาแต่ไหนแต่ไร เขาย้อนถามกลับด้วยสองประโยคว่า มาไม่ทันใครเป็นคนกำหนด? มีประโยชน์หรือไม่มี ในเมื่อผลลัพธ์เกิดขึ้นแล้วก็ยังไม่ชัดเจนอีกหรือ?
นอกจากเสี่ยวโม่กับจ้าวจู้และกานซิ่งแล้ว ก็ยังมีคนแปลกหน้าอีกสองคน คนหนึ่งในนั้นคือนักพรตเฒ่าขากะเผลก
ในมือถือไม้เท้าเดินป่าที่ทำท่าจากหวายหมื่นปี สะพายป้ายไม้แผ่นหนึ่ง ด้านบนวาดเป็นภาพของเทพเซียนลัทธิเต๋าคนหนึ่งที่มีหนวดขาวโพลนอยู่สามหย่อม
ข้างกายมีนักพรตน้อยร่างเตี้ยผอมแห้ง ใช้ผ้ารัดพันรอบหน้าแข้ง สะพายหูฉิน (เครื่องดนตรีชนิดหนึ่งของจีน) คันหนึ่งติดตามอาจารย์ขึ้นเหนือล่องใต้ไปด้วยกัน
ยามที่ท่องอยู่ตามภูเขาสายน้ำ อาจารย์ร้องเพลง ลูกศิษย์ก็จะสีหูฉิน อาจารย์มักจะพูดเสมอว่าหากอยากเป็นนักพรตที่ดีก็ต้องมีลูกคอที่ดี ชีวิตนี้ถึงจะมีโอกาสสะสมเงินมาสร้างศาลแห่งหนึ่ง
นักพรตน้อยสองคนอายุไล่เลี่ยกันจึงมีเรื่องให้พูดคุยกันมากมาย เขาบอกกับเพื่อนใหม่อย่างกานซิ่งว่าพ่อแม่ต้องการให้เขาไร้โรคไร้ภัย มีอายุยืนยาวนับร้อยปี จึงไปหาเทวรูปของนายท่านเทพเซียนในอารามแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้เคียง โขกหัวฝากชื่อ ทุกๆ ช่วงเทศกาลสำคัญจะต้องพาเขาไปจุดธูปคารวะที่นั่น
นักพรตเฒ่าเรือนกายผอมเพรียว หากเลิกคิ้วขึ้น บนหน้าผากจะมีริ้วรอยเล็กๆ ปรากฏมือทั้งคู่ผอมแห้งจนเห็นหนังหุ้มกระดูก มีแต่เส้นเอ็นที่ปูดโปนขึ้นมา
คงเป็นเพราะแบกเทพเซียนมานานเกินไป หลังจึงเริ่มค่อม
เฉินผิงอันมองนักพรตน้อยที่สะพายหูฉินซึ่งมีท่าทางระมัดระวังคนนั้นแล้วรู้สึกคุ้นหน้าอีกฝ่าย พอพูดคุยกันถึงได้รู้ว่านักพรตเฒ่ามาหาสหายเพื่อรำลึกความหลังกันที่นี่
ฉีถิงจี้กับเฉินจีต่างก็บอกชื่อแซ่และสำนักมาให้แล้ว ผู้ฝึกกระบี่ทั้งหมดห้าท่านที่ออกมาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ต่างก็ยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งก็มีเกาเหมี่ยนแห่งพรรคหมัดเทพไร้เทียมทานเป็นหนึ่งในนั้น
พวกเขาบ้างก็ปิดด่าน เก็บตัวอยู่อย่างสันโดษมานานหลายปี บ้างก็ออกท่องไปในโลกโลกีย์ พเนจรไปทั่วสารทิศ แต่พวกเขาต่างมีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นก็คือเลือกที่จะปิดบังหรือไม่ก็ละทิ้งตัวตนของผู้ฝึกกระบี่ไป ตามการคาดเดาของฉีถิงจี้ นี่ก็น่าจะเป็นข้อเรียกร้องของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส
เพื่อสหาย เพื่อคุณธรรมในยุทธภพ เกาเหมี่ยนขอบเขตถดถอยจากหยกดิบมายังก่อกำเนิดสองครั้ง
คราวก่อนอยู่บนสนามรบของลำน้ำใหญ่ก็ยิ่งขอบเขตถอยลงมาเป็นโอสถทองโดยตรง พอจะรักษาโอสถทองไม่ให้แหลกสลายไปอย่างสิ้นเชิงได้อย่างหวุดหวิด
หนึ่งเพราะชีวิตนี้ถูกลิขิตมาแล้วว่าไม่อาจเลื่อนขั้นได้อีก สองก็เพราะอยากจะยกตำแหน่งให้คนหนุ่มผู้นั้น เกาเหมี่ยนจึงออกจากตำแหน่งเจ้าประมุขพรรค แล้วก็ปล่อยให้เจ้าตะพาบน้อยกลุ่มนั้นเปลี่ยนชื่อพรรคเสียใหม่
พรรคบนภูเขาแห่งหนึ่ง ในที่สุดก็มีชื่อที่สอดคล้องกับกลิ่นอายของตระกูลเซียนได้แล้ว
สำหรับเรื่องนี้ใช่ว่าเกาเหมี่ยนจะไม่คัดค้านเลย เพียงแต่น่าเสียดายที่เสียงคัดค้านของเขาจมหายไปในฝูงชน
หวนนึกถึงปีนั้น เว่ยจิ้นแห่งศาลลมหิมะ แม้จะเป็นเซียนกระบี่บนภูเขา แต่เขากลับชอบขี่ลาดื่มเหล้าท่องไปในยุทธภพ
ในบรรดาผู้ฝึกกระบี่หญิงของแจกันสมบัติทวีปก็มีคนผู้หนึ่งที่มีชื่อเสียงมาก นั่นก็คือเฮ้อเหลียนเป่าจูแห่งพรรคหมัดเทพไร้เทียมทาน
เจิ้งต้าเฟิงมีใจรักมั่นมอบให้เพียงนาง ก่อนหน้านี้การเปิดบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้ำของแจกันสมบัติทวีปมักจะโดดเด่นมีสีสันมากกว่าของใบถงทวีป หรือแม้กระทั่งของอุตรกุรุทวีป
พูดถึงแค่ทางฝั่งของภูเขาลั่วพั่ว พวกเฉินหลิงจวินต่างก็ชอบดูกันมาก คิดถึงปีนั้นที่เฉินผิงอันได้สัมผัสกับบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้ำเป็นครั้งแรก ก็ต้องยกคุณความชอบให้กับเฉินหลิงจวิน
แต่ว่าจากรายงานของสายลับต้าหลี นอกจากที่เฮ้อเหลียนเป่าจูจะเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเกาเหมี่ยนแล้ว ยังมีสถานะที่แอบแฝงอีกชั้นหนึ่ง
แท้ที่จริงแล้วนางมาจากเรือนจู๋หลัน ต่างก็เป็นสายของอิงเถาชิงอีเหมือนกับกงซุนหลิงหลิง
เฉินผิงอันจึงมีการคาดเดาว่านักพรตเฒ่าก็คือหนึ่งใน ‘กระบี่ส่วนตัว’ ห้าคนนั้น แล้วก็จริงดังคาด
นักพรตเฒ่าเองก็เดาสถานะของเฉินผิงอันออก มองเขาหนึ่งที แล้วก็มองหนิงเหยา ลูบหนวดยิ้มเอ่ย “พอดีเลย จะได้เจอกับเกาเหมี่ยนหรือไม่กลับเป็นเรื่องรองลงมาแล้ว”
ในที่สุดเฉินผิงอันก็นึกออกว่าทำไมถึงได้รู้สึกคุ้นหน้านักพรตน้อยคนนั้น ก็เพราะเกี่ยวข้องกับเหลียงส่วงเทียนซือใหญ่ต่างแซ่ของภูเขามังกรพยัคฆ์
นักพรตเฒ่าก็เป็นคนองอาจคนหนึ่ง พูดแฉตัวเองว่า “บอกตามตรง ข้ากับเกาเหมี่ยนไหนเลยจะคู่ควรกับการได้พูดคุยต่อหน้าพวกเจ้า ในเมื่อได้เปรียบแล้วก็คงไม่มัวเสแสร้งอีก ขอลาตรงนี้แหละ”
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย ก่อนจะใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “ท่านนักพรต ลูกศิษย์ของท่านคนนี้ เกรงว่าน่าจะมีวาสนาเก่า มีความเกี่ยวข้องกับเหลียงส่วงนักพรตของภูเขามังกรพยัคฆ์”
นักพรตเฒ่าอึ้งตะลึง ท่าจะเคยได้ยินชื่อของ “เหลียงส่วง” นี้มาก่อน เขาจึงยิ้มเอ่ยว่า “หากมีวาสนาต่อกันจริงย่อมได้พบเจอกัน”
นักพรตเฒ่าพาลูกศิษย์เดินลงไปจากภูเขา นักพรตน้อยคนนั้นเอ่ยลากานซิ่งอย่างอาลัยอาวรณ์
ในศาลเทพภูเขาเก่า เฉินผิงอันเริ่มช่วยคลี่คลายภัยร้ายให้กับกานซิ่ง
วิธีการก็เรียบง่ายมาก บอกให้เสี่ยวโม่ที่เป็นขอบเขตสิบสี่แล้วรับผิดชอบปล่อยกระบี่ บีบให้กลิ่นอายแห่งความตายที่อยู่ในร่างกายของเกาซิ่งไปอยู่ในช่องโพรงลมปราณแห่งหนึ่ง
แล้วค่อยให้เขาเฉินผิงอันใช้ความเร็วที่ฟ้าผ่าไม่ทันป้องกันหูทำการ…กินให้เกลี้ยง!
เฉินผิงอันในทุกวันนี้ ฟ้าดินอยู่ในสภาวะหุนตุ้นยุ่งเหยิงวุ่นวาย เหมาะกับการหลอมวัตถุประเภทนี้ที่สุด
ร่างกายมนุษย์เหมือนศาลแห่งหนึ่งที่หากเทพไม่อยู่ผีก็จะมาอยู่แทน พริบตานั้นกลิ่นอายความตายที่ตามตอแยจิตวิญญาณของนักพรตน้อยเกาซิ่งไม่เลิกราก็ถูกเฉินผิงอันย้ายมายังฟ้าดินร่างกายตัวเอง
อันที่จริงเกาซิ่งไม่ได้รู้สึกอะไร แต่เซียนกระบี่เฉินบอกว่าไม่เป็นอะไรแล้ว เขาจึงก้มหัวคารวะขอบคุณเขาไปพร้อมกับอาจารย์ของตัวเอง
เฉินผิงอันรับการคารวะนี้ไว้แล้วเอ่ยเตือนว่า “กานซิ่ง ศาลเทพภูเขาที่ถูกทิ้งร้างแห่งนี้มีวาสนากับเจ้า วันหน้ารอให้เจ้าสะสมเงินได้ส่วนหนึ่งก็จำไว้ว่าจงกลับมาซ่อมแซมที่แห่งนี้ใหม่”
เจอตัวเกาเหมี่ยนที่ปลีกตัวมาอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งอย่างสันโดษได้อย่างง่ายดาย
เกาเหมี่ยนร่างเล็กเตี้ย รูปโฉมไม่โดดเด่น ผู้เฒ่าเหมือนโจรที่ขึ้นเขามาตั้งตัวมากกว่าอายุมากแล้ว ออกปล้นไม่ไหวแล้วก็เลยหาสถานที่สักแห่งมาหลบซ่อนตัวใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลาย
เวลาปกติไม่ว่าจะมีหรือไม่มีเรื่องอะไรทำก็ชอบเอาไม้ปัดขนไก่มาปัดชุดยาวสีเขียวตัวนั้นเสียงดังพึ่บพั่บ
วันนี้ได้เจอเฉินผิงอันกับหนิงเหยา ตอนนั้นเกาเหมี่ยนกำลังนั่งยองอยู่ในลานบ้าน ในกระเป๋ามีถั่วลิสงอยู่กำมือหนึ่ง มองลูกเจี๊ยบขนฟูที่เดินกันเต็มพื้น
ยากนักที่จะมีแขกแวะมาเยี่ยมเยือน เขาลุกขึ้นด้วยสีหน้าซับซ้อน คิดหาคำพูดอยู่ครู่หนึ่งก็พูดกลั้วหัวเราะว่า “ทางฝั่งของฝูเหยาทวีปมีสหายเก่าคนหนึ่งที่ในอดีตทุกๆ สิบกว่าปีจะต้องส่งจดหมายไปมาหาสู่กัน ภายหลังมีสงครามครั้งนั้น เขาไม่ได้ไปเยือน”
“แล้วก็เคยโน้มน้าวสวินยวนต่อหน้าว่าอย่าสละชีวิตได้ แต่ไม่ยอมสละทรัพย์สินเงินทอง เก็บภูเขาเขียวไว้ก็ไม่กลัวว่าจะไม่มีฟืนเผาไฟ ตาเฒ่าสวินไม่ยอมฟัง เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้”
“ไม่อยากถามหน่อยหรือว่าทำไมปีนั้นข้าถึงต้องออกมาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่มาหลบอยู่ที่แจกันสมบัติทวีปแห่งนี้?”
“แล้วไม่ถามหน่อยหรือว่าในเมื่อรู้ว่าเจ้าเป็นใครแล้ว ทำไมถึงไม่ทำความรู้จักกับอิ่นกวานแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่อย่างเจ้า ไม่ขอฝากตัวตามธรรมเนียมหรือไม่ก็นับญาติกัน?”
“ข้ามาที่แจกันสมบัติทวีปถือเป็นคนบ้านเดียวกันครึ่งตัว เจ้าไปที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ ก็ยังคงถือเป็นคนบ้านเดียวกันครึ่งตัว หึ ทีนี้พวกเราก็คือคนบ้านเดียวกันเต็มตัวแล้ว”
คงเป็นเพราะชีวิตคนเหมือนการดื่มเหล้าเร็วๆ
ฟังมาถึงตรงนี้ ในที่สุดเฉินผิงอันก็เปิดปากยิ้มเอ่ย “ก็แค่ผู้อาวุโสในยุทธภพที่ล้างมืออำลาจากวงการ ออกมาตากแดด คุยเล่นเรื่อยเปื่อย”
“แล้วก็ถือโอกาสพูดกับผู้อาวุโสว่าพวกคนรุ่นเยาว์ที่ยังอยู่ในยุทธภพต่างก็ไม่เลว ได้ดิบได้ดีกันไม่น้อย วันหน้ายิ่งนานวันก็จะยิ่งดีมากขึ้นเรื่อยๆ บอกกับเขาว่าไม่ต้องเป็นห่วง”
“เจ้าเด็กรุ่นหลัง ดื่มเหล้าเป็นไหม?”
“ข้าคือคนที่มีชื่อเสียงใหญ่เทียมฟ้าจากการขายเหล้าอยู่ในกำแพงเมืองปราณกระบี่ คำถามนี้ของผู้อาวุโสถามได้เกินความจำเป็นแล้ว นี่ท่านดื่มเหล้าเมาแล้วยังไม่สร่างหรือ”
……
เซียนกระบี่จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ มาปรากฏตัวอยู่ที่เมืองหลวงต้าหลี
วันเริ่มหว่านกล้า ท้องฟ้าเริ่มสว่างไสว เฉินผิงอันเดินออกมาจากหอเหรินอวิ๋นอื้อวิ๋นเดินอยู่ในตรอกเล็กที่เงียบสงัดเพียงลำพัง
ในนครที่เจริญรุ่งเรืองสูงสุด ผู้คนแห่แหนออกมาจากบ้านจนตรอกซอกซอยว่างเปล่า ทุกคนต่างรอคอยการปรากฏตัวของเขาอย่างอดทน ต่างก็อยากจะเห็นโฉมหน้าของราชครูแห่งราชสำนักต้าหลีคนใหม่กับตาตัวเอง
นาทีที่เขาเดินออกมาจากตรอกเล็ก กลุ่มคนที่อยู่ใกล้เคียงพากันกลั้นหายใจอยู่ชั่วขณะ หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยเสียงเซ็งแซ่ดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย ราวกับว่าเมืองหลวงทั้งแห่งกำลังสั่นสะเทือน ราวกับว่าแจกันสมบัติทวีปทั้งแห่งกำลังตื่นขึ้นมา
สองข้างทาง เหล่าพลทหารของต้าหลียืนเรียงแถว เสื้อเกราะเงาวับ
รถม้าคันหนึ่งหยุดอยู่นอกตรอกเล็ก
บริเวณใกล้เคียงมีเด็กสาวคนหนึ่งขยี้ตา พี่ชายสองคนแก้มแดงปลั่ง ส่วนนางกลับมีสีหน้าเลื่อนลอยไป หา? เหมือนจริงๆ!
รถม้าขยับเคลื่อนเข้ามาตรงหน้าทางหลวงเส้นหลักแล้วจอดลงช้าๆ
เซียนกระบี่สองกลุ่มมารออยู่ที่นี่ก่อนแล้ว แล้วพวกเขาก็พากันเดินไปยังวังหลวง
ผู้นำคือเฉินผิงอัน
หนิงเหยาขอบเขตสิบสี่ เสี่ยวโม่ขอบเขตสิบสี่ เซี่ยโก่วขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ เผยเฉียน หมี่อวี้ขอบเขตเซียนเหริน สิงอวิ๋น หลิ่วสุ่ย ไฉอู๋ เจียงซ่างเจิน
ฉีถิงจี้ขอบเขตบินทะยาน ลู่จือขอบเขตบินทะยาน เส้าอวิ๋นเหยียน เกาส่วง ขอบเขตเซียนเหริน กวอตู้ หลิงซวินคนรักของเขา จินเก้า จู๋ซู่ หวงหลิง ขอบเขตเซียนเหริน เชวียนหยางที่มีกระบี่พกชื่อว่าซานคู เหมยคาน เหมยตั้นตั้งผู้เป็นลูกศิษย์ ฉายาเจิ้นเจ๋อ ขอบเขตเซียนเหริน
ราวกับกำแพงเมืองปราณกระบี่ใหม่เอี่ยมแห่งหนึ่ง
วันนี้ปราณกระบี่ขยับเข้าใกล้โลกมนุษย์แล้ว