กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1194.1 ดวงอาทิตย์และต้นหญ้า
บนฟ้า เมื่อกลุ่มดาวโต่วชี้ไปยังทิศซึ่งก็คือวันเริ่มหว่านกล้า
บนดิน เมื่อหญ้าในที่ลุ่มชุ่มน้ำเริ่มงอกงาม ก็ถึงฤดูกาลแห่งการหว่านปลูก
ดวงอาทิตย์โผล่พ้นจากมหาสมุทร คล้ายกับโอสถทองเม็ดหนึ่งที่ไม่มีวันเสื่อมสลายได้ตลอดกาล
เมื่อพวกเขาเดินอยู่ด้วยกันก็ราวกับพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า “เซียนกระบี่”
บนเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังระเบียงพันก้าวของวังหลวง ล้วนมีแต่ผู้คน ถนนใหญ่ตรอกเล็ก หัวกำแพงเมือง หอเรือนสูง บนหลังคาเรือน หรือแม้กระทั่งบนต้นไม้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เหมาะแก่การปีนขึ้นสูงมองไปยังทิศไกลล้วนมีแต่คนเบียดเสียดกันแออัด และยังมีคนอีกมากมายที่ยืนอยู่บนโต๊ะ เก้าอี้ ม้านั่งที่ยกมาตั้งวางไว้นอกประตูเรือนพวกเด็กๆ นั่งอยู่บนไหล่ของพวกผู้ใหญ่…
พวกเขาต่างก็อยากเห็นว่าเป็นใครกันแน่ที่สามารถรับตราประทับราชครูไปจากมือของชุยฉาน นั่งลงบนเก้าอี้ในห้องทรงพระอักษรที่ใช้สำหรับการประชุมเล็ก พวกเขาทั้งอยากรู้ ทั้งวาดฝัน ทั้งเป็นกังวล
คนคนนี้ ไม่ว่าจะอายุน้อยอารมณ์พลุ่งพล่าน หรือแก่แต่มากประสบการณ์ สรุปแล้วเขาจะนำพาความยิ่งใหญ่แข็งแกร่งมาให้กับราชสำนักต้าหลีได้หรือไม่?
จะสามารถทำให้กีบเท้าม้าของกองทัพชายแดนต้าหลีดังกระหึ่มอยู่ในใต้หล้าเปลี่ยวร้างได้หรือไม่?
เมื่อเขาเป็นราชครูแล้วจะโค่นล้มนโยบายแคว้นทั้งหมดที่ชุยฉานกำหนดไว้หรือไม่?
เขาจะกล้าลงสนามรบด้วยตัวเอง ไปพบเจอเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างที่แกร่งกร้าวโหดเหี้ยมหรือไม่?
ชื่อของเขาจะเป็นนามที่ใต้หล้าเปลี่ยวร้างไม่คุ้นหูเลยหรือไม่?
ตามหลักแล้วบนหัวกำแพงเมืองแต่ละด้านของเมืองหลวงคือสถานที่ที่ดีที่สุดในการชมทัศนียภาพ
มองลงมาจากที่สูงจะเห็นทุกอย่างได้ครบถ้วน คิดอยากจะอาศัยเส้นสายไปยึดครองตำแหน่งบนหัวกำแพงเมืองที่การมองเห็นเปิดกว้าง ได้เป็นศาลาใกล้น้ำได้ชมจันทร์ก่อน แม้แต่คิดก็อย่าหวังเลย ไม่เหลือพื้นที่ใดๆ ให้ปรึกษากัน
วันนี้บุคคลที่สามารถขึ้นมาบนหัวกำแพงเมืองได้ ไม่ดูที่ตำแหน่งขุนนาง ไม่ดูที่ชาติตระกูล ดูแค่คุณความชอบด้านการสู้รบ
กรมพิธีการและกรมกลาโหมต่างก็ช่วยกันเขียนรายชื่อขึ้นมาหนึ่งฉบับ เป็นรายชื่อที่ฮ่องเต้อ่านผ่านตาและอนุญาตแล้ว พวกเขาแทบทุกคนล้วนเป็นคนแก่ที่เคยเป็นทหารอยู่ในกองทัพชายแดนต้าหลีซึ่งผ่านสนามรบมาเป็นร้อยๆ ครั้งแล้ว
นอกจากนี้แล้ว ทหารสวมเสื้อเกราะที่เดินลาดตระเวนบนหัวกำแพงเมืองวันนี้ก็ล้วนถูกเปลี่ยนมาเป็นผู้ถวายงานและผู้ฝึกตนติดตามกองทัพแทบทั้งหมด
เพื่องานพิธีเฉลิมฉลองในครั้งนี้ ราชสำนัก กองงานทั้งหลายในเมืองหลวง ที่ว่าการน้อยใหญ่ทั้งหมดได้ยุ่งอยู่กับการเตรียมการกันมานานหลายเดือน
ก่อนจะถึงวันนี้พวกขุนนางใช่ว่าจะไม่เคยบ่นเป็นการส่วนตัวกันมาก่อน เพราะถึงอย่างไรหนึ่งวันที่ยังไม่มีการกำหนดวันในการจัดพิธีอย่างแน่นอน พวกเขาก็ต้องเครียดกันอยู่ทุกวัน
ในขอบเขตงานของแต่ละฝ่ายล้วนไม่อาจปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ หนึ่งเพราะการประเมินขุนนางกำลังจะมาถึง อีกอย่างก็คือไม่ว่าใครในวงการขุนนางต่างก็รู้กันชัดเจนดีว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยใดๆ ในเรื่องใหญ่ครั้งนี้ล้วนอาจส่งตรงไปถึงพระกรรณของฮ่องเต้
หากฮ่องเต้รู้เข้าก็อาจออกพระราชโองการมาให้ และความจริงก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นเช่นนี้จริง
ก่อนหน้านั้นในอำเภอที่อยู่ในเขตชานเมืองของเมืองหลวง ไม่ได้อยู่ในเมืองหลวงด้วยซ้ำ ได้เกิดการยกพวกตีกันของพรรคในยุทธภพสองแห่ง ว่ากันว่าคืนนั้นก็มีพระราชโองการที่เขียนด้วยลายพระหัตถ์ส่งตรงจากห้องทรงพระอักษรไปยังที่ว่าการนายอำเภอโดยตรง
ทว่าเวลานี้บนหัวกำแพงเมืองของวังหลวงกลับมีคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่นอกรายชื่อมาปรากฏตัวกะทันหัน
ทว่าทางฝั่งของราชสำนักกลับไม่มีการขัดขวางใดๆ เพียงแค่เพราะพวกเขาเป็นคนรู้จักของราชครูคนใหม่
ทางฝั่งของแจกันสมบัติทวีปบ้านตน ฉางมิ่งผู้คุมกฎแห่งภูเขาลั่วพั่วที่มีฉายาว่าหลิงชุน นางเรือนกายสูงใหญ่แต่กลับสมส่วน ทำให้มีท่วงทำนองที่เป็นเอกลักษณ์แปลกตาไปอีกแบบ เมื่อนางยืนอยู่บนหัวกำแพงเมืองก็เหมือนเทวรูปเทพหญิงที่เดินออกมาจากในศาล
ชุยตงซานเจ้าสำนักคนแรกของสำนักกระบี่ชิงผิงแห่งใบถงทวีป เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่มีไฝแดงกลางหว่างคิ้ว สวมชุดสีขาวราวกับก้อนเมฆ
ถัวเหยียนฮูหยินแห่งสำนักกระบี่หลงเซี่ยงทักษิณาทวีป ปักปิ่นไข่มุกไว้บนมวยผมสวมผ้าแพรต่วน งดงามชวนหลงใหล
และยังมีคนนอกอย่างหลิวทุ่ยแห่งเทียนเหยาเซียงฝูเหยาทวีป บินทะยานที่มีรูปโฉมเป็นเด็กหนุ่ม คิ้วตาเหี้ยมอำมหิต พลังอำนาจเฉียบคมบีบคั้นผู้คน
ชุยตงซานยิ้มถาม “ทำไมฉีถิงจี้ถึงเปลี่ยนใจกะทันหันล่ะ?”
ฉีถิงจี้ออกจากตำแหน่งเจ้าสำนักของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงแล้ว บวกกับที่นิสัยของเซียนกระบี่ผู้อาวุโสท่านนี้ไม่เหมาะจะทำงานที่เป็นตัวประกอบขับดันคนอื่นให้โดดเด่นจริงๆ
อันที่จริงฉีถิงจี้ก็มีนิสัยที่ไม่ต่างจากหลิวทุ่ยสักเท่าไร ยึดถือหลักที่ว่าบนฟ้ามีดวงอาทิตย์ได้เพียงดวงเดียว
หลิวทุ่ยตอบอย่างง่ายๆ ว่า “สหายฉีก็ยังมีตำแหน่งเค่อชิงอยู่ไม่ใช่หรือ เขาปรากฏตัวในกลุ่มคนก็ไม่ได้น่าตกอกตกใจอะไร”
ระหว่างที่เดินทางขึ้นเหนือ ฉีถิงจี้ได้เตือนเขาเรื่องหนึ่งว่า วันหน้าเป็นพันธมิตรกับภูเขาลั่วพั่วแล้วจะต้องระวังชุยตงซานให้ดี ต้องใส่ใจให้มาก
เดิมทีหลิวทุ่ยคิดว่าชุยตงซานจะปรากฏตัวในงานพิธี คิดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มชุดขาวจะมาร่วมชมความครึกครื้นเป็นเพื่อนพวกเขาอยู่ที่นี่
ชุยตงซานหัวเราะร่วน “วัตถุวิสัยนั้นมั่นคงดั่งผืนดินและขุนเขา ส่วนอัตวิสัยนั้นเลื่อนไหลดั่งเมฆลอยและสายน้ำ ต่างกันราวฟ้ากับดินทีเดียว”
หลิวทุ่ยรู้ว่าหลอกชุยตงซานไม่ได้ หลังจากลังเลอยู่ชั่วขณะก็เอ่ยว่า “ในใจของฉีถิงจี้มองเรื่องที่ฉีโซ่วไม่คู่ควรกับหนิงเหยาเป็นหนึ่งในความน่าเสียดายอย่างใหญ่หลวงไม่กี่เรื่องในชีวิต”
“แต่พอเห็นหนิงเหยาผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับเฉินผิงอัน ฉีถิงจี้กลับรู้สึกอีกว่าตามเหตุตามผลแล้วก็ควรเป็นเช่นนี้”
ถัวเหยียนฮูหยินถอนหายใจด้วยความชื่นชม พูดจาเช่นนี้ พูดได้ดีขนาดนี้ ก็น่าจะถึงที่สุดแล้วกระมัง?
ฉีถิงจี้ดูแคลนลูกหลานในตระกูลของตน ชื่นชมหนิงเหยา ยกยอเฉินผิงอัน….คนที่หลิวทุ่ยชมเชยอย่างแท้จริงก็ไม่ใช่แววตาในการมองคนและความใจกว้างของเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีหรอกหรือ?
ชุยตงซานพยักหน้า “ดูท่าเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีจะหาสหายรักที่สามารถพูดคุยเรื่องความในใจกันได้อย่างแท้จริงเจอแล้ว”
หลิวทุ่ยยิ้มอย่างเข้าใจ
การพูดคุยกันในวันนี้ อันที่จริงการเปิดบทสนทนาของชุยตงซานที่เรียกขานชื่อของ “ฉีถิงจี้” ตรงๆ ก็คือการกำหนดทิศทางอย่างหนึ่ง
ชุยตงซานกล่าว “หากเป็นไปได้ สหายหลิวก็ช่วยจับตามองให้หน่อย ไม่แน่ว่าอาจมีคนหลายคนที่เตรียมจะก่อความวุ่นวายในวันนี้”
“แม้ว่าจะทำอะไรไม่สำเร็จ แต่สร้างความสะอิดสะเอียนให้กับราชสำนักต้าหลีก็นับว่ายังพอทำได้”
หลิวทุ่ยเลิกคิ้วขึ้น “ยังมีคนที่ไม่รู้จักกลัวตายแบบนี้ด้วยหรือ? คิดว่าต้าหลีกินหญ้าหรือไร ไม่กลัวว่าจะถูกถล่มแคว้น ทุบทำลายป้ายวิญญาณ รื้อภูเขาพังศาลหรือ?”
ชุยตงซานยิ้มเอ่ย “เลือดร้อนกำลังพลุ่งพล่าน ทำอะไรโดยใช้อารมณ์ ก็ไม่รู้จักกลัวตายแล้ว หากคิดถึงผลที่จะตามมาจริงๆ ก็คงไม่มีทางทำอะไรโดยใช้อารมณ์”
นิสัยการกระทำของหลิวทุ่ยพลันเปิดเผยออกมาทันที เขาเอ่ยว่า “มอบป้ายอนุญาตผ่านทางให้ข้าแผ่นหนึ่ง ข้าจะไปเดินดูรอบๆ สักหน่อย”
ขอแค่เจ้าเป็นสหายกับข้าหลิวทุ่ย ถ้าอย่างนั้นผลประโยชน์ที่ข้ามอบให้ได้ หน้าตาศักดิ์ศรีที่ควรมอบให้กัน ก็จะต้องมอบให้เจ้า จากที่คาดการณ์ไว้ มีแต่จะมากกว่าไม่มีน้อยกว่า
ถัวเหยียนฮูหยินอึ้งตะลึง เจ้าหลิวทุ่ยผู้นี้สุดยอดไปเลยจริงๆ จะดีจะชั่วก็เป็นเจ้าสำนักคนหนึ่ง เป็นบินทะยานอาวุโส สูงศักดิ์เป็นถึงบุคคลบนยอดเขาเจ้าแห่งหนึ่งทวีป แต่กลับเสนอตัวช่วยคนอื่นทำงานเบ็ดเตล็ด?
ถัวเหยียนฮูหยินรู้ตัวเลยว่าไม่อาจทำตามอีกฝ่ายได้ คำโบราณบอกไว้ว่าคนที่ใจกล้าห้าวหาญ หากยอมสละแม้กระทั่งชีวิต ก็กล้าลากฮ่องเต้ลงจากบัลลังก์ได้
อย่างหลิวทุ่ยนี่จะเรียกว่ายอมสละหน้าตา เก็บเอาคำพูดที่โยนลงบนพื้นแล้วขึ้นไปไว้บนหลังม้าได้หรือไม่?
ชุยตงซานหยิบป้ายสงบสุขเก่าแก่ที่ผ่านเวลามานานหลายปีแผ่นหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ หลิวทุ่ยรับป้ายไม้มา
ก่อนจะออกไปจากหัวกำแพงเมืองได้ถามอย่างใคร่รู้ว่า “ในเมื่อเจ้าเองก็เป็นผู้ฝึกกระบี่ ไฉนถึงไม่ไปอยู่ในกลุ่มคนด้วย?”
ชุยตงซานกะพริบตาปริบๆ “ขาดข้าไปคนเดียวก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลย คนที่อยู่ในสถานการณ์และคนที่มองดูอยู่ข้างๆ ล้วนได้รับเกียรติไปด้วย”
“อริยะปราชญ์ผู้กล้ารับหน้าที่เขียนตำราประวัติศาสตร์ ข้าก็รับหน้าที่ในการอธิบายคำศัพท์และตีความถ้อยคำโบราณ”
ผู้คุมกฎฉางมิ่งเอ่ยสัพยอก “เจ้าสำนักชุยของพวกเราก็คือคนบางคนในตำราที่อยู่ในอักษรคำว่า “เป็นต้น” ที่พบเห็นได้เป็นประจำ”
ชุยตงซานสะบัดชายแขนเสื้อสีขาวหิมะ ปรบมือหัวเราะเสียงดัง “ยอดเยี่ยมนัก แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว”
ท่ามกลางฝูงชนบนถนน ชายหนุ่มคนหนึ่งหน้าแดงหูแดง มีความสุขเป็นล้นพ้น พูดอย่างเร่งร้อนว่า “คือเขาจริงๆ ด้วย!”
เขาใช้ศอกถองสหายที่อยู่ข้างกาย ท่าทางลำพองใจ พูดอย่างอารมณ์ดีว่า “ข้าก็บอกแล้วอย่างไรเล่า ยังต้องเดาอีกหรือ? นอกจากเขาแล้วยังจะเป็นใครไปได้อีก พื่อวิ๋นฉี่ดึงดันจะเถียงข้าให้ได้ ดื้อนักแล้วยังจะบอกว่าไม่ดื้ออีกหรือ?”
สหายของเขาเอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “กล้าเดิมพันก็กล้ายอมรับความพ่ายแพ้ จะเลี้ยงเหล้าเจ้ามื้อหนึ่งก็แล้วกัน”
คิดไม่ถึงว่าเขาจะยิ้มเอ่ยว่า “ข้าเลี้ยงเจ้าเอง”
คนหนุ่มที่ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายตำราถามอย่างสงสัย “ทำไมล่ะ?”
“การสอบหน้าพระที่นั่งในปีนี้ ข้าจะต้องสอบผ่านได้อันดับสูงอย่างต่อเนื่องแน่นอน แต่พื่อวิ๋นฉี่ ท่านกลับไม่แน่เสมอไปแล้ว วันหน้าข้าก็จะได้เป็นขุนนางในราชสำนักเดียวกันกับเฉินผิงอันแล้ว ฮ่า เหล้ามื้อนี้ข้าเลี้ยงเอง ต้องให้ข้าเป็นคนเลี้ยง!”
ทั่วทั้งราชสำนัก แน่นอนว่าต่างก็คาดเดาว่าเฉินผิงอันคือคนที่มีโอกาสจะมาเสริมตำแหน่งราชครูที่ว่างอยู่มากที่สุด
แต่ผู้คนก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เขาเป็นเซียนกระบี่ที่แสวงหาความเป็นอมตะพิสูจน์มรรคาอยู่บนยอดเขาแล้ว จะยินดีออกมาจากภูเขาจริงๆ หรือ?
หรือไม่ก็สงสัยว่าเขาสร้างสำนักเบื้องล่างไว้ในใบถงทวีปแล้ว สายตาจะไม่ย้ายไปอยู่ที่ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางหรือ อย่างเช่นว่าสักวันหนึ่งอยากจะลองเป็นเจ้าลัทธิดูบ้าง?
หรือยกตัวอย่างเช่นว่ามีข่าวลือว่าเขาเป็นเพื่อนบ้านกับซ่งมู่ลั่วอ๋องที่เฝ้าพิทักษ์เมืองหลวงสำรองมาตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก ไม่เพียงแต่เกิดปีเดียวกันเป็นคนบ้านเดียวกัน ยังเป็นอาจารย์อาและศิษย์หลานสายบุ๋นเดียวกันด้วย ถ้าอย่างนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฮ่องเต้จะไม่ลุ่มลึกมากหรอกหรือ?
พวกสตรีที่อยู่ด้านข้างกำลังซุบซิบคุยกัน ดวงตาเรียวยาวคลอประกายน้ำแต่ละคู่นั้นแม้จะเป็นลูกหลานขุนนางเหมือนกัน พวกบุรุษกลับคุยกันเรื่องชื่อเสียงผลงาน แต่พวกนางกลับดูเรื่องบุคลิกหน้าตา
“เซียนกระบี่เฉินยังหนุ่มอยู่มากจริงๆ นะ”
“พวกเจ้าสังเกตหรือไม่ว่าเซียนกระบี่ของภูเขาลั่วพั่วมีเยอะมากเลย”
“ดูเหมือนว่าจะไม่ด้อยไปกว่าเซียนกระบี่หมี่เลยนะ”
แค่ฟังก็รู้ว่าพวกนางรู้จักหมื่อวี้มานานแล้ว
“เขาหล่อเหลาขนาดนี้ มิน่าเล่าตอนเป็นเด็กหนุ่มออกท่องยุทธภพถึงได้มีหญิงคนรู้ใจมากมายขนาดนั้น บุรุษหากไม่เจ้าชู้ก็ถือว่าใช้วัยหนุ่มมาอย่างเสียเปล่าจริงๆ”
แค่ฟังก็รู้ว่าพวกนางเคยอ่านบันทึกภูเขาสายน้ำเล่มนั้นมาก่อน พวกบุรุษฟังแล้วก็รู้สึกอ่อนใจยิ่งนัก
ฟ้าสีขาวเริ่มสว่างไสว มองเห็นรอบด้านได้ชัดเจนมีเพียงรูปโฉมเท่านั้นที่เห็นกันชัดๆ อยู่ ไม่รู้ว่าพวกนางชมออกมาได้อย่างไร
ในเมืองหลวงมีศาลเทพบุปผาที่ประวัติศาสตร์ยาวนานอยู่แห่งหนึ่ง มีขนบธรรมเนียมที่ต้องส่งเทพบุปผาในวันเริ่มหว่านกล้า
เมื่อฤดูใบไม้ผลิสิ้นสุดฤดูร้อนมาเยือนก็จะถือว่าได้ส่งและอำลาเทพบุปผาที่นำพาความงดงามหลากสีสันอันตระการตามาสู่โลกมนุษย์
ธรรมเนียมในหมู่ชาวบ้านของราชสำนักต้าหลีให้ความเลื่อมใสทางฝ่ายบู๊มากกว่า แต่ไหนแต่ไรมาจึงไม่เคยพิถีพิถันเรื่องข้อห้ามอันเคร่งครัดระหว่างชายหญิงอะไร
ในวันนี้สตรีในตระกูลขุนนางกับหญิงสาวชาวบ้านจะทัดดอกไม้ ถักร้อยและพันด้วยสายด้ายสีสด ประทินโฉมอย่างตั้งใจ จับกลุ่มกันไปเที่ยวงานวัด
บางครั้งพวกคนแก่หัวโบราณบางคนที่ท่องตำราอย่างคร่ำครึก็ยังยอมอนุญาตให้พวกนางออกจากบ้านไปเที่ยวเล่นเป็นกรณียกเว้น
และบังเอิญกับที่ศาลเทพบุปผาตั้งอยู่บนถนนเส้นหนึ่งที่เป็นจุดตัดของถนนหลวงจากทิศใต้มายังทิศเหนือพอดี ผู้คนจึงมาเบียดเสียดกันอยู่ที่นี่ ทำให้บังเอิญได้เห็นเรือนกายและหน้าตาของเซียนกระบี่เหล่านั้น
เมืองหลวงต้าหลีคือสถานที่ที่ข่าวสารว่องไวมาก ไม่พูดถึงพวกขุนนางชนชั้นสูง ต่อให้เป็นชาวบ้านของที่นี่ หลายปีมานี้ภูเขาลั่วพั่วกับเฉินผิงอันก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับพวกเขา
เดิมทีฉู่โจวก็เป็นมณฑลเก่าแก่ในท้องถิ่นของราชสำนักต้าหลีอยู่แล้ว ไม่ใช่มณฑลแห่งใหม่ที่ถูกกองทัพม้าเหล็กต้าหลีซึ่งกรีฑาทัพลงใต้รวบมาไว้เป็นของต้าหลี
แล้วนับประสาอะไรกับที่ฉู่โจวยังเป็นสถานที่ที่ถ้ำสวรรค์หลีจูปริแตกแล้วร่วงหล่นลงมา
ดังนั้นเจ้าขุนเขาหนุ่มของภูเขาลั่วพั่ว เขาเป็นทั้งคนในท้องถิ่นของต้าหลี อีกทั้งการลุกผงาดของเขายังเต็มเปี่ยมไปด้วยสีสันตระการตาน่าเหลือเชื่อ
พูดถึงแค่ว่าเป็นลูกศิษย์เตาเผาที่ชาติกำเนิดยากจน รองเท้าสานคู่หนึ่งในตรอกโทรม ไฉนถึงเดินไปถึงยอดเขาที่มีเทพเซียนอยู่มากมายได้? เดินผ่านภูเขาห้อยหัวไปเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่ได้อย่างไร? เข้าไปอยู่ในคฤหาสน์หลบร้อนได้อย่างไร?
แค่คำถามพวกนี้ก็ทำให้คนเหมือนมองบุปผาผ่านม่านหมอก คิดจนหัวแทบแตกก็ยังไม่เข้าใจ
ไม่เป็นไร ไม่สนหรอกว่าต้นสายปลายเหตุจะเป็นอย่างไร มีเพียงต้าหลีของข้ากับกองทัพม้าเหล็ก ซิ่วหูและอิ่นกวานก็เพียงพอ!
คุ้นเคยกับภูเขาลั่วพั่วและเฉินผิงอัน แน่นอนว่าต้องรู้สึกสงสัยใคร่รู้เรื่องเกี่ยวกับกำแพงเมืองปราณกระบี่ คิดอยากจะสืบเสาะให้รู้แน่ชัด
คุ้นเคยกับกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็จะรู้ถึงขนบธรรมเนียมบางส่วนของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ยกตัวอย่างเช่นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบของที่นั่นจะไม่มีทางถูกเรียกขาน และไม่มีทางเรียกตัวเองว่าเซียนกระบี่
เล่าลือกันว่าผู้ฝึกกระบี่ของที่นั่นยิ่งขอบเขตสูงมากเท่าไร ก็ยิ่งไม่ชอบนั่งดื่มเหล้าบนโต๊ะมากเท่านั้น แต่ชอบถือชามเหล้าไปนั่งยองดื่มอยู่ข้างทาง ช่างเป็นเรื่องประหลาดจริงๆ
“ว่ากันว่าอาจารย์ฉีที่เป็นผู้ก่อตั้งสำนักศึกษาซานหยาเป็นคนรับลูกศิษย์แทนอาจารย์เฉินผิงอัน ถึงได้กลายมาเป็นลูกศิษย์ปิดสำนักของอาจารย์ผู้เฒ่าเหวินเซิ่ง”
ก็เหมือนกับราชสำนักต้าหลี แคว้นและคนต่างก็มีชาติกำเนิดที่ยากลำบากเหมือนกัน
คนหนุ่มสวมหมวกเหลืองรองเท้าเขียวท่าทางสุภาพอบอุ่น ดุจวิญญูชนผู้อ่อนโยน
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวแก้มสองข้างแดงเป็นปั้นที่อยู่ด้านหลังเขาตัวไม่สูง แต่คิ้วตาเบิกบานสดชื่น ตรงเอวพกกระบี่สั้น
เผยเฉียนเคยใช้นามแฝงว่า “เจิ้งเฉียน” ตอนที่อยู่ในสนามรบของเมืองหลวงสำรองก็มีชื่อเสียงที่ดี คือหนึ่งในสี่ปรมาจารย์ใหญ่ด้านวิถีวรยุทธของแจกันสมบัติทวีป
ผู้ฝึกกระบี่หมื่ออี้ฉายประกายเจิดจ้าโดโดเด่นในศึกของนครมังกรเฒ่า คือผู้ฝึกกระบี่ที่มาจากสายอิ่นกวานของคฤหาสน์หลบร้อน ฉายาว่าหมี่ผ่าเอว
เจียงซ่างเจินใช้นามแฝงว่าโจวเฝย คือผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของภูเขาลั่วพั่ว
สำหรับผู้ฝึกตนของแจกันสมบัติทวีปแล้วก็คือก้อนทองที่เก็บมาได้จากกองอึของใบถงทวีป
ส่วนผู้ฝึกตนของใบถงทวีปกับอุตรกุรุทวีปจะมองเจียงซ่างเจินอย่างไร คำวิจารณ์ที่มีต่อเขาเป็นอย่างไร ราชสำนักต้าหลีกลับไม่สนใจ