กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1194.2 ดวงอาทิตย์และต้นหญ้า
เหล่าเด็กหนุ่มและชายหนุ่มที่วาดฝันถึงยุทธภพ คุ้นเคยกับเรื่องราวของบนภูเขา ในที่สุดก็มีโอกาสให้ได้แสดงฝีมือ
พวกเขาช่วยแนะนำสถานะและประวัติความเป็นมาให้สตรีที่เป็นคนในครอบครัวหรือไม่ก็แม่นางที่รักซึ่งไม่เข้าใจเรื่องในราชสำนักและเรื่องวงในของตระกูลเซียนฟัง
พวกเขาพูดได้เป็นน้ำไหลไฟดับ คุ้นเคยเหมือนนับสมบัติในบ้านตัวเอง
ลำพังแค่เฉินผิงอันก็มีชื่อเรียกและคำกล่าวที่ยาวเป็นพรวน ลูกศิษย์ปิดสำนักของเหวินเซิ่ง ศิษย์น้องเล็กของชุยฉานและฉีจิ้งชุน อิ่นกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่ คนรักของหนิงเหยา
เจ้าของผู้เรียบเรียงตำราตราประทับร้อยเซียนกระบี่และตำราตราประทับสองร้อยเซียนกระบี่ คือเซียนกระบี่ใหญ่ที่ไปถามกระบี่ต่อภูเขาตะวันเที่ยงกับหลิวเสี้ยนหยางแห่งสำนักกระบี่หลงเฉวียน
คือผู้ฝึกยุทธขอบเขตปลายทางที่มีอายุเท่ากันอีกทั้งชื่อเสียงยังเท่าเทียมกับเฉาสือ คืออาจารย์พ่อของปรมาจารย์เผยเฉียน…
“แล้วทางฝั่งนั้นล่ะ คนแรกที่เดินเคียงบ่าอยู่กับหนิงเหยา คนที่หากเทียบกับเซียนกระบี่เฉินแล้วดูอ่อนเยาว์ยิ่งกว่า การที่เขาอยู่แถวแรกได้ขอบเขตก็ต้องไม่ต่ำแน่นอน อายุเท่าไร? ยังมีสตรีที่อยู่ข้างหลังเขา ชื่อแซ่อะไร แล้วมีขอบเขตอะไร?”
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาถูกซักจนตอบไม่ได้ ต่างก็มึนงงไปเหมือนกัน นั่นสิ เขาคือใครแล้วนางล่ะเป็นใคร? ยังมีพวกผู้ฝึกกระบี่ที่อยู่ด้านหลังของนางอีก ล้วนเป็นคนแปลกหน้าทั้งสิ้น
ท่ามกลางกลุ่มของเซียนกระบี่ แม่นางน้อยไฉอู๋ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ เหตุผลก็เรียบง่ายอย่างยิ่ง เพราะมองดูแล้วอายุของนางน้อยมากจริงๆ
แม้จะบอกว่ายอดฝีมือที่บรรลุมรรคาบนภูเขามักจะมีวิชาอภินิหารที่ทำให้เปลี่ยนรูปโฉมจากแก่มาเป็นเด็กได้ ยกตัวอย่างเช่นบรรพจารย์ของศาลลมหิมะ หรืออวี๋เจินอี้แห่งพื้นที่มงคลดอกบัว
แน่นอนว่าต้องมีคนถามถึงแม่นางน้อยเยอะมาก
“แม่นางน้อยคนนั้นคือใคร”
“คงจะเป็นโจวหมี่ลี่ผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาของภูเขาลั่วพั่วกระมัง ได้ยินว่านางไม่เปิดเผยตัวตนง่ายๆ แทบจะไม่เคยออกจากภูเขา มีแค่คราวก่อนที่ไปถามกระบี่กับภูเขาตะวันเที่ยงที่เคยเผยกายครั้งหนึ่ง”
“เป็นผู้ถวายงานของสำนักก็ไม่ง่ายแล้ว เป็นผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาก็ยิ่งมีความสำคัญในสำคัญเข้าไปใหญ่ เจ้าสำนักออกไปข้างนอก ผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาก็จะต้องรับผิดชอบเฝ้าพิทักษ์พื้นที่ประกอบพิธีกรรมแทนให้ แต่นางคือผู้ฝึกกระบี่ เรื่องนี้เพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรกนะ”
เกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเซียนกระบี่เหล่านั้น มีการพูดกันไปหลากหลาย มีการคาดเดามากมายสารพัดรูปแบบ
ยังดีที่ราชสำนักต้าหลีได้มอบความน่ายินดีที่ไม่คาดฝันอย่างหนึ่งให้กับตลอดทั้งเมืองหลวง
นั่นก็คือการขานชื่ออย่างที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ โดยทั่วไปแล้วจะพูดถึงแค่ชื่อกับขอบเขต
ยกตัวอย่างเช่น “เสี่ยวโม่ ขอบเขตสิบสี่” “ป่ายจิ่ง ขอบเขตบินทะยาน”
แต่ว่ามีสามคนที่เป็นข้อยกเว้นคือฉีถิงจี้ เผยเฉียนและไฉอู๋
ชื่อของพวกเขาที่ถูกขานคือ “ฉีถิงจี้ ขอบเขตบินทะยาน ผู้ที่ได้แกะสลักอักษรคำว่า “ฉี” ไว้บนกำแพงของกำแพงเมืองปราณกระบี่”
“เผยเฉียน ผู้ฝึกกระบี่ ผู้ฝึกยุทธขอบเขตสิบ”
รอกระทั่งแนะนำไฉอู๋ที่เป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบ ก็ได้ตั้งใจเพิ่มอายุที่แท้จริงของนางเข้าไปด้วย
คนนอกมองเรื่องสนุก คนในมองไปเห็นเส้นสนกลใน คนที่มีตาล้วนกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ ไฉอู๋ที่สามารถเลื่อนขั้นเป็นห้าขอบเขตบนได้ในก้าวเดียว นางต้องได้เป็นบินทะยาน ต้องพิสูจน์มรรคาได้อย่างแน่นอน
ก่อนหน้านี้ชื่อของ “หนิงเหยา’ ถูกขานเป็นชื่อแรก
เสียงไชโยโห่ร้องก็พลันดังเซ็งแซ่กลบไปทั่วทั้งเมืองหลวงต้าหลี หนิงเหยาหน้าแดงเล็กน้อย
เฉินผิงอันจึงได้แต่ใช้เสียงในใจอธิบายว่า “ไม่ใช่ความคิดของข้านะ ทางฝั่งของราชสำนักต้าหลีไม่ได้บอกกล่าวกับข้าก่อน”
ตอนที่ขานถึงชื่อของ “เผยเฉียน” หญิงสาวที่มวยผมเป็นทรงกลมได้ยินเสียงตะโกนกู่ร้องชื่อของตนครั้งแล้วครั้งเล่าซึ่งดังราวกับจะพลิกหลังคาเรือนได้ นางก็รู้สึกเหมือนอยู่กันคนละโลก
อยู่ดีๆ เผยเฉียนก็นึกถึงเมืองหลวงแคว้นหนันเยวี่ยน ถ่านดำน้อยที่เตร็ดเตร่อยู่ที่นั่นราวกับวิญญาณเร่ร่อน
โลกในดวงตาของนาง ขอแค่เป็นคนที่เดินอยู่บนถนนตอนกลางวัน ล้วนเป็นผีทั้งหมด ติดตามอาจารย์พ่อออกมาจากพื้นที่มงคลดอกบัว เดินทางมาถึงภูเขาลั่วพั่วด้วยกัน แล้วก็เคยเดินทางผ่านพันภูเขาหมื่นสายน้ำไปเพียงลำพัง โลกมนุษย์ที่ตายไปแล้วถึงคล้ายว่าได้ฟื้นคืนชีพกลับมา
ระหว่างนั้นตอนที่ขานชื่อหมี่อวี้ เห็นได้ชัดว่าเสียงของพวกสตรีดังเป็นพิเศษ ฟังดูแล้วถึงกับสูสีกับเสียงของพวกบุรุษได้เลย
สีหน้าของหมื่อวี้คล้ายจะสงบนิ่งไม่ตื่นตระหนก แต่รอกระทั่ง “ป่ายจิ่ง” หันกลับมามองเขา เซียนกระบี่หมี่ก็ยังคงทำหน้านิ่งได้อยู่
แต่พอแม้กระทั่งอิ่นกวานก็ยังจงใจเหลือบมามองเขา บวกกับเสียงกระแอมเบาๆ ของเจียงซ่างเจิน ในที่สุดหมี่อวี้ก็ทนไม่ไหว งอนิ้วนวดคลึงขมับตัวเอง
ในฐานะกระบี่ส่วนตัวของกำแพงเมืองปราณกระบี่ต้องไม่สนใจชื่อเสียงซึ่งเป็นมายาเลื่อนลอย
แน่นอนว่าก็ไม่มีโอกาสให้พวกเขาที่เป็นเพื่อนบ้านอยู่กับความเป็นความตายไปแสวงหาชื่อเสียงจอมปลอมด้วย ทว่าหวงหลิงที่ชอบดื่มสุรา เวลานี้กลับรู้สึกเหมือนได้ดื่มเหล้าหมักหนึ่งกา
บุรุษใช้ฝ่ามือลูบด้ามกระบี่ชานคูเบาๆ เขานึกถึงคนรู้จักเก่าที่ชอบดื่มเหล้าหลายคนที่จากไปไกลแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึกกระบี่ที่มาจากเปลี่ยวร้างอย่างพวกเหมยตั้นตั้งที่อารมณ์เร่าร้อนพลุ่งพล่านไม่น้อย จะกล้าคิด จะกล้าเชื่อได้อย่างไรว่าชื่อของพวกเขาจะถูกผู้คนนับหมื่นเรียกขานด้วยวิธีการเช่นนี้?
คงไม่ใช่ว่าพวกเขาคือวีรบุรุษผู้กล้าจริงๆ แล้วหรอกนะ?
“ไฉนมีเพียงขอบเขตสิบสี่ที่ไม่มีชื่อเรียกเฉพาะ?”
“ผู้ฝึกตนขอบเขตสิบสี่ในใต้หล้าไพศาลมีเยอะนักหรือ? รวมๆ แล้วมีอยู่แค่กี่คนเอง?”
“ขอบเขตสิบสี่สูงกว่าขอบเขตบินทะยานแค่ขั้นเดียว แต่หากสองฝ่ายประลองวิชาคาถากัน จะสามารถคว้าชัยชนะได้อย่างมั่นคงหรือไม่?”
ในตลาดของนครชั้นในที่คึกคักจอแจ นักพรตหญิงคนหนึ่งที่สวมกวานดอกบัวบนศีรษะ ข้างกายของนางล้วนมีแต่เทพธิดาหน้าตางดงามติดตามมา
นางก็คือเฮ้อเสี่ยวเหลียง บรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของสำนักชิงเหลียงอุตรกุรุทวีป นางพาลูกศิษย์ผู้สืบทอดของนางกลุ่มนั้นข้ามทวีปเดินทางลงใต้มาด้วยกัน มาได้จังหวะเวลาพอดี
ความแค้นระหว่างนางกับป่ายฉาง ถือว่าได้สะสางกันไปแล้ว ศิษย์พี่เฉาหรงพิสูจน์มรรคาบินทะยานอยู่บนทะเล เดิมทีก็คือการเตือนที่ไม่เล็กไม่ใหญ่อย่างหนึ่ง
และการที่ป่ายฉางให้สวีเซวี่ยนลูกศิษย์ผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวเดินทางลงใต้ไปยังใบถงทวีป เป็นฝ่ายออกไปจากอุตรกุรุทวีป ก็คือการขานรับไกลๆ อย่างรู้ขอบเขตอย่างหนึ่ง
เรื่องที่กองกำลังทางทิศเหนือหลายฝ่ายผนึกกำลังกันสกัดกั้นสำนักชิงเหลียงตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็คลี่คลายไปพร้อมกันอย่างเงียบเชียบด้วย
ตอนนั้นได้เจอกันที่ริมลำธาร จากลากันยามที่เมฆล่องลอย ภายหลังมาพบเจอกันตรงริมทะเล
เฮ้อเสี่ยวเหลียงไม่ได้เดินไปทางวังหลวง กลับกันยังเดินไปฝั่งตรงข้ามกับฝูงชน มุ่งหน้าไปยังนอกเมือง
โลกมนุษย์น้อมส่งเทพบุปผา จากลากับลมวสันต์นับแต่นี้ ต่างคนต่างมานะหมั่นเพียรบนเส้นทางของตน ถ้าอย่างนั้นหากมีวาสนาก็ค่อยกลับมาพบเจอกันใหม่
ตระกูลชนชั้นสูงร่ำรวยและตระกูลพ่อค้าในเมืองหลวงต่างก็เปิดห้องเก็บน้ำแข็ง ช่วงนี้จึงทยอยมีพ่อค้าแม่ค้าแผงลอยเอาเครื่องดื่มเย็นๆ ใส่น้ำแข็งออกมาวางขาย มีลูกเล่นสารพัดอย่าง รูปแบบใหม่ๆ ผุดออกมาไม่รู้จบ สวยงามจนทำให้คนตัดใจกินไม่ลง
ขาย? อาศัยโอกาสนี้ขายในราคาสูง? มอบให้เปล่าๆ! วันนี้นายท่านอารมณ์ดี ยินดีมอบให้!
ผลคือฝ่ายหนึ่งยืนกรานจะมอบให้เปล่าๆ อีกฝ่ายหนึ่งยืนกรานจะจ่ายเงินให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งสองฝ่ายถึงกับเถียงกันจนร้อนใจ ก็เป็นเรื่องประหลาดเหมือนกัน
นอกประตูศาลเทพบุปผา สตรีงดงามผู้หนึ่งมีบ่าวรับใช้ชราติดตามมา กำลังเดินเล่นอยู่ในงานวัดที่ครึกครื้นไปช้าๆ
เฟิงอี๋ที่ทำให้เทพีร้อยบุปผาในโลกมนุษย์กลัดกลุ้มมากที่สุด นางจะต้องมาเดินเล่นที่ศาลเทพบุปผาแห่งนี้แทบทุกปี
สารถีเฒ่าใช้นามแฝงว่าซูคาน เคยเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขุนนางหลักของกองพิพากษาสำนักอวี้ซูแห่งสรวงสวรรค์บรรพกาล
เฟิงอี๋ที่มีท่วงท่าสุภาพสง่างามเดินชมงานวัดอยู่ในศาลเอ่ยสัพยอกว่า “อยากจะพูดอย่างปลงอนิจจังประโยคหนึ่งว่า เมื่ออยู่ในยุคที่ขาดผู้กล้า คนธรรมดาก็ถูกยกให้โดดเด่นได้ใช่หรือไม่?”
ผู้เฒ่าส่ายหน้า “ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก”
นางร้องเอ๊ะหนึ่งที “ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้นมาจากทิศตะวันตกแล้วหรือไร?”
ซูคานยกสองแขนกอดอก เอ่ยว่า “ในเมื่อเคยมีความขัดแย้งกับเขา ไม่ถูกชะตากันเคยเสียเปรียบมาก่อน หากเขาคือเศษสวะที่ดูดีแต่ภายนอก นั่นก็จะไม่ยิ่งแสดงให้เห็นว่าข้าไร้ประโยชน์มากกว่าหรอกหรือ”
“ดังนั้นด่าเขาแค่ไม่กี่คำอย่างไม่เจ็บไม่ปวดก็ไม่สู้ชมว่าเขาคือสิงห์ร้ายผู้เห่อเหิมทะเยอทะยานจะไม่ดีกว่าหรือไร?”
เฟิงอี๋แสร้งทำท่ากระจ่างแจ้ง “สิงห์ร้ายผู้เห่อเหิมทะเยอทะยาน? นี่เป็นคำกล่าวแบบใหม่ที่เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก”
ผู้เฒ่าหลุดหัวเราะพรืด “หากไม่มีกลอุบายบ้างเลย เจ้าเด็กนั่นจะเดินมาถึงทุกวันนี้เดินมาถึงตรงนี้ได้หรือไร? เจ้าลองคิดดูให้ดีเถอะ ทุกวันนี้ทุกคนที่อยู่บนยอดเขาต่างก็รู้สึกว่าโชควาสนาที่ใหญ่ที่สุดของเขาก็คือบุคคลผู้นั้น? ผิดแล้ว ผิดมหันต์เลย!”
“หม่าขู่เสวียนคือเทพที่กลับชาติมาจุติใหม่ น่าเสียดายที่เขาแค่แสดงออกภายนอกเหมือนเทพเท่านั้น แต่เด็กบ้านนอกขาเปื้อนโคลนอย่างเฉินผิงอันต่างหากที่ถึงจะเหมือนพวกเรามากที่สุด เขาเหมือนเทพยิ่งกว่าพวกเราในทุกวันนี้มานานมากแล้ว”
เฟิงอี๋ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “พอจะมีเหตุผลอยู่บ้าง”
นางทรุดตัวลงนั่งยอง ซื้อจอกเทพีบุปผาหลากสีสันสิบสองใบชุดหนึ่งที่ทำเลียนแบบตราประทับของเรือนเยี่ยนถังมาจากแผงลอยร้านหนึ่งที่ตั้งอยู่ในระเบียงทางเดินของศาล น่าเสียดายที่การต่อรองราคาทันทำได้ง่ายเกินไป เป็นเหตุให้นางมีท่าทีเกียจคร้านผ่อนคลายอยู่บ้าง
หากเป็นเมื่อก่อน งานวัดประเภทนี้ พวกอันธพาลหลายคนที่ควบคุมดวงตาตัวเองไม่ได้ มักจะต้องลงมือแล้ว ทว่าวันนี้ในพื้นที่ทั้งหลายของเมืองหลวงต้าหลี ล้วนไม่มีใครมีความกล้านี้
ระดับการป้องกันอย่างเข้มงวดของเมืองหลวงในเวลานี้อยู่เหนือการคาดการณ์ของทุกคน ราชสำนักต้าหลีไม่มีทางอนุญาตให้เกิดข้อผิดพลาดใดๆ เด็ดขาด
ไม่เพียงแต่คนทั่วทั้งแจกันสมบัติทวีปเท่านั้นที่ต่างก็จับตามองพิธีเฉลิมฉลองครั้งนี้ เอ่ยประโยคที่ไม่เกินจริงสักคำ อันที่จริงตลอดทั้งใต้หล้าไพศาลล้วนกำลังจับตามองเมืองหลวงแห่งนี้อยู่
เพื่อพยายามอย่างเต็มที่จนแน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาด นอกจากหน่วยงานที่ดูแลเรื่องความสงบเรียบร้อยของสถานที่ต่างๆ ในเมืองหลวง รวมไปถึงแม่ทัพประจำมณฑลที่ตั้งฐานทัพอยู่นอกเมืองได้นำทัพเข้ามาในเมืองหลวงแล้ว
ราชสำนักต้าหลียังดึงตัวของผู้ฝึกตนติดตามกองทัพจากมณฑลต่างๆ มาอย่างลับๆ จำนวนมากถึงพันกว่าคน พวกเขาแบ่งงานกันอย่างชัดเจน รับผิดชอบจับตามองทั่วทุกมุมของเมืองชั้นใน
พูดถึงแค่อำเภอใหญ่สองแห่งในเมืองหลวง เพื่อให้ความร่วมมือกับงานพิธีครั้งนี้ ที่ว่าการอำเภอสองแห่งก็ได้เริ่มลงมือเตรียมงาน อำเภอแห่งหนึ่ง นับตั้งแต่ขุนนางผู้ใหญ่ไปจนถึงขุนนางชั้นผู้น้อย ช่วงนี้ใครบ้างที่ไม่ตึงเครียด ทำงานเหน็ดเหนื่อยทั้งกลางวันกลางคืน
ประเด็นสำคัญคือเบื้องบนต่างไม่มีใครบอกว่าที่เตรียมการกันอยู่นี้เพื่องานอะไรกันแน่ ยกตัวอย่างเช่นทางราชสำนักได้เปลี่ยนตัวนายอำเภอหนุ่มคนหนึ่งที่ทำอะไรรอบคอบระมัดระวังเพื่องานครั้งนี้โดยเฉพาะ
อีกทั้งยังมีการตั้งตำแหน่งขุนนางเปลี่ยนผ่านเพิ่มมาชั่วคราวอีกหลายตำแหน่ง หากใช้คำพูดในทางส่วนตัวของที่ว่าการอำเภอก็คือถึงเวลานั้นหมาเร่ร่อนตัวหนึ่งก็ห้ามไปโผล่บนถนน
เมืองหลวงได้ทยอยจดบันทึกชื่อของศูนย์ฝึกยุทธ หน่วยคุ้มกัน และผู้ฝึกยุทธที่มาจากสถานที่ต่างๆ ในยุทธภพทั้งหมด ไม่เพียงแต่วันนี้เท่านั้น ยังมีขั้นตอนของการจัดการสองวันก่อนและหลังที่ต้องมีการจดลงบันทึกอย่างละเอียด
อันที่จริงก็ไม่ต้องให้คนที่เป็นขุนนางทิ้งถ้อยคำดุดันอะไร แค่เห็นสีหน้าเหนื่อยล้าหมดสิ้นเรี่ยวแรงที่ยากจะปกปิดบนใบหน้าของพวกเขาก็รู้แล้วว่าพวกเขาไม่ได้ล้อเล่น ไม่ได้จงใจแสร้งข่มขู่ให้คนอื่นตกใจกลัว
ไม่ว่าจะเป็นขุนนางใหญ่สู้ผู้ที่คุมอำนาจตรงหน้าไม่ได้ก็ดี หรือจะเป็นการใช้ความรู้สึกทำให้หวั่นไหว ใช้เหตุผลทำให้เข้าใจก็ช่าง ขุนนางที่เป็นดั่งบิดามารดาซึ่งเวลาปกติมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดสนิทสนมกับพวกเขา อย่างมากก็แค่บอกกล่าวอย่างเป็นนัยไม่กี่ประโยค บอกว่าไม่แน่ว่าชีวิตนี้อาจได้เจอพิธีที่ใหญ่เช่นนี้แค่ครั้งนี้เท่านั้นแล้ว
จะพูดสักกี่ร้อยกี่พันก็หนีไม่พ้นไม่ต้องสนว่ามีตำแหน่งขุนนางหรือไม่ เมื่อสืบสาวราวเรื่องกันแล้วพวกเราทุกคนก็ล้วนเป็นชาวประชาของต้าหลี แต่ละคนควรช่วยกันอำนวยความสะดวก
ไม่อยู่ในวงการขุนนางก็รู้สึกว่าคึกคักสนุกสนาน ขอแค่เป็นคนที่เคยฝึกปรือฝีมือในที่ว่าการมาก่อน แค่มองปราดเดียวก็รู้ได้อย่างชัดเจน รู้ดีถึงความไม่ปกติของเรื่องนี้
ด้วยเหตุนี้พรรคในยุทธภพ ศูนย์ฝึกยุทธน้อยใหญ่ที่อยู่ในเมืองหลวงต้าหลี ช่วงที่ผ่านมานี้ต่างก็ว่าง่ายกันมาก อย่าได้รนหาที่ตาย ขอแค่หาเรื่องซวยใส่ตัวก็ไม่ได้เรียบง่ายเพียงแค่ว่าต้องไปกินข้าวแดงในคุกเท่านั้น
นอกจากนี้พวกคนเสเพลไม่เป็นโล้ไม่เป็นพายที่เอาแต่เที่ยวเตร่ไปวันๆ พวกอันธพาลข้างถนนที่คิดจะฉวยโอกาสลวนลาม พวกโจรล้วงกระเป๋าที่หารายได้เสริม ฯลฯ ต่างก็ได้ข่าวจากช่องทางที่แตกต่างกันแทบทุกคน
ถึงขั้นที่มีพวกมือปราบประจำอำเภอมาเยือนถึงหน้าบ้าน ไม่ว่าใครก็ตามที่มีประวัติคดีติดตัวก็ล้วนโดนตรวจครบทุกบ้าน หากจะบอกว่าพวกเขาคือเสมียนที่กินข้าวหลวง ถ้าอย่างนั้นกุญแจสำคัญก็คือนอกประตูยังมีบุคคลที่กร้าวแกร่งดุดันซึ่งกินข้าวของกองทัพมายืนอยู่ด้วย
ซูคานเอนหลังพิงเสาระเบียง เอ่ยว่า “ตามความเห็นของข้า นี่เรียกว่ายามบ้านเมืองเคราะห์ร้าย นักกวีกลับได้อานิสงส์ หากอยู่ในยุคที่บ้านเมืองสงบสุข เจ้าเฉินผิงอันผู้นี้อย่างมากสุดก็คงเป็นได้แค่เขียนดินโอสถทอง”
“ถ้าโชคร้ายกว่านี้สักหน่อย ไม่แน่ว่าทุกวันนี้อาจจะยังขึ้นรูปเครื่องปั้นอยู่ในเตาเผาสักแห่งของเมืองเล็กก็เป็นได้”
เฟิงอี๋ลุกขึ้นยืน พยักหน้า “นักกวีหรือ? พรสวรรค์ด้านการแต่งกลอนแต่งกวีของเฉินผิงอันก็มีชื่อเสียงอยู่มากนะ”
ผู้เฒ่าเกือบจะร้องถุยออกไป แต่สุดท้ายก็ทนไว้ได้ เงยหน้ามองท้องฟ้า ผู้เฒ่าก็อดไม่ไหวเอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “สวรรค์นี่นะ”
ช่วงเวลาที่ราชครูชุยฉานหายตัวไป หลายคนต่างก็รู้สึกว่าราชสำนักต้าหลีจะต้องเปลี่ยนจากรุ่งเรืองเป็นเสื่อมถอย คิดไม่ถึงว่าราชสำนักต้าหลีจะดวงขึ้นอีกครั้ง
ระเบียงพันก้าวที่อยู่สองฟากฝั่งของถนนหลวง วันนี้ขุนนางที่มาเข้าร่วมการประชุมเช้าตื่นเช้ากว่าพวกชาวบ้านเสียอีก แม้กระทั่งเฉาเกิงซินก็ยังมารออยู่ที่นี่แต่เช้า
ขุนนางหลายคนที่บ้านอยู่ห่างไปไกล เมื่อคืนวานก็มาปูพื้นนอนอยู่ในที่ว่าการโดยตรง หาไม่แล้วด้วยระดับความเบียดเสียดของถนนในวันนี้ ไม่ว่าจะนั่งรถม้าหรือเดินเท้า ใครก็อย่าหวังว่าจะไปได้ทันเวลาเลย เพราะคงไม่มีใครยอมหลีกทางให้กัน
ขุนนางทุกคนมารอการประชุมเช้าอยู่ด้วยกัน เจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่นเฉินดวงตาปรือด้วยความง่วง สองมือค้ำยันไว้บนหัวไม้เท้า เอ่ยว่า “รองเจ้ากรมอู๋ อ่านตำราพิชัยยุทธหรือไม่?”
อู๋หวังเฉิงหัวเราะ นี่มันคำถามอะไรกัน สวีถงแห่งกรมกลาโหมก็รู้สึกขำเหมือนกัน บุคคลอันดับหนึ่งของกรมกลาโหมถามรองเจ้ากรมกลาโหมที่อยู่บนหลังม้ามาทั้งชีวิตว่าอ่านตำราพิชัยยุทธหรือไม่?
เสิ่นเฉินถามต่อว่า “ถ้าอย่างนั้นอ่านตำราประวัติศาสตร์ไหม?”