กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1194.3 ดวงอาทิตย์และต้นหญ้า
อู๋หวังเฉิงเอ่ย “อ่านไม่มาก”
ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้ก็คือ อันที่จริงก็ไม่น้อย
เสิ่นเฉินยิ้มกล่าว “ถ้าอย่างนั้นเจ้าลองหาดูสิว่า แม่ทัพผู้มีชื่อเสียงที่มีความดีความชอบครบครัน พร้อมทั้งวาสนา ยศศักดิ์และอายุยืนในประวัติศาสตร์มีอยู่สักกี่คน?”
อู๋หวังเฉิงคิดแล้วก็เอ่ยว่า “มีไม่มาก”
เสิ่นเฉินปรายตามองรองเจ้ากรมฝ่ายซ้ายสวีถง ยิ้มตาหยีถามว่า “พวกเจ้าอยากเป็นคนหนึ่งในนั้นไหมล่ะ?”
อู๋หวังเฉิงถอนหายใจเสียงเบา “แม้กระทั่งฝันก็ยังไม่กล้าคิดเลย”
สวีถงไม่ได้พูดอะไร
ในที่ว่าการของกรมกลาโหม เจ้ากรมผู้เฒ่าเสิ่นเฉินเป็นแค่คนตัดสินใจเท่านั้น รองเจ้ากรมสองคนรับผิดชอบกิจธุระที่เป็นรูปธรรม
เนื่องจากสวีถงดูแลกิจธุระของกองทัพชายแดนต้าหลีในเปลี่ยวร้าง จึงมีฉายาอยู่ในวงการขุนนางเมืองหลวงว่า “รองเจ้ากรมนอนพื้น” มานานแล้ว และช่วงนี้อู๋หวังเฉิงก็ปูที่นอนนอนบนพื้นเป็นเพื่อนเขาด้วย
ก็ถือว่าเป็นภาพเหตุการณ์ในวงการขุนนางที่หาได้ยาก รองเจ้ากรมกลาโหมสองคนที่ชาติกำเนิด ประวัติชีวิตและนิสัยใจคอล้วนต่างกันมากกลับสนิทสนมกันมากขึ้นเพราะเหตุนี้จริงๆ
สวีถงถามเสียงเบา “เจ้ากรมผู้เฒ่า งานพิธีการที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ต้าหลีของพวกเราเคยมีมาก่อนหรือไม่?”
ผู้เฒ่าแก่หง่อมที่ผ่านมาสามรัชสมัยครุ่นคิด “ไม่เคยจริงๆ”
ได้ยินว่าตอนที่ชุยฉานเพิ่งเป็นราชครู ก็ดูเหมือนว่าไม่มีใครเห็นเป็นสำคัญ ถึงขั้นที่ว่ายังมีขุนนางทัดทาน ขุนนางน้ำใสจำนวนมากที่ตอนนั้นโน้มน้าวฮ่องเต้ว่าอย่าได้รับคนที่มีชื่อเสียงฉาวโฉ่เช่นนี้มาอยู่ในราชสำนัก เพราะง่ายที่จะถูกศาลบุ๋นแผ่นดินกลางคอยจับตามอง คือการค้าที่ขาดทุน
เจ้ากรมผู้เฒ่านึกถึงเรื่องราวหนึ่งของในเมืองหลวงขึ้นมาได้ก็หลุดขำอย่างอดไม่อยู่ จำได้ว่าตอนนั้นต่างก็พูดกันว่าชุยฉานคือเทพเซียนพสุธาบนภูเขา จึงมีขุนนางทัดทานหนุ่มคนหนึ่งที่พูดผดุงความเป็นธรรมอย่างตรงไปตรงมา บอกให้เจ้าคนแซ่ชุยผู้นั้นแสดงเวทคาถาตระกูลเซียนออกมาให้ดู พิสูจน์ให้เห็นกันว่าเขาใช่เซียนดินที่แท้จริงหรือไม่
และขุนนางทัดทานที่โชคในวงการขุนนางราบรื่นผู้นี้ ภายหลังก็กลายมาเป็นผู้อาวุโสในวงการขุนนางของข้าหลวงตามเขตชายแดน เสิ่นเฉินไม่เพียงแต่มีมิตรภาพของคนร่วมบ้านเกิดกับเขาเท่านั้น ยังมีความสัมพันธ์เป็นอาจารย์และศิษย์กันด้วย
เสิ่นเฉินยิ้มถาม “คำกล่าวของขุนนางทัดทานที่นำพาบ้านเมืองเสียหายมีอยู่ตลอดในช่วงแรกๆ ของราชสำนักต้าหลี แต่พวกเจ้าลองเดาดูสิว่าใครที่ไม่ชอบขุนนางทัดทานมากที่สุด?”
เสิ่นเฉินถามเองตอบเอง “คนที่เกลียดขุนนางทัดทานมากที่สุดไม่ใช่ขุนนางที่มีอำนาจในราชสำนัก แต่เป็นขุนนางที่เคยเป็นขุนนางทัดทาน แต่ภายหลังถูกส่งไปรับราชการภายนอกและได้ไต่เต้าขึ้นเป็นขุนนางชายแดน”
“ยกตัวอย่างเช่นอาจารย์ของข้าคนนั้น”
รองเจ้ากรมหนุ่มสองคนได้ยินคำตอบก็หันมามองหน้าแล้วยิ้มให้กัน อยู่นอกเหนือจากการคาดการณ์ แต่ก็สมเหตุสมผลดีแล้ว
เหล่าเด็กหนุ่มของราชสำนักต้าหลีในทุกวันนี้ ยากที่จะจินตนาการได้ว่าเวลาสั้นๆ เพียงสามสิบปีก่อน ราชสำนักสกุลหลูเคยเป็นแคว้นเหนือหัวของต้าหลี ส่วนต้าหลีกลับเป็นเพียงแคว้นใต้อาณัติที่พึ่งพาอยู่ใต้ชายคาของผู้อื่น ทำอะไรต้องคอยมองสีหน้าของคนอื่นเขา
เหล่าเด็กหนุ่มในทุกวันนี้ พวกเขาต่างก็รู้สึกอย่างถูกต้องชอบธรรมว่าต้าหลีของพวกเราก็คือราชสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้าไพศาล ถึงขั้นที่ไม่มี “หนึ่งใน” อะไร
ตอนนั้นก็มีพิธีเฉลิมฉลองทั่วทั้งแคว้นเช่นกัน พิธีมอบตัวเชลยศึกในครั้งนั้นก็ถือว่ายิ่งใหญ่อลังการมากแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดราชครูชุยฉานถึงไม่เคยปรากฏตัว
สวีถงพลันบ่นขึ้นมาว่า “เสียงกรนของเจ้าดังสนั่นฟ้า ทรมานข้าจริงๆ”
อู๋หวังเฉิงยิ้มเอ่ย “เสียงกรนของเจ้าเบานักหรือ?”
ผู้เฒ่ายิ้มตาหยี “จัดการได้ง่ายเลย หากไม่อยากทะเลาะกันก็ยกฝ่ามือฟาดไปสักทีสิ”
เสิ่นเฉินมองลูกน้องที่ยังหนุ่มอยู่มากทั้งสองคน ดูเผินๆ เหมือนมีอุดมคติและความสนใจตรงกัน แต่แท้จริงแล้วเจตนาในใจกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง สรุปก็คือต่างก็อยากเดินไปบนเส้นทางที่แตกต่างกัน แต่อยากทิ้งชื่อเสียงอันดีงามไว้ในประวัติศาสตร์เหมือนกัน
เป็นคนหนุ่มก็ช่างดีจริงๆ ไม่เหมือนคนแก่อย่างเขาเสิ่นเฉินที่มากสุดก็แค่คิดถึงชื่อเสียงหลังจากตัวเองตายไปเท่านั้น คิดถึงสมัญญานามที่ราชสำนักหรือไม่ก็ฮ่องเต้ประทานให้ด้วยตัวเอง
สมัญญานามที่ได้รับนี้จะอยู่ลำดับต้นๆ หรือไม่ ขอให้อย่าไปอยู่ด้านหลังตาแก่บางคนที่ตนดูแคลนเลย ในชีวประวัติของประวัติศาสตร์ราชการในภายภาคหน้า จะมีถ้อยคำดีๆ เอ่ยถึงข้าอยู่สักกี่ประโยค
ย้อนกลับมามองสวีถงและอู๋หวังเฉิน พวกเขาเหมือนตำราเล่มหนึ่งที่ยังเขียนไม่จบ ยังมีพื้นที่ว่างให้จุ่มหมึกจรดพู่กันอีกมากนัก
แน่นอนว่าราชครูเฉินผิงอันก็ยังหนุ่มมากเหมือนกัน
ตำแหน่งติดกับมุมกำแพงริมขอบของฝูงชน กงซุนหลิงหลิงที่ได้รับอนุญาตออกจากจวนราชครูมาถึงที่แห่งนี้อย่างลับๆ สีหน้าของนางตระหนกลน ตื่นเต้นอย่างมาก
เพียงแค่เพราะนางเห็นเซียวผูแห่งเรือนจู๋หลันสายของผู้ชำระมลทิน ฝ่ายหลังนอกจากจะเป็นศิษย์น้องหญิงของฉินปู้อี๋ผู้นำสายอิงเถาชิงอีรุ่นก่อนแล้ว ยังเป็นผู้ถ่ายทอดมรรคาที่นำพากงซุนหลิงหลิง “ขึ้นภูเขา”
คือผู้มีอำนาจตัดสินใจและสั่งการของเรือนจู๋หลันในทุกวันนี้ สำหรับการที่ปีนั้นกงซุนหลิงหลิงทำความผิดมหันต์จนถูกไล่ออกจากสำนัก เซียวผูย่อมเสียใจในความโชคร้ายและเดือดดาลในความไม่เอาไหนของอีกฝ่ายมากที่สุด
กงซุนหลิงหลิงได้กลับมาเจอกับอาจารย์ผู้มีพระคุณอีกครั้ง แน่นอนว่ายิ่งรู้สึกใจฝ่อและละอายใจ
เซียวผูไม่ได้ร่ายเวทอำพรางตา รูปโฉมของนางธรรมดา ปักปิ่นไม้บนมวยผม ผิวออกเหลืองเล็กน้อย แต่งกายเรียบง่าย
นอกจากเซียวผูแล้วยังมีศิษย์น้องหญิงร่วมสำนักที่มาจากเรือนจู๋หลันอีกคนหนึ่ง เด็กสาวคนหนึ่งที่ถูกบันทึกชื่อไว้ในเอกสารข้อมูลของต้าหลีว่า “เจี่ยนจู๋” รูปโฉมของนางสอดคล้องกับอายุ
ในฐานะสายลับที่ราชสำนักต้าหลีส่งให้ไปแฝงตัวอยู่ในแคว้นชิวแคว้นใต้อาณัติ นางเคยเป็นสาวใช้ในจวนขุนนางคนสำคัญผู้หนึ่ง
ท่ามกลางคลื่นมรสุมของเมืองหลวงครั้งนั้นนอกจากเหวยเสียนโหรวที่เกือบจะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งเป็นกรณีพิเศษแล้ว อันที่จริงเจี่ยนจู๋ก็แสดงออกได้ไม่ธรรมดาเลย
ในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามนางฆ่าคนติดต่อกันไปแล้วหกคน มีทั้งขุนนางคนสำคัญของแคว้นชิว แล้วก็มีผู้ฝึกตนตระกูลเซียน รวมไปถึงนักรบพลีชีพของแคว้นอื่น เพียงแต่ว่าเหวยเสียนโหรวออกกระบี่ตัดหัวคนสามคนในตำหนักเป็นเรื่องที่น่าตื่นตะลึงเกินไป นักฆ่าเด็กสาวถึงได้ถูกบดบังความมีหน้ามีตา
เวลานี้เจี่ยนจู๋กำลัง “คุยเล่น” อยู่กับสายลับของแคว้นหนึ่งที่มาจากทางทิศใต้ “ไม่ต้องตื่นเต้น เดิมทีหนึ่งในเป้าหมายของงานพิธีเฉลิมฉลองครั้งนี้ก็คือทำให้พวกเจ้าดู”
“แต่จำไว้ว่ารายงานที่จะส่งกลับไปต้องเอามาให้ข้าอ่านก่อน หลีกเลี่ยงไม่ให้ฝีมือการเขียนของพวกเจ้าไม่ดีพอ เขียนได้ไม่ยิ่งใหญ่มากพอ”
สายลับคนนั้นยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ไหวติง หน้าผากมีเหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมออกมา ไม่เอ่ยอะไรสักคำเดียว
เด็กสาวกล่าวต่ออีกว่า “วันหน้าพวกเราก็เป็นคนกันเองแล้ว ใช่ไหม?”
สายลับใช้ความคิดอย่างว่องไว แต่กลับไม่ได้พูดอะไรตอบกลับไป
เด็กสาวถาม “ไม่ถูกหรือ?”
สายลับสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที ส่ายหน้าด้วยสีหน้าหนักแน่น
เจี่ยนจู๋ถาม “ปรึกษากันไม่ได้เลยหรือ?”
สายลับเอ่ยมาประโยคหนึ่ง เด็กสาวพยักหน้า ครู่หนึ่งต่อมาในมุมที่ไม่สะดุดตาก็มีคนคนหนึ่งมานั่งอยู่ ใบหน้าของเขาแดงก่ำเหมือนคนเมา
และยังมีเสียงบ่นของเด็กสาวที่บอกว่าต่อให้จะอารมณ์ดีแค่ไหนก็ไม่ควรดื่มจนเมานะ ขณะเดียวกันเด็กสาวก็หันไปผงกศีรษะให้กับทิศทางหนึ่งที่อยู่ห่างไปไกล บอกเป็นนัยว่าพวกเจ้าเก็บกวาดให้หน่อย
รอกระทั่งเจี่ยนจู๋ทำเรื่องพวกนี้เสร็จ เซียวผูก็ใช้เสียงในใจพูดกับพวกนางว่า
“ทางศูนย์ใหญ่ได้มีมติผ่านที่ประชุมแล้ว สามสายของผู้ชำระมลทินพวกเราจะเป็นฝ่ายมอบรายชื่อที่สมบูรณ์แบบฉบับหนึ่งให้กับราชสำนักต้าหลี”
“นอกจากเจี่ยนจู๋แล้วยังมีเฮ้อเหลียนเป่าจูศิษย์น้องหญิงของพวกเจ้า ขอแค่เป็นคนที่อยู่ในแจกันสมบัติทวีปก็ล้วนไม่อาจปิดบังสถานะต่อไปได้อีก”
“หากราชสำนักต้าหลีรู้สึกไม่ดีต่อพวกเรา รู้สึกว่าพวกเราคือไม้กวนอาจมไปตลอด ถึงเวลานั้นราชครูเฉินผิงอันออกคำสั่งผ่านกระดาษหนึ่งแผ่นมา จะขับไล่พวกเจ้าออกจากอาณาเขตให้หมด”
“ทางฝั่งของศูนย์ใหญ่ก็ได้แต่ยอมรับชะตากรรม ไม่กล้าหวังว่าจะโชคดีและยิ่งไม่มีการกระทำเล็กๆ น้อยๆ อะไร”
“แต่หากต้าหลีรู้สึกว่าสามารถปรึกษากันได้ แต่เสนอเงื่อนไขว่าพวกเจ้าสามารถอยู่ต่อได้ แต่ต้องขีดเส้นแบ่งความสัมพันธ์กับผู้ชำระมลทินอย่างชัดเจน เจี่ยนจู๋ กงซุนหลิงหลิงพวกเจ้าจะเลือกอย่างไร?”
กงซุนหลิงหลิงเอ่ย “ข้าจะติดตามเรือนจู๋หลันถอยออกไปจากแจกันสมบัติทวีป”
เจี่ยนจู๋ทำท่าจะพูดแต่ก็หยุดชะงักไป
เซียวผูยิ้มเอ่ย “แค่พูดความคิดในใจออกมาก็พอ”
เด็กสาวเอ่ย “ข้าจะอยู่ต่อ”
สำหรับการเลือกที่แตกต่างกันของพวกนาง เซียวผูไม่ได้รู้สึกประหลาดใจนัก นางส่งเสียงอืมตอบรับ จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องยิ้มเอ่ยว่า
“สุภาษิตชาวบ้านกล่าวไว้ว่า หากไม่หว่านพืชในวันเริ่มหว่านกล้า ต่อให้ปลูกทีหลังก็เปล่าประโยชน์ ราชสำนักต้าหลีรู้จักเลือกวันจริงๆ และสกุลซ่งต้าหลีก็รู้จักเลือกราชครูจริงๆ”
อันดับแรกก็มีซิ่วหูชุยฉาน ตอนหลังยังมามีเฉินผิงอัน
บางทีอาจจะยังมีผู้ฝึกตนบนภูเขาอีกหลายคนที่ไม่เข้าใจเรื่องหนึ่ง เขาคือหนึ่งในบุคคลที่มีอำนาจมากที่สุดของใต้หล้าไพศาลแล้ว อีกทั้งสำหรับผู้ฝึกตนแล้ว เขายังหนุ่มอยู่มาก อายุน้อยมากจริงๆ
ในห้องเดี่ยวของเหลาสุราแห่งหนึ่งที่ตกแต่งได้งดงามมาก หลายคนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ แต่พวกเขากลับไม่ดื่มเหล้า
พวกเขาคือหลิวเถาจือผู้นำของสายซีซานเจี้ยนอิ่น ฉีเจินเทียนจวินแห่งลัทธิเต๋า สำนักโองการเทพ จางจื๋อบรรพจารย์ร้านผ้าห่อบุญที่ทำการค้าไปทั่วใต้หล้า ผังเชาลั่วหยางมู่เค่อที่มีฉายาว่าซงจือ
บนภูเขา แต่ละคนต่างก็มีช่องทางที่คนอื่นไม่ล่วงรู้ ต่างคนต่างก็มีความสัมพันธ์ควันธูปที่วกวนอ้อมค้อมไปมา
นี่เป็นครั้งแรกหลังจากถูกตัดชื่อออกจากศาลบรรพจารย์ไปนานหลายปีที่จางจื๋อได้พบเจอกับผังเชาซึ่งหากนับตามลำดับอาวุโสแล้วเขาต้องเรียกอีกฝ่ายว่าอาจารย์ลุง
ลั่วหยางมู่เค่อคือกลุ่มชาวบ้านสันโดษผู้เร้นกายจากโลกซึ่งไร้ชื่อเสียงเรียงนาม พิถีพิถันในเรื่องของการนำสิ่งของไปแลกเปลี่ยนสิ่งของ สองมือไม่สัมผัสกับทรัพย์สินเงินทอง
ดังนั้นในสายตาของจางจื๋อที่เกิดมาก็ชอบทำการค้าแล้ว ผู้อาวุโสเหล่านั้นล้วนเป็นพวกหัวโบราณคร่ำครึที่ยึดมั่นคำสั่งสอนของบรรพบุรุษอย่างเข้มงวด หัวโบราณงมงายจนน่าขันแต่ก็น่าเคารพด้วยเช่นกัน
จางจื๋อรู้ว่าการออกจากภูเขาของอาจารย์ลุงท่านนี้ไม่เหมือนกับการเดินออกมาอย่างเดือดดาลของตน ต้องยกคุณความชอบให้กับอาจารย์ฟานที่โน้มน้าวบรรพจารย์ซึ่งกำลังจะปิดด่านของพวกเขา
ลั่วหยางมู่เค่อจึงเตรียมจะเลือกสถานที่แล้วกระจายตัวกันไปอยู่ในใต้หล้าไพศาลแล้ว ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างจางจื๋อกับลั่วหยางมู่เค่อ สามารถเรียกได้ว่าวิญญูชนแม้ตัดขาดไมตรีก็ไม่กล่าววาจาว่าร้ายกัน
ตอนที่ยังเป็นหนุ่มหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรี เขาไม่เคยเข้าใจเลยสักนิด เพราะเขาคิดว่าทรัพย์สินเงินทองคือสิ่งที่สะอาดที่สุดในโลก ไฉนสองมือถึงแตะต้องพวกมันไม่ได้เล่า?”
ผังเชาถาม “ทำไมถึงใช้นามแฝงเช่นนี้ มีความหมายว่า “ง้างคันธนู ยิงลูกศรตรงไม่อ้อมค้อม หรือ?”
จางจื๋อพยักหน้า “อาจารย์ลุงพูดได้ถูกต้องเลย”
ผลคือผังเชากลับเอ่ยมาว่า “ทำไมเจ้าถึงกล้าใช้นามแฝงเช่นนี้”
จางจื๋อเงียบกริบ
หลิวเถาจือหัวเราะดังลั่น หาได้ยากนักที่จะเห็นจางจื๋อสะอึกอึ้งเช่นนี้
ผังเชาถาม “เคยเจอเด็กหนุ่มชุดขาวแซ่ชุยแล้วหรือ?”
จางจื๋อพยักหน้า “เคยเจอแล้ว”
ผังเชาเอ่ย “ข้าเองก็เคยเจอเขาแล้วเหมือนกัน เขาถามถึงลำดับอาวุโสของพวกเราแล้วยังบอกว่าพวกเราเหมือนกับคนในหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่ยิ่งจนก็ยิ่งมีลำดับอาวุโสสูง”
จางจื๋อถาม “อาจารย์ลุงคิดจะเลือกสถานที่แห่งใด?”
ผังเชาตอบ “เลือกมาตั้งนาน สุดท้ายก็ยังเลือกริมลำคลองหลินเหอของใบถงทวีป”
จางจื๋อกล่าว “เป็นสถานที่ที่ดี”
จางจื๋อที่ทำการค้าที่ใหญ่มากกลับมีรูปโฉมเหมือนปัญญาชนหนุ่มคนหนึ่ง เขามักจะสะพายหีบไม้ไผ่ไว้บนหลัง เหมือนบัณฑิตยากจนที่เดินทางเข้าไปสอบในเมืองหลวงมากกว่า
เจอหน้ากันแล้วหากโอภาปราศรัยกับเขา ผู้คนมักจะต้องถามเขาว่า ตอนที่อยู่ในป่าเขาชานเมืองระหว่างเดินทาง เคยเจอเซียนจิ้งจอกหน้าตางดงามบ้างหรือไม่?
ผังเชาถาม “ผ่านมานานหลายปีขนาดนี้แล้ว ไม่เคยเสียใจภายหลังสักครั้งเลยหรือ?”
จางจื๋อไม่ได้ให้คำตอบที่แน่ชัด “ตอนที่เพิ่งลงจากภูเขา เคยดื่มสุราที่ไม่มีสิทธิ์จะพูดจาแสดงความคิดเห็นไปหลายครั้ง”
“เคยเข้าร่วมงานเลี้ยงสุราของสหายที่ต้องบอกกล่าวสถานะของตัวเอง ต้องแนะนำว่าตัวเองเป็นใครก็หลายครั้ง”
“ดังนั้นกระทั่งถึงตอนนี้ ข้าก็ยังรู้สึกว่าสุราไม่อร่อย แน่นอนว่าวันนี้คือข้อยกเว้น เป็นข้าอยากดื่มด้วยตัวเอง”
ผังเชาตบไหล่จางจื๋อ “ในเมื่อฝึกปรือหนังหน้ามาได้ขนาดนี้แล้ว ข้าก็คงไม่ถือสาเรื่องที่เจ้าเรียกข้าว่าอาจารย์ลุงแล้ว”
พวกเขาถึงได้เริ่มดื่มเหล้ากัน
ผังเชาพลันเอ่ยประโยคหนึ่งที่เป็นดั่งการสาดน้ำเย็นว่า “ข้ารู้สึกว่าเขามีแต่จะยิ่งคบค้าสมาคมได้ยากยิ่งกว่าซิ่วหู”
ผู้ชำระมลทินก็ดี ร้านผ้าห่อบุญก็ช่าง คิดอยากจะหยัดยืนอยู่ในแจกันสมบัติทวีปได้อย่างมั่นคง สรุปก็คือล้วนหนีไม่พ้นราชสำนักต้าหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชครูคนใหม่ของทุกวันนี้
ฉีเจินมีท่าทางตกตะลึงอย่างเห็นได้ชัด ยิ้มถามว่า “ทำไมหรือ?”
ฉีเทียนจวินรู้สึกมาโดยตลอดว่าการคบค้าสมาคมกับคนฉลาดไม่เปลืองแรงเลยสักนิด กลัวก็แต่ว่าต้องคบค้าสมาคมกับพวกนักเลงหัวไม้มากกว่า
จางจื๋อพยักหน้า “ข้าเคยเจออาจารย์เฉินที่ท่าเรือชิงซาน ตอนที่คุยง่ายก็คุยง่ายจริงๆ ตอนที่คุยยากก็คุยยากจริงๆ เหมือนกัน”
ไม่เพียงแค่เฉินผิงอันเท่านั้น หลิวเถาจือเองก็เคยพูดคุยคบค้ากับชุยฉานมาก่อน เจรจาได้สำเร็จหรือเจรจาไม่สำเร็จ ชุยฉานก็ไม่มีทางพูดจาฉุนเฉียวหรือแสดงสีหน้าแข็งกร้าวอะไร
ภายหลังหลิวเถาจือกลับไปที่ศูนย์บัญชาการใหญ่ ทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาอย่างละเอียด พยายามที่จะวิเคราะห์ความนัยนอกเหนือจากคำพูดของชุยฉานทุกคำทุกประโยค
สุดท้ายหลิวเถาจือก็ได้สรุปออกมาเป็นมุมมองสองอย่าง หนึ่งคือคำตอบที่ทุกคนในศูนย์บัญชาการใหญ่ให้การยอมรับ นั่นคือชุยฉานหน้าเลือดยิ่งกว่าคนทำการค้าที่ฉลาดที่สุดในใต้หล้าคนใด
อีกข้อหนึ่งคือความรู้สึกส่วนตัวของหลิวเถาจือเอง จนถึงทุกวันนี้เขาก็ยังไม่เคยบอกใครในเรื่องนี้
ไม่รู้ว่าเหตุใด เขาถึงได้รู้สึกว่าการพบหน้าที่จากลากันอย่างไม่สบอารมณ์ครั้งนั้น ชุยฉานมองตนเหมือนมองคนโง่อยู่ตลอดเวลา
พวกหลิวเถาจือยืนอยู่ตรงหน้าต่าง มองไปยังคนหนุ่มที่ส่วนใหญ่แล้วจะสวมชุดเขียวเรียกตัวเองว่ามือกระบี่ต่อหน้าผู้คน ทว่าวันนี้กลับสวมชุดราชการของต้าหลี
อดีตเด็กกำพร้าไร้ชื่อเสียงไร้ค่าไม่ต่างจากต้นหญ้าต้นหนึ่ง ไม่คิดเลยว่าเขาจะมีชีวิตอยู่มาจนกลายมาเป็นดั่งดวงตะวันกลางนภาเช่นนี้ได้