กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1195.1 ต่อให้มีหมื่นขุนเขาล้อมกั้นอยู่ก็ตาม
กลุ่มเซียนกระบี่ที่อยู่บนถนนทางหลวงเดินผ่านระเบียงพันก้าว มีพลังอำนาจของร้อยสายน้ำยิ่งใหญ่ไพศาลที่ไหลรินไปตามโลกมนุษย์อย่างแท้จริง
ผู้ฝึกกระบี่ที่เดินอยู่กับเสี่ยวโม่และเซี่ยโก่วต่างก็ชอบพูดหยอกล้อไฉอู๋ หากไม่ใช่หมื่อวี้ที่บอกกับนางว่าไม่ต้องตื่นเต้นก็เป็นเจียงซ่างเจินที่ถามนางว่าก่อนจะออกจากบ้านได้ดื่มเหล้ามาหรือไม่ ไฉอู๋ตื่นเต้นจริงๆ หากรู้แต่แรกก่อนออกจากบ้านคงดื่มเหล้ามาสักสองสามตำลึงแล้ว
หนิงเหยาหรี่ตาเงยหน้ามองดวงตะวันที่อยู่บนท้องฟ้า
ตามระเบียบแล้วหากฮ่องเต้จะเข้าร่วมการประชุมในท้องพระโรง จะไปพักผ่อนอยู่ด้านหลังตำหนักใหญ่ที่ถูกชาวบ้านเรียกขานกันว่า ตำหนักจินหลวนก่อนครู่หนึ่ง
แต่วันนี้ฮ่องเต้ซ่งเหอกลับมารออยู่หน้าประตูใหญ่ที่เป็นอาณาเขตกั้นแบ่งระหว่างเขตพระราชวังชั้นในกับเขตพระราชวังชั้นนอกอยู่นานแล้ว เขาจะเดินเข้าไปในตำหนักใหญ่พร้อมกับราชครูคนใหม่ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน
แม้จะบอกว่าผู้คนหลั่งไหลออกมาจนตรอกซอกซอยว่างเปล่า แต่ก็ยังมีชายขี้เกียจที่เคยชินกับการตื่นสายถูกเสียงตะโกนดังสนั่นฟ้าปลุกให้ตื่น เขาพลิกตัวม้วนผ้าห่มมาคลุมหัวก่นด่าไปหลายประโยค
แล้วก็มีบ้านเรือนที่จงใจปิดประตู บ้างก็เป็นบัณฑิตที่กำลังปรับแก้ประวัติศาสตร์ที่เขียนด้วยตัวเอง หากไม่ดื่มยาดองสักจอกก็จับพู่กันไม่ไหว ไม่มีเรี่ยวแรงในการเขียน
บ้างก็เป็นปัญญาชนชาติกำเนิดบริสุทธิ์ที่ไม่พอใจต่อราชสำนักมาโดยตลอด ตาไม่เห็นใจก็ไม่หงุดหงิด ไม่สนหรอกว่าใครจะมาเป็นราชครู ต่อให้พูดเยินยอกันจนฟ้าทะลุก็คือขุนนางที่กินข้าวหลวงนั่นแหละ
แล้วก็มีคนของต่างแคว้นบางส่วนที่สถานะพิเศษจับกลุ่มกันสองคนสามคน เมื่อเทียบกันแล้วสายลับอย่างพวกเขาต่างก็เตรียมจะถอนกำลังออกจากอาณาเขตของเมืองหลวงแล้ว
การรวบแหของกรมอาญาต้าหลีเป็นสถานการณ์ที่ถูกกำหนดมาไว้แน่นอนแล้ว ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นวันนี้ ช้าสุดก็คงไม่พ้นวันพรุ่งนี้หรือวันมะรืน?
ผู้ฝึกตนทวีปอื่นจำนวนไม่น้อยที่บังเอิญท่องเที่ยวมาถึงที่แห่งนี้ เมื่อก่อนพวกเขาออกเดินทางล้วนไม่มีแจกันสมบัติทวีปอยู่ในการพิจารณา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นตัวเลือกแรกพวกเขารู้ถึงน้ำหนักของการ “ขานชื่อ” ยิ่งกว่าพวกชาวบ้านของเมืองหลวงต้าหลีเสียอีก
เพราะพวกเขารู้ปฏิทินเหลืองเก่าแก่ว่านอกเหนือจากทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางแล้ว หากทวีปแห่งหนึ่งสามารถได้ครอบครองบินทะยานสองคนในเวลาเดียวกัน อย่างเช่นหลิวทุ่ยและหยางเชียนกู่แห่งฝูเหยาทวีปที่ก็มากพอให้ผู้คนต้องหันมามองใหม่แล้ว
นอกจากนี้ฮว่อหลงเจินเหรินสำหรับอุตรกุรุทวีป หลิวจวี้เป่าสำหรับธวัลทวีป จิงเฮาชิงกงไท่เป๋าสำหรับหลิวเสียทวีป ตู้เม่าสำหรับใบถงทวีป มีบินทะยานเก่าแก่คนใดบ้างที่ไม่ใช่เสาคานหลักของภูเขาสายน้ำในอดีต?
แล้วลองหันมามองแจกันสมบัติทวีป เมืองหลวงต้าหลีแห่งหนึ่งมีขอบเขตสิบสี่กี่คน บินทะยานกี่คน? แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังมีเซียนเหริน หยกดิบของกำแพงเมืองปราณกระบี่อยู่ด้วย น้ำหนักจะเหมือนกับใต้หล้าไพศาลได้หรือ?
ก็ไม่แปลกที่หลิวทุ่ยเอ่ยประโยคที่ว่าขอแค่ไม่ก่อกบฏต่อศาลบุ๋น เขากับเทียนเหยาเซียงก็พร้อมทำทุกอย่าง
หลิวทุ่ยได้ป้ายสงบสุขแผ่นนั้นไปก็อำพรางเรือนกาย เก็บงำลมปราณ ลาดตระเวนไปตามถนนและเรือนส่วนตัวทั้งหลายในเมืองหลวง
ไม่สนหรอกว่าเจ้าจะมีชาติกำเนิดอย่างไร แซ่สกุลอะไร วิธีการของเขาป่าเถื่อนอย่างมาก ไร้ความยำเกรงใดๆ เขาใช้ความคิดเล็กน้อยก็เลือกจะปล่อยจิตหยางและจิตหยินออกไปตามสถานที่ต่างๆ ของชานเมืองต้าหลี
กลางเมืองที่พลุกพล่าน ผู้เฒ่าคนหนึ่งที่เดินทางมาไกล มองเห็นกระแสผู้คนที่แทบจะขยับเคลื่อนไม่ได้บนท้องถนนซึ่งยังอยู่ห่างจากถนนหลวงไกลมาก
พอรู้ข่าวงานพิธีเฉลิมฉลองครั้งนี้จากรายงานพิเศษที่ทางราชสำนักมอบให้กับพวกสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำผู้เฒ่าก็รีบเดินทางมาที่เมืองหลวงทันใด แต่กลับไม่ได้สอบถามอะไรจากภูเขาลั่วพั่ว
หากราชครูคนใหม่คือเจ้าเด็กเฉินผิงอันนั่นก็ยังดี หากไม่ใช่ แล้วนี่จะถือเป็นเรื่องอะไรกันเล่า
ผู้เฒ่าก็คือซ่งอวี่เซาที่ถอยออกจากยุทธภพไปนานแล้ว และซ่งเฟิงซานหลานชายของเขากับหลิ่วเชี่ยนหลานสะใภ้ก็ได้ติดตามท่านปู่เข้าเมืองหลวงมาด้วย
แรกเริ่มสุดภายนอกหลิ่วเชี่ยนคือหนึ่งในสี่พิฆาตของแคว้นซูสุ่ย แต่แท้จริงแล้วนางคือสายลับของต้าหลี ด้วยวาสนานำพา ทุกวันนี้นางจึงได้เป็นเหนียงเนียงเทพภูเขาของภูเขาจิ้งหลิงแห่งแคว้นซูสุ่ยแล้ว
เพียงแต่ว่าพวกเขาคิดไม่ถึงว่าเมืองหลวงต้าหลีในวันนี้จะเบียดเสียดมากขนาดนี้ ผู้คนมากมายล้นหลาม
เมื่อก่อนอ่านตำราเจอประโยคที่ว่าชายแขนเสื้อเชื่อมติดดุจทะเลเมฆ สลัดเหงื่อดุจสายฝนเทกระหน่ำ มักจะรู้สึกว่าเป็นคำบรรยายที่เกินจริง แต่วันนี้กลับได้เห็นเองกับตาอย่างแท้จริงแล้ว
หลิ่วเชี่ยนไม่อยากจะให้ผู้เฒ่าต้องมาเสียเที่ยว ต่อให้จะรู้ดีว่าความเป็นไปได้มีไม่มากแต่กระนั้นก็ยังบากหน้าเอ่ยว่า “ท่านปู่ ข้ารู้จักกับพวกขุนนางกรมอาญาอยู่หลายคน จะไปลองดูว่าพวกเขาสามารถช่วยเปลี่ยนสถานที่ให้พวกเราได้หรือไม่ ดีไหม?”
หากเป็นคนอื่นที่มารับหน้าที่เป็นราชครูต้าหลีก็คงไม่เท่าไร ฟังเรื่องสนุกก็คือความสนุกอย่างหนึ่ง แต่จะว่าไปแล้วหากเป็นเขาจริง ต่อให้วันนี้ไม่ได้เจอเขา ในอนาคตก็ยังต้องได้เจอกันบนโต๊ะสุราตัวหนึ่งอยู่ดีไม่ใช่หรือ?
ผู้เฒ่ามองโลกอย่างปลงได้ เขายิ้มโบกมือ “ไม่จำเป็นหรอก”
หลิ่วเชี่ยนยังลังเลใจ ซ่งเฟิงซานกลับกุมมือของนาง ส่ายหน้าให้ด้วยรอยยิ้ม ไม่มีความจำเป็นเลยจริงๆ ฟังท่านปู่เถอะ
และเวลานี้เอง ชายฉกรรจ์รูปโฉมไม่สะดุดตาคนหนึ่งได้เดินลอดผ่านฝูงชนมาอย่างเงียบเชียบ ใช้เสียงในใจถามว่า “ใช่เทพภูเขาจิ้งหลิง หลิ่วเชี่ยนหรือไม่?”
หลิ่วเชี่ยนพยักหน้า
เขายื่นส่งป้ายสงบสุขอันดับหนึ่งของกรมอาญาให้หลิ่วเชี่ยนก่อน จากนั้นใช้เสียงในใจบอกกล่าวชื่อแซ่และสถานะของตัวเอง หลิ่วเชี่ยนไม่แสดงอาการกระโตกกระตาก แต่ในใจกลับสั่นสะเทือนอย่างหนัก
ถึงกับเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของต้าหลีเลยหรือ? นางถามเสียงเบาว่า “ไม่ทราบว่าผู้ถวายงานจ้าวมาหาข้าด้วยเรื่องอะไร?”
ครั้งนี้นางออกจากศาลเทพภูเขาได้ผ่านการตรวจสอบและอนุมัติมาหลายขั้นตอนแล้ว สุดท้ายก็ได้รับยันต์ป้ายหยกที่กรมพิธีการต้าหลีเป็นผู้สร้าง กองตรวจสอบของขุนเขากลางเป็นผู้แจกจ่ายมาแผ่นหนึ่ง แกะสลักเป็นคำว่า “ลุยน้ำ”
ช่วยไม่ได้ เทพวารีขึ้นเขาข้ามถิ่น เทพภูเขาเดินลุยน้ำ ก็ต้องมีขั้นตอนที่ยิบย่อย ต้องทำไปตามกฎระเบียบเช่นนี้
ผู้ถวายงานจ้าวคนนั้นมีท่าทีที่ดีมาก พูดด้วยสีหน้าอบอุ่นว่า “หากอาจารย์ผู้เฒ่าซ่งยินดีขึ้นไปบนที่สูง ข้าสามารถพาพวกเจ้าขึ้นไปบนหัวกำแพงเมืองของวังหลวงได้”
ซ่งอวี่เซารู้สึกแปลกใจเป็นทบทวี ดูท่าท่านปู่จะยังคงมีหน้ามีตา คนทั่วไปอย่าว่าแต่กำแพงวังหลวงเลย ขึ้นไปบนหัวกำแพงของเมืองชั้นนอกก็ยังเป็นความเพ้อฝันของคนปัญญาอ่อนกระมัง?
ซ่งอวี่เซาลังเลเล็กน้อย หรือว่าเฉินผิงอันไปรู้ร่องรอยของตนมาจากไหน ถึงได้ทำให้ราชสำนักยอมยกเว้นให้เขาเป็นกรณีพิเศษ?
ผู้เฒ่ามักกลัวว่าจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนเสมอ
ก็เหมือนอย่างที่คราวก่อนภูเขาจิ้งหลิงได้รับการประเมินเป็นอันดับหนึ่งซึ่งค่อนข้างหาได้ยากจากการประเมินภูเขาสายน้ำ คำประเมินดีเยี่ยม นอกจากผู้เฒ่าจะดีใจแล้วก็ยังอดพึมพำไม่ได้
ในที่สุดก็ยังอดไม่ไหวเปิดปากถามเรื่องหนึ่งโดยที่ไม่ยินดีจะพูดอ้อมๆ กับซ่งเฟิงซานผู้เป็นหลานชายด้วยซ้ำ ไม่ใช่เพราะเฉินผิงอันจริงๆ หรือ?
สุดท้ายก็ยังเป็นหลิ่วเชี่ยนและซ่งเฟิงซานที่สังเกตเห็นว่าผู้เฒ่ามีเรื่องในใจ จึงเป็นฝ่ายพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง บอกว่าไม่ใช่จริงๆ ผู้เฒ่าถึงได้วางใจ
แน่นอนว่าก็ได้พูดความในใจที่ถือว่าคนบ้านเดียวกันไม่พูดจาห่างเหินกับพวกเขาไปด้วย ตอนนั้นผู้เฒ่าดื่มไปเล็กน้อย เริ่มจะเมากรึ่มๆ แล้ว
บอกว่าในอนาคตหากพวกเจ้าเจอกับเรื่องยากด่านยากจริงๆ ข้าที่เป็นปู่ ต่อให้ต้องทุ่มหนังหน้าออกไปก็จะต้องไปพูดกับเฉินผิงอันให้ได้
นอกจากนี้แล้วท่านปู่ก็หวังว่าพวกเจ้ากับเฉินผิงอันจะมีความสัมพันธ์ของวิญญูชนที่ใสสะอาดดังน้ำเปล่า ไม่ต้องขอร้องให้เขาทำเรื่องอะไรไปได้ชั่วชีวิต พวกเจ้าเป็นแค่สหายกันเท่านั้นจริงๆ….
ผู้ถวายงานจ้าวคนนั้น อันที่จริงไม่เพียงแต่เป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งเท่านั้น ยังเป็นผู้ถวายงานเชื้อพระวงศ์ของสกุลซ่งต้าหลีด้วย แต่ว่าไม่มีความจำเป็นที่เขาต้องบอกสถานะในชั้นนี้ออกไป
เขายิ้มเอ่ยว่า “อาจารย์ผู้เฒ่าซ่งไม่ต้องกังวล เชื้อเชิญพวกท่านขึ้นไปบนหัวกำแพงเมืองคือความต้องการของฝ่าบาท ไม่เพียงแต่วาดวงกลมลงบนชื่อไว้ด้วยตัวเอง ยังเขียนตัวอักษรสีชาดระบุไว้เพิ่มเติมด้วย”
“และฝ่าบาทยังให้ข้านำความมาบอกแก่อาจารย์ผู้เฒ่าด้วยว่า วันนี้กิจธุระรัดตัวจริงๆ รับรองได้ไม่ดีพอ หวังว่าท่านจะให้อภัย”
ซ่งอวี่เซาได้แต่กุมหมัดให้ผู้ถวายงานจ้าวคนนั้น และผู้เฒ่าก็ไม่ได้พูดจาเกรงใจตามมารยาทอะไร ผู้ถวายงานจ้าวเองก็ผงกศีรษะตอบรับ
หลิ่วเชี่ยนกับซ่งเฟิงซานมองสบตากัน สามารถขึ้นไปบนหัวกำแพงเมืองชมงานพิธีถือเป็นเรื่องน่ายินดีไม่คาดฝันที่ใหญ่เทียมฟ้าแล้ว ฝ่าบาทใจกว้างต่อพวกเขาเช่นนี้ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่มิอาจจินตนาการได้เลย
เนื่องจากเป็นเชื้อพระวงศ์ ผู้ถวายงานจ้าวจึงรู้เรื่องวงในมากกว่าคนอื่น ยกตัวอย่างเช่นว่าฮ่องเต้ไม่เพียงแต่รู้จักชื่อ “ซ่งอวี่เซา” นี้เท่านั้น ยังมีความรู้สึกซาบซึ้งใจต่อผู้เฒ่าในยุทธภพแห่งแคว้นซูสุ่ยผู่นี้ด้วย
เพียงแค่เพราะตอนที่ราชครูคนใหม่เป็นจอมยุทธเด็กหนุ่มออกท่องพเนจร ระหว่างที่ต้องคุมเชิงกับศัตรูอยู่บนสนามรบ เขาที่อยู่ข้างกายผู้เฒ่าเคยเอ่ยประโยคหนึ่งอย่างเปิดเผย
แล้วก็เพราะประโยคนั้นที่ในระดับใหญ่แล้วได้ส่งอิทธิพลต่อทิศทางในการตัดสินใจของฮ่องเต้ในปีนั้น
ขึ้นไปบนหัวกำแพงเมือง เดินไปได้ระยะทางหนึ่ง ผู้ถวายงานจ้าวก็หยุดเดิน ตรงนั้นวางโต๊ะน้ำชาไว้ตัวหนึ่ง วางผลไม้สดรวมไปถึงของกินเล่นในเมืองหลวงไว้หลายจาน
ไม่ได้หรูหราอะไร แต่ความนัยที่ซุกซ่อนอยู่เป็นเช่นไร ต่อให้ซ่งอวี่เซาจะเป็นแค่คนในยุทธภพคนหนึ่งก็ยังสัมผัสได้อย่างชัดเจน
ซ่งอวี่เซากุมหมัดเอ่ยว่า “ผู้ถวายงานจ้าวไปทำธุระของตัวเองต่อเถอะ พวกเราจะไม่เดินเพ่นพ่านไปไหนส่งเดชเด็ดขาด”
ผู้ถวายงานจ้าวเองก็ไม่เกรงใจ พยักหน้ารับ ยังมีเรื่องอีกมากมายที่เขาต้องจับตามองด้วยตัวเองจริงๆ จึงกุมหมัดยิ้มเอ่ยว่า “ละเลยอาจารย์ผู้เฒ่าซ่งแล้ว”
ซ่งอวี่เซายืนอยู่บนหัวกำแพงเมือง มองไปยังถนนหลวง ผู้เฒ่านึกถึงเรื่องเก่าๆ ได้มากมาย สุดท้ายสิ่งที่คิดถึงก็บังเอิญคือประโยคนั้นพอดี
“เฉินผิงอันแห่งต้าหลีอยู่ที่นี่แล้ว!”