กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1195.2 ต่อให้มีหมื่นขุนเขาล้อมกั้นอยู่ก็ตาม
โรงเตี๊ยมตระกูลเซียนใหญ่ที่เป็นอันดับสองของเมืองหลวงตั้งอยู่ในย่านฉงเต๋อของเมืองชั้นใน คนที่มาสร้างเรือนอยู่ที่นี่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นขุนนางระดับกลางของต้าหลี บ้างก็เป็นเศรษฐีที่ค่อนข้างมีกำลังทรัพย์
อันที่จริงโรงเตี๊ยมเป็นกิจการของต่งสุ่ยจิ่ง เจ้าของตัวจริงที่อยู่เบื้องหลัง ในโรงเตี๊ยมจัดวางค่ายกลซึ่งเป็นหอเรือนสูงแห่งหนึ่งไว้ปิดบังหูตาผู้คน
ระดับความสูงไม่ต่างจากหอเก็บหนังสือของตระกูลชนชั้นสูงในเมืองหลวงสักเท่าไร ว่ากันว่าเมืองหลวงต้าหลีไม่อนุญาตให้มีการสร้างหอเรือนสูงซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างส่วนตัวมานานหลายปีแล้ว
ว่ากันว่าเงินก้อนใหญ่ล้วนสะสมมาจากชาติก่อน ถ้าอย่างนั้นชาติก่อนต่งสุ่ยจิ่งก็ต้องทำเรื่องดีๆ ไว้เยอะมากเป็นแน่
หลิวเสี้ยนหยางกับกู้ช่านที่เดินทางมาจากฝูเหยาทวีปนัดหมายมาเจอกันที่นี่ ต่างก็เป็นคนบ้านเดียวกัน ต่งครึ่งเมืองคงไม่กล้าเก็บเงินพวกเขา
ในความเป็นจริงแล้วต่งสุ่ยจิ่งที่อยู่ในเมืองหลวง เมื่อวานก็ได้มารับรองพวกเขาด้วยตัวเอง จัดหาห้องที่ดีที่สุดมาให้ ไปกินข้าวตามร้านต่างๆ เดินเล่นงานวัด ต่งสุ่ยจิ่งก็มาอยู่เป็นเพื่อนตลอด
แต่หลิวเสี้ยนหยางค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าคนทั้งโรงเตี๊ยมกลับไม่มีใครรู้จักต่งสุ่ยจิ่งเลย หลิวเสี้ยนหยางไม่ได้สงสารต่งครึ่งเมืองที่ร่ำรวยมือเติบต้องจ่ายเงินอย่างเสียเปล่า แค่รู้สึกเสียดายอย่างมาก
หากทุกคนล้วนรู้จักต่งสุ่ยจิ่ง ตนที่อยู่ในโรงเตี๊ยมก็จะเดินกร่างได้แล้วไม่ใช่หรือ เท่ากับว่าแกะสลักตัวอักษรบรรทัดหนึ่งไว้บนหน้าผาก เถ้าแก่ของพวกเจ้าก็คือเพื่อนรักของข้า!
แต่กู้ช่านกลับบอกว่านี่ก็คือจุดที่ค่อนข้างจะฉลาดของต่งสุ่ยจิ่ง หลิวเสี้ยนหยางก็คร้านจะถามว่าฉลาดอย่างไร อะไรที่เรียกว่าค่อนข้างฉลาด
เวลานี้หลิวเสี้ยนหยางเอาสองมือสอดรองใต้ท้ายทอย นั่งอยู่บนราวรั้ว มองไกลๆ ไปยังทัศนียภาพของบนถนนหลวง
กู้ช่านเอาสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ มองดูอยู่ข้างๆ เงียบๆ ไม่ได้ทำตัวตามสบายอย่างเซียนกระบี่ใหญ่หลิว
คนที่มาปรากฏตัวในระเบียงของหอสูงชั้นนี้ได้ต้องไม่ใช่คนร่ำรวยสูงศักดิ์ทั่วไปอย่างแน่นอน และหากไม่ใช่คนรวยก็ต้องเป็นคนที่มีหน้ามีตาอยู่บนภูเขาของแจกันสมบัติทวีป
พวกเขาหลายคนต่างก็หันมามองหลิวเสี้ยนหยาง ไม่ว่าจะจำได้หรือไม่ได้ว่าเขาคือใคร ทุกคนก็ล้วนไม่มีใครพูดอะไร ยิ่งไม่มีใครเป็นฝ่ายมาพูดคุยทักทายก่อน
กู้ช่านจำคนส่วนใหญ่ได้ ยกตัวอย่างเช่นเฮ้อเหลียนเป่าจูแห่งพรรคหมัดเทพไร้เทียมทาน ข้างกายของนางมีคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่สง่างามราวต้นหยกรับลมอยู่คนหนึ่ง คือเจ้าประมุขพรรคในยุทธภพชาติกำเนิดลึกลับ ว่ากันว่าร่ำรวยจนตั้งตัวเป็นศัตรูกับทั้งแคว้นได้
แล้วก็มีข่าวลือบอกว่าเขากับองค์ชายใหญ่ของต้าหลีคือคนรู้ใจกัน และยังมีชายฉกรรจ์หนวดเครารกรุงรังอีกคนหนึ่ง เขาคือเกาเจี้ยนฝูแห่งสำนักโองการเทพ สีหน้าเชื่องซึม ดูอิดโรยผิดปกติ
คนผู้นี้เคยเป็นกุมารทองกุมารีหยกแห่งแจกันสมบัติทวีปคู่กับเฮ้อเสี่ยวเหลียง น่าเสียดายที่โชคชะตาเล่นตลก มีบุพเพแต่ไร้วาสนา
ลูกหลานสกุลผู้คนหนึ่งของนครมังกรเฒ่ากำลังพูดคุยเรื่องความเข้าใจจากการอ่านผลงานตำราอักษรศาสตร์เล่มหนึ่งกับอาจารย์ผู้เฒ่าของสกุลเจียงอวิ๋นหลิน
หลิวเสี้ยนหยางใช้ส้นเท้าด้านหลังเคาะที่ราวรั้วเบาๆ จุ๊ปากเอ่ยว่า “ดูเขาวางท่าเข้าสิน่าหมั่นไส้นัก”
กู้ช่านเอ่ยอย่างเฉยเมยว่า “อากาศร้อนแผดเผา แต่กลับเหมือนเดินอยู่บนแผ่นน้ำแข็งบางๆ เจ้าจะหมั่นไส้อะไร”
หลิวเสี้ยนหยางเบ้ปาก “ย้อนคิดไปเมื่อสามสิบปีก่อน ใครเล่าจะคิดได้ เงินเหรียญทองแดงในกระเป๋าของพวกเราสามคนรวมเข้าด้วยกันแล้ว จะคิดได้หรือ?”
กู้ช่านเอ่ยเนิบช้า “ความร่ำรวยมีใสมีขุ่น มีใหม่มีเก่า ความยากจนก็แบ่งออกเป็นระดับต่างๆ อันที่จริงชีวิตนี้เจ้าไม่เคยยากจนอย่างแท้จริงมาก่อน ไม่เหมือนกับพวกเรา”
หลิวเสี้ยนหยางยิ้มเอ่ย “ข้าแค่รู้ว่าวันพรุ่งนี้ตัวเองต้องมีเงินให้ใช้จ่าย ต้องไม่มีทางหิวโหยแน่นอน ก็เลยไม่กลัว”
กู้ช่านยังคงย้ำประโยคเดิม “เจ้าไม่เหมือนกับพวกเรา”
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “เจ้ามีกลอุบายเยอะ ส่วนเขาก็เป็นคนคิดมาก อย่างข้านี่เรียกว่าดวงตาไม่ยากจน ใจไม่ยากจน คนลุ่มหลงในทรัพย์สินพวกเจ้าอยากเรียนทำตามก็ทำไม่ได้หรอก”
กู้ช่านหัวเราะร่วน “คนไร้เหตุผลพูดถึงเหตุผล ส่วนใหญ่แล้วจะฟังดูว่ามีเหตุผลที่สุด”
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “ตอนนี้เจ้าก็มีเหตุผลมาก”
ตอนเด็ก ในดวงตาของกู้ช่านมองโลกใบนี้เห็นแต่คนเลว ทว่าในดวงตาของหลิวเสี้ยนหยางกลับเหมือนว่าเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องเล็กน้อย
ส่วนสิ่งที่เฉินผิงอันเห็นและคิด ก็น่าจะเป็นดั่งคำกล่าวโบราณที่บอกว่า ชีวิตคนนั้นไม่มีอะไรแน่นอน
ห่างไปไม่ไกลมีเด็กหนุ่มคิ้วตาอ่อนหวานนุ่มนวลหัวเราะหยัน ยื่นมือไปจับประคองราวรั้ว เอ่ยเสียงเบาว่า
“ราชสำนักจัดเตรียมงานให้ยุ่งยากซับซ้อนเช่นนี้ เบื้องบนไปถึงศูนย์กลางของหกกรม เบื้องล่างมาถึงที่ว่าการอำเภอส่วนท้องถิ่น ทั้งในทางลับและทางแจ้งต้องใช้กำลังคน ทรัพยากรและทรัพย์สินไปมากน้อยแค่ไหน”
“ไม่ใช่การทำให้ประชาชนเดือดร้อนสูญเสียทรัพย์สินและสิ้นเปลืองเงินคงคลังของแคว้นโดยเปล่าประโยชน์จริงๆ หรือ? ต้องทำขนาดนี้เลยหรือไร? จำเป็นจริงๆ หรือไร?”
อาจารย์ผู้เฒ่าคนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างส่ายหน้า ลูบหนวดเอ่ย “สมุดบัญชีสองเล่ม หนึ่งจริงหนึ่งลวง เจ้าแค่พูดถึงหน้ากระดาษบนสมุดบัญชี แม้ว่าจะมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่กลับมองเรื่องนี้อย่างเอนเอียงเกินไป”
หลิวเสี้ยนหยางหูดี จึงผงกปลายคางไปทางด้านนั้น กู้ช่านแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นไม่ได้ยิน
เด็กหนุ่มยังคงยืนกรานในความคิดของตน “ราชสำนักจำเป็นต้องดูแลให้ครอบคลุมรอบด้าน ควบกับการสยบขวัญพวกคนถ่อยทั้งหลาย อาจารย์ เหตุผลนั้นข้าเข้าใจดี”
อาจารย์ผู้เฒ่าหัวเราะ “จะมีเหตุผลหรือไม่ก็ตาม ในสายตาคนนอกก็มักถูกมองว่าสมเหตุสมผลกว่าเสมอ ต่อให้ไร้เหตุผลหรือมีเหตุผล สุดท้ายก็ต้องรู้แก่ใจตนเองจึงจะนับว่าใช้ได้”
เด็กหนุ่มเบ้ปาก “ถึงอย่างไรก็ไม่สำคัญหรอก ข้าก็แค่บ่นไปอย่างนั้นเอง เรื่องใหญ่อย่างบ้านเมืองและการทหารของราชสำนักก็ต้องให้พวกคนที่มีอำนาจอย่างพวกเขาเป็นคนตัดสินใจ”
“หึ คำพูดของอาจารย์ก่อนที่จะลาออกจากการเป็นขุนนางก็ถือว่านับรวมได้เหมือนกัน”
ผู้เฒ่าหลุดหัวเราะพรืด แต่ก็ไม่ได้โต้เถียงอะไร
บัณฑิตอ่านตัวอักษรสีดำบนกระดาษขาวมาจนเคยชิน สายตาในการมองโลกก็ง่ายที่จะเห็นว่าหากไม่ใช่สีดำก็เป็นสีขาว
ตัวเขาเองก็เดินทีละก้าวมาจากตอนเป็นเด็กหนุ่มที่อารมณ์พลุ่งพล่านเหมือนกัน แล้วก็เคยกวาดตามองไปรอบด้าน คนที่เขานับถือมีสักกี่คนกัน?
หลิวเสี้ยนหยางใช้เสียงในใจถาม “เจ้าขี้มูกยืด ไหนลองว่ามาสิว่าเป็นแม่นางบ้านใดถึงได้พูดจารุนแรงแบบนี้?”
กู้ช่านเอ่ย “นางแซ่สวี่”
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “ไร้สาระจริงๆ พูดก็เหมือนไม่ได้พูด คนแซ่สวี่ในใต้หล้านี้มีถมเถไป ขุนนางผู้สูงศักดิ์แซ่สวี่ของต้าหลี…”
กู้ช่านกระตุกมุมปาก เอ่ยว่า “เซียนกระบี่ใหญ่หลิวค่อยๆ เดาเอาเถอะ”
หลิวเสี้ยนหยางถามอย่างประหลาดใจ “อาจารย์ผู้เฒ่าท่านนั้นล่ะ เป็นใคร? ไม่เหมือนผู้ใหญ่ในตระกูลของแม่นางน้อยเลยนะ คืออาจารย์สอนหนังสือประจำบ้านหรือที่ปรึกษาประจำตระกูลหรือ?”
กู้ช่านเอ่ย “ข้าเองก็กำลังเดาอยู่เหมือนกัน”
หลิวเสี้ยนหยางถามอย่างสงสัย “ขนาดเจ้าก็ยังไม่รู้หรือ?”
กู้ช่านหัวเราะหยัน “ข้าออกมาจากแจกันสมบัติทวีปกี่ปีแล้ว? เจ้าอยู่ในแจกันสมบัติทวีปมากี่ปีแล้ว?”
หลิวเสี้ยนหยางขยับก้นกระโดดลงจากราวรั้ว เดินตรงดิ่งไปหาหนึ่งคนแก่หนึ่งเด็กคู่นั้น
กู้ช่านประหลาดใจอยู่บ้าง หรือว่าแท้จริงแล้วหลิวเสี้ยนหยางรู้ตัวตนของเด็กสาวคนนั้นแล้ว? นางแซ่สวี่ ถือเป็นความพิเศษอย่างหนึ่ง
เพราะแท้จริงแล้วตระกูลของนางคือหนึ่งในแซ่สกุลเสาค้ำยันแคว้นของราชสำนักต้าหลี แซ่หยวน! นางยังมีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง แน่นอนว่าต้องใช้แซ่ตามบิดา หาไม่แล้วจะน่าตะลึงพรึงเพริดเกินไป
นางชื่อว่าสวี่มี่ คือลูกสาวที่รักของหยวนฉงเจ้าประมุขสกุลหยวนและยังเป็นบุคคลอันดับหนึ่งของสำนักตรวจราชการหลวงของต้าหลีในทุกวันนี้
เล่าลือกันว่าซ่างจู้กั๋วที่ไม่ชอบพูดคุยยิ้มแย้ม สะสมบารมีอำนาจมาอย่างล้ำลึกผู้นี้ พอกลับไปถึงบ้านก็มีเพียงอยู่กับสวี่มี่เท่านั้นที่ถึงจะมีรอยยิ้มให้เห็น
ตอนที่สวี่มี่ยังเล็กก็มักจะนั่งตักของหยวนฉงเป็นประจำ ผู้เฒ่าอ่านหนังสือ เด็กน้อยดึงหนวดเขาเล่น หยวนฉงก็ไม่โกรธ
สวี่จากคำว่าสวี่มี่ แน่นอนว่าเป็นสวี่เดียวกับแซ่สวี่ของนครลมเย็น
สองสามีภรรยาสกุลสวี่ดูแลแคว้นหูมานานหลายปี แอบเก็บรวบรวมโชคชะตาแต่ละประเภทไว้อย่างลับๆ
สกุลสวี่ที่เป็นตระกูลเซียนให้ทายาทสายตรงแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับบุตรอนุภรรยาของสกุลหยวนต้าหลี ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้โลกภายนอกก็ยังรู้สึกว่าเป็นนครลมเย็นที่อาจเอื้อมเบื้องสูง
และเพียงไม่นานสองสามีภรรยาหนุ่มสาวก็มีบุตรชายหนึ่งคน บุตรหญิงหนึ่งคน ลูกสาวก็คือสวี่มี่
เล่าลือกันว่าในเมืองหลวงมีขุนนางบางส่วนที่เชี่ยวชาญการดูโหงวเฮ้ง ต่างก็พูดกันว่าในอนาคตสวี่มี่จะมีเกียรติสูงศักดิ์อย่างที่ไม่อาจหาคำใดมาบรรยายได้
แต่สวี่มี่ไม่รู้จักหลิวเสี้ยนหยาง นี่ทำให้กู้ช่านประหลาดใจอยู่บ้าง เพียงแต่ว่าพอคิดอย่างละเอียดก็ถือว่าแม้จะอยู่เหนือการคาดการณ์ แต่ก็สมเหตุสมผลดีแล้ว
หนึ่งคือเรื่องน่าอายในบ้านไม่ควรแพร่งพรายออกไปข้างนอก การถามกระบี่ต่อภูเขาตะวันเที่ยงในครั้งนั้น หลิวเสี้ยนหยางทำให้ประมุขสกุลสวี่เจอกับความยากลำบากจนเต็มกลืน ขอบเขตถดถอยจากหยกดิบมาเป็นก่อกำเนิด
อีกอย่างก็คือสกุลหยวนเสาค้ำยันแคว้นกับสกุลสวี่นครลมเย็นต่างก็เป็นตระกูลชั้นสูงและตระกูลเซียนอันดับหนึ่งที่มีหน้ามีตา คาดว่าคงไม่อยากให้คนรุ่นเยาว์ในตระกูลของตัวเองรู้รายละเอียดมากนัก
แล้วนับประสาอะไรกับที่เจ้าสำนักคนก่อนของสำนักกระบี่หลงเฉวียนอย่างหร่วนฉง จนถึงทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของราชสำนักต้าหลี
อย่างเพ่ยเซียงเจ้าแห่งแคว้นหูในเวลานั้น นางก็อยู่ในกลุ่มของคนที่มาเข้าร่วมงานพิธีด้วย แล้วเจ้าเห็นหรือไม่ว่าสกุลสวี่นครลมเย็นกล้าไปทวงความยุติธรรมจากภูเขาลั่วพั่วไหม?
หลิวเสี้ยนหยางประสานมือคารวะ “บัณฑิตแห่งสำนักศึกษาสกุลเฉินทักษิณาตยทวีปแซ่หลิว คารวะอาจารย์อวี่หลู”
ผู้เฒ่าที่มีฉายาว่า “อวี่หลู” ค่อนข้างจะประหลาดใจ หลังจากประสานมือคารวะกลับคืนแล้วก็ยิ้มถามว่า “เซียนซือท่านนี้รู้จักข้าผู้อาวุโสด้วยหรือ?”
หลิวเสี้ยนหยางยิ้มกว้าง “ผลงานหกเล่มและยังมีรวมเล่มบทความของอาจารย์อวี่หลูผู้เยาว์อ่านมาหลายรอบแล้ว ทุกครั้งที่อ่านจะต้องได้ข้อคิดและความเข้าใจเพิ่มมากขึ้นเสมอ”
ผู้เฒ่ามีสีหน้าอ่อนโยน ยิ้มถามว่า “ขอถามว่าครั้งแรกที่เปิดตำรา ท่านหลิวรู้สึกอย่างไร?”
หลิวเสี้ยนหยางตอบอย่างผึ่งผายว่า “อ่านจนข้าง่วงงุนอยากหลับ เวียนหัวตาลายเหมือนอยู่ในโรงเรียนตอนเด็กแล้วเจอกับอาจารย์ผู้เฒ่าที่เอาแต่พูดอยู่กับตัวเอง ไม่สนใจสักนิดว่าเด็กจะฟังเข้าใจหรือไม่”
“แค่เปิดหน้าหนังสือก็รู้แล้วว่าคนเขียนต้องเป็นผู้เคร่งครัดในหลักการ สง่างามจริงจังไม่ยอมอ่อนข้อข้าถึงขั้นสามารถจินตนาการได้ถึงตอนที่เขาเขียนตำราได้เลยว่าจะต้องนั่งตัวตรงอย่างสำรวม สีหน้าเคร่งขรึม ต้องการจะถ่ายทอดวิชาความรู้แทนคนโบราณ ดังนั้นบอกตามตรง ครั้งแรกที่ข้าเปิดอ่านก็ทั้งรำคาญเนื้อหาในตำราแล้วก็รำคาญคนเขียนด้วย”
“เด็กหนุ่ม” สวี่มี่รู้สึกว่าคนผู้นี้พูดจาตลกขบขัน ถูกใจตนยิ่งนัก
ผู้เฒ่าพยักหน้าถี่ๆ ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “แล้วอ่านครั้งที่สองล่ะรู้สึกอย่างไร?”
หลิวเสี้ยนหยางยิ้มกล่าว “พอจะอ่านเข้าหัวบ้างเล็กน้อย เขียนได้ดีก็จริง แต่ข้าก็ยังไม่ชอบอยู่ดี”
สวี่มี่พยายามตีหน้าเคร่งไม่ให้ตัวเองหลุดเสียงหัวเราะออกมา นางนึกอยากจะยกนิ้วโป้งให้คนผู้นี้ยิ่งนัก
เมื่อหลายวันก่อนนางตรวจสอบ เปรียบเทียบและแก้ไขตำราโบราณอยู่กับอาจารย์ผู้เฒ่าในภูเขาตลอดเวลา ลำบากจนแทบมิอาจหาคำใดมาบรรยายได้
ผู้เฒ่าถามอย่างประหลาดใจ “โดยทั่วไปแล้วการอ่านตำราก็คือเส้นทางสามเส้นที่หนีไม่พ้นเพื่อบ่มเพาะคุณธรรมและการฝึกตน เพื่อฝึกฝนสำหรับสอบจ้วงหยวน และเพื่อความเพลิดเพลินเจริญตาเป็นการส่วนตัว”
“ผลงานเก่าทั้งหลายของข้า ดูเหมือนว่าจะไม่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องพวกนี้เลย ไฉนท่านหลิวต้องหาเรื่องให้ตัวเองลำบากด้วยเล่า?”
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “ล้วนหนีไม่พ้น”
สวี่มี่พลันเบิกตากว้าง ดูเหมือนว่านี่จะเป็นคำตอบที่น่าเหลือเชื่ออย่างมาก
ผู้เฒ่าเงียบไปพักหนึ่ง ก่อนถามว่า “หมายความว่าอย่างไร?”
หลิวเสี้ยนหยางยิ้มเอ่ย “แม้ว่าข้าจะเดินทางไกลไปขอศึกษาต่อที่ทักษิณาตยทวีป แต่ก็ยังเป็นคนของต้าหลี”
ผู้เฒ่าพยักหน้า
เขาอยู่ในภูเขามานานหลายปีแล้ว จำนวนครั้งที่มาเยือนเมืองหลวงมีน้อยจนนับนิ้วได้แล้วก็ไม่เคยเข้าร่วมกับการปกครองของราชสำนัก มาถึงเมืองหลวงก็แค่มารำลึกความหลังกับสหายเก่าสองสามคนเท่านั้น
เพียงแต่ว่าสหายเก่าเหล่านั้นค่อยๆ จากไปทีละคน อย่างท่านผู้เฒ่ากวนแห่งกรมขุนนาง และยังมีอาจารย์ของเสิ่นเฉินแห่งกรมกลาโหมในทุกวันนี้
เมื่อร้อยปีก่อน สกุลซ่งต้าหลีที่ยังเป็นหนึ่งในแคว้นใต้อาณัติของสกุลหลูมีทั้งเรื่องน่ากังวลภายในและภัยแฝงภายนอก นับตั้งแต่ฮ่องเต้ไปจนถึงขุนนางล้วนไม่มีปณิธานในการบุกเบิกดินแดน แล้วก็ไม่กล้ามี
ทว่ากลับเป็นเวลานี้ที่ราชสำนักมีบัณฑิตคนหนึ่งที่ทำได้ทั้งศึกษาวิชาหาความรู้และเป็นขุนนางไปพร้อมกันโดยไม่มีบกพร่อง บอกว่าสิ่งที่ตัวเองเรียนรู้คือวิชาอันเล็กน้อย แต่กลับมีประโยชน์อย่างใหญ่หลวง
เขาผลักดันศาสตร์ที่เดิมเป็นวิชาเฉพาะทางและไม่เป็นที่แพร่หลายให้เจริญรุ่งเรืองจนกลายเป็นศาสตร์อันโดดเด่นของราชวงศ์ต้าหลี ถูกยกย่องให้เป็นผู้รวบยอดทฤษฎีชายแดนยุคเก่าและผู้บุกเบิกศาสตร์ชายแดนแนวใหม่
ร้อยปีที่ผ่านมาวงการขุนนางของต้าหลีเคยมีกระแสความสนใจในศาสตร์ว่าด้วยชายแดนสูงขึ้นอยู่สองครั้ง เป็นเหตุให้หากขุนนางไม่พูดถึงเรื่องของชายแดนก็คือการไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่รู้จักสถานการณ์
หากพูดถึงเรื่องกิจธุระที่ชายแดน แน่นอนว่าต้องหนีไม่พ้นอาจารย์อวี่หลูที่มีสายตาเฉียบแหลมยิ่ง
ผู้เฒ่ายิ้มเอ่ยว่า “ท่านหลิว โปรดอภัยที่ข้าหูตาคับแคบ ไม่ทราบว่าทุกวันนี้ท่านมีผลสำเร็จอยู่สูงเท่าใดแล้ว?”
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “ท่านอาจารย์ผู้เฒ่าปิดประตูศึกษาหาความรู้เดียว จึงหูตาคับแคบไปจริงๆ นั่นแหละ”
ผู้เฒ่าหัวเราะเสียงดังลั่น กุมหมัดเอ่ย “ละอายใจยิ่งนัก”
สวี่มี่หลุดขำอย่างอดไม่อยู่ ในที่สุดก็ได้ยกนิ้วโป้งให้คนผู้นี้อย่างที่ต้องการ เจ้าคนแซ่หลิว เจ้าคือวีรบุรุษ คือลูกผู้ชาย!
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “ข้ามีสหายอยู่คนหนึ่งที่ตั้งใจศึกษาตำราของท่านอาจารย์ยิ่งกว่าข้า ตระหนักรู้ได้มากกว่าข้า”
ผู้เฒ่าค่อนข้างประหลาดใจ “ยินดีจะฟังอย่างละเอียด”
หลิวเสี้ยนหยางเอ่ย “เขาบอกว่าเมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ต้าหลีที่เต็มไปด้วยภัยแฝง แคว้นอาจล่มสลายได้ทุกเมื่อ กลับมีบัณฑิตที่เป็นไม้เด่นเกินไพรอยู่คนหนึ่งพุ่งออกมาจากวิถีทางโลกที่เต็มไปด้วยหมอกหม่นมัว”
“อุทิศตนมุ่งมั่นในการริเริ่มและพัฒนาทฤษฎีว่าด้วยชายแดน ทั้งความสามารถในการเรียนรู้และสายตาย่อมดีเยี่ยมทั้งคู่ แต่จุดที่เขานับถือมากที่สุดกลับไม่ใช่เรื่องนี้”
“เขาบอกว่าเขายากจะจินตนาการได้ว่า คนคนหนึ่งจะต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างแรงกล้าต่อแคว้นแห่งหนึ่งที่อยู่ในช่วงอ่อนแอมากที่สุดเพียงใด ถึงสามารถเขียนตัวอักษรที่ยินดีและกล้าที่จะฝากความหวังไว้มากที่สุดพวกนั้นออกมาได้”
ผู้เฒ่าเงียบงัน สวี่มี่อึ้งตะลึง กู้ช่านหันหน้ามามองหลิวเสี้ยนหยาง
ความคิดของผู้เฒ่าล่องลอยไป จำได้ว่าเมื่อก่อนนานมากมาแล้ว มีคนเชื้อเชิญให้เขาเล่นหมากล้อมด้วยกันตาหนึ่ง อีกฝ่ายบอกกับเขาว่ามีเส้นทางสองเส้นที่เดินได้ สามารถเอามาใช้อ้างอิงได้ จะเลือกอย่างไรก็อยู่ที่ความสนใจของตัวเขาเอง
หากไม่ได้อยู่ในราชสำนัก เปลี่ยนจากผู้นำของฝ่ายขุนนางน้ำใสในอนาคตไปเป็นขุนนางผู้เดียวดายที่เป็นคนรู้ใจของจักรพรรดิ สมัญญานามที่แต่งตั้งให้ย้อนหลังคือสิ่งที่แค่เอื้อมมือคว้าก็ได้มาครอง
แต่หากขยับไปเบื้องหน้าอีกนิด ชื่อเสียงในภายหลังก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะมีชื่อเสียงที่ดีแล้ว
หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องตั้งใจศึกษาวิชาความรู้อยู่ในห้องหนังสือผลักดันศาสตร์หนึ่งที่อ้อมผ่านไปไม่ได้ให้โดดเด่นรุ่งเรือง ทิ้งคุณูปการและคุณประโยชน์ไว้แก่ชนรุ่นหลัง ปูพื้นฐานให้กับแจกันสมบัติทวีป
ตอนนั้นขุนนางหนุ่มที่ยังไม่ถึงวัยตั้งตัววางหมากลงบนกระดานพลางเลือกอย่างหลังอย่างไม่ลังเล
เพียงแต่ว่าเขาในเวลานั้นรู้สึกประหลาดใจอย่างมากว่าทำไมถึงเป็นแจกันสมบัติทวีปไม่ใช่ราชสำนักต้าหลี?
แต่กระทั่งบัดนี้ จุดที่ผู้เฒ่าคิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ ทำไมซิ่วหูชุยฉานถึงได้เลือกจะพูดประโยคนั้นออกมาต่อหน้าบัณฑิตที่เห็นได้ชัดว่าเป็นคนของสายหย่าเชิง? ดูเหมือนว่าจะไม่สอดคล้องกับนิสัยของซิ่วหูสักเท่าใด?
ในความทรงจำ ราชครูชุยมักจะหาคนมาพูดคุยความในใจด้วยกันบ่อยๆ ก็จริง แต่ใครเล่าจะกล้าพูดว่าชุยฉานกำลังมอบใจให้กับใคร?
ส่วนบัณฑิตแซ่หลิวที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ บอกว่าตัวเองคือสหายของชุยฉาน….การที่อีกฝ่ายกล้าพูดว่าตนไม่รู้จักเขา ก็ถือว่าตนหูตาคับแคบจริงๆ ผู้เฒ่าไม่ได้รู้สึกว่ามีจุดใดที่ไม่ถูกต้อง กลับกันยังคิดอย่างจริงจังว่าบัณฑิตก็ควรต้องเป็นเช่นนี้
……
หน้าประตูจวนราชครู หรงอวี๋มองคนบ้านเดียวกันกับราชครูที่ชื่อว่าต่งสุ่ยจิ่ง นางรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง
ตนก็บอกไปชัดเจนแล้วว่าให้ตนพาเขาเข้าไปข้างในไม่ถือเป็นการกระทำที่ล้ำเส้นอะไร ไฉนต่งสุ่ยจิ่งถึงยังยืนกรานว่าจะรอให้หลินโส่วอีออกมา?
ท่านเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่อายุน้อยคนนี้คงไม่ได้คิดว่าจะพูดคุยกันหน้าประตูแค่สองสามประโยคก็กลับแล้วหรอกกระมัง? หรือว่ารายงานมีข้อผิดพลาด อันที่จริงความสัมพันธ์ระหว่างต่งสุ่ยจิ่งกับราชครูนั้นธรรมดา มีปมในใจอะไรบางอย่างที่บอกกล่าวใครไม่ได้?
หลินโส่วอีม้วนตำราเล่มหนึ่งเดินถือออกมานอกประตูใหญ่ จุ๊ปากเอ่ยว่า “ไม่เสียแรงที่เป็นต่งครึ่งเมือง มาดใหญ่เสียจริง จะให้จุดประทัดต้อนรับเจ้าด้วยหรือไม่?”
ต่งสุ่ยจิ่งยิ้มเอ่ย “มาดไม่ใหญ่เท่าหลินหยกดิบหรอก สามารถมาเตรียมสอบอยู่ในจวนราชครูได้ ไม่เอาตำแหน่งจ้วงหยวนมาครองก็ออกจะไร้เหตุผลไปสักหน่อย”
หลินโส่วอีพูดกับหรงอวี๋ “แม่นางหรงไม่ต้องสนใจพวกเรา เศษสวะ…เอ่อ แขกประเภทนี้ให้ข้าจัดการเองก็แล้วกัน”
หรงอวี๋ยิ้มแล้วขอตัวลากลับไป
ต่งสุ่ยจิ่งถาม “บันไดตรงนี้นั่งได้กระมัง?”
หลินโส่วอีเอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุน “เจ้าบ้า!”
ต่งสุ่ยจิ่งกล่าว “เงิน เข้าประตู อำนาจ ไม่ได้ต่ำต้อยกว่าแค่ขั้นเดียวเท่านั้น ข้ามาหาเจ้า ไม่ได้มาหาเฉินผิงอันสักหน่อย ถ้ามีเรื่องจะคุยกับเขาจริงๆ ก็คงไม่มาที่นี่แล้ว”
หลินโส่วอีนั่งลงบนขั้นบันไดเป็นเพื่อนต่งสุ่ยจิ่ง เอ่ยว่า “มีลมก็รีบผายออกมา”
ต่งสุ่ยจิ่งกล่าว “ช่วงนี้ข้าจะไปเจรจาการค้าที่ทวีปอื่นสักหน่อย วันหน้าเมื่อเจ้าเป็นขุนนาง หากเป็นขุนนางเมืองหลวง ข้าก็จะไม่มาหาเจ้าแล้ว”
“แต่หากเป็นขุนนางในท้องถิ่น ก็บอกกล่าวกันไว้ก่อนว่าจะไปอยู่ที่อำเภอหรือจังหวัดอะไร ข้าสามารถให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ได้”
หลินโส่วอีขมวดคิ้ว “เจ้าตัวดี มาติดสินบนถึงหน้าประตูจวนราชครูอย่างเปิดเผยเลยหรือ? หมายความว่าอย่างไร? พูดให้เข้าใจหน่อย”
ขุนนางชายแดนในตำราประวัติศาสตร์และในท้องถิ่น ใครบ้างที่ไม่มีถุงเงินสี่ห้าใบเพื่อเอาไว้เก็บทรัพย์สมบัติบ้างเลย?
เพียงแต่ว่าพวกเขยังไม่ถึงขั้นมองต่งสุ่ยจิ่งเป็นพวกสกปรกโสมมที่ ทรัพย์สินอาศัยขุนนางให้ร่ำรวย ขุนนางอาศัยเงินทองเลื่อนขั้น
ต่งสุ่ยจิ่งกล่าว “เงินเยอะเกินไป ไม่มีที่ให้ใช้ หลายปีมานี้คิดอยากจะทำเรื่องดีๆ ที่ไม่หวังชื่อเสียงสักหน่อย ข้าเชื่อใจว่าเจ้าจะเป็นขุนนางที่ดีได้ สามารถเอาเงินเหรียญทองแดงหนึ่งเหรียญไปใช้บนคมมีดได้”
หลินโส่วอีกล่าว “ไว้ค่อยว่ากันเถอะ”
ต่งสุ่ยจิ่งลุกขึ้นยืน “ถึงอย่างไรก็มีแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านี้ คุยเสร็จแล้ว ข้าหาเงินของข้าเจ้าก็อ่านตำราของเจ้าไป”
หลินโส่วอีลุกขึ้นตาม เอ่ยว่า “จะไม่เข้าไปดูจริงๆ หรือ?”
ต่งสุ่ยจิ่งส่ายหน้า “วันหน้าย่อมต้องมีโอกาส”
หลินโส่วอีลังเลเล็กน้อย ครั้นจึงใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “อันที่จริงการประเมินขุนนางได้เริ่มมาตั้งนานแล้ว”
ต่งสุ่ยจิ่งยิ้มกล่าว “เป็นนิสัยการกระทำของเฉินผิงอันจริงๆ คิดบัญชีเก่งไม่เท่าเขาเลย”
หลินโส่วอีโบกตำราที่อยู่ในมือ “ไม่ไปส่งนะ”
ต่งสุ่ยจิ่งยิ้มแล้วหมุนตัวจากไป
กลับกลายเป็นว่าท้ายทอยโดน “ตำรามีด” ไปหนึ่งที ต่งสุ่ยจิ่งหันหน้ากลับมา เจ้าเป็นประสาทหรือไร?
หลินโส่วอีรู้สึกอารมณ์สดชื่นปลอดโปร่ง ด่าไปประโยคหนึ่งว่า “เจ้าคนไร้ประโยชน์” แล้วก็ไม่ให้โอกาสต่งสุ่ยจิ่งได้โต้เถียงหรือเอาคืน เขาก็เดินอาดๆ กลับเข้าไปในจวนราชครูแล้ว
……
ภูเขาลั่วพั่ว ณ จู๋โจว บนเส้นทางภูเขามีแขกแปลกหน้ากลุ่มหนึ่งมาเยี่ยมเยือน รอกระทั่งพวกเขาขยับเข้าใกล้ซุ้มประตูภูเขา
เซียนเว่ยก็รีบลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวเล็กเพื่อต้อนรับ แล้วก้มหัวคารวะตามขนบลัทธิเต๋า
พวกเขาแต่ละคนต่างก็คารวะกลับคืน เนี่ยชุ่ยเอ๋อถอนเวทอำพรางตาสองชั้นออกไปแล้ว
เพราะถึงอย่างไรการมาเยือนภูเขาลั่วพั่วครั้งนี้ แขกก็ต้องมีมารยาทของแขก นางจึงบอกชื่อสำนักของตัวเองออกไปก่อน
“ข้าคือผู้ฝึกตนทำเนียบของภูเขาชิงกงหลิวเสียทวีป มีนามว่าเนี่ยชุ่ยเอ๋อ ฉายาหม่านโพ่ อาจารย์มีฉายาว่าชิงกงไท่เป่า คือเจ้าขุนเขาคนปัจจุบัน”
หัวชิงกงก็รีบเอ่ยตามทันใด เพียงแต่ว่าเนื้อหากระชับเรียบง่าย “ข้าชื่อว่าหัวชิงกงมาตุภูมิอยู่ที่กั่วโจว”
ส่วนเถียนเซียนนั้นบอกว่าตัวเองมาจากศาลกงจู่ฝานชื่อแห่งศาลหลงหวังรุ่ยเฉิง คือผู้ฝึกกระบี่
เยี่ยนโฮ่วเต้าเปิดปากเป็นคนสุดท้าย ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ข้าเป็นคนรักของเถียนเซียน”
เซียนเว่ยขึ้นชื่อว่าสองหูไม่ฟังเรื่องนอกหน้าต่าง เอาแต่ตั้งใจอ่านตำราเป็นกำรเป็นงานอย่างเดียว ตอนนี้เขาจึงรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง
เขาความรู้น้อยหูตาคับแคบเกินไปจริงๆ แค่เคยได้ยินชื่อภูเขาชิงกง และนี่ยังต้องยกคุณความชอบให้กับการคุยเล่นของเฉินหลิงจวินที่มักจะพูดเป็นประจำว่าเขากับลูกพี่ใหญ่บนภูเขาของหลิวเสียทวีปคนหนึ่งคือสหายสุรากัน
เทพเซียนผู้เฒ่าคือขอบเขตบินทะยานที่อายุการฝึกตนยาวนาน พื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่มีชื่อว่าภูเขาชิงกงมีชื่อเสียงบารมีอย่างมากอยู่ในหลิวเสียทวีปแห่งนั้น!
เนื่องจากเถียนเซียนบอกว่าตัวเองคือผู้ฝึกกระบี่ และหัวชิงกงก็สะพายกระบี่ เซียนเว่ยก็เลยเข้าใจผิดคิดว่ากลุ่มของพวกนางคือเซียนกระบี่ของทวีปอื่นที่มาเยือนที่นี่เพราะเลื่อมใสในชื่อเสียงมานาน
คิดอยากจะมาประลองเวทกระบี่กับใครสักคน จึงได้แต่อธิบายว่า “เซียนซือทุกท่าน ทุกวันนี้ภูเขาลั่วพั่วยังอยู่ในช่วงปิดภูเขา โปรดอภัยที่ไม่ต้อนรับแขก ต้องขอโทษด้วย”
เนี่ยชุ่ยเอ๋อมองพวกหัวชิงกง พวกเจ้าต่างก็เป็นคนกันเองของภูเขาลั่วพั่ว ยังจะต้องปิดบังอำพรางอะไรอีก?
หากถูกมองเป็นคนนอกแล้วถูกขวางไว้ให้อยู่นอกภูเขา พวกเขาไม่คิดอะไร ยังเอาไปเป็นหัวข้อสนทนาได้
แต่ปัญหาคือมีเพียงคนนอกอย่างนางคนเดียวเท่านั้นที่มีคำสั่งของอาจารย์ติดตัวมา
เถียนเซียนยิ้มเอ่ย “ท่านนักพรตท่านนี้ ข้ากับเยี่ยนโฮ่วเต้าเพิ่งจะกลายเป็นเค่อชิงของสำนักกระบี่ชิงผิง หัวชิงกงก็ยิ่งเป็นผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงพวกเราล้วนไม่ใช่คนนอก”
เซียนเว่ยอึ้งตะลึง ไม่ได้สงสัยในตัวตนของพวกเขา ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนอิสระที่ขวัญกล้าแค่ไหนก็ไม่กล้าวิ่งมาสวมรอยว่าเป็นเค่อชิง เป็นผู้ถวายงานถึงหน้าประตูภูเขาหรอกกระมัง
ทว่าสำนักกระบี่หลงเซี่ยงเป็นของภูเขาลั่วพั่วของพวกเราได้อย่างไร?
เนี่ยชุ่ยเอ๋อค่อนข้างร้อนใจ เหมือนถูกผีดลใจทำให้นางอดไม่ไหวถามออกไปว่า “ท่านนักพรต ไม่ทราบว่าเวลานี้บรรพจารย์จิ่งชิงฝึกตนอยู่ในภูเขาหรือไม่?”
นักพรตหนุ่มที่เป็นคนเฝ้าประตูคล้ายกับถูกคำถามของนางทำให้อึ้งตะลึงไป ชี้ไปทางภูเขาเที่ยวอวี่ที่อยู่ฝั่งขวามือของตนพลางบ่นพึมพำไปด้วยว่า
“บรรพจารย์…จิ่งชิงเพิ่งจะลงจากภูเขาไปยังยอดเขาอิงอวี่ของภูเขาเที่ยวอวี่ ขอละลาบละล้วงถามสักคำเถอะว่า สหายหม่านโพ่ตามหาเขาด้วยเรื่องอะไร?”
เนี่ยชุ่ยเอ๋อที่พอถามออกไปก็รู้สึกเสียใจภายหลังทันทีได้แต่รีบหาข้ออ้างที่ตัวเองคิดว่าไม่มีทางผิดพลาดมากที่สุด แล้วพูดแก้เก้อตามมารยาทของคนบนภูเขาไปว่า “ได้ยินชื่อเสียงที่ยิ่งใหญ่มานานแล้ว เลื่อมใสบรรพจารย์จิ่งชิงอย่างมาก”
เดิมทีเซียนเว่ยกึ่งเชื่อกึ่งกังขากับเรื่องนี้ รอกระทั่งได้ยินเป็นครั้งแรกว่ามีคนเลื่อมใสเฉินหลิงจวิน เซียนเว่ยก็ไม่รู้ว่าโทสะผุดมาจากไหน
พวกเจ้ากลุ่มนี้เสแสร้งได้เหมือนจริงมากเลยนะ ไม่ใช่เทพธิดาหน้าตางดงามล่มบ้านล่มเมืองก็เป็นเซียนกระบี่ที่มาดองอาจหลุดพ้นเหนือโลกีย์ ช่างตัดใจลงทุนได้จริงๆ!
ทำไม อยากได้เงินจนบ้าไปแล้วหรือไร ถึงกับจัดฉากต้มตุ๋นผินเต้าเช่นนี้? ไม่รู้หรือว่าผินเต้าเองก็มาจากยุทธภพเหมือนกัน?!
เด็กชายผมขาวคนหนึ่งสะบัดชายแขนเสื้อวิ่งลงมาจากภูเขา ใช้เสียงในใจพูดกับเซียนเว่ยก่อนประโยคหนึ่งว่า
“ข้าจะนำทางพวกเขาไปเอง ให้เจิ้งต้าเฟิงมาช่วยรับรองแขกก็แล้วกัน รับรองว่าไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นแน่”