กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1195.3 ต่อให้มีหมื่นขุนเขาล้อมกั้นอยู่ก็ตาม
พูดคุยกันไปตลอดทาง เด็กชายผมขาวบอกว่าตัวเองคือขุนนางผู้เรียบเรียงตำราของภูเขาลั่วพั่ว เคยเป็นลูกศิษย์นักการมาก่อน คือคนของแจกันสมบัติทวีปอย่างแท้จริง
มานะขยันฝึกตน แต่จนใจที่คุณสมบัติแย่ไปสักหน่อย อย่าได้ดูแคลนภูเขาของพวกเราเพียงเพราะตนขอบเขตไม่สูง บนภูเขาของพวกเรามีคนมหัศจรรย์อยู่มากมาย…
คำว่าพูดคุยกันที่ว่านี้อันที่จริงล้วนเป็นเด็กชายผมขาวที่พูดเจื้อยแจ้วอยู่คนเดียว
เมื่อครู่นี้อยู่ดีๆ หัวชิงกงก็เกิดความคิดขึ้นมา หันกลับไปมองนักพรตหนุ่มที่ปักปิ่นไม้บนมวยผมคนนั้น อีกฝ่ายนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่และเริ่มอ่านหนังสือแล้ว
บนภูเขามีข่าวลือเล็กๆ บางอย่าง แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะถูกอำพรางไว้ลึกซึ้งไม่ยอมเปิดเผย
ยกตัวอย่างเช่นเนื่องจากเหตุพลิกผันของถ้ำสวรรค์หลีจูในปีนั้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเซียนกระบี่เฉินกับลัทธิเต๋าไม่ดีมาโดยตลอด?
เล่าลือกันว่าหลายครั้งที่เฉินผิงอันออกเดินทาง หากต้องผ่านศาลบุ๋น ศาลบู๊ ศาลเทพอภิบาลเมือง ศาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำหรือศาลของลัทธิพุทธ ล้วนจะต้องเข้าไปคารวะบูชาอย่างนอบน้อม มีเพียงอารามของลัทธิเต๋าเท่านั้นที่เขาไม่เคยย่างกรายไปเยือน?
ถ้าอย่างนั้นไฉนบุคคลผู้เป็นหน้าเป็นตาของภูเขาลั่วพั่วถึงกลายมาเป็นนักพรตคนหนึ่งได้?
ดูเหมือนเซียนเว่ยจะสัมผัสได้ถึงสายตาของทางด้านนั้น เขาจึงเงยหน้าขึ้น คลี่ยิ้มอบอุ่น
หัวชิงกงผงกศีรษะรับ เซียนเว่ยใจฝ่ออย่างยิ่ง แต่อย่างน้อยตำราที่ถืออยู่ในมือเล่มนี้ก็คือตำราเป็นการเป็นงาน
เด็กชายชุดขาวที่เหมือนจะคึกคะนองเมื่ออยู่กับคนอื่นหัวเราะ มิน่าเล่าคราวก่อนที่อู๋ซวงเจี้ยงขึ้นมาบนภูเขาถึงได้เอ่ยประโยคประหลาดที่คล้ายจะอยู่นอกประเด็นพูดคุย
“นักพรตที่ตีนเขามีลางว่าจะขึ้นแท่นประกอบพิธีอย่างเป็นทางการ”
เด็กชายผมขาวยังคงใจกว้างได้อยู่ ไม่ทันระวังฟ้าถล่มลงมาก็ดี หรือมีแท่นประกอบพิธีกรรมโผล่มาจากพื้นที่ราบเรียบก็ช่าง ย่อมต้องมีบรรพบุรุษอิ่นกวานคอยแบกรับไว้ให้
ร่ายกระบวนท่างูขาวสะบัดเกล็ดไปรอบหนึ่ง เด็กชายผมขาวก็เหวี่ยงแขน ด้วยแขนขาที่เล็กบางนี้ของตน ไม่ช่วยให้เสียเรื่อง ไม่เป็นตัวถ่วง บรรพบุรุษอิ่นกวานเชิญเรียกตัวให้ไปช่วยเสริมบารมีได้เลย
เถียนเซียนเป็นคนปากไวใจเร็วมาโดยตลอด นางใช้เสียงในใจถามคนรักว่า
“แม้ว่าพูดแบบนี้ออกจะไร้คุณธรรมอยู่บ้าง แต่ข้าก็ยังรู้สึกว่าสมองของขุนนางผู้เรียบเรียงตำราคนนี้คล้ายจะไม่ปกติ ไม่ว่าคำพูดหรือการกระทำก็ล้วนประหลาดอย่างมาก เจ้ารู้สึกไหม?”
เยี่ยนโฮ่วเต้ายิ้มอธิบายว่า “นับแต่โบราณมาคนมหัศจรรย์ก็คู่กับเรื่องประหลาด คนประหลาดมักสร้างเหตุพิสดารอยู่แล้ว พวกเราแค่เห็นเป็นเรื่องปกติไปก็พอ”
เถียนเซียนคิดตามแล้วก็เอ่ยว่า “ก็จริงนะ”
ไปถึงที่ลานประลองยุทธของยอดเขาอิงอวี่ พวกเนี่ยชุ่ยเอ๋อเห็นเด็กหนุ่มเด็กสาวที่กำลังฝึกเดินนิ่ง
จากนั้นก็เห็นคนกลุ่มหนึ่งที่นั่งอยู่บนม้านั่งและเก้าอี้ไม้ไผ่ใต้ชายคา บางคนก็ยกขานั่งไขว่ห้าง บางคนก็คาบไม้จิ้มฟันตบหน้าท้อง บางคนสองตาว่างเปล่าใจลอยไปไกล
โดยเฉพาะอย่างยิ่งยังมีเด็กชายชุดเขียวคนหนึ่งที่ยืนอยู่คนเดียว กำลังนวดไหล่ทุบหลังชายฉกรรจ์เนื้อตัวมอมแมมสกปรกคนหนึ่ง เอาข้อศอกดันไหล่ของอีกฝ่าย ถามว่า พี่ต้าเฟิง แรงของน้องชายเป็นอย่างไร ถ้าเบาไปหรือหนักไปต้องบอกกันด้วยนะ…
ความสนใจของเนี่ยชุ่ยเอ๋อย่อมต้องอยู่ที่ตัวของเด็กชายชุดเขียว ดูจากการแต่งกายของเขา สีของชุดคลุมอาคม คงไม่ใช่ว่าเป็นนักพรตน้อยใต้การดูแลของ…บรรพจารย์จิ่งชิงหรอกนะ?!
เด็กชายผมขาวยกสองแขนเท้าเอว เรียกไปทางใต้ชายคา “สหายหม่านโพ่ พี่หญิงเนี่ยท่านนี้ต้องการจะพบบรรพจารย์จิ่งชิง”
“คนอื่นๆ ที่เหลือล้วนเป็นคนกันเองทั้งนั้น คือเค่อชิงและผู้ถวายงานที่เจ้าขุนเขาของพวกเราเลือกตัวมาเอง ห้ามละเลยเด็ดขาด บรรพจารย์จิ่งชิงอยู่ที่ไหน?!”
กลุ่มคนทางฝั่งนั้นพลันหันมามองหน้ากันเอง จากนั้นก็เห็นเด็กชายชุดเขียวกุมท้องหัวเราะก๊าก หัวเราะจนน้ำตาแทบเล็ดออกมา
เฉินหลิงจวินถูกเจิ้งต้าเฟิงตบหัวไปหนึ่งที “แขกผู้สูงศักดิ์มาเยือน แถมยังบอกชื่อแซ่อย่างชัดเจนด้วย ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย!”
เจิ้งต้าเฟิงมองเนี่ยชุ่ยเอ๋อแล้วก็รู้สึกละสายตาไปไหนไม่ได้ เขารีบลุกขึ้นยืนอย่างว่องไวราวกับว่าเก้าอี้ไม้ไผ่ร้อนลวกก้น
กระแอมทำลำคอให้ชุ่มชื้น กำลังจะเปิดปากพูดก็พบว่าเฉินหลิงจวินที่โดนตบหัวไปหนึ่งทียังคงหัวเราะเสียงดังอย่างโง่งม
เจิ้งต้าเฟิงร้อนใจขึ้นมาครามครันจึงเขกมะเหงกลงไป เฉินหลิงจวินต้องยกมือกุมหัว
เจิ้งต้าเฟิงกดเสียงลงต่ำเอ่ยว่า “ข้ามีลางสังหรณ์ว่าจะได้ดื่มสุรามงคล หรือไม่ก็ต้องอาศัยพี่น้องอย่างเจ้าว่าครั้งนี้จะยอมให้การช่วยเหลือหรือไม่แล้ว!”
เฉินหลิงจวินรีบยืดเอวขึ้นตรงทันใด เก็บเสียงหัวเราะ ถึงอย่างไรอีกเดี๋ยวเขาก็จะต้องพาหมี่ลี่น้อยลงจากภูเขาออกเดินทางไปด้วยกันแล้ว
ถึงได้มาขอวิชาความรู้ให้เพิ่มมากขึ้นจากเจิ้งต้าเฟิงที่นี่ ส่วนประสบการณ์ในยุทธภพของปรมาจารย์เวินกับจงอันดับหนึ่งก็น่าจะเรียกได้ว่าพูดคุยก็ดีกว่าไม่ได้คุยอะไรเลยกระมัง
ไม่รู้ว่าเหตุใดพริบตานั้นเนี่ยชุ่ยเอ๋อถึงกับรู้สึกขนลุกชันทั้งที่ไม่หนาว
คิดไม่ถึงเลยว่า “เด็กชายชุดเขียว” ตรงหน้าผู้นี้ก็คือบรรพจารย์จิ่งชิงที่อาจารย์บอกให้ตนมา “เข้าพบ” ด้วยความระมัดระวัง
นางไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าต้องมีขอบเขตสูงแค่ไหน ต้องมีตบะลึกล้ำเท่าไรถึงจะหัวเราะ จะโกรธ จะด่าทอ หรือจะโลดแล่นอยู่ในโลกีย์ล้วนเป็นไปตามธรรมชาติ นอกเหนือจากจิตใจแล้วก็ไม่ยึดติดกับสิ่งใดเช่นนี้ได้?
เฉินหลิงจวินใช้เสียงในใจถามเด็กชายผมขาวว่าคนกลุ่มนี้มีความเป็นมาอย่างไร เด็กชายผมขาวบอกแค่ว่าไม่รู้เหมือนกัน ดูแล้วค่อนข้างจะรับมือได้ยาก
เฉินหลิงจวินเอาสองมือไพล่หลัง แสร้งถามไปว่า “ไม่ทราบว่าสหายหม่านโพ่มาหาข้าด้วยเรื่องอะไรหรือ?”
คงไม่ใช่ว่าผู้ฝึกตนของเรือนเทพสายฟ้าภูเขาอิงเอ๋อร์ในอุตรกุรุทวีปจะตำหนิเอาโทษเลยมาทวงหนี้ถึงบ้าน? แต่บัญชีก้อนนั้นไม่ใช่ว่าสะสางกันไปเรียบร้อยแล้วหรือ?
เขาพาเนี่ยชุ่ยเอ๋อเดินออกมาจากลานประลองยุทธ บอกว่าพวกเราเดินไปคุยกันไป หลักๆ แล้วเพราะกลัวว่าพวกเจิ้งต้าเฟิงจะทำตัวน่าอายต่อหน้าพวกเขา
เดิมทีควรติดตามพวกหัวชิงกงขึ้นเขามาพักอยู่ที่นี่ แล้วค่อยแสร้งทำเป็นว่าบังเอิญได้เจอกับบรรพจารย์จิ่งชิง ยกอาจารย์มาอ้างเชื้อเชิญให้อีกฝ่ายไปเป็นแขกที่ภูเขาชิงกง…
ล้วนเป็นเพราะจิตแห่งมรรคาของนางไม่ได้ความทำให้เสียเรื่องแบบนี้ เนี่ยชุ่ยเอ๋อเป็นกังวลอย่างมาก ใคร่ครวญหาถ้อยคำเหมาะๆ อย่างระมัดระวัง
ร่างคำพูดไว้ในใจได้แล้วถึงใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “ชิงกงไท่เป่าอาจารย์ของผู้เยาว์ นับตั้งแต่กลับไปจากสถานที่อันสูงศักดิ์แห่งนี้ อาจารย์ก็คิดถึงบรรพจารย์จิ่งชิงอย่างมาก”
“แต่อาจารย์รู้สึกว่าหากแค่ส่งกระบี่บินแนบเทียบเชิญมาให้จะเป็นการทำอย่างลวกๆ เกินไป ดังนั้นครั้งนี้ผู้เยาว์ลงจากภูเขามาหาประสบการณ์ อาจารย์จึงบอกให้ข้ามาเชื้อเชิญบรรพจารย์จิ่งชิง หากท่านมีเวลาว่างก็ให้ไปเป็นแขกที่ภูเขาชิงกง…”
เฉินหลิงจวินได้ยินแล้วพลันขมวดคิ้วมุ่น ในใจคิดว่าข้าไม่ได้ติดเงินเทพเซียนกับเทพเซียนผู้เฒ่าจิงสักเหรียญเดียวเลยนะ
ก่อนหน้านี้อยู่บนภูเขา หาของกินของดื่มอร่อยๆ มาปรนนิบัติท่านผู้อาวุโส ทุกวันต้องดื่มเหล้ามื้อเช้าไม่เคยขาดเลยไม่ใช่หรือ? หรือว่าคำพูดประโยคใดของตนบนโต๊ะสุราไม่เหมาะสม?
เพียงแต่ว่าคิดไปคิดมา คิดอย่างตั้งใจแล้ว เฉินหลิงจวินก็รู้สึกว่าดูเหมือนว่าด้วยอายุ สถานะ และตำแหน่งของเทพเซียนผู้เฒ่าจิงแล้วก็ไม่น่าจะขี้เหนียวถึงขนาดนี้
สิ้นเปลืองความคิดหลอกให้ตนไปเจอหน้ากันที่ภูเขาชิงกงแล้วจะทุบตีหรือจะด่าเขาได้หรือไร? แต่หากจะบอกว่าจิงเฮาให้ความสำคัญกับตน อะไรที่บอกว่าแค่เจอหน้าก็ถูกชะตา เป็นสหายต่างวัยกัน….
เฉินหลิงจวินกลับรู้สึกว่าเรื่องประเภทนี้ ขอแค่เป็นคนที่มีสมองสักหน่อยก็ไม่มีทางเชื่อแล้ว
มิน่าเล่าตอนอยู่บนโต๊ะเหล้าเจ้าคนยากจนเฉินชิงหลิวถึงแทบจะไม่เคยดื่มเหล้าทายหมัดกับจิงเฮาเลย คงไม่ใช่เพราะว่ายามดื่มสุราเห็นนิสัยใจคอคน มองออกตั้งแต่แรกแล้วว่าจิงเฮาไม่ได้ความ?
แน่นอนว่าเทพเซียนผู้เฒ่าจิงก็ไม่เคยดื่มสุราคารวะต่อเฉินชิงหลิวเหมือนกัน ทำเอาเฉินหลิงจวินกลัดกลุ้มยิ่งนัก
ไม่ตอบรับก็จะดูว่าเขาเป็นคนไร้เหตุผล เห็นตัวเองเป็นนายท่านใหญ่จริงๆ แล้ว แต่หากตอบรับ บุกไปตามนัดเพียงลำพัง กลับถือว่ายังดี
ปัญหาคือครั้งนี้จะออกท่องยุทธภพไปพร้อมกับหมี่ลี่น้อย มีเรื่องเพิ่มขึ้นเรื่องหนึ่งก็ไม่สู้มีเรื่องน้อยลงเรื่องหนึ่งไม่ใช่หรือ?
ถ้าอย่างนั้นก็ตอบรับแต่ปากไปก่อน ถึงอย่างไรก็ต้องไว้หน้ากัน แล้วค่อยช่วยเทพเซียนผู้เฒ่าจิงประหยัดเหล้าหมักตระกูลเซียนสักสี่ห้ากาก็แล้วกัน?
เฉินหลิงจวินเอ่ยเนิบช้าว่า “ได้ ขอแค่ข้ามีเวลาว่างจะต้องไปดื่มเหล้าที่ภูเขาชิงกงอย่างแน่นอน”
เนี่ยชุ่ยเอ๋อเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ยังดี ถึงอย่างไรบรรพจารย์จิ่งชิงท่านนี้ก็ยังคงไว้หน้าอาจารย์ของตนบ้าง
ใช่แล้ว คนธรรมดาทั่วไปไม่มีทางเข้าตาอาจารย์อยู่แล้ว ก็จริงนะ หากเป็นผู้ฝึกตนที่แค่ได้รับคำเชื้อเชิญก็แสดงสีหน้ายินดีออกมาทันที อาจารย์จะต้องมองเขาสูงถึงขนาดนี้ไปทำไม
เฉินหลิงจวินแอบตัดสินใจกับตัวเองไว้แล้วว่าการเดินทางครั้งนี้ เขาจะไม่ไปหลิวเสียทวีปแล้ว ให้ตายอย่างไรก็จะไม่ไป!
ลานประลองยุทธ เจิ้งต้าเฟิงถูมือถามว่า “คิดว่าว่าที่พี่สะใภ้ของพวกเจ้าเป็นเช่นไร?”
เวินจื่อซี่ลืมตาขึ้น เอ่ยว่า “ไม่แน่ว่าอาจเป็นน้องสะใภ้มากกว่านะ”
เฉินหลิงจวินไม่รู้จักสตรีฉายาว่า “หม่านโพ่” ทว่าคนเจ้าชู้เสเพลที่เคยผ่านดงร้อยบุปผามาก่อนอย่างเวินจื่อซี่มีหรือจะจำเนี่ยชุ่ยเอ๋อที่ความงามเลื่องลือไปสามทวีปซึ่งถอนเวทอำพรางออกแล้วไม่ได้?
เจิ้งต้าเฟิงเอ่ยอย่างเดือดดาล “ไยต้องเปลี่ยนจากสหายกลายเป็นศัตรูกับพี่น้องเพียงเพราะสตรีคนเดียวด้วยเล่า?”
เวินจื่อซี่นวดคลึงปลายคาง “ข้ารู้สึกว่าสายตาที่นางมองข้าค่อนข้างคุ้นเคย”
จงเชี่ยนดีดไม้จิ้มฟันทิ้ง เอาสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ ขยับก้น เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ไม้ไผ่ กลอกตามองบน “แต่ละคนคิดอยากกินผายลมหรือไร”
เวินจื่อซี่ยืดแขนบิดขี้เกียจ ยกขานั่งไขว่ห้าง อยู่ดีๆ ก็โพล่งออกมาว่า “คิดดูแล้วผีงามและเทพหญิงที่สามารถปลุกปั่นล่อลวงใจคนได้ดีที่สุดในใต้หล้านี้จะยังคงเป็นอมตะบนมหามรรคาได้อยู่นะ”
บอกตามตรง เวินจื่อซี่ในทุกวันนี้มีความสนใจเรื่องความรักชายหญิงน้อยลงแล้ว เขาก็แค่จงใจหยอกเจิ้งต้าเฟิงเล่นเท่านั้น
มาอยู่ที่ภูเขาลั่วพั่วก็เหมือนคนที่เพิ่งออกมาเผชิญโลกกว้าง เพิ่งจะรู้ถึงคำว่าฟ้าสูงแผ่นดินกว้างบนวิถีวรยุทธอย่างแท้จริง
บางครั้งที่ไปฟังคำบรรยายที่ยอดเขาฮวาอิ่ง ฟังเฒ่าหูหนวกถ่ายทอดมรรคกถาเวทกระบี่ ก็รู้แล้วว่าอะไรคือหนังสือเป็นหมื่นเล่มอาจเป็นเพียงเปลือก แก่นแท้ที่แท้จริงนั้นมีเพียงประโยคเดียว
โชควาสนาระดับนี้เรียกได้ว่าได้แต่ปรารถนา แต่มิอาจได้มาครอบครอง ต้องรู้จักทะนุถนอมเห็นค่าให้ดี!
ทางฝั่งของภูเขาลั่วพั่ว หน่วนซู่ช่วยเตรียมสัมภาระให้กับหมี่ลี่น้อย หากไม่เป็นเพราะงานพิธีเฉลิมฉลองในเมืองหลวงครั้งนี้เป็นที่จับจ้องของผู้คนมากมาย เจ้าขุนเขาต้องไปเป็นราชครูต้าหลี ผู้พิทักษ์ขวาก็คงออกท่องยุทธภพกับจิ่งชิงไปแล้ว
กระเป๋าผ้าฝ้ายสะพายข้างใบหนึ่งบรรจุยันต์เงินและเทพเซียน และยังมีตำราเล็กๆ หลายเล่มที่เรียกขานอย่างไพเราะว่าตำราพิชัยยุทธ
ก่อนที่ผู้คุมกฎฉางมิ่งจะไปเข้าร่วมงานพิธีที่เมืองหลวงคิดจะมอบเงินเหรียญทองแดงแก่นทองหนึ่งถุงให้กับหมี่ลี่น้อยเป็นของขวัญ
ผู้พิทักษ์ขวายากจะปฏิเสธความตั้งใจอันดีของอีกฝ่ายได้ แต่กระนั้นก็ยังรับไว้แค่เหรียญเดียว รับมันไปไว้ใน “ศาลบรรพจารย์” ว้าว กองทัพยิ่งแข็งแกร่งขึ้นแล้ว!
และยังมีห่อสัมภาระขนาดค่อนข้างใหญ่อีกใบหนึ่งบรรจุเมล็ดแตงและปลาตากแห้งตัวเล็ก ผลไม้เชื่อมกล่องเล็กและกล่องขนมอีกใบ
ยังรวมไปถึงของจุกจิกอย่างพวกห่อเข็มและด้าย รวมไปถึงถุงเงินที่มีใบไม้สีทองและเศษเงินก้อนอยู่เต็มถุง
เงินที่หมี่ลี่น้อยสะสมไว้ก่อนหน้านี้ไม่ได้ถูกโยกย้ายไปรับหน้าที่ที่ไหน ต้องติดตามแม่ทัพใหญ่ออกเดินทางไปด้วยกัน
เนื่องจากต่างก็เป็น “กองกำลัง” ที่พวกจงเชี่ยนและเวินจื่อซี่มอบมาให้ พูดอย่างน่าเชื่อถือว่าออกท่องยุทธภพ เงินก็คือความกล้าของวีรบุรุษ
น่าเสียดายที่ทุกวันนี้พวกเขาก็ยากจนเหมือนกัน เงินในมือฝืดเคืองจริงๆ ดังนั้นจึงได้แต่ช่วยอย่างสุดกำลังความสามารถอันน้อยนิดที่มีแล้ว
การมอบของขวัญต่อหน้าในครั้งนี้ทำให้หมี่ลี่น้อยมีความสุขจนยิ้มกว้าง กุมหมัดเขย่าติดต่อกันอยู่หลายที ขอบคุณมาก ขอบคุณ
จงเชี่ยนกับเวินจื่อซี่ก็กุมหมัดคารวะกลับคืน ของขวัญเบาน้ำใจหนัก ผู้พิทักษ์ขวาเกรงใจแล้ว เกรงใจแล้ว
อาหารมื้อดึกของวันนั้นอุดมสมบูรณ์มากเป็นพิเศษ เพียงแค่เพราะหมี่ลี่น้อยเป็นคนนำทางไปที่เรือนพ่อครัวเฒ่าด้วยตัวเอง นี่ก็น่าจะเรียกว่าการตอบแทนน้ำใจของเหล่าชายหญิงในยุทธภพกระมัง ต้องพิถีพิถันเรื่องหน้าตากันสักหน่อย!
วันนี้หน่วนซู่ได้เพิ่มของอีกสองสามอย่างเข้าไปในห่อสัมภาระอีกครั้ง อย่างเช่นรองเท้าผ้าที่เย็บใหม่สองคู่ รองเท้าค่อนข้างบาง สามารถใส่ตอนฤดูร้อนได้
หน่วนซู่ถามเสียงเบา “หมี่ลี่ จะไม่พกวัตถุฟางขุ่นไปจริงๆ หรือ?”
หมี่ลี่น้อยนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวใหม่ที่ทำให้สองเท้าของนางเหยียบลงบนพื้นได้พอดีเป็นพี่หญิงเผยเฉียนที่ทำเองกับมือก่อนหน้านี้ไม่นาน
เก้าอี้ตัวก่อนหน้านั้นจึงได้ไปพักผ่อนในช่วงบั้นปลายแล้ว ไม่ลืมตั้งชื่อที่โด่งดังให้กับมันด้วย
แม่นางน้อยชุดดำโคลงศีรษะ ยิ้มปากกว้าง “ทรัพย์สินมากพอแล้ว สามารถใส่ไว้ได้พอดี ข้าจะเอาของเล่นนั่นไปด้วยทำไมกัน ใครให้ข้ายืม พอมาอยู่ในมือของข้าก็เป็นได้แค่เครื่องประดับไร้ค่าเท่านั้น”
หมี่ลี่น้อยพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “พี่หญิงหน่วนซู่ อย่าขมวดคิ้วเลย เจ้าขุนเขาคนดีเคยบอกว่าหัวคิ้วสองข้างของทุกคนล้วนเป็นฮวงจุ้ยแห่งหนึ่งนะ”
“วางใจเถอะ ขนาดสถานที่ที่อยู่ห่างไกลอย่างอุตรกุรุทวีป จิ่งชิงยังเคยไปเยือนมาแล้ว ไปอยู่ข้างนอก พวกเราสองคนคอยช่วยเหลือกันและกัน ทำดีกับคนอื่นในทุกๆ เรื่อง ฮ่า ใครเห็นใครก็รัก ดอกไม้เห็นดอกไม้ก็ผลิบาน!”
หน่วนซู่รู้สึกอ่อนใจอยู่บ้าง เอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “ได้ๆๆ พวกเจ้าล้วนเป็นคนเก่าแก่ในยุทธภพกันแล้ว”
เด็กชายชุดเขียวที่อารมณ์ดีมากเดินสะบัดชายแขนเสื้อสองข้างมา เดินออกมาจากยอดเขาฮวาอิ่งแล้วก็เตร็ดเตร่จนมาถึงหน้าประตูภูเขาของยอดเขาจี๋หลิง
เห็นนักพรตก้มหน้าอ่านหนังสืออย่างเพลิดเพลินมีสมาธิ เฉินหลิงจวินก็เอ่ยว่า “เซียนเว่ยอ่า อ่านหนังสืออีกแล้วหรือ นี่เจ้าจะไปสอบเคอจวี่หรืออย่างไร”
เซียนเว่ยกำลังจะเปิดปากพูด เฉินหลิงจวินกลับเอ่ยก่อนว่า “เทพเซียนผู้เฒ่าจิงเฮา ยังจำได้ใช่ไหม เขาจะเชิญให้ข้าไปดื่มเหล้าที่ภูเขาของเขาน่ะ”
เซียนเว่ยรีบทำท่าตกตะลึงทันใด “ว้าว ช่างมีหน้ามีตาเหลือเกิน! ถึงกับถูกบินทะยานอาวุโสคนหนึ่งเชื้อเชิญให้ไปเป็นแขกได้? จิ่งชิงเจ้าคงไม่ได้คุยโวโดยไม่ได้ร่างคำพูดหรอกกระมัง?”
เฉินหลิงจวินร้องเฮ้อ แล้วบ่นว่า “เจ้ากับเทพเซียนผู้เฒ่าจิงแค่เจอหน้ากันเท่านั้น ไม่ได้สนิทสนมอะไรกัน จึงไม่รู้ถึงวิชาความรู้ในยุทธภพที่ว่านั่งลงบนโต๊ะสุราล้วนเรียกขานกันเป็นพี่เป็นน้อง”
“เรื่องบางเรื่องพูดไปแล้ว เจ้าก็มีแต่จะยิ่งไม่เชื่อ การเล่นทายหมัดบนโต๊ะข้าชนะมากแพ้น้อย เทพเซียนผู้เฒ่าจิงยังพูดว่าฝีมือการเล่นทายหมัดของข้านั้นสุดยอดไปเลย”
“ครั้งนี้ถึงได้ให้ลูกศิษย์ผู้สืบทอดออกหน้ามาเชื้อเชิญข้าด้วยตัวเอง ถึงกับข้ามทวีปมาเยือนอย่างไรล่ะ ความกระตือรือร้นนี้ยากจะปฏิเสธได้ ข้าออกจากภูเขาไปท่องเที่ยวครั้งนี้จะต้องไปเยือนหลิวเสียทวีป ดื่มเหล้ากับเทพเซียนผู้เฒ่าให้ดีสักมื้อ”
เซียนเว่ยพูดให้การสนับสนุนว่า “นั่นมันแน่อยู่แล้ว”
เฉินหลิงจวินบื้อใบ้ไปทันใด ความห้าวเหิมหายวับไปทันที เดินผ่านซุ้มประตูมา เดินขึ้นบันไดไป เกาแก้มระหว่างเดินไปด้วย
อะไรกัน เพิ่งจะตัดสินใจว่าจะไม่ไปเยือนหลิวเสียทวีป และภูเขาชิงกงแน่นอน แต่เมื่อครู่ดันคุยโวกับเซียนเว่ยไปแล้ว ควรจะไปหรือไม่ไปดีนะ? เดินกลุ้มไปตลอดทางจนถึงยอดเขา นั่งแปะลงบนขั้นบันได เหม่อลอยไร้คำพูด
เด็กชายผมขาวที่นัดหมายกับหมี่ลี่น้อยไว้ก่อนแล้วมาถึงที่นัดหมายเร็วกว่า เทพรายงานข่าวสองคนที่ความสูงพอๆ กันกำลังเอียงหัวกระซิบกระซาบกัน
อะไรนะ? นี่ยังไม่ทันออกเดินทางไกลเลยนะ ยุทธภพของหลิวเสียทวีปก็ได้ยินนามอันเลื่องลือสะท้านฟ้าของบรรพจารย์จิ่งชิงแล้วหรือ?
อะไรนะ? เพราะพี่สาวเทพธิดาที่หน้าตางดงามคนหนึ่ง ปรมาจารย์เวินถึงกับตีกับอาจารย์เจิ้งเลยหรือ จงอันดับหนึ่งคิดอยากจะห้ามปรามก็ยังห้ามไม่อยู่?
ว้าว เจ้าขุนเขาคนดีของพวกเราออกจากบ้านไปรอบเดียวก็ได้เป็นเจ้าสำนักคนใหม่ของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงเลยหรือ?
หมี่ลี่น้อยพลันกระทืบเท้า มัวแต่คุยเล่นกับฟักแคระ เสียเวลาการลาดตระเวนภูเขาแล้ว!
ไปถึงเส้นทางเทพของบนภูเขา เห็นจิ่งชิงนั่งเหม่ออยู่ตรงนั้น หมี่ลี่น้อยก็วิ่งตะบึงไปหา “จิ่งชิง คิดอะไรอยู่หรือ”
เฉินหลิงจวินคืนสติกลับมา ชี้ไปที่เส้นทางภูเขา ยิ้มเอ่ยว่า “ปีนั้นข้ากับหน่วนซู่ได้ติดตามนายท่านเดินมาบนเส้นทางสายนี้”
หมี่ลี่น้อยร้องว้าว ชูนิ้วโป้งขึ้นสูง “เยี่ยม!”
เมืองหลวงต้าหลี เฉินผิงอันเดินมาอยู่ข้างกายฮ่องเต้ซ่งเหอ ราชครูหนุ่มหันไปมองเส้นทางที่เดินผ่านมา