กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1196.1 คำนำและบทส่งท้ายที่เขียนโดยศิษย์พี่ศิษย์น้อง
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1196.1 คำนำและบทส่งท้ายที่เขียนโดยศิษย์พี่ศิษย์น้อง
ศาลบุ๋นแผ่นดินกลาง
บนขั้นบันได อาจารย์ผู้เฒ่าลี่ปลีกตัวจากงานที่วุ่นวายออกมาสูบยาสูบ
อากาศค่อนข้างอุดอู้ แสงแดดของฤดูร้อนสาดส่องลงมายังโลกมนุษย์เหมือนเหล้าอุ่นๆ
ผู้เฒ่าร่างเล็กผอมแห้งคนหนึ่งวิ่งปรู๊ดมาจากตรงระเบียงทางเดิน วิญญูชนและนักปราชญ์ที่อยู่ระหว่างทางพอมองเห็นผู้เฒ่าต่างก็เรียกขานเขาว่าเหวินเซิ่ง
ทุกครั้งผู้เฒ่าจะต้องพยักหน้ารับแรงๆ ก็แค่วันที่ฝีเท้าไม่ได้ชะลอช้าลงก็เท่านั้น ไปนั่งอยู่ข้างๆ บนขั้นบันได ยกนิ้วโป้งให้อาจารย์ผู้เฒ่าลี่ ยิ้มเอ่ยว่า “มีน้ำใจ! ขอบคุณมาก”
อาจารย์ผู้เฒ่าลี่โบกกระบอกยาสูบ “ในศาลบุ๋นที่อริยะปราชญ์เต็มไปหมด ก็แค่พูดเพื่อความเป็นธรรมประโยคเดียว ยังต้องเอ่ยขอบคุณกันอีกหรือ นี่คือหลักการเหตุผลอะไร”
ซิ่วไฉเฒ่าหัวเราะหึหึ “เจ้าน่ะขึ้นชื่อว่าเป็นน้ำเต้าตัน ยากที่จะคบค้าสมาคมด้วย ข้าก็แค่หาเรื่องมาชวนคุยเท่านั้นเอง คิดเป็นจริงเป็นจังทำไมเล่า”
อาจารย์ผู้เฒ่าลี่ถามอย่างสงสัย “เรื่องดีที่ใหญ่ขนาดนี้ ทำไมถึงไม่ไปร่วมวงความครึกครื้นล่ะ?”
ซิ่วไฉเฒ่าร้องเหอะ แต่ก็ไม่ได้บอกถึงสาเหตุ
อาจารย์ผู้เฒ่าลี่เงียบไปพักหนึ่ง ใช้กระบอกยาสูบเคาะไปบนขั้นบันได เอ่ยว่า “ฤดูร้อนแผดเผา อาจารย์เหวินเซิ่งอยากฟังถ้อยคำที่เหน็บหนาวบ้างหรือไม่?”
ซิ่วไฉเฒ่ารีบยกฝ่ามือขึ้นตั้ง “ไม่ต้องพูด! ไม่ฟัง!”
อาจารย์ผู้เฒ่าลี่พูดพึมพำกับตัวเองว่า “ไร้ที่พึ่งใด สองมือว่างเปล่า แต่กลับบุกเบิกดินแดนใหม่เอี่ยม สร้างฟ้าดินแห่งใหม่ขึ้นมาได้ นี่ไม่ง่ายเลย”
ซิ่วไฉเฒ่ารีบปรามทันใด “พอแล้วๆ ประโยคครึ่งหลังให้เหลือค้างไว้ก่อน วันเวลาดีๆ อย่างนี้ ตาเฒ่าลี่เจ้าอย่าหวังว่าจะพูดจาอัปมงคลทำลายอารมณ์ดีๆ ของข้า”
“เจ้ากล้าทำลายอารมณ์ดีๆ ของข้า ข้าก็กล้าเหยียบย่ำใบยาสูบที่เจ้าเก็บไว้เป็นอย่างดี บัณฑิตอย่างพวกเราพูดจา น้ำลายหนึ่งฟองเท่ากับตะปูหนึ่งดอก!”
อาจารย์ผู้เฒ่าลี่กล่าวต่ออีกว่า “ยิ่งเดินขึ้นไปด้านบน ก็ยิ่งต้องยืนให้มั่นคง”
“สองหมัดว่างเปล่ากำมือมาจนถึงทุกวันนี้ ยันความเป็นตาย ปล่อยแสงกระบี่ ทำสำเร็จแล้วก็ยังต้องยอมปล่อยมือ”
“ไม้เท้าไม้ไผ่หนึ่งด้ามแบกสายลมดวงจันทร์ หามชื่อเสียงผลประโยชน์ หาบกระแสแห่งวันเวลา ยามที่ถึงคราวพักก็ต้องพักไหล่ด้วย”
ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง ซิ่วไฉเฒ่าหัวเราะอารมณ์ดี “ลำดับขั้นตอนนี้ดี ดีมาก ข้าถึงได้บอกอย่างไรเล่าว่าเจ้าตาเฒ่าลี่เลื่อมใสในวิชาความรู้ของข้าอย่างถึงที่สุด ก็แค่หน้าบาง เก็บซ่อนอาการได้มิดชิด พวกคนหนุ่มสาวถึงได้ไม่ยอมเชื่อ”
เพราะถึงอย่างไรเมื่อลำดับไม่เหมือนกันก็จะมีหมายความที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ซิ่วไฉเฒ่าตบหัวเข่า ใช่แล้ว การลงมือทำในวันนี้ ก็เพื่อให้วันหน้าวางเฉยได้อย่างมั่นใจ และที่วางเฉยได้ ก็เพราะครั้งหนึ่งเคยลงมือทำโดยไม่ละอายแก่ใจ
อาจารย์ผู้เฒ่าลี่เอ่ย “ข้าจะเลื่อมใสความรู้สายของเจ้าหรือไม่เลื่อมใส ความยุติธรรมอยู่ในใจผู้คน เอาเป็นว่าตัวข้าเองรู้ชัดเจนดีอย่างมาก ลูกศิษย์ทั้งหลายของเจ้าต่างก็ค่อนข้างให้ความสำคัญต่อความรู้ของข้า”
ซิ่วไฉเฒ่ากำลังจะพ่นคำด่าออกไป แต่กลับได้ยินอาจารย์ผู้เฒ่าลี่เอ่ยว่า “ยศวิญญูชนและนักปราชญ์ หรือไม่ก็เป็นรองเจ้าขุนเขาสำนักศึกษาที่มีชื่อแขวนไว้ หรือแม้กระทั่งเป็นรองผู้อำนวยการของสถานศึกษา ต่อให้ทางฝั่งของศาลบุ๋นจะมอบให้ เจ้าก็ต้องโน้มน้าวลูกศิษย์ปิดสำนักของตัวเองว่าอย่ารับไว้ มันไม่ได้มีความหมายเลยสักนิด มีแต่จะเพิ่มภาระให้มากขึ้นเสียเปล่าๆ”
ซิ่วไฉเฒ่าร้องหา พลันไม่รู้ว่าควรจะรับคำต่ออย่างไร วิญญูชน นักปราชญ์ รองเจ้าขุนเขาอะไรนั่น ไม่ได้มีความหมายจริงๆ แต่ตำแหน่งรองผู้อำนวยการของสถานศึกษาก็น่าจะต้องพิจารณาหน่อยกระมัง?
คิดไม่ถึงว่าอาจารย์ผู้เฒ่าลี่จะพ่นควันออกมาเป็นวง ในมือถือกระบอกยาสูบ คำพูดประโยคถัดมาทำให้ซิ่วไฉเฒ่าที่เจอคลื่นมรสุมใหญ่มาจนชินชาถึงกับปากอ้าตาค้าง
“ถ้าถามข้านะ ศาลบุ๋นออกจะขี้เหนียวไปสักหน่อย หลี่เซิ่งเองก็ทำไม่ถูก หากจะมอบสถานะของลัทธิขงจื๊อให้จริงๆ จะต้องอิดออดอยู่ทำไม ใจกว้างสักหน่อย มอบตำแหน่งรองเจ้าลัทธิไปให้ตรงๆ เลยดีกว่า”
ซิ่วไฉเฒ่าอึ้งตะลึง รีบยื่นมือไปตบปากอาจารย์ผู้เฒ่าลี่ พึมพำอย่างตื่นตระหนกว่า “ห้ามพูดนะ ห้ามพูดเรื่องนี้เด็ดขาด!”
พวกลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อของศาลบุ๋นหลายคนที่คิดอยากจะมาขอวิชาความรู้จากอาจารย์ผู้เฒ่าลี่ พอพวกเขาเห็นภาพนี้ก็ยิ่งตกใจ ต่อให้พูดคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่ไฉนเหวินเซิ่งถึงต้องลงไม้ลงมือด้วยเล่า?!
……
ประตูพิธีการแบบหนึ่งซุ้มห้าช่องที่มีมาตรฐานสูงสุดในเมืองหลวง ผ่านประตูชั้นนี้ไปก็คือเขตพระราชฐานชั้นในแล้ว
ประตูโค้งตรงกลางที่กว้างขวางและสูงที่สุดบานนี้ ตามกฎแล้วมีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่จะเดินผ่านไปได้ แต่วันนี้ฮ่องเต้ซ่งเหอกับเฉินผิงอันกลับเดินทางผ่านประตูบานนี้ไปด้วยกัน
คิดอยากจะเดินผ่านประตูโค้งสองด้านที่เตี้ยกว่าหน่อยก็ไม่ง่ายเหมือนกัน หากไม่เกิดมาในครรภ์ที่ดี แค่ลืมตาดูโลกก็เป็นเชื้อพระวงศ์ ถ้าอย่างนั้นโชคในวงการขุนนางก็ต้องดีพอ
ฝ่ายบุ๋นสามารถเป็นซ่างจู้กั๋ว ฝ่ายบู๊สามารถเป็นทูตผู้ตรวจการ เป็นขุนนางที่ระดับขั้นสูงสุดอย่างแท้จริง
พวกคนดูที่อยู่สองข้างทางของถนนหลวงด้านหลังล้วนคาดเดากันว่าเซียนกระบี่ทั้งสองกลุ่มจะต้องเดินผ่านประตูสองบานนี้ ทางราชสำนักไม่มีจุดใดที่เป็นการเสียมารยาทแล้วจริงๆ
แต่ผลกลับกลายเป็นว่าสกุลซ่งต้าหลีกลับยอมละเว้นให้เป็นกรณีพิเศษ เซียนกระบี่สองกลุ่มไม่ได้เปลี่ยนเส้นทาง แต่เดินตรงดิ่งตามฮ่องเต้และราชครูคนใหม่ผ่านเส้นทางของประตูบานนี้ไปด้วยกัน
โอรสสวรรค์ให้ความสำคัญกับวีรบุรุษผู้กล้า
หลังจากความเงียบงันในระยะเวลาสั้นๆ เกิดขึ้น ทั่วทั้งเมืองหลวงก็มีเสียงตะโกนด้วยความกระตือรือร้นเร่าร้อนเป็นระลอกระเบิดออกมา ตะโกนเป็นคำว่า ต้าหลี ต้าหลี!
อยู่ในเหตุการณ์ด้วยตัวเอง แสงสว่างรอบด้านหม่นมัวลงเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเย็นกว่าร่มเงาด้านนอกอยู่หน่อย กวอตู้หันหน้าไปถามคนรักเสียงเบา “สบายดีไหม?”
หลิงซวินยิ้มเอ่ยอย่างเหนียมอาย “เป็นครั้งแรกที่เห็นคนมากมายขนาดนี้ ตื่นเต้นมากจริงๆ แต่ก็ยังดี แค่คอยจับจ้องมองแผ่นหลังของท่าน ท่องคำถาอยู่ในใจหลายๆ รอบก็ได้แล้ว”
เพียงแค่เพราะหลิงซวินมีความเคยชินที่ประหลาดอย่างหนึ่ง ขอแค่คนเยอะเข้าหน่อยนางจะตื่นเต้นมาก อีกทั้งขอแค่ถึงขอบเขตบางอย่าง หลิงซวินจะเปลี่ยนไปเป็นอีกคนหนึ่งที่นิสัยต่างไปจากเดิมอย่างสุดขั้ว
ออกกระบี่อำมหิตโหดร้าย พลังพิฆาตของนางก็สูงขึ้นกว่าเดิมระดับใหญ่ แทบจะใกล้เคียงกับขอบเขตเซียนเหริน
ทางฝ่ายของใต้หล้าเปลี่ยวร้างก็มีนครใหญ่โตโอฬารของราชสำนักบางแห่งอยู่เช่นกัน มีผู้ฝึกตนเผ่าปีศาจที่ฝึกตนจนหล่อหลอมเรือนกายมนุษย์ได้สำเร็จอยู่จำนวนมากที่เดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว
หลิงซวินไม่เคยเยื้องกรายไปเยือน จำได้ว่าปีนั้นที่กวอตู้ได้เจอกับหลิงซวินเป็นครั้งแรกก็คือในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมตระกูลเซียนที่กลายเป็นซากปรัก ศพกองกันเป็นภูเขาเลือดนองเป็นมหาสมุทร
นักพตร้อยกว่าคนของตระกูลเซียนไม่มีคนใดที่ศพสมบูรณ์ เห็นเพียงผู้ฝึกกระบี่หญิงคนหนึ่งที่ทั่วร่างแผ่ปราณดุร้าย ประหนึ่งเทพสังหาร ใบหน้านองไปด้วยน้ำตา เจ็บแค้นอย่างถึงที่สุด ทำท่าว่าจะชักกระบี่ปาดคอตัวเอง
…หลิงซวินที่สติกลับคืนมาแล้วยังไม่ลืมเตือนกวอตู้วันว่าให้อยู่ห่างจากที่แห่งนี้ อย่าได้เข้านาง ความคิดของกวอตู้ตอนนั้นก็เรียบง่ายมาก อยูที่เปลี่ยวร้างแห่งนี้ฆ่าใครก็เหมือนกันนั่นแหละ นี่คือเรื่องดี
ไม่ว่าจะออกจากเปลี่ยวร้างมาถึงไพศาล หรือเข้าไปอยู่ในทักษิณาทวีปกลายเป็นผู้ฝึกตนทำเนียบของสำนักกระบี่หลงเซี่ยง หรืออยู่ดีๆ ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของภูเขาลั่วพั่ว ได้เข้าร่วมงานพิธีในครั้งนี้ หลิงซวินก็ปล่อยให้สามีร้องภรรยารับ ไม่มีความเห็นต่างใดๆ
หลิงซวินไม่เคยไปเยือนสนามรบ ชื่อเสียงของนางกับกวอตู้ผู้เป็นคนรักล้วนไม่โด่งดังอยู่ในเปลี่ยวร้างเหมือนกัน
เห็นการเสาะแสวงหาสถานที่เร้นลับ เยื้องกรายไปเยือนซากปรักพื้นที่ลับเป็นความบันเทิงนอกเหนือจากการฝึกตนซึ่งช่วย ‘เสริมวิถีของตน” มาโดยตลอด
แต่ไม่รู้ว่าเหตุใด ใช้เวลาไปหลายร้อยปี วาดแผนที่ภูมิศาสตร์ขึ้นมาอย่างตั้งใจ จนถึงทุกวันนี้กวอตู้ก็ยังไม่ได้มอบแผนที่นั้นให้กับฉีถิงจี้ กวอตู้ไม่บอกสาเหตุ หลิงซวินก็ไม่ถาม
กวอตู้ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “ข้าไม่เชื่อใจฉีถิงจี้ที่ไม่แสวงหาชื่อเสียงจอมปลอม ให้ความสำคัญกับแค่สิ่งที่จับต้องได้จริงเท่านั้น”
“ดังนั้นข้าจึงต้องเข้าไปในสำนักกระบี่หลงเซี่ยง ไปดูให้เห็นกับตาถึงนิสัยใจคอของฉีถิงจี้แล้วค่อยตัดสินใจ กลัวก็แต่วันฉีถึงจี้ถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องทำตัวเป็นวีรบุรุษ ก็เพื่อที่ว่าในอนาคตจะกลายเป็นสิงห์ร้ายผู้เห่อเหิมที่พลิกฟ้าพลิกดินสร้างคุณความชอบได้”
ศึกโจมตีและป้องกันครั้งสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่ เซียนกระบี่ผู้อาวุโสสามคนที่ได้แกะสลักตัวอักษรไว้บนหัวกำแพงเมืองซึ่งผลงานการสู้รบเกริกก้อง
มีแค่ฉีถิงจี้คนเดียวเท่านั้นที่ถอนตัวออกมาได้สำเร็จอย่างเต็มตัว ต่งซานเกิงรบตาย เฉินซีสละร่างไปเกิดใหม่ นอกจากนี้น่าหลันเซาเหว่ยก็อาศัยตะเกียงอายุยืนดวงหนึ่งต่อชะตาชีวิต ถึงขั้นที่ว่าแม้กระทั่งเฒ่าหูหนวกก็ยังขอบเขตถดถอย
หลิงซวินไม่เข้าใจเรื่องทางโลกจึงถามอย่างใคร่รู้ว่า “พวกจู่ชูและจินเก้าก็มีความคิดเหมือนท่านพี่หรือ?”
กวอตู้อธิบายอย่างอ่อนใจ “ไม่เหมือนกัน พวกเขาสวามิภักดิ์ต่อฉีถิงจี้ด้วยใจจริง พูดถึงแค่สถานะของลูกศิษย์คนสุดท้ายของเหวินเซิ่งก็ทำให้พวกเกาส่วง หวงหลิงตกใจถอยหนีแล้ว ใครเล่าจะยินดีมีความเกี่ยวพันกับศาลบุ๋นลึกซึ้งเกินไป?”
“สถานะของอิ่นกวานก็ทำให้เหมยคานเกิดใจระแวดระวังอีก บวกกับความสัมพันธ์ระหว่างจู๋ซู่กับจู๋อาน รวมไปถึงความแค้นระหว่างเซียวสวิ้นกับจั่วโย่ว เฉินผิงอันเป็นทั้งอิ่นกวาน เป็นทั้งศิษย์น้องของจั่วโย่ว ลองเอาตัวเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ หากเปลี่ยนข้าไปเป็นจู๋ซู่ก็ต้องใจคอไม่ดีเหมือนกัน”
ในสายตาของกวอตู้ โดยทั่วไปแล้วผู้ฝึกตนของใต้หล้าเปลี่ยวร้างให้ความสำคัญกับสำนักและระบบสืบทอดมากกว่าไพศาล แต่พวกเขากลับไม่มีความคิดใดๆ เกี่ยวกับบ้านเมือง
ในเมื่อขนาดอุดมคติเกี่ยวกับบ้านเมืองยังจืดจาง จะเอาอะไรมาพูดถึง “ใต้หล้า?” ถึงอย่างไรใต้หล้าไพศาลก็พิถีพิถันในเรื่องที่ว่า “ความรุ่งเรืองหรือความล่มสลายของแผ่นดินทุกคนย่อมมีส่วนรับผิดชอบ”
หากจะบอกว่าชื่อเสียงหลังจากที่ตายไปของสวินยวนกับหวานเหยียนเหล่จิ่ง แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่กระนั้นก็ยังเป็นวิธีการที่ว่า แพ้เป็นโจร ชนะเป็นกษัตริย์ ถ้าอย่างนั้นคำประนามที่มีต่อเฉินฉุนอันผู้รอบรู้ก็น่าขบคิดอย่างมากแล้ว
ส่วนผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของกำแพงเมืองปราณกระบี่ มุมมองก็เรียบง่ายอย่างยิ่ง ถึงอย่างไรทั้งสองฝ่ายต่างก็ไม่ใช่คนดีอะไร เกี่ยวผายลมอะไรกับข้าด้วยเล่า
หากกองทัพใหญ่ของเปลี่ยวร้างสามารถอ้อมผ่านกำแพงเมืองปราณกระบี่ตรงดิ่งเข้าไปรุกรานถึงเก้าทวีปของไพศาล เจ้าก็ลองดูเถอะว่าพวกกวอตู้จะสนใจหรือไม่?
พวกเซียวสวิ้น จำลู่ และยังมีผู้ฝึกกระบี่คนที่ว่ากันว่าเคยลอบฆ่าเฉินผิงอันที่เป็นอิ่นกวานคนใหม่ ก็ไม่เห็นว่ากวอตู้จะมองพวกเขาเป็นโจรกบฏ
ในความเป็นจริงแล้ว กระบี่ส่วนตัวส่วนหนึ่งที่สามารถมีชีวิตรอดออกมาจากเปลี่ยวร้างได้ หรือกระทั่งคนที่ถึงทุกวันนี้ก็ยังซ่อนตัวอยู่ที่นั่น ล้วนต้องยกคุณความชอบให้กับอดีตอิ่นกวานเซียวสวิ้นที่แม้จะรู้เรื่องแต่ไม่รายงาน นางจงใจหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง
รอกระทั่งสัมผัสได้ว่าจิตแห่งมรรคดวงนั้นของจู๋ซู่เริ่มมีแนวโน้มว่าจะไม่มั่นคง ฉีถิงจี้ก็ยิ้มใช้เสียงในใจสอบถามจู๋ซู่ “ผลลัพธ์เป็นอย่างไร?”
จู๋ซู่ทำจิตใจให้มั่นคง พูดด้วยสีหน้าสดชื่นมีชีวิตชีวา “เยี่ยมมาก ผลลัพธ์ดีกว่าใช้แท่นสังหารมังกรก้อนใหญ่ขัดเกลาจนหมดสิ้นเสียอีก”
ที่แท้หนึ่งในกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตของจู๋ซู่ที่มีชื่อว่า “ซานไล่” การหล่อหลอมกระบี่บินมีความเกี่ยวข้องกับเสียงทุกอย่างในฟ้าดิน
นี่ต้องยกคุณความชอบให้ลู่จือที่เป็นคนเสนอเรื่องเสียงสามประการฟ้า ดิน และมนุษย์ (ซานไล่: เสียงสวรรค์ เสียงแผ่นดิน เสียงมนุษย์) ขึ้นมาก่อน
ในอดีตตอนที่จู๋ซู่อยู่ในกำแพงเมืองปราณกระบี่ เพื่อยกระดับขั้นของกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มนี้ก็เคยตั้งใจศึกษาศาสตร์ของดนตรีเป็นพิเศษ เพียงแต่ว่าผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นมีจำกัด ไม่อาจประคับประคองการฝ่าทะลุคอขวดก่อกำเนิดของนางได้
นางจึงหันไปอยู่ในสนามรบ สุดท้ายก็ยิ่งเป็นฝ่ายเรียกร้องว่าเป็นกระบี่ส่วนตัว แฝงตัวเข้าไปในเปลี่ยวร้าง ถือว่าทำทั้งงานส่วนรวมและเรื่องส่วนตัวไปพร้อมกัน
สำหรับผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบคนหนึ่งที่ท่องไปในโลกมนุษย์แล้ว เสียงสวรรค์นั้นพบเจอได้ง่าย เสียงแห่งแผ่นดินก็พบเห็นได้บ่อย มีเพียงเสียงมนุษย์เท่านั้นที่ลึกลับกลายเป็นเรื่องยาก
ต้องรู้ว่าจู๋ซู่เคยตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าจะสละเรือนกายที่มีเลือดเนื้อทิ้งไป เกือบจะกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้ว แต่กลับถูกห้ามปรามเอาไว้
เมื่อครู่นี้ทั่วทั้งเมืองหลวงทำการ “ขานชื่อ” ที่ดังกระหึ่มดุจขุนเขาคำรามมหาสมุทรกู่ร้อง พวกเกาส่วงมีความคิดแตกต่างกันออกไป เกิดการยอมรับและเข้าใจในไพศาล ต้าหลี และเฉินผิงอันลึกซึ้งขึ้น
แต่จู๋ซู่กลับเป็นคนเดียวที่ได้รับโชควาสนา ได้ครอบครองทั้งฟ้าอำนวย ดินอวยพร และคนสามัคคี เป็นการปิดด่านหลอมกระบี่ครั้งหนึ่งอย่างแท้จริง
ประเด็นสำคัญคือมหามรรคาเส้นนี้กว้างขวางราบเรียบ รับรองผลเก็บเกี่ยวไม่ว่าจะหน้าแล้งหรือน้ำท่วม ผู้ฝึกกระบี่จู๋ซู่สามารถเสวยสุขได้ตลอดเวลา!
คนเกือบล้านคน แทบทุกคนล้วนจิตใจปลอดโปร่งไร้สิ่งรบกวน พากันตะโกนชื่อจริงของ ‘จู๋ซู่’ เสียงดัง หากนี่ยังไม่ใช่เสียงมนุษย์อีกแล้วแบบไหนถึงจะถือว่าใช่?