กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1196.2 คำนำและบทส่งท้ายที่เขียนโดยศิษย์พี่ศิษย์น้อง
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1196.2 คำนำและบทส่งท้ายที่เขียนโดยศิษย์พี่ศิษย์น้อง
แล้วนับประสาอะไรกับที่ภายใต้คำแนะนำของฉีถิงจี้ แน่นอนว่าเขาเลือกที่จะแนะนำหลังจากที่เฉินผิงอันและหนิงเหยาช่วยอธิบายสองสามประโยคคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ได้เจตนา
บอกให้พวกผู้ฝึกกระบี่แบ่งดวงจิตส่วนหนึ่งออกมา ฝากชื่อไว้บนนั้นแล้วเอาไปแนบไว้บนกระบี่บินของจู๋ซู่
การกระทำนี้ไม่ต่างจากการเขียนตัวอักษรลงบนกระดาษ แกะสลักตัวอักษรลงบนป้ายศิลา เหมือนภิกษุที่มาขอจำวัดแสดงธรรม เหมือนนักพรตเต๋าที่มาขอพักเท้าในศาล ร่วมกัน “ยกชื่อ” ให้กับเจ้าของ
ถ้าอย่างนั้นจู๋ซู่ที่ได้ครอบครองกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มนี้ก็เหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งภูเขาสายน้ำที่อยู่ในศาลซึ่งได้เสวยสุขกับควันธูปที่บริสุทธิ์ที่สุดเพียงลำพัง
จู๋ซู่ตื่นเต้นจนมิอาจควบคุมตัวเองได้ เอ่ยเสียงสั่นว่า “มีหวังว่าจะฝ่าทะลุขอบเขตแล้ว”
ผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของกำแพงเมืองปราณกระบี่มีความยึดติดกับขอบเขตเซียนเหรินมากกว่าที่โลกภายนอกจะจินตนาการได้ถึง
ฉีถิงจี้เอ่ยเตือน “แม้ข้าจะเป็นคนเอ่ยข้อเสนอออกไป แต่ “แท่นบูชาเทพ” ที่ไม่ใช่พื้นที่ประกอบพิธีกรรม ทว่าเหนือกว่าพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งนี้กลับเป็นเฉินผิงอันที่สร้างขึ้นมา”
“แน่นอนว่าคนแรกที่ตอบตกลงเรื่องนี้อย่างไม่ลังเลก็คืออาจารย์เสี่ยวโม่”
หากตอนนั้นเสี่ยวโม่ที่ถูกขานชื่อเงียบงัน เลือกจะแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ถ้าอย่างนั้นเซี่ยโก่วก็ต้องทำตามด้วยการแสร้งไม่ได้ยินอะไรตามไปด้วยแน่
หลังจากนั้นการเลือกของหมื่อวี้ เจียงซ่างเจินที่เป็นคนเก่าแก่ของภูเขาลั่วพั่วก็เห็นได้ชัดเจนแล้ว
ต่อให้ฉีถิงจี้จะฝากชื่อไว้ที่ซานไล่ก่อนใคร ลู่จือที่ยืนอยู่ด้านหลังเขา ด้วยนิสัยปกติของนางก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะทำตาม
ต่อให้พวกเกาส่วงจะเห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าแก่ นับรวมเหมยตั้นตั้งเข้าไปด้วย ก็ยังต้องถูกหักลบไปเกินครึ่งอยู่ดี คาดว่าได้สักสามส่วนของผลลัพธ์ที่ดีที่สุดอย่างตรงหน้านี้ จู๋ซู่ก็ควรต้องจุดธูปแก้บนแล้ว
จู๋ซู่พยักหน้า “ข้ารู้ดี!”
เซี่ยโก่วใช้เสียงในใจเอ่ยชื่นชมว่า “ว้าว อีกไม่นานเท่าไร วันหน้าก็ไม่อาจเรียกว่าพี่หญิงจู๋ซู่แล้ว ต้องเรียกว่าเซียนกระบี่จู๋แล้วล่ะ”
หมี่อวี้ยิ้มกล่าว “เรื่องดีมาเป็นคู่ ข้าเองก็ได้พึ่งใบบุญ วันหน้าหากถูกเรียกว่า “เซียนกระบี่หมี่” อีก ในที่สุดก็ฟังแล้วไม่เหมือนคำด่าอีกต่อไป”
ฉีถิงจี้ยิ้มบางๆ “โอสถทองที่บ้านเกิด ก่อกำเนิดที่สนามรบ หยกดิบที่เปลี่ยวร้าง เซียนเหรินที่ไพศาล?”
จู๋ซู่กล่าว “หวังว่าจะเป็นเช่นนี้?”
ลู่จือเอ่ย “วันหน้าบินทะยานที่ห้าสีหรือ?”
เฉินผิงอันกล่าว “บินทะยานที่นครบินทะยานจะยิ่งสอดคล้องกับสถานการณ์มากกว่า”
หนิงเหยายิ้มเอ่ย “รอคอยจะได้เห็น”
เซี่ยโก่วกล่าว “หากเป็นเช่นนี้จริง ประวัติชีวิตของเซียนกระบี่จู๋ก็คือเรื่องราวอันเป็นตำนานเรื่องหนึ่งเลยนะ พี่หญิงจู๋ซู่ มีความสนใจที่จะจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มไหม ข้าสามารถช่วยเขียนประวัติให้ท่านได้นะ”
เสี่ยวโม่พยักหน้า “คู่ควรแก่การเขียนเป็นตำราเล่มหนึ่งจริงๆ”
จู๋ซู่เขินอาย
เหมยคานกับลูกศิษย์เดินอยู่ด้านหลังสุด นางลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังตัดสินใจใช้เสียงในใจอธิบายกับเฉินผิงอัน
“อิ่นกวาน จำต้องยอมรับว่าในกลุ่มคนวันนี้ ข้าคือคนที่มีใจเห็นแก่ตัวมากที่สุด ไม่มีหนึ่งใน พวกลู่จือมีความรู้สึกที่ธรรมดามากต่อข้า เรื่องนี้ข้ารู้ดี แล้วก็เข้าใจได้ ไม่โทษพวกเขา”
“คำพูดสวยงามหรูหรา ข้าพูดไม่เป็น ได้แต่รับรองกับอิ่นกวานเรื่องหนึ่งว่าในช่วงเวลาระหว่างนี้ หากเป็นเรื่องที่จะต้องมีคนแบกรับคำด่า หรือต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยสกปรกที่ไม่อาจบอกกล่าวใครได้ ข้าก็ดี เหมยตั้นตั้งที่เป็นลูกศิษย์ก็ช่าง จะไม่ปฏิเสธแม้แต่คำเดียว”
“อิ่นกวานเชิญสั่งความมาเป็นการส่วนตัวได้เลย ทำไม่ดี ก็คือปัญหาของพวกเรา ทำได้ดี ก็คือความสามารถของพวกเราสองอาจารย์และศิษย์!”
มนุษย์ธรรมดาล่างภูเขาต่างก็มีปณิธาน เป็นเทพเซียนแล้ว ด้วยวาสนาและนิสัยใจคอนำพา ส่วนใหญ่มักจะเดินไปบนทางของตัวเอง แล้วยังต้องระมัดระวังว่าจะเกิดการช่วงชิงบนมหามรรคาด้วย
เหมยคานมีลางสังหรณ์ว่า หากนางพูดช้ากว่านี้อีกสักนิด คำพูดของนางก็อาจจะกลายเป็นเหมือนข้าวบูดแล้ว
เฉินผิงอันรับฟังความในใจของเหมยคานจนจบ แล้วก็ยิ้มเอ่ยว่า “ใจที่รักและอยากปกป้องที่อาจารย์มีต่อลูกศิษย์ ตัวข้าเองเป็นทั้งลูกศิษย์ของคนอื่น แล้วก็เป็นทั้งอาจารย์ของคนอื่น สามารถเข้าใจได้เป็นอย่างดีแล้วก็รับได้ด้วย”
“สามารถรับลูกศิษย์อย่างเหมยตั้นตั้งมาได้ ขอแค่เป็นมนุษย์ เกรงว่าก็จะต้องทะนุถนอมเห็นค่ามากเป็นพิเศษ แม้ข้าจะไม่ใช่วิญญูชนผู้เที่ยงตรง แต่ก็ไม่ใช่คนถ่อย”
“ถ้าอย่างนั้นก็จะพูดอย่างตรงไปตรงมาเลยแล้วกัน วันหน้าขนาดของสำนักพวกเรามีแต่จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ บุญคุณความแค้นบนภูเขาเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ จุดที่ต้องให้ผู้อาวุโสและเซียนกระบี่เจิ้นเจ๋อออกแรงอย่างลับๆ ต้องมีแน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็มาตกลงปากเปล่ากันก่อนว่า จำกัดไว้ที่สามครั้ง? หากรู้สึกว่าสามครั้งมากไปก็สามารถปรึกษากันได้”
เหมยคานยิ้มเอ่ยอย่างไม่ลังเล “ถ้าอย่างนั้นก็ตกลงกันไว้ว่าจะลงมือสามครั้ง! อิ่นกวานไม่ใช่วิญญูชนที่แสร้งวางมาดภูมิฐาน แล้วก็ไม่ใช่คนถ่อยที่ตลบตะแลงไร้น้ำใจ ไร้เส้นขีดจำกัด ดี เป็นแบบนี้ถึงจะดี!”
“ถ้าอย่างนั้นข้าก็วางใจได้อย่างเต็มที่แล้ว ก่อนหน้านี้ข้ากลัวก็แต่วันเจ้าขุนเขาเฉินแห่งภูเขาลั่วพั่ว ไม่ว่าจะทำอะไรก็ล้วนถูกตำราของอริยะปราชญ์และหลักการเหตุผลยิ่งใหญ่พันธนาการไว้”
“และก็กลัวว่าอิ่นกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่จะเคียดแค้นปีศาจทุกตน ยินดีฆ่าผิดไปร้อยคน แต่จะไม่ยอมปล่อยให้คลาดไปแม้แต่คนเดียว หากข้าพาเหมยตั้นตั้งขึ้นไปอยู่บนภูเขาลั่วพั่วก็ไม่ใช่ว่าพาตัวไปส่งถึงที่เลยหรอกหรือ”
เฉินผิงอันพยักหน้า
เหมยคานเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “เหมยตั้นตั้งสามารถรับอาจารย์เสี่ยวโม่เป็นอาจารย์คนที่สองได้หรือไม่ หากว่าลำบากใจ เป็นลูกศิษย์ที่ไม่ได้รับการบันทึกชื่อก็ได้เหมือนกันนะ?”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ขอผู้อาวุโสโปรดหยุดเมื่อพอสมควร”
เหมยคานกล่าว “เรื่องนี้วันหน้าข้าจะไม่พูดถึงอีกแล้ว แม้แต่คิดก็จะไม่คิด อิ่นกวานโปรดวางใจ รับรองว่าพูดแล้วต้องทำได้”
“เป็นแบบนี้ย่อมดีที่สุด”
เฉินผิงอันพยักหน้า เอ่ยเตือนว่า “ภูเขาลั่วพั่วไม่มีใครเป็นใหญ่เพียงหนึ่งเดียว ข้าเข้าใจพวกเจ้าไม่ได้หมายความว่าพวกเจ้าจะสามารถมองข้ามความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ได้”
“ในเมื่อเป็นผู้ฝึกตนทำเนียบแล้วก็ต้องเข้าใจหลักของการเข้าเมืองตาหลิ่ว หลิ่วตาตาม และข้าเองก็ไม่มีทางให้พวกเจ้าเอาอย่างหมี่อวี้ แต่พวกเจ้าสามารถดูเฒ่าหูหนวกกับเสี่ยวโม่และเซี่ยโก่วเป็นตัวอย่างได้ เชื่อว่าจะต้องใคร่ครวญจนหาเส้นทางของการเดินขึ้นเขาที่เหมาะสมกับพวกเจ้าอาจารย์และศิษย์เจออย่างแน่นอน”
เหมยคานพยักหน้า “มีเหตุผล!”
เฉินผิงอันพลันเอ่ยว่า “ในฐานะอาจารย์ เจ้าสามารถมีร้อยเหตุผลมาพูดโน้มน้าวตัวเองว่าเหมยตั้นตั้งเป็นแค่ผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์คนหนึ่งที่มีใจมุ่งหน้าสู่วิถีแห่งกระบี่ สถะนะเผ่าปีศาจของเปลี่ยวร้างเป็นแค่สถานะที่ติดตัวมาแต่กำเนิดเท่านั้น แต่กับข้าแล้ว ขอแค่หาเหตุผลเจอแค่ข้อเดียว เขาก็ต้องตาย”
เหมยคานขนลุกชัน พูดไม่ออก
ประโยคนี้ของเฉินผิงอัน ทั้งพูดให้เหมยคานฟัง แล้วก็ไม่ได้ปิดบังเหมยตั้นตั้ง
เป็นเหตุให้พอเหมยตั้นตั้งได้ยินแล้วจึงเอ่ยว่า “หาโอกาสเหมาะๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่หรือเวลาก็ล้วนให้อิ่นกวานเป็นคนตัดสิน ข้าสามารถเปิดทะเลสาบแห่งหัวใจให้อิ่นกวาน อาจารย์เสี่ยวโม่ หรือไม่ก็ผู้อาวุโสป่ายจิ่งร่วมกันช่วยตรวจสอบ ยืนยันจริงเท็จได้”
เฉินผิงอันหรี่ตา “แน่ใจหรือ?”
เหมยตั้นตั้งตอบ “แน่ใจ!”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “เสี่ยวโม่กับเซี่ยโก่วตรวจสอบมานานแล้ว”
เหมยตั้นตั้งตึงเครียดขึ้นมาทันใด
เหมยคานรู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ขณะเดียวกันก็อดไม่ไหวบ่นไปประโยคหนึ่งว่า “อิ่นกวาน ปากเพิ่งจะพูดว่าตัวเองไม่ใช่ทั้งวิญญูชนแล้วก็ไม่ใช่ทั้งคนถ่อย การกระทำเช่นนี้ไม่ใช่ว่ามีควบทั้งวิญญูชนจอมปลอมแล้วก็คนถ่อยที่แท้จริงหรอกหรือ?”
เฉินผิงอันร้องเฮ้อ หัวเราะร่วนเอ่ยว่า “ข้าเองก็ช่างใจกว้างจริงๆ ยอมรับฟังความในใจที่แท้จริงของคนอื่นได้”
เหมยตั้นตั้งหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ ก่อนหน้านี้จินตนาการถึงลักษณะของอิ่นกวานหนุ่มไปสารพัดรูปแบบ คิดไม่ถึงว่าเขาจะเป็นคนเช่นนี้
ขณะเดียวกันเฉินผิงอันก็ใช้เสียงในใจสอบถามเหมยตั้นตั้งว่า “คิดดีแล้วหรือยังว่าจะละทิ้งสถานะอาจารย์และศิษย์ เปลี่ยนมากราบเสี่ยวโม่เป็นอาจารย์เมื่อไหร่?”
เหมยตั้นตั้งรู้สึกใจฝ่ออยู่บ้าง ใช้น้ำเสียงที่ไม่แน่ใจนักตอบว่า “รอให้ข้าเป็นขอบเขตบินทะยานก่อนค่อยว่ากันก็แล้วกัน”
เฉินผิงอันเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรีบหน่อย”
เหมยตั้นตั้งเองก็เอ่ยอย่างไม่แยแส “อาศัยการหลอมกระบี่ตระหนักรู้ด้วยตัวข้าเองปีมะโว้โน่นแหละถึงจะพิสูจน์มรรคาได้ คาดว่ายังต้องให้อาจารย์เสี่ยวโม่และผู้อาวุโสป่ายจิ่งช่วยชี้แนะให้มากๆ ด้วย”
เฉินผิงอันจิ๊ปาก เอ่ยสัพยอกว่า “คงไม่ใช่ว่าขาดประโยคที่ว่า “ล่วงเกินแล้ว” ไปประโยคหนึ่ง เซียนกระบี่เหมยก็วางหน้าไม่ถูก นับแต่นี้ไปในใจเกิดความเคียดแค้นกระมัง?”
เหมยตั้นตั้งถูกถามด้วยประโยคที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยจนไปไม่เป็น ได้แต่ส่ายหน้า คิดไปคิดมาก็ยังปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ “ข้าไม่ใช่บัณฑิตของใต้หล้าไพศาลสักหน่อย ไม่สนใจเรื่องพวกนี้”
ฉีถิงจี้กำลังจะเดินทางไปเยือนใต้หล้าเปลี่ยวร้างรอบหนึ่ง นั่นต่างหากที่น่าจะเรียกว่าส่งคนออกเดินทาง ล่วงเกินแล้วอย่างแท้จริง?
เซี่ยโก่วใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ย “เหมยคานเองก็เป็นคนอำมหิตคนหนึ่ง เมื่อครู่นี้เรื่องที่นางคิดในใจ หากถูกพวกเรายืนยันจนแน่ใจว่าเหมยตั้นตั้งเป็นนักรบพลีชีพจริง นางจะลงมือสังหารด้วยตัวเอง ไม่มีทางยืมมือคนอื่นแน่นอน”
เสี่ยวโม่เอ่ยคล้อยตาม “ต้องมองนางเสียใหม่แล้ว”
ลู่จือกล่าว “หากมองเช่นนี้ก็ถือว่าไม่เสียเกียรติของผู้ฝึกกระบี่”
เซวียนหยางถามหยั่งเชิง “หนิงเหยา ข้ากับหวงหลิงสามารถออกเงินเอง ซ่อมแซมเรือนส่วนตัวสองแห่งที่นครบินทะยานอย่างเนินจินกังกับอารามป่ายหาวได้หรือไม่? น่าเสียดายที่แบบก่อสร้างของปีนั้นพวกเราต่างก็ไม่ได้เก็บรักษาเอาไว้ แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ขอแค่ตัวอักษรสามตัวบนกรอบป้ายไม่เขียนผิดคำก็พอแล้ว”
เอ่ยมาถึงตรงนี้ เซวียนหยางก็หัวเราะอยู่กับตัวเองอย่างมีความสุข
หวงหลิงยิ้มเอ่ย “ขอแค่สร้างเสร็จเรียบร้อย ใครจะไปอยู่ก็ได้”
หนิงเหยาเอ่ย “เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ทางฝั่งคฤหาสน์หลบร้อนมีการเก็บเอกสารไว้ในคลัง เฉินผิงอันเก็บเอกสารเหล่านี้จัดหมวดหมู่และเก็บแยกไว้โดยเฉพาะภายใต้หัวข้อ “การก่อสร้าง” รักษาไว้เป็นอย่างดีมานานแล้ว”
“ก่อนหน้านี้การประชุมในนครบินทะยานก็ได้ผ่านมติที่ประชุม กระบี่ส่วนตัวทุกคนที่รบตายและออกไปข้างนอกยังไม่ได้หวนกลับมา ขอแค่มีสายสืบทอดดำรงอยู่ก็ล้วนสามารถเลือกสถานที่สร้างเรือนส่วนตัวขึ้นมาใหม่ด้วยตัวเอง”
“นอกจากแขวนกรอบป้ายแล้ว ยังสามารถตั้งป้ายศิลาระลึกได้ด้วย แต่เกาเหย่โหวแห่งเฉวียนฝู่ที่ทุกวันนี้ดูแลเรื่องเงินบอกว่าในเมื่อพวกเจ้ามาสวามิภักดิ์ต่อเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉี ถูกรับตัวเข้ามาอยู่ในทำเนียบของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงแล้ว”
“ก็ได้แต่ถือว่าเป็นคนกันเองของนครบินทะยานครึ่งตัวเท่านั้น เรื่องของการสร้างจวนขึ้นใหม่นั้นไม่มีปัญหาแน่นอน แต่ว่าพวกเจ้าต้องออกเงินกันเอง”
เซวียนหยางยิ้มกล่าว “ไม่เสียแรงที่เป็นเฉวียนฝู่ ที่ดูแลเรื่องบัญชี ดีดลูกคิดไว้ได้ดีจริงๆ”
หนิงเหยาคลี่ยิ้มรับ
นิสัยการกระทำของสายเฉวียนฝู่ รอให้พวกเจ้าไปเยือนแล้วก็จะได้เปิดวิสัยทัศน์กันแล้ว พูดถึงแค่ “ห้องบัญชี” แต่ละคน ต่างคนก็ต่างมีกรอบป้ายชื่อของตัวเอง แต่ละคนล้วนพูดจาภาษาบ้านๆ เข้าใจง่าย ได้ยินว่าคนรุ่นเยาว์ของที่นั่นล้วนเคารพเลื่อมใสบรรพจารย์บุกเบิกภูเขาท่านหนึ่ง
หวงหลิงถาม “หนิงเหยา ได้ยินมาว่าเพื่อสะสมคุณความชอบทางการสู้รบ ปีนั้นอิ่นกวานได้แอบออกจากคฤหาสน์หลบร้อนออกจากเมืองไปสังหารปีศาจ ปิดบังตัวตน ยอมสวมหน้ากากแต่งกายเป็นสตรีอย่างไม่อายเลยหรือ?”
หนิงเหยาเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “พูดจาเหลวไหล!”
เซวียนหยางรู้ความมากกว่าหน่อย หันไปถามหมื่อวี้ ผลคือเซียนกระบี่ใหญ่หมี่กลับร้อนใจขึ้นมาครามครัน “ถ้อยคำเหลวไหลที่ไปฟังคนอื่นพูดมา เจ้าก็คิดเป็นจริงเป็นจังด้วยหรือ? อย่าหวังว่าจะพูดจาส่งเดชได้! ใครเป็นคนพูดกัน ให้เขาออกมาพูดกันซึ่งๆ หน้าข้าเลย!”
หวงหลิงกับเซวียนหยางมองสบตากัน เข้าใจได้โดยนัยว่าแน่แล้ว ต้องเป็นความจริงแน่นอน
ลู่จือมองเซียนกระบี่หมี่ หมี่อวี้อึ้งตะลึง ทำไมกัน นางลู่จือเองก็โมโหเหมือนกันหรือ?
เกาส่วงพลันเปิดปากถามว่า “เจ้าคนขี้เมา ขนาดนี้แล้วก็ยังอดใจไหวไม่กรอกเยี่ยวม้าดื่มสักสองสามคำหรือ?”
หวงหลิงกล่าว “ทรมานจริงๆ ไม่เคยอดได้ไหว ต้องเอากาเหล้าออกมาดื่มสองสามอึกอยู่ตลอด”
ความคิดดีๆ พลันบังเกิด ดวงตาเป็นประกายวาบ หวงหลิงใช้เสียงในใจถามอย่างลับๆ ว่า “ไฉอู๋ อยากดื่มเหล้าหรือไม่?”
ไฉอู๋เอ่ย “อยากสิ แต่ไม่กล้า”