กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1196.3 คำนำและบทส่งท้ายที่เขียนโดยศิษย์พี่ศิษย์น้อง
- Home
- กระบี่จงมา! Sword of Coming
- บทที่ 1196.3 คำนำและบทส่งท้ายที่เขียนโดยศิษย์พี่ศิษย์น้อง
ได้ยินมาว่าถิ่นของตาเฒ่าฮ่องเต้มีกฎระเบียบมากมาย อาจารย์ของนางเมื่อก่อน พ่อบุญธรรมของนางในตอนนี้อย่างเว่ยเซี่ยนก็เคยบอกว่าเขาเคยเป็นขุนนางอยู่ในวังหลวงมาก่อน หากฮ่องเต้อารมณ์ไม่ดีก็จะลากคนออกไปตัดหัว
หวงหลิงกล่าว “ข้าดื่มก่อน แล้วเจ้าค่อยดื่มตาม?”
ไฉอู๋คิดแล้วก็ตอบว่า “อย่าดีกว่า คนมากมายขนาดนี้มองดูอยู่ ข้าไม่อยากถูกคนเข้าใจผิดว่าเป็นพวกขี้เหล้า”
ตอนที่อายุน้อยอยู่ใต้ก้นบ่อ มีแค่ตะกร้าไม้ไผ่เท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนนาง นางคอยมองปากบ่ออยู่ตลอด คิดอยากจะได้พบกับท่านพ่อท่านแม่อีกครั้ง หรือต่อให้เป็นแค่คนมีชีวิตอยู่ที่เดินผ่านทางมาก็ยังดี
แต่นางก็ค่อยๆ รับรู้ว่าท่านพ่อท่านแม่ไม่มีทางกลับมาแล้ว บนโลกใบนี้จะไม่มีใครรู้จักนางอีกแล้ว
ภายหลังอยู่ดีๆ นางก็เรียนวิชาการหายใจเป็น มีชีวิตรอดมาได้ หลังจากนั้นมาอีกนางได้ไปทำงานหาเงินเล็กๆ น้อยๆ ในร้านขายของงานมงคล ภายหลังถึงได้เจอกับอาจารย์ที่ชอบดื่มเหล้า บอกว่าตัวเองคอแข็งดื่มเหล้าได้เยอะเท่าน้ำในมหาสมุทร
อาจารย์บอกว่าบิดามารดาของนางเป็นคนดี เพียงแต่ว่าวิถีทางโลกวุ่นวายเกินไป พวกเขาไม่อาจทำเรื่องที่มากกว่านั้นได้ก็เท่านั้น
อาจารย์ยังบอกด้วยว่าพ่อแม่ของเจ้ายินดีทิ้งของกินทั้งหมดไว้ให้เจ้า พ่อแม่บางคนไม่ได้เป็นแบบนี้ อันที่จริงพวกเขาเห็นแก่ตัวอย่างมาก ชั่วชีวิตดีแต่รักตัวเอง
ยกตัวอย่างเช่นคนที่หนีภัยมาถึงร้านโจ๊กที่เปิดร้านช่วยเหลือผู้ประสบภัย พวกเขาไม่คิดจะให้ลูกได้กินก่อน และก็อาจจะมีคนที่พอได้หมั่นโถวมาแล้วก็แอบซ่อนไว้ แอบกินจนหมดเกลี้ยงคนเดียว
โลกมนุษย์และฟ้าดินอยู่แค่ในบ่อแห่งเดียวเท่านั้น
บนศีรษะของแม่นางน้อยมีมือข้างหนึ่งวางลงมา ไม่ต้องเดาเลย ก็คือโจวอันดับหนึ่งที่เดินอยู่รั้งท้ายสุดของขบวน
ไฉอู๋เอ่ยเสียงเบา “ข้าไม่เป็นไร”
เจียงซ่างเจินยิ้มกล่าว “อยากดื่มเหล้าก็ดื่มเถอะ ถ้าเจ้าขุนเขาตำหนิก็บอกไปว่าข้าเอาเหล้าให้เจ้าดื่มเอง”
ถึงอย่างไรไฉอู๋ก็เป็นคนมีคุณธรรม นางปลุกความกล้าถามอย่างขลาดๆ ว่า “อาจารย์เฉิน ข้าสามารถแอบดื่มสักเล็กน้อยได้ไหม?”
เฉินผิงอันหันหน้ามายิ้มให้ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น เปิดปากเอ่ยว่า “ดื่มได้ตามสบาย หากฮ่องเต้โกรธ ข้าจะรับไว้แทนเจ้าเอง”
ฮ่องเต้ซ่งเหอเองก็หันมายิ้มพูด “ไฉอู๋ ดื่มได้ตามสบาย อยู่ในอาณาเขตต้าหลีของพวกเรา วันหน้าเจ้าดื่มเหล้าไม่จำเป็นต้องจ่ายเงิน สามารถติดเงินไว้ในชื่อของซ่งเหอได้”
ไฉอู๋ทำหน้าเหรอหรา หา? จริงหรือเปล่า แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?
กำลังจะเดินขึ้นไปบนบันไดนอกตำหนักใหญ่ เฉินผิงอันในเวลานี้ชะลอฝีเท้าให้ช้าลงคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ได้เจตนา
ฮ่องเต้ซ่งเหอเองก็ถือโอกาสนี้หยุดเดินไปด้วย เขาสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง หันหลังกลับไปกุมหมัดเอ่ย “เซียนกระบี่ทุกท่าน! ใครที่อยากดื่มเหล้าเชิญดื่มได้ตามสบาย ราชสำนักต้าหลีรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง!”
……
ในมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวังหลวงซึ่งเป็นที่พักของไทเฮา เรือนลึกหลายชั้นพุ่มไม้เขียวชอุ่มร่มรื่น
หนันจานคิดอยากจะออกมาต้อนรับแขกผู้สูงศักดิ์จากยอดเขาเซียนตูแห่งฉูโจวด้วยตัวเอง
ลู่เสินเข้าวังมาขอเข้าเฝ้าไทเฮาเหนียงเนียง ได้รายงานให้ราชสำนักต้าหลีทราบก่อนแล้ว
ผู้คุมตราประทับกองซือหลี่เจียนเป็นนำพาลู่เสินเดินผ่านประตูหลายชั้น เดินเท้ามาถึงที่นี่ด้วยตัวเอง ก่อนจะหยุดอยู่นอกตำหนัก แล้วจึงให้นางกำนัลคนสนิทของไทเฮาเหนียงเนียงพาลู่เสินเดินเข้าประตูวังไป
ในที่สุดก็ได้เจอกับบรรพจารย์ท่านนี้อีกครั้ง อารมณ์ของหนันจานซับซ้อนอย่างยิ่ง อาศัยกำไลข้อมือทำให้หนันจานฟื้นคืนความทรงจำของชาติก่อนได้แล้ว ความทรงจำพวกนั้นเหมือนพลิกเปิดหน้าหนังสือ
ในภาพจำที่แจ่มชัดที่สุด นั่นคือในห้องโถงขนาดใหญ่ที่ทั้งสูงและกว้างขวางอย่างถึงที่สุด ปูพื้นด้วยอิฐสีขาวสะอาดที่ไม่มีฝุ่นเกาะแม้แต่เม็ดเดียว ทั้งยังแข็งแรงทนทานอย่างมาก
ลู่เสินเจ้าประมุขสกุลลู่ที่รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินพิธีเซ่นไหว้ ซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าสุดคล้ายสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่งที่หันหลังให้กับสรรพชีวิตในโลกมนุษย์ นาทีนั้นเวลาคล้ายจะหยุดนิ่งไม่เคลื่อนไหว
หนันจานใช้ความคิดอย่างว่องไว แล้วพลันทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้น “ลู่เจี้ยงคารวะท่านบรรพจารย์”
หนันจานสะอึกสะอื้นร้องไห้ไม่เป็นเสียง หมอบกราบอยู่กับพื้นไม่ยอมลุกขึ้นมา ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น พูดเสียงสะอึกสะอื้น “ลู่เจี้ยงผิดต่อคำฝากฝัง เป็นคนผิดของตระกูล ยินดีรับการลงโทษจากท่านบรรพจารย์”
เผชิญหน้ากับการคุกเข่าหมอบกราบของลู่เจี้ยง ลู่เสินรับพิธีการนี้ไว้อย่างผึ่งผาย ฟังเสียงในใจที่แสดงถึงความปรารถนาของนางไปแล้ว ลู่เสินก็รออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า “ลุกขึ้นได้แล้ว”
หนันจานลังเลอยู่นาน แต่สุดท้ายก็ยังยอมลุกขึ้นแต่โดยดี เบี่ยงตัวหันไปเช็ดน้ำตาอีกด้าน
ลู่เสินพลันก้มหัวคารวะตามขนบลัทธิเต๋า “ลู่เสินแห่งสกุลลู่แผ่นดินกลาง คารวะไทเฮาต้าหลี”
หนันจานอึ้งตะลึง แต่จากนั้นก็ปล่อยวางได้ ตามมาด้วยความตะลึงระคนยินดีอยู่ในใจ ในที่สุดก็สามารถตัดขาดความสัมพันธ์กับสกุลลู่แผ่นดินกลางได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว!
ลู่เสินยิ้มบางๆ “ได้ยินมานานแล้วว่าภูมิลำเนาของไทเฮาอยู่ที่เขตอวี้จางหงโจว ภูมิประเทศงามล้ำ หล่อเลี้ยงผู้มีปัญญาและความสามารถ ไม้ใหญ่เก่าแก่สูงเสียดฟ้า หากมีโอกาสจะต้องแวะไปเที่ยวดูแน่นอน”
หนันจานได้ยินแล้วก็คล้ายได้กินยาสงบใจใหญ่เทียมฟ้าเม็ดหนึ่งเข้าไป เชื่อว่าหลังจากวันนี้ไปบนทำเนียบศาลบรรพจารย์ของสกุลลู่ก็คงไม่มี “ลู่เจี้ยง” อยู่อีกแล้ว บนโลกนี้จะมีแค่หนันจานไทเฮาเหนียงเนียงของต้าหลีเท่านั้นแล้ว!
ลู่เสินรู้ดีถึงนิสัยและความคิดของหนันจาน เขาจึงยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “กราบทูลไทเฮา ก่อนหน้านี้ไม่นานข้าได้เป็นฝ่ายไปเยี่ยมเยือนภูเขาลั่วพั่วด้วยตัวเอง ได้อธิบายความเข้าใจผิดต่อหน้าราชครูเฉินจนกระจ่างแจ้งแล้ว”
“ทุกวันนี้ข้าพักอยู่ที่ยอดเขาเซียนตู เรียกได้ว่าเป็นเพื่อนบ้านกับภูเขาลั่วพั่ว ข้าอาจไม่ได้ไปเที่ยวชมภูเขาสายน้ำของเขตอวี้จางเสมอไป และไทเฮาก็ไม่จำเป็นต้องไปชมทัศนียภาพที่ยอดเขาเซียนดูเพื่อผ่อนคลายอารมณ์ ท่านและข้าต่างก็ปล่อยให้เป็นไปตามโชควาสนา”
เนื้อหาที่พูดเรียกได้ว่าเกรงใจกันอย่างมากแล้ว แต่ด้วยท่าทีและสีหน้าของลู่เสินกลับไม่ปิดบังความเย็นชาห่างเหินเลยสักนิด
ม้านั่งหินข้างโต๊ะปูพื้นด้วยสีเหลืองสด ทั้งสองฝ่ายคล้ายนั่งเสมอกันอย่างทัดเทียม…หนันจานได้ยินแล้วกลับรู้สึกขนลุกชัน รีบเก็บความคิดและอารมณ์บางอย่างลงไป เนิ่นนานก็ยากจะทำอารมณ์ให้สงบได้
……
สถานที่อ่านหนังสือในจวนราชครูของหลินโส่วอีคือหนึ่งในหกห้องข้างทางฝั่งตะวันออกของเรือนชั้นที่สาม โต๊ะหนังสือตั้งอยู่ติดกับหน้าต่าง
ของตกแต่งห้องหนังสือชุดหนึ่งก็คือเครื่องกระเบื้องลายครามที่เผาจากเตาเผาบ้านเกิด นอกหน้าต่างปลูกไผ่ม่วงไว้หลายต้น ต้นไผ่ไหวเอนอย่างสง่างาม ใบไผ่ลู่พัดไปตามลม เงาต้นไม้ที่สาดลงบนโต๊ะก็ไหวพะเยิบตามไปด้วย
หลินโส่วอีกำลังคัดตำรา ปลายพู่กันตวัดลงบนกระดาษเสียงดังสวบสาบ บางครั้งก็เงยหน้าขึ้น แสงตะวันที่สาดส่องลงมาเหมือนชำระล้างท้องฟ้าสีครามให้ใสสะอาด
เงาต้นไผ่ไหวระริก ประหนึ่งอยู่ในโลกที่เงียบสงบร่มเย็น บัณฑิตที่มาร่วมสอบในเมืองหลวงก็คล้ายคนที่อยู่ในกรงหลังผ้าม่านโปร่งสีเขียว
ตรงหน้าประตูของห้องข้างห้องนี้มีนักพรตคิ้วตาเรียวยาวคนหนึ่งปรากฏตัว ใบหน้างดงามยากจะแยกแยะว่าเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง คอยเดินวนป้วนเปี้ยนอยู่ใต้ต้นท้อ
นามว่าซ่งอวิ๋นเจียน ฉายาอิงหนิง บอกว่าตัวเองเหมือนกับหลินโส่วอี ต่างก็ต้องพึ่งพาอยู่ใต้ชายคาของคนอื่นอยู่ในเรือนแห่งนี้เหมือนกัน
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มเอ่ย “คุณชายหลิน ได้ยินมาว่าจะสอบติดจิ้นซื่อหรือไม่ หลักๆ แล้วก็ต้องดูที่ความสามารถในการสอบตามระบบเคอจวี่ แล้วยังต้องสอดคล้องกับรสนิยมและแนวทางการตรวจข้อสอบของอาจารย์ผู้คุมสนามและอาจารย์ผู้ตรวจข้อสอบด้วย”
“แต่ว่าจะติดสามอันดับแรกได้หรือไม่กลับอยู่ที่ดวงชะตา อยู่ที่ว่าชะตาบุ๋นมีมากหรือน้อย มีร่มเงาบรรพบุรุษคอยปกป้องคุ้มครองหรือไม่?”
หลินโส่วอีหยุดเขียน วางพู่กันไว้บนชั้นวางพู่กันรูปทรงสามยอดเขาที่มีกิ่งหลิงจือและดอกไม้สีเขียวร้อยรัดพัน หันหน้ามายิ้มเอ่ยว่า “ไม่แน่ใจเหมือนกัน ตอนที่อายุน้อยอาจารย์เคยสอนว่าเรื่องของการอ่านตำราศึกษ่าเล่าเรียน แค่มีปณิธานอยู่ที่การเรียนรู้อย่างตั้งใจก็พอ”
ซ่งอวิ๋นเจียนเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง “ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง เป็นข้าที่ตื้นเขินเกินไป”
หลินโส่วอียิ้มเอ่ย “หากข้าสูงส่งจริง ไยจะต้องสอบเคอจวี่ด้วยเล่า”
ซ่งอวิ๋นเจียนถามอย่างสงสัย “คุณชายหลิน โปรดอภัยที่ข้าถามละลาบละล้วง ผู้ฝึกบำเพ็ญตนส่วนใหญ่มักจะมีความสามารถในการจดจำที่โดดเด่นกว่าผู้อื่น”
“หากรู้ทั้งรู้วิธีไม่มีความหวังบนมหามรรคา ย้ายมาให้ความสนใจเรื่องชื่อเสียงลาภยศ อ่านตำราเล่าเรียนสักสี่ห้าปี ไม่พูดถึงราชสำนักต้าหลีของพวกเรา แต่ไปสอบเคอจวี่ของแคว้นเล็ก คิดอยากจะมีชื่อติดกระดานทองคำ บอกว่าเป็นของในกระเป๋าของตัวเองก็ไม่น่าจะเกินจริงกระมัง? แต่ผู้ฝึกตนที่ยินดีจะเข้าร่วมการสอบเคอจวี่กลับดูเหมือนว่าจะมีไม่เยอะเหมือนกัน?”
หลินโส่วอีอธิบาย “ขนบธรรมเนียมของแจกันสมบัติทวีปในช่วงแรกๆ โดยภาพรวมแล้วสิ่งที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่งยังคงเป็นการฝึกบำเพ็ญตนแสวงหาการเป็นเซียน อันดับที่สองจึงจะเป็นการศึกษาวิชาความรู้อยู่ในห้องหนังสือ อันดับที่สามคือเกียรติยศและตำแหน่ง อันดับสุดท้ายคือผู้ฝึกยุทธ”
“การที่ราชสำนักต้าหลีของพวกเราถูกด่าว่าเป็นคนเถื่อนของทิศเหนือก็เพราะขนบธรรมเนียมของชาวบ้านดุดันแกร่งกร้าว เลื่อมใสในด้านการต่อสู้ หากไม่ได้แสวงหาชื่อเสียงและลาภยศจากบนหลังม้าก็คือฝึกวรยุทธเรียนหมัด”
“ดังนั้นผู้ฝึกตนทำเนียบสอบเอาชื่อเสียงและลาภยศ ชื่อเสียงบนภูเขาจะไม่ค่อยดี ง่ายที่จะถูกมองว่าปล่อยตัวให้ตกต่ำ แล้วนับประสาอะไรกับที่สอบติดแล้ว ได้เป็นขุนนางแล้ว เงินเดือนจากการเป็นขุนนางที่น้อยนิดแค่นั้นจะเอามาเพิ่มพูนเงินในถุงได้หรือ?”
“หากสอบติดแล้วแต่ไม่เป็นขุนนาง สำนักศึกษากวานหูที่มีฐานะเป็นหนึ่งในเจ็ดสิบสองสำนักศึกษาของลัทธิขงจื๊อไม่ใช่แค่ตัวประกอบ ย่อมต้องชักไซ้เอาผิด ต่อให้ไปเป็นขุนนางใหญ่ของแคว้นเล็กสักแห่งละโมบโลภมาก กอบโกยทรัพย์สินเข้ากระเป๋าตนเองอย่างไม่รู้จักพอ ทำให้ประเทศชาติซูบผอม ตนเองกลับอ้วนพี ก็ยังต้องผ่านด่านของสำนักศึกษากวานหูอยู่ดี แน่นอนว่ายังไม่สู้ไปเป็นเจินเหรินผู้พิทักษ์แคว้นหรือไม่ก็ผู้ถวายงานเชื้อพระวงศ์ที่ยังสบายใจ ประหยัดแรงได้มากกว่า”
ในช่วงเวลาที่ราชสำนักต้าหลียังอยู่ในพื้นที่กันดารห่างไกลของแจกันสมบัติทวีป สำนักศึกษากวานหูในอดีตล้วนควบคุมได้ทุกเรื่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิญญูชนนักปราชญ์ที่ไม่ว่าจะเป็นลัทธิมารออกอาละวาด ตระกูลเซียนใช้อำนาจละเมิดกฎหมาย โจรเร่ร่อนก่ออาชญากรรม หรือผู้คนในยุทธภพฝ่าฝืนข้อห้าม…ขอแค่ตกมาอยู่ในเงื้อมมือของพวกเขา เอะอะก็เป็นการไต่สวนจวนตระกูลเซียน สอบสวนกษัตริย์ผู้ครองแคว้น ศาลเถื่อนถูกรื้อทำลาย ก็ไม่แปลกที่ผู้ฝึกตนจะมองนักปราชญ์ของสำนักศึกษาเป็นดั่งกษัตริย์ของแคว้นเล็ก ส่วนวิญญูชนก็เป็นจักรพรรดิของแคว้นที่แข็งแกร่ง
พูดถึงแค่หนึ่งในสี่พิฆาตของแคว้นซูสุ่ยก็ไม่ใช่ว่าได้เจอกับโจวจวี่นักปราชญ์ของสำนักศึกษาหรอกหรือ?
เพียงแต่ว่าการพันธนาการเช่นนี้ของสำนักศึกษา ถึงอย่างไรก็เป็นแค่ในด้านของ “กำลังคน” เท่านั้น เหมือนโยนก้อนหินลงไปในทะเลสาบ ริ้วกระเพื่อมก็ดี ลูกคลื่นก็ช่าง จิตใจและขนบธรรมเนียมชาวบ้านในสถานที่แห่งหนึ่งย่อมต้องมีวันที่คลื่นน้ำกลับมาสงบราบเรียบอีกครั้ง
ซ่งอวิ๋นเจียนพยักหน้า เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
หลินโส่วอีถาม “อาจารย์ซ่งคิดอยากจะพูดคุยเรื่องทะเลสาบซูเจี่ยนหรือ?”
ซ่งอวิ๋นเจียนพยักหน้าเอ่ย “ข้าสงสัยใคร่รู้เป็นอย่างยิ่งว่าต้องเป็นสถานที่แบบใดถึงสามารถทำให้ท่านราชครูยากที่จะตัดขาดเช่นนี้ได้”
หลินโส่วอียิ้มบางๆ “ข้าต้องอ่านหนังสือต่อแล้ว”
ในเมื่อเป็นการออกคำสั่งไล่แขก ซ่งอวิ๋นเจียนก็ย่อมต้องขอตัวลาจากมา
หลังจากเหนี่ยนซินมาถึงที่นี่นางก็อยู่เฉยไม่ได้ บังเอิญที่สามารถมาเสริมตำแหน่งของฝูชิ่งที่ว่างลงได้พอดี คนเย็บผ้าผู้นี้ทุกวันนี้มีหน้าที่เหมือนกับหรงอวี่ คอยลาดตระเวนจวนราชครู ตรวจสอบเอกสารประเภทต่างๆ
พวกอวี๋สืออู้ เซียวสิงเหมือน “นกในกรง” ที่ถูกปล่อยออกมา ตอนนี้พักอยู่ในห้องแห่งหนึ่งทางทิศตะวันตกของเรือนชั้นที่สองชั่วคราว อนุญาตให้พวกเขาตรวจสอบเปิดอ่านเอกสารของบางกองงานได้ แต่ละคนต่างก็ได้รับมอบหมายหน้าที่ต่างกันไป แต่เฉินผิงอันไม่ได้มีข้อเรียกร้องใดๆ ต่อพวกเขา
วันนี้เซียวสิงกำลังโมโหที่กงซุนหลิงหลิงออกไปข้างนอก
หลังจากนั้นนางก็ได้เห็น “สวี่เจียวเชี่ย” ที่ยืนอยู่ข้างกายเหนี่ยนซิน สวี่เจียวเชี่ยเพิ่งจะออกจากใบถงทวีปมาที่เมืองหลวงต้าหลีพอดี นายท่านบอกให้นางมารับหน้าที่ในกรมอาญาต้าหลี ตอนนี้ยังไม่มีตำแหน่งขุนนาง จึงต้องเริ่มทำจากตำแหน่งเสมียนชั้นล่างระดับต่ำสุด
เห็นว่าของเลียนแบบที่คุณภาพย่ำแย่นั้นถึงกับกล้าเดินมาอยู่ตรงหน้าตนเองอย่างผึ่งผาย ไฟโทสะของเซียวสิงก็พลันผุดสูงขึ้นสามจั๋ง ตวาดอย่างเดือดดาลว่า “นังแพศยา!”
สวี่เจียวเชี่ยไม่ได้กินหญ้า นาง “จำได้” ทันทีว่าเซียวสิงผู้นี้คือสามอสุภะที่นายท่านของตนใช้วิชาอภินิหารยิ่งใหญ่สังหาร จึงหัวเราะพรืดใส่อีกฝ่าย “กากเดนแห่งมรรคา”
เหนี่ยนซินเองก็ไม่สนใจจะดูสตรีสองคนกระชากผมข่วนหน้ากัน นางมองซ่งอวิ๋นเจียนที่มีฉายาว่าอิงหนิงซึ่งเป็นปรมาจารย์ใหญ่ในบทความของลู่เฉิน อีกฝ่ายยืนอยู่ใต้ต้นไม้ ยื่นมือไปเด็ดกลีบดอกท้อมาเสียบไว้ในหน้าหนังสือ
“เชื่อว่าในอนาคตอีกร้อยปี ราชสำนักต้าหลีจะต้องกลายเป็นแคว้นแข็งแกร่งที่ทั้งบุ๋นและบู๊ล้วนเป็นอันดับหนึ่งในใต้หล้าไพศาลอย่างแน่นอน”
ซ่งอวิ๋นเจียนใช้มือหนึ่งถือประคองตำรา อีกมือหนึ่งตบหน้าปกหนังสือเบาๆ คลี่ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ขอแค่ฮ่องเต้กล้าคิด ราชครูกล้าทำ”
ศิษย์พี่เขียนคำนำ ศิษย์น้องเขียนบทส่งท้าย กระดาษคือต้าหลี นามปากกาคือผลงานอันเป็นรูปธรรม