กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1197.1 ท่านมาจากบ้านเกิด
เดิมทีหลิวเหล่าเฉิงไม่คิดจะมาลุยน้ำขุ่นที่เมืองหลวงต้าหลีแห่งนี้
ไม่เพียงแต่ราชสำนักต้าหลีที่จับจ้องมองทุกการกระทำของเจ้าสำนักเจินจิ้งอย่างเขาเท่านั้น ทางฝั่งของใบถงทวีปทุกวันนี้ในศาลบรรพจารย์ ไยจะไม่มีความคิดบางอย่าง?
แต่เกาเหมี่ยนส่งกระบี่บินแจ้งข่าวฉบับหนึ่งไปที่เกาะชิงเสีย นอกจากจะให้เขามาเยือนเมืองหลวงเป็นเพื่อนรอบหนึ่งแล้วยังมีข้อเรียกร้องจุกจิกอีกมากมาย
สถานที่ที่ไปพักต้องมีความเงียบสงบท่ามกลางความวุ่นวายต้องเตรียมเหล้าหมักตระกูลเซียนของตำหนักฉางชุนเอาไว้หลายๆ กา
ต้องสามารถดูบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้ำของพื้นที่ประกอบพิธีกรรมและตระกูลเซียนแห่งใดได้บ้าง…หลิวเหล่าเฉิงจนปัญญา ได้แต่วางงานในมือลงแล้วออกเดินทางมาเยือนเมืองหลวง
ไปหาสหายบนภูเขาที่ไม่ได้ติดต่อกันมานานหลายปี อีกฝ่ายใช้ความสัมพันธ์ในท้องถิ่นของเมืองหลวงที่วกวนอ้อมค้อมช่วยซื้อเรือนหลังหนึ่งที่อยู่ติดกับศาลเทพีบุปผามาได้
บอกว่าเป็นราคาตลาดหลิวเหล่าเฉิงก็ไม่คิดอะไรมาก เจ้าสำนักขอบเขตเซียนเหรินคนหนึ่ง หน้าตายังพอมีค่าอยู่บ้าง อยู่ในแจกันสมบัติทวีป หากเทียบกับบนอาจจะไม่มากพอ แต่เทียบกับล่างกลับมากพอเหลือแหล่
เมื่อวานมาถึงที่เรือน เกาเหมี่ยนก็ค่อนข้างจะพอใจ เอ่ยว่า พอใช้ได้
เรือนหลังนี้เก่าแล้ว อิฐที่ปูบนพื้นล้วนเผามาจากดินที่อยู่ใต้ทะเลสาบของทะเลสาบซูเจี่ยน เป็นกระแสความนิยมของในเมืองหลวงที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา
การค้าครั้งนี้ หากไม่มีเส้นสายในวงการขุนนางเลยก็คงทำไม่ได้
มีกำแพงแห่งหนึ่งกั้นขวาง เสียงผู้คนที่อยู่นอกกำแพงดังเซ็งแซ่ ทว่าด้านในกำลังกลับมีบรรยากาศผ่อนคลายสบายๆ
ตรงมุมกำแพงวางถังน้ำขนาดใหญ่ไว้ใบหนึ่ง ถังน้ำอีกใบที่อยู่ข้างๆ เลี้ยงปลาสีทองไว้สิบกว่าตัว
มือหนึ่งของเกาเหมี่ยนถือกระปุกกระเบื้องลายคราม สาดอาหารปลาโปรยลงไปบนน้ำทำให้ฝูงปลาว่ายมาแย่งชิงอาหารกันอย่างบ้าคลั่ง ริ้วน้ำกระเพื่อมแผ่เป็นระลอก
เกาเหมี่ยนยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “จำได้ว่าในอดีตระหว่างที่เดินทางออกจากบ้านเกิดได้ผ่านน้ำลึกแห่งหนึ่ง เพ่งใช้พลังสายตาทำให้มองเห็นไปถึงก้นบึงของน้ำ”
“มีร่องลึกอยู่หลายชั้นสูงต่ำเหมือนกับนาขั้นบันได เจียวหลงห้าสีขดตัวกันอยู่เป็นกลุ่มคล้ายอ่างคล้ายโอ่ง คอยพ่นประกายแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมาอย่างต่อเนื่อง เลื้อยคดเคี้ยว ทั้งหนวด กรงเล็บและเกล็ดล้วนมองเห็นได้ชัดเจนกระจ่างตา ผู้ที่เฝ้ามองตาลายเวียนหัว ช่างเหมือนตำหนักแก้วใสใต้น้ำที่เขียนไว้ตำราเรื่องเล่าประหลาดจริงๆ”
ข้างโต๊ะ หลิวเหล่าเฉิงเทเหล้า เกาเหมี่ยนไม่ได้รีบร้อนนั่งลง และเขาเองก็ไม่ชอบดื่มเพียงลำพัง
ได้ยินที่อีกฝ่ายเอ่ยก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง คำพูดไพเราะสุภาพพวกนี้ของตาเฒ่าเกา สรุปแล้วเป็นเพราะเห็นมากับตาตัวเองจึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจ หรือว่าเป็นเพราะไปคัดลอกเอามาจากบันทึกส่วนตัวของปัญญาชนเล่มใดกันแน่?
เพียงแต่ว่าพวกเขาเป็นสหายรักกันมานานหลายปี รู้ไส้รู้พุงกันดี ตาเฒ่าเกาไม่มีความจำเป็นที่ต้องมาโอ้อวดความสามารถด้านวรรณกรรมกับตน
เกาเหมี่ยนกับสวินยวน พวกเขาคือตาแก่หน้าไม่อาย ไม่เพียงแต่เป็นผู้ฝึกตนบนทำเนียบ ยังเป็นเจ้าประมุขและเจ้าสำนักกันด้วย
ในอดีตคือเศรษฐีบ้านนอกคู่หนึ่งที่มีชื่อเสียงอย่างมากในบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้ำของแจกันสมบัติทวีป คนหนึ่งมีฉายาว่าหอกหนึ่งฉื่อ อีกคนหนึ่งคือหนุ่มน้อยหน้าหยก
ขึ้นชื่อว่ามือเติบใจกว้าง ยามที่พวกเขาทุ่มเงิน คำพูดหยาบโลนสัปดน มักจะทำให้หลิวเหล่าเฉิงที่อยู่ข้างๆ รู้สึกว่าพวกเขาต่างหากที่มาจากทะเลสาบซูเจี่ยน
เจ้าเกาะกงหลิ่วอย่างตน เมื่อเทียบกับพวกเขาแล้วก็ราวกับเป็นวิญญูชนผู้มีคุณธรรมที่ทำอะไรเที่ยงตรง
สุราคือเหล้าหมักเซียนของตำหนักฉางชุนที่มีราคาแต่ไร้ตลาด จอกเหล้าคือจอกเทพีบุปผา แน่นอนว่าไม่ได้เป็นของปลอมทำเลียนแบบอย่างที่ขายกันอยู่ในงานวัดด้านนอกถือว่าใช้ความคิดพิถีพิถันจริงๆ แล้ว
เกาเหมี่ยนยกเท้ากระทืบพื้นอิฐ หันหน้ามายิ้มถาม “ตาเฒ่าหลิว เจ้าคือฮ่องเต้บ้านนอกที่ไม่ย้ายรังไปไหนของทะเลสาบซูเจี่ยน เคยคิดบ้างไหมว่าจะมีวันนี้?”
หลิวเหล่าเฉิงเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ด่าคนอื่นไม่ควรพูดถึงข้อบกพร่องของเขานะ”
ก็จริงนะ ในช่วงวันเวลาที่หลิวเหล่าเฉิงเจริญรุ่งเรืองสุดขีด ยังมียศเป็นผู้ฝึกตนอิสระขอบเขตหยกดิบคนแรกของทะเลสาบซูเจี่ยน
หลิวเหล่าเฉิงในเวลานั้นต่างหากที่เรียกว่าเดินกร่างได้เลย ขนาดตัวเขาเองยังมีความรู้สึกว่าความโชคดีทั้งหลายล้วนมาอยู่ที่ตัวเขา
พวกคนอย่างหลิวจื้อเม่าสกัดคงคาเจินจวิน จ้งซู่แห่งเกาะหวงหลี จะนับเป็นอะไรได้ ขอบเขตก่อกำเนิดทั้งหลายใจคิดแต่อยากจะกำจัดเขาหลิวเหล่าเฉิง ฮุบเอาเกาะกงหลิ่วไปเป็นของตัวเอง แต่หลิวเหล่าเฉิงกลับอยากจะเลี้ยงดูพวกเขา ไม่อยากให้พวกเขาตายไปง่ายๆ
หากไม่เป็นเช่นนี้ ทะเลสาบซูเจี่ยนจะหยัดยืนอยู่ในแจกันสมบัติทวีปอย่างมั่นคงได้อย่างไร?
เกาเหมี่ยนไม่เพียงแต่ไม่หยุด กลับกันยังสาดเกลือลงบนบาดแผลของสหายเก่าแก่อย่างหลิวเหล่าเฉิงไม่หยุด
“กลัวอะไรเล่า เจ้าไม่ใช่หลิวจื้อเม่าที่ยังหวาดผวาไม่คลายเสียหน่อย ตัวตรงก็ไม่ต้องกลัวว่าเงาจะเอียง ไม่ต้องทำตัวเป็นโจรที่ใจฝ่อ ไม่กลัวว่าจะโดนพลิกเปิดบัญชีเก่า ไม่จำเป็นต้องนอนไม่หลับอยู่ทุกวัน”
หลิวเหล่าเฉิงอ่อนใจยิ่งนัก ดื่มเหล้าเงียบๆ คนเดียวไปหนึ่งจอก บัญชีเล่มเก่าอย่างทะเลสาบซูเจี่ยนนี้ หากเฉินผิงอันเป็นแค่เซียนกระบี่เฉินของภูเขาลั่วพั่ว คิดอยากจะปล่อยผ่านไปก็ยังไม่ได้
แต่รอกระทั่งเฉินผิงอันมีสถานะใหม่เอี่ยมเพิ่มเข้ามา ก็ถึงคราวที่ทะเลสาบซูเจี่ยนคิดอยากจะปล่อยผ่านก็เป็นเรื่องยากแล้ว
ประโยคต่อมาของเกาเหมี่ยนไม่ใช่การสาดเกลือลงบนบาดแผล แต่เป็นการเอามีดจ้วงแทงหัวใจโดยตรง “เอ๊ะ เป็นราชครูต้าหลีตอนฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วงก็เริ่มคิดบัญชีย้อนหลังได้พอดีไม่ใช่หรือ?”
หลิวเหล่าเฉิงยิ้มเฝื่อน “ยังจะทำอย่างไรได้อีก ได้แต่รับไว้เท่านั้น”
เกาเหมี่ยนหัวเราะร่วนถามว่า “สงสัยมาตลอดใช่หรือไม่ว่าทำไมตาเฒ่าสวินอยู่กับข้าถึงว่าง่ายไปเสียทุกเรื่อง แม้แต่ลมก็ยังไม่กล้าผาย แทบไม่เคยวางมาดใดๆ แต่กลับไม่เคยเห็นเจ้าเป็นสหาย ทุกครั้งที่ชนจอกกันบนโต๊ะสุรา เขากลับดูแคลนเจ้าอยู่ตลอด เวลาถือจอกเหล้าก็มักจะถือสูงกว่าเจ้าเสมอ?”
หลิวเหล่าเฉิงเงียบไม่ตอบ เป็นเรื่องเสียใจที่ไม่เล็กไม่ใหญ่เรื่องหนึ่งจริงๆ แม้หลิวเหล่าเฉิงจะไม่ถึงขั้นตามองสูงไม่เห็นหัวใคร แต่ก็เป็นคนที่หยิ่งในศักดิ์ศรีคนหนึ่ง
ยิ่งสวินยวนทำเช่นนี้ หลิวเหล่าเฉิงก็ยิ่งเห็นแก่น้ำใจของเกาเหมี่ยน ปีนั้นผู้ฝึกตนของแจกันสมบัติทวีปต้องแหงนหน้ามองใบถงทวีป แล้วนับประสาอะไรกับที่สวินยวนเป็นเซียนเหรินมาตั้งนานแล้ว
หลิวเหล่าเฉิงได้รู้จักกับสวินยวน อีกทั้งยังรักษามิตรภาพภายนอกที่เหมาะสมเอาไว้ได้ ล้วนต้องยกคุณความชอบให้กับการช่วยสานสะพานความสัมพันธ์ของเกาเหมี่ยนทั้งสิ้น
เกาเหมี่ยนเอ่ย “เขาจงใจ จงใจเป็นคนเลวเพื่อให้เจ้ายิ่งเห็นในความดีของข้า”
หลิวเหล่าเฉิงพพยักหน้า “ดื่มเหล้ากันไปสองครั้ง ข้าก็คิดจนเข้าใจได้แล้ว”
เกาเหมี่ยนถอนหายใจ “พวกเจ้าต่างก็เป็นคนฉลาดที่ดื่มเหล้าไม่เมา สำหรับคนที่ชอบดื่มเหล้าอย่างแท้จริงเช่นข้าแล้ว พวกเจ้าต่างก็ย่ำยีสุราดีๆ จะว่าไปแล้ว บางทีอาจเป็นพวกเจ้าที่ถูก พวกเราคือเหล้าดื่มคน แต่พวกเจ้าคือคนที่ดื่มเหล้าที่แท้จริง?”
“สวินยวนเคยพูดประโยคดีๆ กับข้าอยู่ครั้งหนึ่ง เป็นคำประเมินต่อเจ้าที่สูงมาก บอกว่าพวกหลิวจื้อเม่า จ้งซู่ อย่างมากสุดก็แค่ขอบเขตที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ มีเพียงหลิวเหล่าเฉิงที่เป็นขอบเขตหยกดิบเท่านั้นที่มีวิสัยทัศน์ของขอบเขตบินทะยาน น่าเสียดายที่สำเร็จเพราะทะเลสาบซูเจี้ยน ล้มเหลวก็เพราะทะเลสาบซูเจี้ยน”
พูดมาถึงตรงนี้ เกาเหมี่ยนก็ยกจอกเหล้าขึ้นสูง “ต้องดื่มคารวะเจ้าสักจอก ตาเฒ่าสวิน”
หลิวเหล่าเฉิงยกจอกขึ้นพร้อมกัน
เกาเหมี่ยนเช็ดปาก ยิ้มเอ่ยว่า “เมื่อดาบคมมิได้อยู่ในมือ จะคบมิตรมากมายไปไยให้มากความ”
ครู่หนึ่งต่อมาก็มีสาวใช้เดินมารายงานว่ามีแขกมาเยี่ยมเยือน อีกฝ่ายบอกว่าตัวเองคือเฮ้อเหลียนเป่าจูแห่งพรรคหมัดเทพไร้เทียมทาน
สหายบนมรรคาคนนั้นของหลิวเหล่าเฉิงไม่เพียงแต่ช่วยซื้อเรือนให้เท่านั้น ยังมอบสาวใช้มาให้ด้วยสองคน พวกนางคือผู้ฝึกตนทำเนียบของพรรคตระกูลเซียนทางทิศใต้ พเนจรมาถึงที่แห่งนี้
ขอบเขตไม่สูง ชาติกำเนิดขาวสะอาด ยังไม่เป็นห้าขอบเขตกลาง ก่อนที่เรือนจะกลายมาเป็นของหลิวเหล่าเฉิง เซียนซือผู้เฒ่าท่านนั้นก็ได้มอบเงินเทพเขียนก้อนใหญ่ให้กับพวกนาง อนุญาตให้พวกนางตั้งใจฝึกตนอยู่ที่นี่ต่อได้ แต่ต้องช่วยดูแลการกินการอยู่ของแขกผู้สูงศักดิ์ให้ดี
เฮ้อเหลียนเป่าจูคือสตรีที่มีบุคลิกองอาจผึ่งผาย นางใช้สำเนียงท้องถิ่นที่เข้มข้นเอ่ยว่า “เจ้าประมุขผู้เฒ่า ข้าได้เจอกับหลิวเสี้ยนหยางและกู้ช่านที่โรงเตี๊ยมของต่งสุ่ยจิ่ง”
เกาเหมี่ยนยิ้มเอ่ย “เจอก็เจอไปสิ ทำไม ถูกชะตาใครเข้า หรือว่ามีใครเกี้ยวพาราสีเจ้าหรือ?”
เฮ้อเหลียนเป่าจูเคยชินมานานแล้ว เพียงแค่กุมหมัดพูดคุยกับหลิวเหล่าเฉิง “คารวะเจ้าสำนักผู้เฒ่าหลิว”
หลิวเหล่าเฉิงพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม ยื่นฝ่ามือข้างหนึ่งออกมา บอกเป็นนัยให้นางนั่งลงดื่มเหล้า เฮ้อเหลียนเป่าจูก็ไม่อิดออด นั่งลงแล้วยกจอกดื่มหมดรวดเดียวสามจอกเต็มๆ
เฮ้อเหลียนเป่าจูใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “ตอนที่เดินทางมา สังเกตเห็นสตรีหน้าตางดงามคนหนึ่งที่ศาล ข้างกายของนางมีผู้เฒ่าคนหนึ่งติดตามมาด้วย มองตบะตื้นลึกไม่ออก”
เกาเหมี่ยนไม่ได้สนใจเรื่องนี้ ทุกวันนี้คนประหลาดคนมหัศจรรย์ที่อยู่ในแจกันสมบัติทวีปมีน้อยนักหรือ?
ผู้เฒ่าเพียงแค่ขมวดคิ้วถาม “ได้ยินมาว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้เจ้าค่อนข้างจะสนิทกับเจ้าประมุขที่ชื่อหลิ่วซ่วยอะไรนั่นหรือ? รู้ประวัติความเป็นมาของเจ้าเด็กนี่หรือไม่ มีความเชื่อมโยงกับเส้นทางของภาพไต่กระดานยศของต้าหลีเส้นทางใด?”
เฮ้อเหลียนเป่าจูอธิบาย “ไม่ถือว่าเป็นสหาย แค่ว่าเมื่อก่อนเคยเจอกันในอาณาเขตของลั่วจิง ค่อนข้างคุ้นหน้าคุ้นตากัน ตอนนั้นนัดหมายกันว่าเมื่อมาถึงเมืองหลวงต้าหลีจะให้เขาเป็นเจ้าบ้าน”
“ข้าแค่ได้ยินมาว่าหลิ่วซ่วยสนิทสนมกับผู้สูงศักดิ์อายุน้อยคนหนึ่งที่มีฉายาว่าท่านหกของเมืองหลวงมาก ข้าไม่เคยเจอ สหายในยุทธภพต่างก็พูดกันว่าสถานะของคนผู้นี้ลึกลับ ค่อนข้างจะมีอำนาจอยู่ในเขตเมืองหลวง”
“เดาว่ามีความเป็นไปได้มากที่เขาจะเป็นทายาทของแซ่สกุลซ่างจู้กั๋วท่านหนึ่ง ส่วนคำกล่าวที่บอกว่าหลิ่วซ่วยเป็นคนสนิทขององค์ชายใหญ่ เท่าที่ข้ารู้มาต้องไม่เป็นความจริงแน่นอน”
“และหลิ่วซ่วยเองก็ค่อนข้างอ่อนใจกับเรื่องนี้ บอกว่าเป็นข่าวลือที่ฝ่ายศัตรูจงใจปล่อยข่าว เขายอมรับว่าตัวเองอกสั่นขวัญแขวนมานานหลายปี กลัวก็แต่ว่าวันใดไม่ทันระวังต้องไปกินข้าวแดงในคุก”
สกุลซ่งต้าหลีไม่เคยมีการแต่งตั้งรัชทายาท
ซ่งเกิงที่เป็นทายาทคนโต อันที่จริงถูกมองเป็นว่าที่รัชทายาทมาโดยตลอด ส่วนน้องชายของซ่งเกิงอย่างองค์ชายซ่งซวี่นั้น โลกภายนอกแทบจะไม่เคยพูดถึงเขา
เกาเหมี่ยนมองหลิวเหล่าเฉิง “ข่าวสารของเจ้าว่องไวที่สุด รู้เรื่องวงในที่เชื่อถือได้บ้างหรือไม่ ไม่ใช่ว่าเป่าจูหลงกล เดือดร้อนให้ข้าต้องไปอธิบายเหตุการณ์ที่กรมอาญานะ”
บัณฑิตที่ตั้งใจศึกษาวิชาความรู้ไม่ควรสัมผัสกับราชสำนักเด็ดขาด แล้วคนในยุทธภพจะสัมผัสได้หรือ? แล้วนับประสาอะไรกับที่ราชสำนักแห่งนี้ยังแซ่ซ่ง คือราชสำนักต้าหลี
เฮ้อเหลียนเป่าจูทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด
เกาเหมี่ยนโบกมือ “ก็แค่ว่ายังมีสถานะของนักฆ่าสายอิงเถาชิงอีอยู่อีกขั้นหนึ่ง ข้ารู้มาตั้งนานแล้ว เจ้าก็คิดเสียว่าข้ายังถูกปิดหูปิดตาอยู่ก็แล้วกัน”
หลิวเหล่าเฉิงพยักหน้า “ช่วงนี้ข้าจะลองไปสืบข่าวดู รอฟังข่าวจากข้าแล้วกัน”
เฮ้อเหลียนเป่าจูกุมหมัดเอ่ย “ขอบคุณเจ้าสำนักผู้เฒ่าหลิว”
หลิวเหล่าเฉิงยกจอกเหล้าขึ้น ยิ้มเอ่ย “ล้วนอยู่ในสุรา”
คิดไม่ถึงว่าจะมีแขกอีกคนมาเยือนอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังตั้งใจมาหาเจ้าประมุขผู้เฒ่าเกาด้วย สาวใช้จึงได้แต่บากหน้าไปรายงานอีกครั้ง
บอกว่าข้างนอกมีอาจารย์และศิษย์คู่หนึ่งมาเยือน นักพรตเฒ่าสะพายป้ายไม้ที่แกะสลักเป็นเทวรูปไว้บนหลัง นักพรตเฒ่าบอกว่าตัวเองมาจากทวีปอื่น มีสี่มหาสมุทรเป็นบ้าน ฉายาด้านการฝึกตนคือโช่วชุน แล้วยังพาลูกศิษย์ที่แบกหูฉินคันหนึ่งมาด้วย
เห็นได้ชัดว่าเกาเหมี่ยนสนิทสนมกับเขามาก คร้านจะลุกขึ้นยืนต้อนรับด้วยซ้ำ นักพรตเฒ่าบอกให้ลูกศิษย์ไปเดินเล่นตามสบาย แต่จำไว้ว่าอย่าแตะอะไรส่งเดช หากทำพัง เอาชีวิตมาไถ่ยังไถ่ได้ไม่พอเลย
นักพรตเฒ่านั่งลงเพียงลำพัง ยิ้มอธิบายว่า “เมื่อครู่นี้ข้าเจอจอมยุทธหญิงเฮ้อเหลียนบนถนน เห็นนางมาเคาะประตูที่นี่ก็เดาว่าเจ้าอาจจะอยู่ที่นี่”
ในใจของเฮ้อเหลียนเป่าจูตกตะลึง ถูกอีกฝ่ายสะกดรอยตามมาถึงที่นี่ ตนกลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย? ฉายาว่าโช่วชุนอย่างนั้นหรือ?
เกาเหมี่ยนยิ้มเอ่ย “ไม่ต้องตกใจ นักพรตเฒ่าผู้นี้คือยอดฝีมือนอกโลกที่เป็นเซียนดินพสุธา ชีวิตนี้เชี่ยวชาญการอำพรางตัวและลอบฆ่าที่บอกกล่าวใครไม่ได้มากที่สุด”
นักพรตโช่วชุนเอ่ย “เมื่อเทียบกับน่าหลันเย่สิงแล้วยังขาดความหมายอยู่บ้าง”
เกาเหมี่ยนเหล่ตามอง “ไม่อายเลยนะ มีหน้าจะเปรียบเทียบกับเขาด้วยหรือ?”
นักพรตเฒ่าพยักหน้า “ไม่มีหน้า”
เฮ้อเหลียนเป่าจูไม่รู้ถึงความนัยที่ซ่อนอยู่ ทว่าหลิวเหล่าเฉิงกลับหนังตากระตุกริกๆ
นักพรตเฒ่าเอ่ยประโยคประหลาดว่า “เคยเป็นคนที่ไม่สัมผัสกับสุราสักหยด แต่ดันกลายมาเป็นคนติดสุรา ทรมานหรือไม่?”
เกาเหมี่ยนใช้ประโยคของหลิวเหล่าเฉิงตอบกลับไป “ล้วนอยู่ในสุรา”
บรรยากาศอึดอัดผิดปกติ เฮ้อเหลียนเป่าจูก็ไม่รู้ว่าคำพูดประโยคนี้ไปกระตุ้นเรื่องที่เสียใจได้อย่างไร และเวลานี้ก็มีนักพรตอีกคนแวะมา ไม่ได้บอกฉายาด้านการฝึกตน แค่บอกว่าตัวเองชื่อเกาส่วง แต่กลับมาหานักพรตโช่วชุน
พยับเมฆบนหว่างคิ้วของเกาเหมี่ยนหายวับไปทันใด เขาพูดกลั้วหัวเราะเสียงดังกังวานว่า “ดีนักนะ ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นรออยู่เบื้องหลัง หน้าไม้เล็งอยู่ข้างล่าง”
หลิวเหล่าเฉิงถาม “คือยอดฝีมือลัทธิเต๋าคนใด?”
“ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย” เกาเหมี่ยนส่ายหน้า มองไปยังนักพรตเฒ่า “ในเมื่อมาหาเจ้าก็น่าจะต้องรู้ว่าเป็นเทพเซียนจากที่ใด หรือเป็นสหายที่ถูกชะตากันหรือไม่ก็เป็นศัตรูที่ผูกปมแค้นกัน?”
นักพรตโช่วชุนลูบหนวดยิ้มเอ่ย “ขอให้ผินเต้าได้อมพะนำไว้ก่อน”
เหลียงส่วงเข้ามาในเรือนแล้ว แต่กลับไม่ได้ไปหานักพรตโช่วชุน แต่ไปหานักพรตน้อยคนนั้นแทน เหลียงส่วงทำจิตแห่งมรรคาให้มั่นคง ทอดถอนใจอย่างปลงอนิจจังเบาๆ ว่า “ย่ำจนรองเท้าสึกก็ยังหาไม่พบ”
สาวใช้ที่อยู่ข้างๆ รู้สึกร้อนใจขึ้นมาครามครัน แขกผู้นี้ทำตัวเป็นกันเองเกินไปแล้ว ถึงกับบุกเข้ามาเองโดยพลการ หากทำให้เจ้าสำนักผู้เฒ่าหลิวไม่สบอารมณ์ ตนจะไม่ถูกไล่ออกไปจากที่นี่เลยหรือ?
เหลียงส่วงยิ้มเอ่ย “แม่นางน้อย วันนี้เป็นเจ้าที่นำทางผินเต้าเข้ามาพบคน มีคุณความชอบด้านการนำทาง ผินเต้าย่อมต้องมีสิ่งตอบแทน”
เดิมทีสาวใช้ก็โมโหอยู่แล้ว พอได้ยินคำพูดวางโตที่ไร้แก่นสารนี้ก็ยิ่งไม่รู้ว่าโทสะผุดมาจากไหน ข้าอยากได้เงินรางวัลของเจ้านักหรือไร?
เห็นได้ชัดว่านางเข้าใจผิดคิดว่านักพรตเฒ่ามองนางเป็นสาวใช้ของตระกูลเศรษฐีผู้สูงศักดิ์
นางยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเท้าไปไหน ยืนรออยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง เห็นว่านักพรตเฒ่าแค่หัวเราะร่วน แม้กระทั่งซองแดงก็ยังไม่มีมอบให้สักซอง ทำให้นางโมโหหนักกว่าเดิม
นางตีหน้าเคร่งบอกให้นักพรตเฒ่าเดินตามมา แล้วก้าวเร็วๆ ไปทางเรือนหลังนั้น เหลียงส่วงเองก็ไม่เปิดเผยความลับสวรรค์ เขาอารมณ์ดีมาก สวรรค์ไม่ไร้หนทางให้คนเดินสวรรค์ไม่ไร้หนทางให้คนเดินจริงๆ
ระหว่างที่ปิดด่านอยู่ในใบถงทวีป จู่ๆ เจินเหรินผู้เฒ่าก็มีลางสังหรณ์ถึงคนและฟ้าขานรับกัน เขาจึงรีบทำการทำนายไปรอบหนึ่ง แต่ก็ยังไม่วางใจ ออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรม
มองภาพปรากฏการณ์บนท้องฟ้ายามค่ำคืน ในที่สุดก็กระจ่างแจ้ง
เจินเหรินผู้เฒ่าออกเดินทางไกลข้ามทวีปมาในคืนนั้นเลย ตรงดิ่งมาที่เมืองหลวงต้าหลี แล้วก็จริงดังคาด สวรรค์ไม่ผิดต่อคนที่ตั้งใจจริง ในที่สุดตนก็หาอาจารย์ที่กลับชาติมาเกิดใหม่เจอแล้ว
สายสืบทอดของเหลียงส่วง นับแต่โบราณมาก็เป็นสายสืบทอดเดี่ยวๆ การถ่ายทอดวิชาของอาจารย์ถ่ายทอดให้ลูกศิษย์เพียงคนเดียวเท่านั้น
อาจารย์กลับชาติมาเกิดใหม่ ลูกศิษย์ก็ต้องตามหาร่างที่มาจุติของอาจารย์ และยิ่งต้องสับเปลี่ยนสถานะอาจารย์และศิษย์รับอีกฝ่ายไว้เป็นลูกศิษย์เพื่อให้สืบทอดสายวิชาต่อไป ต่อให้จะหามาเนิ่นนานก็ยังหาไม่เจอแต่ก็ต้องตามหาต่อไป
ก่อนหน้านี้เหลียงส่วงเป็นฝ่ายไปเยือนใบถงทวีป ปะทะกับโจวมี่ซึ่งๆ หน้าไปรอบหนึ่ง เจินเหรินผู้เฒ่ารู้สึกว่าสาระสุดท้ายของตนใกล้มาถึง
แต่เขากลับไม่เสียใจภายหลัง สิ่งที่เขาเป็นกังวลมากที่สุดก็คือสายสืบทอดสายนี้จะควันธูปขาดสะบั้นไปบนมือของตน แบบนั้นเหลียงส่วงจะไม่ใช่คนผิดที่มีโทษมหันต์หรอกหรือ?
ไปถึงหน้าประตูเรือน สาวใช้หยุดเท้าขอตัวกลับ เจินเหรินผู้เฒ่าหยิบยันต์กระดาษเหลืองไม่สะดุดตาแผ่นหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ ยิ้มเอ่ยว่า “ของขวัญขอบคุณเล็กๆ น้อยๆ ไม่มากพอจะแสดงความเคารพ แม่นางโปรดเก็บไว้ให้ดี”