กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1197.2 ท่านมาจากบ้านเกิด
สาวใช้เอ่ยขอบคุณอย่างขอไปที เก็บยันต์แผ่นนั้นไว้ในชายแขนเสื้อแล้วหมุนตัวจากไป ได้ยินว่าเจินเหรินผู้เฒ่ายังคงยืนบ่นอยู่ตรงนั้น
“แม่นางน้อย จำไว้ว่าต่อให้เอาไปขายต่อ ก็อย่าขายยันต์นี้ในราคาที่ถูกเกินไป ทางที่ดีที่สุดควรรอให้ในอนาคตตัวเองสร้างโอสถก่อนแล้วค่อยลงมือหลอมยันต์แผ่นนี้”
“ครั้นเมื่อโอสถทองหมุนแปดรอบ ประตูจะปรากฏให้เห็นย่อมมีเซียนจวินลัทธิเต๋านำทางไปที่เมืองแห่งหยก จวนสีชาดตำหนักสีแดงที่ได้เห็นล้วนเป็นเสบียงแห่งมหามรรคาของตน…”
หลิวเหล่าเฉิงเหลือบมองยันต์แผ่นที่นักพรตเฒ่ามอบไปให้ ม่านตาดำก็พลันหดตัว ต้องเป็นสมบัติหนักอย่างแน่นอน! นักพรตเฒ่าผู้นี้ช่างมือเติบใจกว้างจริงๆ!
นักพรตโช่วชุนยิ้มเอ่ย “ชั่วชีวิตนี้ผินเต้าเองก็เพิ่งจะเคยเห็นยันต์นำทางของจริงแบบนี้เป็นครั้งที่สอง”
เหลียงส่วงยิ้มเอ่ย “ที่ผินเต้ายังมีเก็บไว้อีกจำนวนหนึ่ง สามารถนำไปทำเป็นกุญแจที่ใช้เปิดซากปรักถ้ำสวรรค์พื้นที่มงคลยุคบรรพกาลได้”
นักพรตโช่วชุนยิ้มเอ่ย “ช่างพูดได้นะว่า จำนวนหนึ่ง!”
เฮ้อเหลียนเป่าจูลำดับอาวุโสต่ำ อายุขัยด้านการฝึกตนน้อย นางย่อมต้องยกที่นั่งให้อีกฝ่าย
คิดไม่ถึงว่าเจินเหรินผู้เฒ่าท่านนั้นจะยิ้มกล่าวว่า “ผินเต้าไม่นั่งแล้ว คุยธุระเสร็จก็จะกลับทันที”
นักพรตโช่วชุนกล่าว “ผู้อาวุโสน่าจะเดาได้แล้วว่า ก่อนหน้านี้เป็นผินเต้าที่ตั้งแท่นประกอบพิธีกรรม เรียกขานชื่อจริง เปิดเผยความลับสวรรค์ เอาอักษรเกิดแปดตัวของลูกศิษย์เขียนลงไปบนถาดทรายโดยใช้วิธีเข้าทรง จงใจชักนำให้ผู้อาวุโสมาตรวจสอบ”
เหลียงส่วงพยักหน้า “ต่อให้จะเป็นสระมังกรถ้ำพยัคฆ์จริงๆ ผินเต้าก็ต้องบุกเข้ามาดูให้ได้”
……
ทางฝั่งของงานวัด เฟิงอี๋คล้องตะกร้าดอกไม้ใบหนึ่งไว้ที่ข้อมือ ในตะกร้านอกจากจะมีดอกไม้สดตามฤดูกาลหลากหลายชนิดแล้ว ยังมีดอกไม้ปลอมที่แกะสลักมาจากหินหยกอีกหลายสี มากพอจะเอาของปลอมมาสวมรอยเป็นของจริงได้
นางร้องเอ๊ะหนึ่งที “เรือนข้างๆ คือสถานที่พยัคฆ์หมอบมังกรซ่อนนะ”
สารถีเฒ่าที่ใช้นามแฝงว่าซูคานพูดด้วยสีหน้าไม่ยี่หระ “นอกจากเจ้าจมูกโด่งหน้าเหม็นที่มาถึงเป็นคนสุดท้ายซึ่งมีพลังตบะไม่อ่อนด้อยแล้ว คนอื่นๆ ที่เหลือก็มีแค่นั้นเอง”
เฟิงอี๋ปรายตามองไปทางตำหนักใหญ่ของศาลเทพีบุปผาที่มีผู้คนเบียดเสียดบรรยากาศครึกครื้น “ไปจุดธูปที่นั่นหน่อยไหม?”
ศาลเทพีบุปผาของเมืองหลวงแห่งนี้มีอายุยาวนาน แต่ปัญญาชนและกวีผู้รู้เรื่องราวเกร็ดประวัติของนครหลวงอย่างถ่องแท้ที่สุดกลับไม่รู้ว่าผู้มีจิตศรัทธารายใหญ่ที่บริจาคเงินสร้างศาลเทพีบุปผาขึ้นมาในช่วงแรกสุดก็คือเฟิงอี๋ท่านนี้
“ไม่ล่ะ” ซูคานรู้สึกว่าน่าขัน “สตรีอย่างพวกเจ้าช่างเจ้าคิดเจ้าแค้นจริงๆ”
เจ้าเฟิงอี๋จะจุดธูปให้กับพวกเทพีบุปผาหรือ? ปีนั้นเป็นใครที่สร้างหายนะให้กับพื้นที่มงคลร้อยบุปผา ต้องใช้เวลาพักฟื้นร้อยกว่าปีถึงจะเปิดให้คนนอกเข้าไปได้?
เจ้าจะจุดธูปทำไมกัน แค่ลมและฝนพัดทำลายก็มากพอจะทำให้ร้อยบุปผาโรยราไม่เหลือชิ้นดีได้แล้ว ยังจะให้รวมกากเดนของกองพิฆาตกรมสายฟ้าเก่าอย่างตน ต่อให้ทุกวันนี้ตำแหน่งเทพไม่ชอบธรรม แต่บารมีที่สะสมไว้ก็ยังคงอยู่ ไม่คิดพิจารณาสักหน่อยหรือว่าศาลเทพีบุปผาแห่งหนึ่งจะรับได้ไหวหรือไม่?
เป็นเหตุให้ศาลเทพีบุปผาแห่งนี้ไม่เคยแสดงอิทธิฤทธิ์ ต่อให้สร้างศาล ตั้งเทวรูปของเทพหญิงร้อยองค์ที่มีชีวิตชีวาเหมือนจริงขึ้นมาแล้ว ควันธูปก็ถือว่าโชติช่วงแล้ว
แต่ทว่าเหล่าเทพีบุปผาของศาลเทพีบุปผากลับมองสถานที่แห่งนี้เป็นดั่งบ่อสายฟ้า ไม่กล้า “ลงจากแท่นบูชา” มาเยือนที่แห่งนี้โดยพลการ
นานวันเข้าศาลเทพีบุปผาในเมืองหลวงต้าหลีแห่งนี้ก็มีสองจุดที่ไม่เหมือนกับศาลปกติทั่วไป หนึ่งคือเทวรูปลงสีของเทพีบุปผาร้อยองค์ คือผู้ที่มีรูปลักษณ์และอากัปกิริยาแบบมนุษย์ซึ่งสมจริงและมีชีวิตชีวาที่สุด
อีกอย่างก็คือเนื่องจากเทพีบุปผาของพื้นที่มงคลร้อยบุปผามักจะมีการเลื่อนขั้นและลดขั้นอยู่เป็นประจำ ทางศาลเองก็ต้องคอยเปลี่ยนชื่อเทพี เปลี่ยนเทวรูปตามไปด้วย มีเพียงศาลแห่งนี้ที่ในตำหนักไม่เคยเปลี่ยนเทวรูปมาก่อน
ช่วงแรกเริ่มของการก่อสร้างศาลมีเทพีบุปผาองค์ใด ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเทพีบุปผาองค์นั้น ยกตัวอย่างเช่น “เฉาโจวฮูหยิน” ที่ถูกไล่ออกมาจากพื้นที่มงคลร้อยบุปผาผู้นั้น
เฟิงอี๋หัวเราะหยัน “ทนเห็นพวกนางเอาแต่ใช้ความงามล่อลวงคนอย่างเดียวไม่ได้ พอได้รับความโปรดปรานก็หลงระเริง หยิ่งผยองทำตามอำเภอใจ ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ”
ดอกไม้ต้นไม้ในโลกมนุษย์แรกเริ่มของการถือกำเนิด เดิมก็เป็นสิ่งที่มีขึ้นเพื่อถวายบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์บันเทิงเริงใจ คือเครื่องประดับของภูเขาสายน้ำบนผืนแผ่นดิน
ซูคานถอนหายใจ “ไยต้องทำอย่างนั้นด้วยเล่า จะว่าไปแล้วก็ยังเป็นเจ้าที่พาลโกรธคนอื่นอยู่ดี”
เฟิงอี๋เบ้ปาก “ข้าไม่ปฏิเสธ”
ซูคานกล่าว “ความแค้นควรสะสาง ไม่ควรผูกปมต่อ และเจ้าก็ควรจะละวางความแค้นเก่า ควรปล่อยพวกนางไปได้แล้ว”
เฟิงอี๋หลุดหัวเราะพรืด “คำพูดนี้หากคนอื่นเป็นคนพูด ต่อให้ข้าไม่ยอมรับก็ยังต้องแสร้งทำเป็นรับฟัง แต่พอออกมาจากปากของเจ้ากลับรู้สึกว่าเป็นความหมายในทางตรงกันข้าม ต้องการโน้มน้าวให้ข้าลงมืออย่างเด็ดขาดเสียมากกว่า”
ซูคานเอ่ย “ถือเสียว่าข้าผายลมก็แล้วกัน”
เฟิงอี๋คล้องตะกร้าดอกไม้ไว้บนข้อมือ เดินนวยนาดเข้าไปในตำหนักหลักของศาลเทพีบุปผาเพียงลำพัง เทวรูปของเทพีบุปผามีการแบ่งหลักรองอย่างชัดเจน มีสูงมีต่ำ พวกนางหน้าตางดงามเกินกว่าจะหาคำใดมาบรรยาย แต่อันดับที่ตั้งวางกลับเป็นอันดับในพื้นที่มงคลร้อยบุปผาของเมื่ออดีตนานมากมาแล้ว
ปัญญาชนที่เจ้าชู้เสเพลของต้าหลีในอดีตมักจะชอบแต่งเรื่องราวความรักทำนองว่า บัณฑิตคนหนึ่งไปเยี่ยมเยือนศาลเทพีบุปผายามค่ำคืน แต่งกลอนต่ำโหยวแค่ไม่กี่บทก็ได้สาวงามมานอนเคียงข้าง
ชักนำให้พวกอันธพาลชอบปีนกำแพงบุกเข้าไปในศาลเทพีบุปผายามวิกาลเป็นประจำ หมายจะได้ใกล้ชิดลิ้มรสเสน่หาสักครา ถึงขั้นที่ว่ามีพวกขวัญกล้าที่ตัณหาและกิเลสปรารถนาบังตา อยากจะย้ายเทวรูปองค์หนึ่งไปซ่อนไว้ในบ้านตัวเอง
บัณฑิตชอบพูดกันว่าคนโบราณก็มี ความหลงใหลในหญิงรูปงามดั่งหยก เหมือนกันไม่ใช่หรือ ขนไปไม่ไหว ขโมยไปไม่ได้จริงๆ ถ้าอย่างนั้นก็ง่ายเลย ถึงอย่างไร “พวกนาง” ก็เหมือนสาวงามที่เป็นคนตัวเป็นๆ อย่างมาก…
ดังนั้นคนเฝ้าศาลของศาลเทพีบุปผาจึงจำต้องจ่ายเงินจ้างคนมาเฝ้ายามที่นี่ในระยะยาว หลีกเลี่ยงไม่ให้ถูกพวกอันธพาลทั้งหลายทำให้เหล่าเหนียงเนียงเทพีบุปผาต้องแปดเปื้อนมลทิน
เฟิงอี๋ถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที คงไม่ใช่ว่าซิ่วไฉเฒ่าพูดจามีเหตุผลจริงๆ หรอกนะ สตรีไยต้องสร้างความลำบากใจให้สตรีด้วยกัน?
เฟิงอี๋พลันใช้เสียงในใจถามสารถีเฒ่าที่เดินออกมาจากงานวัด “ซูคาน เจ้ากำลังรออะไร?”
ซูคานเดินไปบนถนนที่ผู้คนเริ่มแยกย้ายกันแล้วด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “เจ้าและข้าเป็นคนประเภทเดียวกัน เจ้ารออะไรอยู่ ข้าก็รออย่างนั้นนั่นแหละ”
เฟิงอี๋ยิ้มกล่าว “ไม่แน่เสมอไปหรอกนะ”
ซูคานเดินเท้าไปถึงเรือนส่วนตัว ห่างจากถนนฉือเอ๋อไม่ไกล ระหว่างนั้นต้องผ่านตำหนัก ศาลและอารามที่ฮ่องเต้แต่ละยุคสมัยมาขอพรจากองค์เทพ
ชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของตรอกเล็กที่ห่างไกลชื่อว่าตรอกเถี่ยซู่ แต่ชาวบ้านกลับชอบเรียกว่าตรอกจ่ายเซี่ยง (อัครเสนาบดี) เพราะในตรอกมีเรือนสองหลังที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน ต่างก็เป็นอัครเสนาบดีเหมือนกัน
อันที่จริงราชสำนักต้าหลีไม่มีตำแหน่งอัครเสนาบดี ขุนนางที่ถือครองตราประทับฝ่ายต่างๆ ที่สามารถเพิ่มยศมหาบัณฑิตของตำหนักหรือหออะไรเข้าไปได้ ก็ถูกพวกชาวบ้านเรียกว่าท่านเสนาบดีเหมือนกัน
ทว่านับตั้งแต่ที่ชุยฉานเป็นราชครูมา ทางราชสำนักไม่เคยขี้เหนียวในเรื่องของการแต่งตั้งยศและสมัญญานามย้อนหลัง แทบจะไม่เคยห้ามการตัดสินใจของฮ่องเต้หรือกรมพิธีการเลย มีเพียงเรื่องการเพิ่มยศเท่านั้นที่มีน้อยจนนับนิ้วได้
อันที่จริงผู้เฒ่าที่อายุมากยิ่งกว่าตรอกแห่งนี้ เปิดประตูคลายกลอนออก เรือนที่ไม่ใหญ่ ด้านในกลับมีฟ้าดินอีกแห่งหนึ่ง มีตราผนึกคาถาอสนีหลายชั้นทับซ้อนกัน
มากพอจะให้ผู้ฝึกตนทุกคนบนโลกที่เชี่ยวชาญศาสตร์ด้านวิชาอสนีรู้สึกชาไปทั้งหนังหัว เว้นเสียจากว่าเทียนซือมาเยือนด้วยตัวเอง หาไม่แล้วต่อให้เป็นผู้สูงศักดิ์ หวงจื่อจวนเทียนชื่อของภูเขามังกรพยัคฆ์มาเยือนด้วยตัวเอง ก็ต้องไม่มีทางกล้าบุกเข้ามาในบ่อสายฟ้านี้แน่นอน ได้แต่ถอยหนีไปอย่างเดียวเท่านั้น
อันที่จริงซูคานชอบเล่นหมากล้อม ฝีมือการเล่นหมากล้อมไม่อ่อนด้อย แต่แค่เพราะมีนิสัยแปลกแยกและสถานะก็พิเศษ จึงแค่อ่านตำราการเล่นหมากล้อมเท่านั้น
บุคคลที่เป็นอย่างเขาย่อมต้องหาเรื่องที่สามารถฆ่าเวลาได้ทำสักหน่อย นอกจากนั่งเล่นหมากล้อมอยู่กับตัวเองแล้ว ซูคานยังไปตกปลา หรือไม่ก็ไปดูคนเดิมพันหมากล้อมกัน
ในเมื่อรวบรวมตำราหมากล้อมแต่ละฉบับมาไว้แล้ว แน่นอนว่าต้องมีตำราหมากล้อมเมฆหลากสีที่เจิ้งจวีจงเล่นกับชุยฉานที่นครจักรพรรดิขาวเป็นหลัก
ซูคานไปที่ห้องครัว ไปหยิบของกินขึ้นชื่อของเมืองหลวงสองสามจานมาเป็นกับแกล้มแกล้มสุรา มีทั้งขนมถั่วลันเตากวน เต้าเจี้ยวหวานกับหน่อขิง ผักแปดมงคล และกระเทียมดองหวาน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอยู่ในโลกมนุษย์มานานเกินไปหรือไม่ แล้วก็ไม่รู้ว่าเป็นของขวัญยามจากลา เป็นการลงโทษจากความพิโรธ หรือเป็นการตำหนิเตือนจากแดนไกล
เขากับกากเดนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสรวงสวรรค์บรรพกาลอย่างเฟิงอี๋นี้ ดูเหมือนว่าจะค่อยๆ มีอารมณ์ที่เดิมทีต้องเป็นห้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ชั้นสูงสุดและสิบสองเทพชั้นสูงเท่านั้นถึงจะมี นั่นคือความเป็นมนุษย์เพิ่มมา?
จากที่เกลียดแค้นโลกมนุษย์อย่างล้ำลึก กลายมาเป็นว่าเริ่มคิดถึงอาลัยอาวรณ์โลกมนุษย์ ค่อยๆ เคยชินกับเสียงร้องของนกพิราบที่ดังรบกวนอยู่เหนือศีรษะเป็นระยะ และในที่สุดก็เคยชินกับการเงยหน้ามองท้องฟ้า ยืนเหยียบพื้นดินด้วยสองเท้า
วันเวลายาวนาน หมื่นปีแล้ว
ความเป็นมนุษย์และความเป็นเทพพัวพันแยกจากกันไม่ได้ เหมือนการชักคะเย่ออยู่ตลอดเวลา และยิ่งเหมือนกระดานหมากที่เล่นไม่จบซึ่งยังไม่แบ่งแพ้ชนะ
สวรรค์ไม่เอื้อนเอ่ยกับกระดานหมากที่ถึงทางตัน
ผู้เฒ่าเงียบงันไปเนิ่นนาน หลังจากคืนสติกลับมาก็จิบเหล้าหนึ่งอึก เคี้ยวกระเทียมดองหวานช้าๆ แล้วจู่ๆ ก็พลันเดือดดาลอย่างหนัก “เปลี่ยนช่างแล้วยังกล้าขึ้นราคาอีกหรือ?!”
เฟิงอี๋เดินเล่นอยู่ในศาลเทพีบุปผาต่อ มองเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์เรียบง่ายงดงามยอบกายคารวะมาทางนางอย่างแช่มช้อย
เฟิงอี๋ชะงักตะลึง ครั้นจึงยิ้มตาหยี เดินเข้าไปหา ลูบศีรษะของนาง เอ่ยสัพยอกว่า “โตเป็นสาวแล้วหรือนี่”
เพราะถึงอย่างไรก็เป็นขอบเขตสิบสี่คนหนึ่งแล้ว สิบสี่ใหม่ที่ “มีน้ำปน” ก็เป็นขอบเขตสิบสี่เหมือนกันนะ
หากหวังจูคิดอยากจะอำพรางร่องรอยก็เป็นเรื่องที่ง่ายมาก ปีนั้นหวังจูออกจากถ้ำสวรรค์หลีจู ติดตามองค์ชายซ่งจี้ชินมาอยู่ที่เมืองหลวงต้าหลี
เฟิงอี๋ก็ให้การคุ้มครองเด็กสาวจื้อกุยไปส่งอย่างลับๆ ก่อนหน้านั้นสตรีก็มองจื้อกุยแห่งตรอกหนีผิงเป็นดั่งผู้เยาว์ในบ้านของตน
หากจะบอกว่าซูคานคล้ายจะทำการเดิมพัน แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการปกป้องมรรคาให้กับหม่าขู่เสวียนอย่างลับๆ
ถ้าอย่างนั้นเฟิงอี๋ท่านนี้ ไยจะไม่คิดอยากดูแลจื้อกุยไปหลายๆ ปีเพราะมีใจที่เห็นแก่ตัวเช่นกัน?
เฟิงอี๋ยื่นตะกร้าดอกไม้ส่งให้หวังจู เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “บังเอิญเลย ยกให้เจ้าแล้ว อย่าได้รังเกียจ”
หวังจูคล้องตะกร้าไว้บนข้อมือ ยิ้มหวานเอ่ยว่า “ไม่มีทางรังเกียจหรอก ดีใจมาก”
เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่ที่จวนวารีมหาสมุทรบูรพา เรื่องในอดีตยิ่งชัดเจนมากขึ้น
แม้ว่านางจะไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองคือ “นาง” ผู้นั้นที่ปีนั้นถูกบีบให้ขึ้นฝั่งที่ทางทิศใต้แจกันสมบัติทวีป แต่เรื่องราว บุคคล และอารมณ์ทั้งหมดของเมื่อชาติก่อนล้วนสมจริงถึงเพียงนี้
ความงดงามทุกอย่างในความทรงจำล้วนได้แต่ระลึกย้อนถึงด้วยความคิดถึง มีแค่ข้อยกเว้นส่วนน้อยที่ยังมีโอกาสจะเอื้อมมือคว้ามาได้
ยกตัวอย่างเช่นสตรีที่อยู่ตรงหน้า เฟิงอี๋ที่เคยใช้หญ้าอ้ายฉ่าวนาบหน้าผาก น่าจะเป็นหนึ่งในบุคคลของบนโลกมนุษย์ที่ยินดีจะมอบความปรารถนาดีให้กับ “นาง” หรือควรจะพูดว่าพวกนาง
เฟิงอี๋ยื่นนิ้วโป้งไปลูบบนหัวคิ้วที่งดงามซึ่งมักจะขมวดเข้าหากันอยู่น้อยๆ เสมอของหญิงสาว เอ่ยเสียงเบาว่า
“อาจารย์ผู้เฒ่าก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่า แม้จะเป็นความแค้นนับร้อยชาติก็ยังชำระสะสางได้ แต่ก็ต้องแยกแยะบุญคุณความแค้นให้ชัดเจน พวกเราต้องใช้คุณธรรมตอบแทนคุณธรรม ใช้ความแค้นตอบแทนความแค้น”
หวังจูอืมรับ ไม่แน่เสมอไปว่าหลักการเหตุผลของเฟิงอี๋จะดีสักเท่าไร แต่อาจเป็นเพราะนางแค่อยากได้ยินน้ำเสียงที่นางคุ้นเคยก็เท่านั้น
เฟิงอี๋ยิ้มถาม “ขอยืมบารมีขุนนางของสุ่ยจวินแห่งมหาสมุทรบูรพามาใช้หน่อยได้ไหม?”
หวังจูคลางแคลงไม่เข้าใจ
เฟิงอี๋ชี้ไปยังเทวรูปลงสีของเหนียงเนียงเทพีบุปผาองค์หนึ่งที่ค่อนข้างถูกชะตา “ข้าอยากจะพูดคุยกับนางสักสองสามประโยค”
หวังจูกลอกตามองบน เรื่องเล็กน้อยแค่นี้จะนับเป็นอะไรได้ อีกอย่างตนมีบารมีขุนนางอะไรให้พูดถึง
ผู้ฝึกตนของไพศาลในทุกวันนี้มองจวนวารีแห่งมหาสมุทรบูรพา อย่างมากก็แค่ให้ความเคารพอยู่ห่างๆ เท่านั้น
ต่อให้เป็นผู้หลอมลมปราณที่ฝึกวิชาน้ำ จำเป็นต้องออกทะเลไปฝึกตน ตามหาเกาะเซียนโบราณหรือไม่ก็ซากปรักของวังบาดาลใต้มหาสมุทรสักแห่งที่มีโชคชะตาน้ำเข้มข้นบนทะเลเป็นที่พักพิง ส่วนใหญ่ก็จะไปปรึกษากับสุ่ยจวินสามท่านที่เหลือมากกว่า ต่างก็จงใจอ้อมผ่านจวนวารีแห่งมหาสมุทรบูรพาไป
เฟิงอี๋เขกมะเหงกลงบนหน้าผากของนางเบาๆ “ยังเหมือนเดิมเลยนะ”
จากนั้นเฟิงอี๋ก็ทำมุทรา ขับเคลื่อนวิชาอภินิหารแห่งชะตาชีวิต อาศัยเสียงของสายลมข้ามผ่านภูเขาและทะเล ต้องการจะเชิญให้คนที่ดูแลกิจธุระในพื้นที่มงคลร้อยบุปผามารำลึกความหลังด้วยกันที่นี่
……