กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1197.3 ท่านมาจากบ้านเกิด
ในเมื่อตัวหลักเผยกายแล้ว นักพรตโช่วชุนจึงยิ้มแนะนำว่า “เทพเซียนผู้เฒ่าท่านนี้ก็คือเหลียงส่วงผู้ที่มารับหน้าที่เป็นเทียนซือใหญ่ต่างแซ่ของภูเขามังกรพยัคฆ์แทนฮว่อหลงเจินเหริน เจินเหรินผู้เฒ่าเหลียง”
หลิวเหล่าเฉิงรีบลุกขึ้นทันที เฮ้อเหลียนเป่าจูก็รีบคารวะ มีเพียงเกาเหมี่ยนที่ยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับดุจขุนเขา
นี่ทำให้เฮ้อเหลียนเป่าจูปวดหัวยิ่งนัก ไม่รู้ว่าควรจะช่วยอย่างไรดี ความหยิ่งทระนงในศักดิ์ศรีของเจ้าประมุขผู้เฒ่าบ้านตนออกจะมากไปสักหน่อย
ไม่รู้ว่าเหตุใดนักพรตโช่วชุนถึงพูดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมา เขาเอ่ยเนิบช้าว่า
“ปีนั้นฝึกตนจนหลงทางไป ออกจากสำนักไปผ่อนคลายอารมณ์ อะไรที่ดีไม่เรียนรู้ เรียนรู้แต่เรื่องที่ไม่ดีดึงดันจะทำอะไรโดยใช้อารมณ์เหมือนตาเฒ่าเกา”
“พอเกิดข้อพิพาทกับคนอื่นก็จะเป็นการเพิ่มบุปผาลงบนน้ำค้างแข็ง ทำร้ายไปถึงรากฐานมหามรรคา เป็นเหตุให้ต้องใช้วิชาห้าอสนีหล่อหลอมกระบี่บิน ถึงจะพอช่วยเหลือตัวเองได้”
“เพียงแต่ว่าประตูภูเขาของภูเขามังกรพยัคฆ์ มีหรือจะให้คนนอกรีตอย่างข้าเดินผ่านเข้าไป แล้วนับประสาอะไรกับที่วิชาห้าอสนีคือวิชาลับไม่แพร่งพรายของหนึ่งตระกูลหนึ่งแซ่ภูเขามังกรพยัคฆ์ย่อมต้องมีกฎระเบียบของบรรพบุรุษ”
“ต่อให้มีใจอยากช่วยเหลือ แต่จะยอมละเมิดกฎได้อย่างไร? มรสุมบนภูเขาหลายครั้งในประวัติศาสตร์ก็ไม่ใช่เพราะว่าผู้สูงศักดิ์หวงจื่อบางคนมีจิตใจเมตตาอารี แอบถ่ายทอดเวทลับให้เป็นการส่วนตัวหรอกหรือ?”
“ผินเต้าก็แค่บ่นบนโต๊ะสุราไม่กี่คำ ผู้พูดไม่ตั้งใจ ผู้ฟังกลับมีเจตนา ตอนนั้นสหายที่ดื่มเหล้าด้วยกัน อ้างว่าจะไปเข้าห้องส้วมก่อน กลับมาค่อยต่อสู้กันต่อ คิดไม่ถึงว่าไอ้หมอนั่นจะหนีหายไปเลย”
ฟังมาถึงตรงนี้ เหลียงส่วงก็ลูบหนวดยิ้ม ฟังแล้วช่างคุ้นหูยิ่งนัก
นักพรตเฒ่าเอ่ยว่า “ผ่านไปประมาณครึ่งปี ไอ้หมอนี่ก็ทำหน้าหนามานัดผินเต้าดื่มเหล้า บอกว่าครั้งนี้ต้องให้เขาเป็นคนเลี้ยง ผลคือเขาหิ้วเหล้าต้มบ้านๆ มาสองกา”
“ผินเต้ารอความตายมานานแล้ว ไม่ว่าดื่มอะไรก็คือการดื่มเหมือนกันนั่นแหละ เขาโยนตำราลับเล่มหนึ่งที่เขียนด้วยลายมือตัวเองลงบนโต๊ะ”
“พูดจาน่าเชื่อถือว่าถูกเทพธิดากลุ่มหนึ่งที่หลงรักเขาไล่ตามมา ขี่กระบี่สูงเกินไป คงเป็นเพราะรูปโฉมของเขาโดดเด่นเกิน สวรรค์อิจฉาวีรบุรุษผู้มีความสามารถ ถึงได้ถูกฟ้าผ่า”
“คิดไม่ถึงว่าจะได้รับโชควาสนาเพราะเคราะห์ร้าย สติปัญญาพลันเปิดออก บรรลุถึงสัจธรรมแท้จริงอันไร้ที่สิ้นสุดของวิชาอสนีได้ทันที เป็นวิชาอสนีที่ไม่แพ้ให้กับภูเขามังกรพยัคฆ์เลยแม้แต่น้อย”
“ค่าเหล้าที่ติดค้างไว้ก่อนหน้านี้ก็ถือว่าใช้หนี้หมดสิ้นแล้ว…ผินเต้าฟังเขาพูดเหลวไหลพลางเปิดอ่านตำราลับไปด้วย เขียนด้วยลายมือตัวเองจริงๆ ลายมือนั่น คิดจะเลียนแบบก็เป็นเรื่องที่ยากมาก”
เกาเหมี่ยนถามอย่างสงสัย “เขากล้ามอบให้ เจ้าก็กล้ารับไว้หรือ? แล้วยังกล้าฝึกตามด้วย?!”
เป็นคำถามที่ถามเสียงในใจของเฮ้อเหลียนเป่าจูออกมา เซียนกระบี่ลัทธิเต๋าที่อายุมากแล้วท่านนี้ไม่ใช่เฒ่าอายุยืนกินสารหนูเข้าไปหรอกหรือ?
นักพรตเฒ่ายิ้มเอ่ย “ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร ผินเต้าก็อาศัยสิ่งนี้มาข้ามผ่านหายนะมาได้ ไม่เพียงแต่เวทกระบี่ที่พัฒนาขึ้นไม่น้อย ยังเรียนวิชาอสนีเป็นเพิ่มเติมอีกบทหนึ่งด้วย”
หลิวเหล่าเฉิงกลับชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียอยู่พักหนึ่ง เตรียมใจไว้เรียบร้อยแล้วว่าจะต้องฉีกหน้าแตกหักกับเหลียงส่วง
เห็นได้ชัดว่าเหลียงส่วงไล่ตามร่องรอยมาตลอดทางจนถึงแจกันสมบัติทวีป หลังจากที่ “เก็บกวาดทำความสะอาดเรือนแล้ว” ก็เลยจะมาทวงตำราลับคืน?
ต้องการจับตัวนักพรตโช่วชุนกลับไปยังภูเขามังกรพยัคฆ์? นักพรตโช่วชุนมาหาเกาเหมี่ยน เกาเหมี่ยนเรียกเขาหลิวเหล่าเฉิงมาที่เมืองหลวงต้าหลี?
หลิวเหล่าเฉิงรู้สึกว่าพอจะมั่นใจได้คร่าวๆ แล้ว ต่อให้การกระทำเช่นนี้ของเกาเหมี่ยนจะเป็นที่ต้องสงสัยว่าลากเขาลงน้ำไปด้วยกัน แต่ก็ไม่เป็นไร นี่หมายความว่าเกาเหมี่ยนเห็นตนเป็นสหายจริงๆ
ตำแหน่งเจ้าสำนักของสำนักเจินจิ้งไม่ถึงขั้นทำให้หลิวเหล่าเฉิงหลงติดอยู่กับอำนาจไม่ยอมจากไป อย่างมากก็แค่ต้องกลับไปเป็นผู้ฝึกตนอิสระใหม่อีกครั้งเท่านั้น
ทะเลสาบซูเจี้ยนในอดีต คนอย่างหลิวจื้อเม่ามีแต่จะเป็นผู้ฝึกตนอิสระ และชั่วชีวิตก็เป็นได้แค่ผู้ฝึกตนอิสระเท่านั้น ส่วนพวกจ้างซูก็มองตัวเองสูงส่งเกินใคร ชอบสร้างภาพแสวงหาชื่อเสียงจอมปลอม วิธีการมีจำกัด ยากจะเป็นโล้เป็นพาย
ในที่สุดเหลียงส่วงก็เปิดปากถามว่า “สหาย ตำราลับเวทอสนีเล่มนั้นยังอยู่ในมือหรือไม่?”
นักพรตเฒ่าพยักหน้า หยิบตำราที่เริ่มเป็นสีเหลืองออกมาจากชายแขนเสื้อ ยื่นส่งให้กับเทียนซือใหญ่ต่างแซ่ท่านนี้
เหลียงส่วงรับตำรามา เปิดอ่านไม่กี่ทีก็ปิดตำราลง เอ่ยว่า “ตำราเล่มนี้ ผินเต้าต้องเก็บกลับคืนแล้ว นอกจากนี้เกรงว่าสหายอาจจะยังต้องไปเยือนจวนเทียนซือสักรอบ”
“วางใจได้เลย ผินเต้ามีแต่จะช่วยอธิบายให้ชัดเจน เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็ก แต่ไม่อาจปล่อยผ่านได้ ส่วนการที่จับพลัดจับผลูเรียนวิชาห้าอสนีจนสำเร็จ…กลับไม่ยาก ผินเต้าสามารถแนะนำให้สหายไปเป็นผู้ถวายงานที่ได้รับการบันทึกชื่อ เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมอบกลับคืนให้กับจวนเทียนซือแล้ว”
นักพรตเฒ่ามองนักพรตน้อยที่กระดกกันมองปลาอยู่ห่างไปไม่ไกล ยิ้มเอ่ยว่า “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
เหลียงส่วงเอ่ยอย่างรู้ทันกัน “วาสนาเป็นเช่นนี้”
นักพรตโช่วชุนถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “ลูกศิษย์ของผินเต้าคนนั้น หากมีวาสนาเซียนจริงๆ ก็เชิญเหลียงเทียนซือพาตัวไปได้เลย”
“ก่อนหน้านี้ผินเต้าก็คำนวณได้แล้วว่ามีแค่วาสนาในการเป็นอาจารย์และศิษย์ที่บางเบากับเด็กคนนี้ ตอนนั้นยังประหลาดใจ เด็กน้อยจิตใจดี และในชะตาชีวิตก็ไม่มีหายนะใหญ่อะไร ผินเต้าเองก็ไม่ใช่คนที่จะขี้เหนียวฝีมือกันกรุของตัวเอง”
“ขึ้นเหนือล่องใต้ พาเขาติดตามไปด้วยตลอด วาสนาของอาจารย์และศิษย์จะบางเบาขนาดนี้ได้อย่างไร กระทั่งเมื่อวานอยู่ที่ท่าเรือชุนจวง ผินเต้าถึงกระจ่างแจ้งในบัดดล”
“เรื่องมาถึงขั้นนี้ก็แค่ต้องผลักเรือตามน้ำเท่านั้น หวังเพียงเหลียงเทียนซือจะรับเขาเป็นลูกศิษย์ อบรมปลูกฝังเขาให้ดี”
เหลียงส่วงทำมุทราอยู่ในชายแขนเสื้อ ใช้เสียงในใจบอกความลับเกี่ยวกับสายสืบทอดของตัวเองให้นักพรตโช่วชุนรู้คร่าวๆ
นักพรตโช่วชุนหัวเราะเสียงดัง “ถ้าอย่างนั้นผินเต้าก็สบายใจแล้ว!”
เหลียงส่วงเอ่ย “พระคุณในการปกป้องมรรคาของสหายในครั้งนี้ ผินเต้าจะต้องแสดงท่าทีสักหน่อย การประนีประนอมแบบเลอะเทอะสุดท้ายก็ไม่ใช่เรื่องดี ไม่สู้สหายเปิดราคามา”
“แน่นอนว่าไม่ใช่การขายลูกศิษย์ หาไม่แล้วจะทั้งเป็นการหมิ่นเกียรติสหาย แล้วก็เป็นการหมิ่นเกียรติตัวผินเต้าเองด้วย เจ้าและข้าล้วนเป็นคนของลัทธิเต๋าเหมือนกัน ย่อมต้องเข้าใจว่านี่คือวิธีการในการสะบั้นวาสนาของโลกโลกีย์ด้วยกฎแห่งเหตุและผล”
นักพรตโช่วชุนส่ายหน้า “แค่ช่วยขอตำแหน่งผู้ถวายงานของจวนเซียนซือมาให้ก็เพียงพอแล้ว”
เหลียงส่วงส่ายหน้า “ไม่พอ อยู่ไกลเกินกว่าจะพอมากนัก ไม่ใช่ว่าผินเต้าคุยโว ข้าเองก็เคยเป็นคนที่ขาดแค่หนึ่งก้าวจะเป็นจินเซียนที่บุญกุศลและคุณธรรมสมบูรณ์พร้อมคนหนึ่งเหมือนกัน….”
นักพรตโช่วชุนหยุดคำพูดของอีกฝ่ายด้วยการเอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นผินเต้าก็จะเป็เป็นสิงโตอ้าปากกว้างแล้ว จะขอยันต์นำทางสองแผ่นจากเหลียงเทียนซือ จำเป็นต้องนำทางไปสู่พื้นที่มงคลและถ้ำสวรรค์ที่ปริแตกอย่างละหนึ่งแผ่น พวกมันยังต้องสามารถเชื่อมโยงเข้าหากัน เจ้าของมีโอกาสที่จะทำการ บุกเบิกฟ้าดิน ด้วย”
เหลียงส่วงปรบมือยิ้มเอ่ย “ตรงกับความต้องการของข้าพอดี”
แม้ว่าจะพูดเช่นนี้ แต่ตอนที่หยิบยันต์ออกจากชายแขนเสื้อ ดูเหมือนว่าเจินเหรินผู้เฒ่าจะขยับมือได้ไม่คล่องแคล่วว่องไวนัก ค่อนข้างจะอิดออดอยู่บ้าง
นักพรตโช่วชุนเรียกนักพรตน้อยมาตรงหน้า บอกเล่าต้นสายปลายเหตุให้อีกฝ่ายฟัง นักพรตน้อยร้องไห้น้ำตานองหน้า ให้ตายอย่างไรก็ไม่ยอมเปลี่ยนอาจารย์
หลายปีมานี้ติดตามนักพรตเฒ่าเดินเท้าท่องไปหมื่นลี้ นอนกลางดินกินกลางทรายกฎระเบียบก็มีมากมาย
เด็กน้อยทั้งรู้สึกว่ายากลำบากอย่างมาก แล้วก็คิดถึงบ้านเกิดอย่างมาก มักจะเอ่ยประโยคหนึ่งที่ตัวเองคิดว่าเป็นประโยคที่รุนแรงที่สุด นั่นคือสักวันหนึ่งข้าจะต้องเปลี่ยนอาจารย์ให้ได้
ใครเล่าจะคิดว่าพอมีวันนี้จริงๆ เด็กน้อยกลับกอดหูฉินที่อาจารย์รักและถนอมที่สุดคันนั้นเอาไว้แน่น น้ำมูกและน้ำตาเปรอะเลอะเต็มใบหน้า ไหนเลยจะตัดใจเปลี่ยนอาจารย์ได้ลง
นักพรตน้อยเช็ดหน้าตัวเองแรงๆ “หากท่านไล่ข้าไป ข้าก็จะไม่คืนหูฉินให้ท่าน”
นักพรตโช่วชุนเอ่ยว่า “เดิมทีก็มอบให้เจ้าอยู่แล้ว”
นักพรตน้อยได้ยินแล้วก็อึ้งตะลึง นั่งแปะลงบนพื้น แล้วก็เริ่มชักดิ้นชักงอ
นักพรตโช่วชุนปวดหัวยิ่งนัก หลิวเหล่าเฉิงและเฮ้อเหลียนเป่าจูรู้สึกว่าน่าสนใจอย่างมาก เกาเหมี่ยนถึงขั้นคอยยุแยงอยู่ข้างๆ
บอกว่าอาจารย์ของเจ้าช่างใจร้ายเหลือเกิน เมื่อครู่นี้หากข้ามองไม่ผิดล่ะก็ ดูเหมือนว่าอาจารย์ของเจ้าจะรับเงินไปแล้วก้อนใหญ่ คิดจะสร้างศาลสักแห่งก็มากพอเหลือแหล่…
พอเด็กน้อยได้ยินอย่างนี้ก็รู้สึกเหมือนฟ้าถล่มลงมา ยิ่งเสียใจปานใจจะขาด นอนอยู่บนพื้น กอดหูฉินเอาไว้ ถีบเท้าไม่หยุด
เหลียงส่วงกลับไม่รำคาญเลยสักนิด ยิ้มตาหยีมองการอาละวาดของเด็กน้อยดื้อรั้น
เจินเหรินผู้เฒ่ายังต้องกลั้นขำเอาไว้ อาจารย์หนออาจารย์ ท่านเองก็มีวันที่ตกอยู่ในเงื้อมมือข้าเหมือนกันหรือ ปีนั้นท่านสอนข้าอย่างไร ข้าก็จะทำอย่างนั้นบ้าง…
คิดมาถึงตรงนี้ เจินเหรินผู้เฒ่าก็ยกชายแขนเสื้อชุดเต๋าข้างหนึ่งขึ้นปิดหน้า อาจารย์ไม่ได้เจอกันนานเลยนะขอรับ
ปลอบใจกันไปพักใหญ่ นักพรตโช่วชุนถึงทำให้อารมณ์ของเด็กน้อยสงบลงได้
นี่ยังต้องยกคุณความชอบให้กับเหลียงส่วงที่รับปากว่าจะเดินทางไปกับพวกเขาหลายปี สะสมเงินสร้างศาลแห่งหนึ่งได้มากพอแล้วค่อยเปลี่ยนอาจารย์
นักพรตในภูเขาลึกอารมณ์สดชื่นปลอดโปร่ง ความรู้เลิศล้ำเชื่อมฟ้า มือกระบี่ในยุทธภพเปิดเผยจริงใจ ตอบแทนบุญคุณชำระความแค้นอย่างตรงไปตรงมา
หลิวเหล่าเฉิงเองก็รู้สึกว่าจ่ายเงินแค่ไม่กี่แดงซื้อเรือนส่วนตัวหลังนี้มาเป็นของในกระเป๋า วันนี้ช่างมีเกียรติยิ่งนัก
หรือว่าจะเป็นพื้นที่ฮวงจุ้ยมงคลที่สามารถมาพักอยู่หลายๆ ครั้งได้จริงๆ? ก่อนจะออกจากเมืองหลวง ควรจะนัดหมายสหายคนนั้นมาดื่มสุราขอบคุณสักมื้อดีไหม?
ในลานบ้านแห่งนี้ เหลียงส่วงมีตบะสูงที่สุด สายตาดีที่สุด เจินเหรินผู้เฒ่าหรี่ตาลูบหนวด เงยหน้ามองฟ้า
คำกล่าวที่ว่าเหนือศีรษะขึ้นไปสามซื่อมีเทพคอยมองดูอยู่ ช่างกล่าวได้ดีจริงๆ
ท้องฟ้าสีฟ้าครามเหมือนเพิ่งผ่านการชำระล้าง สะอาดสะอ้านราวกับแก้วใสผืนหนึ่ง บุคคลที่ซ่อนตัวอยู่สัมผัสได้ถึงการมองสังเกตของนักพรตผู้เฒ่า
ดวงตาสีทองที่ลูกตาดำเป็นแนวตั้งจึงขยับเคลื่อนช้าๆ หันมาสบตากับอีกฝ่ายทันที
เจ้าของดวงตาที่บริสุทธิ์คู่นี้ก็คือซ่งอวิ๋นเจียนฉายาว่าอิงหนิงที่อยู่ในจวนราชครู รับผิดชอบคอยจับตามองความเคลื่อนไหวของผู้ฝึกตนใหญ่ในเมืองหลวง การดำรงอยู่ของซ่งอวิ๋นเจียนก็คือการตักเตือนอย่างหนึ่ง
เหลียงส่วงยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “สหาย ช่วยนำความไปบอกเฉินผิงอันให้หน่อยได้หรือไม่?”
ซ่งอวิ๋นเจียนพยักหน้า “แน่นอน”
เหลียงส่วงข้ามทวีปเดินทางมาเยือนแจกันสมบัติทวีปต้องรายงานให้ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางทราบ แต่ว่าไม่เหมือนกับสภาพการณ์ในอดีต ในอดีตหากไม่อนุญาตได้ก็จะไม่มีทางอนุญาตอย่างแน่นอน ตอนนี้หากปล่อยผ่านได้ก็จะปล่อยผ่าน
สาเหตุที่ทำให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ แน่นอนว่าหลักๆ เป็นเพราะตอนนี้สถานการณ์ของใต้หล้าแตกต่างไปจากเดิมแล้ว
อีกอย่างก็คือมีความเกี่ยวข้องกับผู้ที่ดูแลกิจธุระหลักของทางศาลบุ๋นด้วย ซิ่วไฉเฒ่าชำนาญในทางโลก เข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ของผู้คนและรู้จักผ่อนปรนประนีประนอมเป็นอย่างดี
อีกทั้งแจกันสมบัติทวีปก็ค่อนข้างจะเป็นกรณียกเว้น นอกจากทางฝั่งศาลบุ๋นที่ต้องพยักหน้าตอบตกลงแล้ว เหลียงส่วงยังต้องบอกกล่าวไปทางป้ายอวี้จิงจำลองด้วย
เจินเหรินผู้เฒ่าเป็นเช่นนี้ หลิวทุ่ยที่มาถึงก่อนก็ต้องทำเช่นเดียวกัน
ครั้งนี้เหลียงส่วงมาเยือนเมืองหลวงต้าหลี ยังมีประโยคหนึ่งที่เขาต้องการจะนำมาบอกต่อด้วย
ที่แท้อาจารย์ผู้เฒ่าที่อยู่ในป๋ายอวี้จิงจำลองท่านนั้นก็รู้สึกว่าขอบเขตบินทะยานข้ามผ่านดินแดน วันหน้าแค่ต้องรายงานให้จวนราชครูทราบก็พอแล้ว
ได้ยินเรื่องนี้ ซ่งอวิ๋นเจียนก็เอ่ยว่า “ข้าจะนำคำพูดของเจินเหรินผู้เฒ่าไปบอกต่อท่านราชครู”
“เพียงแต่ว่าข้อสรุปของเรื่องนี้จะเป็นเช่นไรก็ยังต้องรอให้ท่านราชครูตัดสินใจด้วยตัวเอง ไม่ทราบว่าเจินเหรินผู้เฒ่าจะอยู่รอฟังข่าวในเมืองหลวง หรือว่าจะให้ท่านราชครูไปแจ้งกับทางป๋ายอวี้จิงจำลองด้วยตัวเอง?”
เหลียงส่วงยิ้มเอ่ย “ผินเต้าเป็นคนนอกของแจกันสมบัติทวีป คงไม่อยู่ทำหน้าที่เป็นโทรโข่งต่อแล้ว แบบนั้นจะไม่เหมาะสม”
สหายอิงหนิงที่สถานะแปลกประหลาดผู้นี้ พูดจานับว่ายังเกรงใจอยู่มาก มีส่วนที่คล้ายคลึงกับทางฝั่งของศาลบุ๋นอย่างน่าทึ่ง
ออกจากด่านครั้งนี้ เหลียงส่วงเองก็ได้พูดเรื่องนี้กับสหายรักคนสองคน
พวกเขาต่างก็พูดกันว่าทุกวันนี้ศาลบุ๋นหารือกับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยต่อหน้าหรือการส่งจดหมายให้กันก็ล้วนมีพื้นที่ว่างให้ปรึกษากันได้
คำพูดที่เลือกใช้ก็มีความประนีประนอมอย่างยิ่ง สหายคนหนึ่งของเขายังพูดอย่างตรงไปตรงมาด้วยว่ารู้สึกตกใจที่ตัวเองได้รับความเมตตาโดยไม่คาดฝัน
หากจะบอกว่าสถานการณ์บีบบังคับ มีเรื่องที่ต้องขอร้องคนอื่น ศาลบุ๋นจึงจำต้องก้มหัวให้? ไม่ใช่อย่างนั้นเลย
ในความเป็นจริงแล้ว ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางในทุกวันนี้ต่างหากถึงจะมีอำนาจมากที่สุด ในช่วงตลอดหมื่นปีที่ผ่านมา การจัดการหลายอย่าง หากลองใคร่ครวญสักเล็กน้อยก็เรียกได้ว่าแข็งกร้าวไม่น้อย
แต่ผู้ฝึกตนใหญ่กลับมีความรู้สึกโดยรวมต่อศาลบุ๋นดีกว่าเมื่อก่อน แบ่งขอบเขตชัดเจน แบ่งงานชัดเจน แยกแยะการให้รางวัลและการลงโทษออกจากกันอย่างชัดเจน
ความแข็งกร้าวเด็ดขาดในการวางกลยุทธ์ควบคู่กับความอ่อนโยนละมุนละไมในการปฏิบัติต่อผู้คน…ล้วนทำให้ผู้ฝึกตนใหญ่บนยอดเขาของแต่ละทวีปรู้สึกแปลกใหม่สดชื่น
เกาเหมี่ยนพลันเอ่ยว่า “ข้าเป็นเศษสวะที่ไร้ประโยชน์แล้ว คิดอยากจะทำอะไรก็ได้แต่มีใจแต่ไร้กำลัง แต่เจ้านั้นไม่เหมือนกัน หลังจากมอบตัวลูกศิษย์ไปแล้ว หวนกลับไปที่เกราะทองทวีปก็ไม่สู้ยกทั้งสำนักและถิ่นฐานประคองส่งให้ด้วยสองมือ?”
“ก็เหมือนหาคนดีๆ มาแต่งงานด้วย ไม่ได้พูดว่าเป็นกำรอาจเอื้อมใคร หากสามารถเป็นสำนักเบื้องล่างของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงได้จริง ก็ไม่ถือว่าได้รับความอยุติธรรม”
“เจ้าคือบรรพจารย์ผู้บุกเบิกภูเขา เจ้าสำนักสองรุ่นล้วนเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดและลูกศิษย์ของลูกศิษย์ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้น่าจะสรุปได้ง่ายกระมัง?”
นักพรตโช่วชุนร้องเอ๊ะหนึ่งที “ใจกว้างด้วยทรัพย์ของคนอื่นก็พูดจาห้าวเหิมเช่นนี้ได้ด้วยหรือ?”
หลิวเหล่าเฉิงรู้สึกประหลาดใจ ใจใหญ่ขนาดนี้เลยหรือ? ฟังจากน้ำเสียงของเกาเหมี่ยน นักพรตโช่วชุนท่านนี้ ถึงกับมีกิจการเป็นสำนักแห่งหนึ่งอยู่ในเกราะทองทวีป?
คิดจะเอาอย่างเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีที่มอบสำนักแห่งหนึ่งให้เป็นของขวัญ? ไม่เสียแรงที่เป็นผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของกำแพงเมืองปราณกระบี่
ส่งกระบี่สังหารปีศาจอย่างไม่เลอะเลือน วางตัวอยู่ร่วมในสังคมกับคนอื่นก็…ห้าวหาญถึงเพียงนี้? หลิวเหล่าเฉิงใช้ความคิดอย่างว่องไว ดีดลูกคิดราคาของจวนเซียนอักษรจงทั้งหลายของเกราะทองทวีป
เกาเหมี่ยนถลึงตาใส่ “พูดกับเจ้าดีๆ ไม่ยอมฟังคำแนะนำ จะต้องให้ข้าพ่นอาจมออกจากปาก เจ้าถึงจะยอมพยักหน้าตกลงอย่างนั้นหรือ?”
เพราะถึงอย่างไรก็ต้องตัดสินใจว่าสำนักจะตกไปเป็นของใคร ต้องทำการ “เคลื่อนย้าย” ทำเนียบของลูกศิษย์และศิษย์หลานร้อยกว่าคน นักพรตโช่วชุนรู้สึกตัดสินใจในทันทีได้ยาก เขาจึงได้แต่เงียบงัน
เกาเหมี่ยนเอ่ย “เจ้ายอมมอบให้ ก็ต้องดูด้วยคนเขาจะยินดีรับไว้หรือไม่”
นักพรตโช่วชุนพยักหน้า คำพูดหยาบ แต่หลักการเหตุผลไม่หยาบ
เกาเหมี่ยนยื่นมือออกมา “เอามา!”
เฮ้อเหลียนเป่าจูมึนงงไม่เข้าใจ
นักพรตโช่วชุนควักยันต์สองแผ่นออกมาพลางบ่นไปด้วย “กุมไว้ยังไม่ทันร้อนเลยนะ”
เกาเหมี่ยนได้ยันต์มาอยู่ในมือแล้วก็ก่นด่า “มารดามันเถอะ อย่างนี้ต่างหากถึงจะเรียกว่าใจกว้างด้วยทรัพย์ของผู้อื่น!”
เหลียงส่วงจุ๊ปากด้วยความทึ่ง ได้เปิดหูเปิดตาจริงๆ แล้ว
อยู่ดีๆ เจินเหรินผู้เฒ่าก็นึกถึงกลอนเก่าแก่บทหนึ่งขึ้นมา ใบไม้ร่วงเพียงใบเดียวทางไหวหนาน ก็ทำให้ตระหนักฉับพลันว่าฤดูใบไม้ร่วงได้มาถึงทะเลสาบถังติ้งแล้ว
ใบไม้ร่วงใบเดียวก็รู้แล้วว่าฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน ถ้าอย่างนั้นผู้คนและขนบธรรมเนียมประเพณีของกำแพงเมืองปราณกระบี่จะเป็นเช่นไร แค่คิดก็พอจะรู้ได้แล้ว
อันที่จริงก่อนหน้านี้เหลียงส่วงได้ไปนั่งอยู่ในป๋ายอวี้จิงจำลองครู่หนึ่ง พูดคุยกับอาจารย์ผู้เฒ่าท่านนั้นเล็กน้อย แล้วก็ได้คุยกันไปถึงนักบัญชีหนุ่มที่ปีนั้นไปหยุดเท้าอยู่ที่ทะเลสาบซูเจี่ยน
อาจารย์ผู้เฒ่าบอกว่าปีนั้นหนังหน้าของเฉินผิงอัน บอกไม่ได้ว่าบางเบาดุจปีกจักจั่น แต่ก็อยู่ไกลเกินกว่าจะหนาเท่ากำแพงอย่างทุกวันนี้
ดังนั้นจึงพูดไปถึงเรื่องหนึ่งว่า สรุปแล้วเป็นเฉินผิงอันที่นำพาขนบธรรมเนียมของบ้านเกิดไปยังกำแพงเมืองปราณกระบี่หรือเป็นการเข้าเมืองตาหลิ่วหลิ่วตาตามอยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่กันแน่?
เกาเหมี่ยนมองนักพรตโช่วชุน นักพรตโช่วชุนเอ่ยว่า “ก่อนที่ข้าจะออกไปจากเมืองหลวง ต้องแวะไปเยี่ยมเยือนแน่นอน”
เกาเหมี่ยนพยักหน้า เอ่ยเตือนว่า “ระวังน้ำเสียงยามพูดจาด้วย”
นักพรตโช่วชุนยกนิ้วโป้งให้ “เจ้าพูดประโยคนี้สามารถสยบใจผู้คนได้ดีที่สุด”
เกาเหมี่ยนคลี่ยิ้มรับ
ในเมื่ออิ่นกวานหนุ่มไปที่ท่าเรือชุนจวง ก็เท่ากับว่าได้เจาะกระดาษหน้าต่างชั้นนั้นให้ทะลุเป็นรูแล้ว
ความนัยที่ซ่อนไว้ก็คือ ไม่ว่าใครก็ไม่จำเป็นต้องแกล้งโง่ การที่นักพรตโช่วชุนเลือกเวลานี้มารำลึกความหลังกับเกาเหมี่ยน เดิมทีก็เป็นการแสดงท่าทีอย่างหนึ่ง
แค่รอให้เฉินผิงอันไปหาเกาเหมี่ยนที่ท่าเรือชุนจวงเท่านั้น บังเอิญเจอกับนักพรตโช่วชุนที่ศาลร้างแห่งนั้น เชื่อว่าบรรพจารย์บุกเบิกภูเขาของสำนักในเกราะทองทวีปท่านนี้ก็น่าจะหาโอกาสมาพบเฉินผิงอันเช่นกัน
จะต้องบากหน้ามาพูดคุยกับเขาอย่างเปิดเผย เกาเหมี่ยนเองก็ไม่ทันกุมให้ร้อนก็โยนยันต์สองแผ่นนั้นกลับไปให้นักพรตโช่วชุน
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก็เอ่ยเนิบช้าว่า “ถึงอย่างไรเจ้าก็ยังต้องไปพบเขาครั้งหนึ่ง จำไว้ว่าช่วยเอาไปมอบต่อให้เฉินผิงอันแทนข้าด้วย บอกไปว่าเป็นของขวัญร่วมแสดงความยินดีจากข้า ไม่มีเกี่ยวข้องกับทางพรรค”
นักพรตโช่วชุนหัวเราะอย่างขันๆ ปนฉุน “ถอดกางเกงผายลมหรืออย่างไร!”
ครั้งนี้ถึงคราวที่เกาเหมี่ยนต้องเงียบบ้างแล้ว ถึงอย่างไรนักพรตโช่วชุนก็ไม่ใช่เกาเหมี่ยนที่พูดจาไร้ความยำเกรง เขาตัดใจพูดจาทิ่มแทงใจสหายรักคนนี้ไม่ลง
นักพรตโช่วชุนเพียงแค่ถามหยั่งเชิงว่า “ไปพบด้วยกันไหม” เกาเหมี่ยนส่ายหน้า นักพรตโช่วชุนเองก็ไม่บังคับ ได้แต่ถอนหายใจหนักๆ “ก็ได้”
อิ่นกวานคนสุดท้ายที่บ้านเกิดคือแจกันสมบัติทวีป กลับเป็นที่รู้จักของใต้หล้าบ้านเกิดพวกเขา
ก็ไม่แปลกที่ผู้ฝึกตนทวีปอื่นจะเอ่ยสัพยอกแจกันสมบัติทวีปว่ามีดอกไม้บานในกำแพงแต่ส่งกลิ่นหอมไปนอกกำแพง
ส่วนทางฝั่งของแจกันสมบัติทวีปที่เป็นคนบ้านเดียวกันก็พูดอย่างไม่ไว้หน้าว่ากำแพงเมืองปราณกระบี่ต้องขอบคุณหร่วนฉงให้ดี หากไม่เป็นเพราะปีนั้นช่างของร้านตีเหล็กแห่งถ้ำสวรรค์หลีจูผู้นี้ปล่อยของดีให้หลุดมือไป กำแพงเมืองปราณกระบี่จะเก็บตกของดีนี้มาได้อย่างไร?
“ท่านมาจากบ้านเกิด’ แต่พวกเขากลับไม่กล้าไปพบเจอ ไม่กล้าไปพูดคุยด้วย
เกาเหมี่ยนกับนักพรตโช่วชุน ชื่อคนคือฉายา ฉายาทางการฝึกตนก็คือคำเรียกขานตัวเอง
ตอนแรกพวกเขากลัวมากว่าคนหนุ่มที่หากไม่มีผลงานอันเป็นรูปธรรมก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่อาจเป็นอิ่นกวานคนสุดท้ายได้ผู้นั้นจะใช้คุณธรรมน้ำใจยิ่งใหญ่มาข่มทับพวกเขา ขอร้องให้พวกเขาทำอะไรบางอย่าง
แต่พวกเขากลับเสียดายยิ่งกว่าที่คนหนุ่มผู้นั้นไม่ได้ทำเช่นนั้น อย่าได้เห็นว่าก่อนหน้านี้ตอนที่คนหนุ่มได้พบพวกเขาจะมีท่าทีเป็นมิตร ดื่มเหล้าด้วยกันแล้วพูดคุยยิ้มแย้ม
สืบสาวราวเรื่องกันแล้ว นั่นเรียกว่ามารยาท
พวกเจ้าเองก็คู่ควรให้อิ่นกวานแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่คุยเรื่องคุณธรรมอันยิ่งใหญ่กับพวกเจ้าด้วยหรือ?
บางที บางทีอาจเป็นพวกเขาที่เข้าใจผิดไป คนหนุ่มไม่ได้คิดเช่นนี้ ก็แค่อยากจะพูดคุยรำลึกความหลังกับคนเก่าแก่ที่เดินออกมาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่เท่านั้น บางทีนะ
ทางฝั่งของบ้านเกิด พวกผู้อาวุโสและผู้เยาว์หลายคนคล้ายกับต้นหญ้าบนพื้นที่ราบรกร้าง เป็นตายล้วนคือการทุ่มเทที่ลวกร้อนกระตือรือร้นอย่างถึงที่สุด
แต่พวกเขากลับเหมือนต้นไม้ดอกไม้ในสวนดอกไม้ ไม่ว่าจะเป็นอากาศหนาวเหน็บ ฤดูใบไม้ผลิอบอุ่น หรือฤดูใบไม้ร่วงเย็นสบายในแต่ละปี
พวกเขาก็ไม่มีคมดาบคมกระบี่มาบีบคั้น ไม่มีสายตาจับจ้องอยู่เนืองๆ เกียรติยศและความอัปยศล้วนอยู่ในวิถีทางโลกที่สงบสุข
คนนอกไม่มีทางเข้าใจและสัมผัสได้ถึงอารมณ์ยามที่พวกเขาพูดคุยกับอิ่นกวานหนุ่มต่อหน้า
ก็เหมือนอย่างที่นักพรตโช่วชุนและเกาเหมี่ยนต่างก็อดไม่ไหวหันไปมองแผ่นหลังของคนหนุ่ม
ราวกับว่ามีคนรู้จักเก่าที่สนิทสนมคุ้นเคยกันหลายคน บางทีพวกเขาอาจจะกำลังพูดคุยยิ้มแย้มให้กัน หัวเราะหรือด่าทอกัน
บางทีอาจเป็นแผ่นหลังที่เดินเคียงบ่ากันไปยังสนามรบที่ไปแล้วไม่มีทางได้หวนกลับคืนมา
กลัวที่สุดว่าพวกเขาที่ใช้สถานะของผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ที่เกิด ณ กำแพงเมืองแถบนี้ ตาย ณ กำแพงเมืองแถบนั้นจะหันกลับมามองแล้วยิ้มบางๆ ถามว่า พวกเจ้าคือใคร ใช่ผู้ฝึกกระบี่หรือไม่?