กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1198.1 บทกวีเปิดฉาก
ในตำหนักใหญ่ ราชครูหนุ่มยืนอยู่ตรงตำแหน่งด้านหน้าสุดเพียงลำพัง สองมือไพล่หลัง เงยหน้ามองเพดานทรงกลมที่หรูหรางดงามอย่างถึงที่สุด ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
นอกตำหนักใหญ่ของวังหลวง บนขั้นบันไดหยกขาวสองฟากฝั่งของแถบบันไดสีชาดตำแหน่งที่บ้างสูงบ้างต่ำ เหล่าเซียนกระบี่บ้างยืนบ้างนั่ง บ้างก็พิงราวรั้ว บ้างก็พูดคุยกันบ้างก็ดื่มเหล้า
หนิงเหยากับลู่จือยืนอยู่บนบันไดขั้นบนสุด พูดคุยเรื่องความเข้าใจในการฝึกตนยามที่เจอกับด่านใหญ่บนวิถีกระบี่ของตัวเอง หนิงเหยาถือโอกาสนี้ขอให้ลู่จือช่วยดูซุนชุนหวังให้ด้วย
เสี่ยวโม่กับเซี่ยโก่วนั่งอยู่บนขั้นบันไดด้านหนึ่งของแถบบันไดสีชาด คุยกันว่ามื้อเที่ยงจะไปกินที่ไหน สามารถดื่มเหล้าหมักตำหนักฉางชุนที่มีชื่อเสียงเลื่องลือสักกาได้หรือไม่
ฉีถิงจี้เอาสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ เอนพิงราวรั้ว ได้ยินคู่รักอย่างกวอตู้กับหลิงซวินพูดคุยความในใจกันจึงรู้ว่ากวอตู้เก็บภาพแผนที่ของเปลี่ยวร้างเอาไว้ ฉีถิงจี้เพียงยิ้มรับ
เหมยคานสังเกตเห็นว่าลูกศิษย์คล้ายจะใจลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว นางเองก็ไม่ได้คิดอะไรมาก แค่คิดว่าเหมยตั้นตั้งไม่เคยเจอภาพเหตุการณ์เช่นนี้ จิตแห่งมรรคาจึงสั่นคลอน
จู๋ซู่หดมือไว้ในชายแขนเสื้อ ถึงกับทำมุทรากระบี่ นั่งลืมตนหลอมกระบี่ “ซานไล่” อยู่อย่างเงียบเชียบ พวกผู้ฝึกกระบี่ทั้งหลายที่อยู่ด้านข้างด้านหนึ่งก็ดื่มเหล้าพลางช่วยเฝ้าด่านให้นางไปด้วย
เจียงซ่างเจินกับหมี่อวี้ยั่งอยู่บนขั้นบันไดข้างล่างสุด ปกป้องไฉอู๋ไว้ตรงกลางพอดี
แม่นางน้อยกำลังยกชามดื่มเหล้า นางแอบตัดสินใจกับตัวเองแล้วว่าจะต้องหลอมกระบี่ให้ดีๆ จะไม่ดื่มเหล้าของฮ่องเต้สกุลซ่งต้าหลีเปล่าๆ เด็ดขาด
วันหน้าหากสกุลซ่งต้าหลีเจอกับปัญหา ไม่ว่าจะร้อยปีพันปี ขอแค่นางยังเป็นผู้ฝึกกระบี่ก็จะต้องลงมือช่วยคลี่คลายปัญหาให้แน่นอน
อยู่ดีๆ เจียงซ่างเจินก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ข้าคิดว่าจะหาเรื่องอะไรทำสักหน่อย ยกตัวอย่างเช่นของานเกี่ยวกับการหาทรัพย์สินจากเจ้าขุนเขา รับรองจะได้กำไรแน่ๆ”
เซียนกระบี่ใหญ่หมี่รู้จักตัวเองดีมากจึงเอ่ยว่า “เรื่องเป็นการเป็นงานประเภทนี้ อย่ามาพูดกับข้าเลย”
เจียงซ่างเจินกล่าว “ข้าคิดจะดึงเจ้ามาทำด้วย”
หมี่อวี้ขมวดคิ้ว “หากโจวอันดับหนึ่งรังเกียจว่ามีเงินเยอะเกินไป อยากจะให้ข้าหมี่อวี้ช่วยใช้เงิน ก็ได้เลย แต่หากจะบอกว่าให้ช่วยกันทำงานหาเงิน ก็อย่าดีกว่า หมี่อวี้ไม่ถนัดเรื่องแบบนั้น”
ไฉอู๋จิบเหล้าหนึ่งอึก อดไม่ไหวเหลือบมองเซียนกระบี่หมี่ ได้เรียนรู้แล้ว ก่อนหน้านี้อาจารย์เซี่ยเพิ่งจะบอกว่าต้องรู้จักปฏิเสธคนอื่น นั่นคือความสามารถอย่างหนึ่ง
หมี่อวี้สัมผัสได้ถึงสายตาของแม่นางน้อยก็หัวเราะเยาะตัวเอง “ความหน้าไม่อายนั้นติดตัวมาแต่กำเนิด จะเรียนรู้อย่างไรก็เรียนรู้ไม่ได้หรอก แน่นอนว่าเจ้าไฉอู๋ก็อย่าเรียนรู้เรื่องนี้จากข้าเลย”
หากไม่ทันระวังนำพาแก้วตาดวงใจของทุกคนอย่างไฉอู๋ไปในทางที่ผิด อย่าว่าแต่อิ่นกวานที่จะต้องอาละวาดเพราะโมโหจัด ยังมีเซี่ยอันดับรองที่เป็นอาจารย์ของแม่นางน้อยด้วยที่จะต้องเอาผิดเขา และเขาหมี่อวี้เองก็คงไม่กล้าสู้หน้าทุกคน
เอ่ยประโยคที่เป็นความจริงสักคำ ผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบอายุสิบกว่าปี ไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนแล้วไม่ใช่…ตัวประหลาดที่สร้างความสะท้านสะเทือนให้แก่โลก หากไม่ได้สร้างความตกตะลึง ก็ต้องเป็นความทึ่ง
เด็กน้อยคนหนึ่งที่อาศัยการตระหนักรู้ของตัวเองฝึกวิชาหายใจหลอมลมปราณ อายุน้อยๆ ก็พึ่งพาตนเองจนผ่านด่านความเป็นความตายมาได้ ในขอบเขตเส้นเอ็นหลิวกลับเดินก้าวเดียวเลื่อนเป็นขอบเขตหยกดิบ
ผู้มีพรสวรรค์ด้านการฝึกตนที่อายุสิบกว่าขวบก็เป็นผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตบนแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติหรือวาสนาล้วนดีเยี่ยม นี่ก็คือดวงแข็งทั้งยังดวงดี ต่อให้จะเป็นรุ่นผู้มีพรสวรรค์ของถ้ำสวรรค์หลีจู หรือแม้กระทั่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ที่มีหมื่นปีที่ผ่านมามีผู้ฝึกกระบี่มากมายราวก้อนเมฆ คนที่มีครบทั้งสองอย่างนี้ มีสักกี่คนกันเชียว?
เจียงซ่างเจินหน้าหนาอย่างแท้จริง เขาหันหน้ามายิ้มถามว่า “เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉี อาจารย์ลู่ เสี่ยวโม่ ข้าถามพวกเจ้านะ คุยเรื่องเงินกับเซียนกระบี่ถือว่าหยาบคายหรือไม่?”
ฉีถิงจี้ยิ้ม “คือความสง่างามอย่างสูง”
ศึกสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่ หากจะบอกว่าปิดฉากลงที่การปล่อยกระบี่ยกนครบินทะยานของเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส ถ้าอย่างนั้นการเปิดฉากก็คือการประชุมที่เรือนชุนฟาน และการประชุมครั้งนี้ ต้องการสิ่งใด ไม่ใช่เงินหรอกหรือ?
ลู่จือกล่าว “สง่างามหรือไม่ บอกได้ยาก แต่ไม่หยาบคายแน่ๆ”
เสี่ยวโม่กล่าว “เจ้าขุนเขาเคยบอกว่าบัณฑิตเอาแต่อับอายอยู่กับเรื่องเงิน ก็มีความเป็นไปได้อย่างมากว่าจะถูกเงินทำให้อับอาย”
เซี่ยโก่วคือคนที่กลัวว่าเรื่องสนุกจะไม่ใหญ่มากพอ นางจึงหัวเราะร่าเอ่ยว่า “หากถัวเหยียนฮูหยินอยู่ที่นี่ด้วย รับรองเลยว่านางต้องนินทาในใจว่า ดีๆๆ พวกเจ้าล้วนสง่างาม ล้วนสูงส่งกันทุกคน”
เจียงซ่างเจินยิ้มถาม “เงินของใครหาได้ง่ายที่สุด?”
หมี่อวี้ตอบ “สตรีแต่งกายเพื่อคนที่ตัวเองพึงใจ”
ชุดกระโปรงเซียงสุ่ยชุดเซียนของเทพธิดามังกรที่พลิ้วไหวงามพร่าเลือนดั่งเมฆหมอก รองเท้าปักลายบุปผาคู่หนึ่งที่หน่วยชิงหลิงของพื้นที่มงคลร้อยบุปผาตัดเย็บและวางขาย เครื่องประทินโฉมทั้งชุดที่จัดทำโดยกองเจิงเยี่ยน (เพิ่มความงาม) กำไลข้อมือ “ไข่มุกบนฝ่ามือ” ที่ขั้นต่ำต้องเป็นไข่มุกของฉิวซึ่งเป็นผลผลิตจากหลุมน้ำสู่สิบสองเม็ด คันฉ่องบานหนึ่งที่หลอมจากหอแก้วใสของนครจักรพรรดิขาว ขวดอวี้ชุนที่เผาด้วยกรรมวิธีลับของภูเขาชิงกงหลิวเสียทวีป และยังมีปิ่นไม้ไผ่ที่ภูเขาชิงเสินของถ้ำสวรรค์จู๋ไห่มอบให้ไม่มีวางขาย
พู่กันก่อเกิดบุปผาของพื้นที่มงคลร้อยบุปผา อย่าว่าแต่ใต้หล้าไพศาลเลย แม้กระทั่งที่ใต้หล้ามืดสลัวก็ยังขายพวกมันด้วยราคาแพงหูฉี่
นอกจากสำนักใหม่อย่างภูเขาลั่วพั่ว สำนักกระบี่หลงเซี่ยงแล้ว เก้าทวีปของไพศาลที่ขอแค่เป็นพรรคจวนเซียนที่ใหญ่สักหน่อย ในคลังสมบัติจะไม่มีของพวกนี้เก็บไว้สักสี่ห้าชิ้นได้หรือ?
เพราะถึงอย่างไรพวกมันก็ทั้งสวยงามและมีประโยชน์ สามารถเกื้อหนุนการฝึกตนได้จริง ความบกพร่องเพียงหนึ่งเดียวในความสมบูรณ์แบบก็น่าจะเป็นราคาที่แพงไปสักหน่อยหรือไม่ก็หาซื้อไม่ได้ ได้แต่มองตาปริบๆ เท่านั้น
เจียงซ่างเจินใช้เสียงในใจถาม “เจ้ารู้หรือไม่ว่าในคลังของภูเขาลั่วพั่วมีไข่มุกฉิววางกองไว้กี่เม็ด?”
หมี่อวี้กล่าว “จำนวนที่แน่ชัดข้าไม่รู้ รู้แต่ว่ามีเยอะมาก เยอะมากๆ! แต่ดูเหมือนว่าคราวก่อนที่ยกระดับขั้นของพื้นที่มงคลรากบัว จะถูกเอาไปใช้แล้วไม่น้อย?”
เจียงซ่างเจินกล่าว “ในคลังยังเหลือไข่มุกฉิวอีกประมาณสามพันเม็ด ระดับชั้นล้วนดีเยี่ยม”
หมี่อวี้เอ่ยอย่างตกตะลึง “เยอะขนาดนี้เชียว?”
เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย “มหาสมุทรกว้างขวางถึงเพียงใด หลุมน้ำสู่เป็นใหญ่ในพื้นที่แถบหนึ่ง แล้วก็ไม่มีความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับบนพื้นดิน ทรัพย์สินของตั้นตั้นฮูหยินไม่มีทางแย่ได้แน่”
สุ่ยจวินสี่มหาสมุทรที่ได้รับการแต่งตั้งจากศาลบุ๋นทุกวันนี้ วันหน้ามีแต่จะยิ่งมีเงินมากขึ้นเรื่อยๆ แม้กระทั่งเจียงซ่างเจินก็ยังต้องอิจฉา
หากไม่เป็นเพราะมีกฎระเบียบมากมายของศาลบุ๋นพันธนาการไว้ สุ่ยจวินที่ดูแลสี่มหาสมุทรอย่างถูกต้องชอบธรรมคิดจะหาเงินกันจริงๆ เรื่องที่ทำในแต่ละวันก็คือแค่นอนนับเงินเท่านั้น
กำไลข้อมือไข่มุกฉิวที่เป็นที่นิยมของใต้หล้า หลายปีมานี้แทบจะหาไม่ได้แล้ว เหตุผลก็เพราะถูกภูเขาลั่วพั่วดักปล้นไปทั้งหมด
ไข่มุกฉิวคือของที่มีเฉพาะในน่านน้ำที่หลุมน้ำสู่ปกครอง และตั้นตั้นฮูหยินที่มีฉายาว่าชิงจงของหลุมน้ำสู่ท่านนั้น นางเรือนกายอวบอ้วน เดิมทีก็ไม่ใช่สาวงามอะไรอยู่แล้ว ดังนั้นนางจึงทั้งไม่มีการประทินโฉม แล้วก็ไม่อยากจะสัมผัสกับกลิ่นเหม็นสาบของเหรียญทองแดงมากเกินไป
หาไม่แล้วนางจะเชื้อเชิญให้อาจารย์ป่ายเหย่มาเป็นแขกที่หลุมน้ำสู่ได้อย่างไร? แค่ดูจากชื่อของพื้นที่ประกอบพิธีกรรมและฉายาที่นางตั้งก็รู้แล้วว่านางเลื่อมใสป่ายเหย่ถึงเพียงใด
ดังนั้นนางจึงปล่อยให้ไข่มุกฉิวที่ทุกปีต้องถูกยกมาบรรณาการให้หลุมน้ำสู่พวกนั้นกองสะสมกันเป็นภูเขาอยู่ในคลังสมบัติ ต้องรู้ว่าคนเราต้องแก่ตัวลง ไข่มุกก็หมองและเหลืองได้เช่นกัน แทบทุกปีจึงต้องมีการเบิกคืนไข่มุกฉิวชุดหนึ่งอยู่ตลอด
อันที่จริงพันปีที่ผ่านมา กำไลข้อมือที่หมุนเวียนอยู่ในท้องตลาดของเก้าทวีปในไพศาลล้วนเป็นไข่มุกระดับรองที่ถูกทิ้งแล้วจากหลุมน้ำสู่ เสมียนขุนนางในที่ว่าการทั้งหลายสามารถแอบใช้วิธีการบางอย่าง แต่ไม่กล้าทำให้โจ่งแจ้งเกินไปนัก เป็นเหตุให้จำนวนผลผลิตของกำไลข้อมือยังคงมีจำกัด
สำหรับเรื่องนี้ตั้นตั้นฮูหยินก็ได้แต่หลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง อยู่กับนาง ไม่มีคุณความชอบก็มีคุณความเหนื่อยยาก ชีวิตจะเงียบสงบยากลำบากเกินไปนักไม่ได้
หมี่อวี้ถามอย่างสงสัย “ก่อนหน้านี้แม้จะอยากรู้แต่ก็คร้านจะถามมาโดยตลอด ไฉนไข่มุกฉิวของหลุมน้ำสู่ถึงถูกเก็บมาไว้ในกระเป๋าของพวกเราได้ล่ะ”
เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย “ขั้นตอนค่อนข้างคดเคี้ยวซับซ้อน เหตุผลมีเยอะมาก แต่สืบสาวราวเรื่องกันแล้วก็ยังมีแค่ประโยคเดียว: ความดีสืบต่อไม่ขาดสาย”
ปีนั้นหลี่หลิ่วเดินทางผ่านหลุมน้ำสู่รอบหนึ่ง ตั้นตั้นฮูหยินก็สะบัดร่างเปลี่ยนสถานะกลายไปเป็นสาวใช้ข้างกายฝ่ายแรก ภายหลังต่อมาตั้นตั้นฮูหยินก็ติดตามหลี่หลิ่วไปเยือนพื้นที่มงคลรากบัว
นางฟังคำพูดของเด็กหนุ่มชุดขาวแซ่ชุยที่คล้ายกับมีศาสตร์อ่านใจคนผู้นั้นแค่ประโยคสองประโยค หัวก็พลันร้อนเกิดความคิดชั่วแล่น เอาไข่มุกฉิวทั้งหมดที่เก็บสะสมไว้ในคลังสมบัติของหลุมน้ำสู่หลายพันปียกให้อีกฝ่ายหมดรวดเดียว
ไข่มุกฉิวส่วนหนึ่ง หรือควรจะพูดให้ถูกต้องคือไข่มุกห้าพันกว่าเม็ดที่ระดับชั้นธรรมดาที่สุดล้วนกลายไปเป็นฝนใหญ่แฝงไว้ด้วยโชคชะตาน้ำเข้มข้นที่ตกกระหน่ำลงมาในโลกมนุษย์ของพื้นที่มงคล เป็นเหตุให้โชคชะตาน้ำเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเท่าตัว
ตอนนั้นคำพูดของชุยตงซานคือการบอกเป็นนัย แต่ก็แทบจะเป็นการบอกอย่างชัดเจนแล้วว่า ชีวิตนี้เจ้าเลื่อมใสป่ายเหย่ที่สุด แต่กลับมีวาสนาไม่พอจะได้พบหน้ากันสักครั้งไม่ใช่หรือ? จัดการได้ง่ายเลย
“อาจารย์ของอาจารย์ข้ามีความสัมพันธ์อย่างไรกับป่ายเหย่? ใต้หล้าห้าสีที่อยู่ในสภาวะหุนตุ้นยุ่งเหยิง เป็นสหายรักสองคนไหนที่จับมือกันไปบุกเบิกมา? เรื่องทำนองนี้ข้าไม่กล้าพูดเหลวไหลหรอก”
“ศิษย์พี่ของอาจารย์ข้า ความสัมพันธ์ของหลิวสือลิ่วกับป่ายเหย่เป็นเช่นไร? หวนนึกถึงปีนั้น ป่ายเหย่ขึ้นเขาไปเยี่ยมเยือนเซียนครั้งแล้วครั้งเล่า ใครกันที่ไปเป็นเพื่อนเขา? สายเหวินเซิ่งของพวกเรา ใครที่เป็นศิษย์น้องเล็ก?”
“ต่อให้ไม่พูดเรื่องพวกนี้ พูดถึงแค่อาจารย์ของข้า ทำไมถึงได้รับปลายกระบี่ของกระบี่เซียนที่ป่ายเหย่ครอบครอง? ตั้นตั้นฮูหยิน เจ้าลองนับนิ้วดูเอาเองเถอะ นี่มันความสัมพันธ์กี่ชั้นแล้ว? การที่ในอนาคตอาจารย์ของข้าจะได้พูดคุยต่อหน้าป่ายเหย่นั้นเป็นเรื่องที่แน่นอนแล้ว ใช่หรือไม่ล่ะ? แต่พวกเขาจะคุยเรื่องอะไรกัน คุยถึงใคร ก็ต้องอยู่ที่วาสนาแล้วใช่ไหม? มีอยู่ข้อหนึ่งที่เป็นข้อดีแล้วก็เป็นข้อเสียของอาจารย์ข้าด้วย เขากลัวที่จะต้องติดค้างน้ำใจคนอื่นมากที่สุด ติดค้างน้ำใจของคนอื่นก็จะนอนไม่หลับ จะต้องรีบหาโอกาสมอบผลหลีตอบแทนผลท้อให้จงได้ จะต้องชดใช้น้ำใจคืนก่อนแล้วถึงจะสบายใจ….”
ฟังมาถึงตรงนี้ ตั้นตั้นฮูหยินก็เหมือนความคิดได้เปิดกว้าง ใช้เสียงในใจถามว่า “ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเข้าใจแล้ว!!”
ดังนั้น พูดคุยกันแค่ไม่กี่คำ ไข่มุกฉิวที่มากถึงแปดพันเม็ดก็ได้เปลี่ยนเจ้าของ เปลี่ยนจากของหลุมน้ำสู่กลายไปเป็นของภูเขาลั่วพั่ว คนที่มอบของขวัญมีความสุข คนที่รับของขวัญก็ดีใจ ทุกคนล้วนยินดี
ต้องรู้ว่าไข่มุกฉิวที่ระดับต่ำที่สุดก็ยังสามารถขายได้หนึ่งถึงสองเหรียญเงินฝนธัญพืช และไข่มุกฉิวระดับต้นๆ ก็สามารถเอาไปประดับชุดกระโปรงสุ่ยเซียงชุดเซียนเทพธิดามังกรได้ นั่นถือเป็นการแต้มความงาม
กระโปรงสุ่ยเซียงที่ขาดไข่มุกฉิวไปก็เหมือนเครื่องกระเบื้องที่พวกชาวบ้านเผาเลียนแบบทางการ ขาดความหมายไปมากมาย สองอย่างราคาก็ต่างกันมาก และสร้อยข้อมือไข่มุกฉิวพวงหนึ่งที่ตระกูลเซียนหลอมขึ้นมาอย่างตั้งใจ ขนาดเป็นผู้ฝึกตนหญิงห้าขอบเขตบนก็ยังยินดีจะสวมไว้บนข้อมือตลอดทั้งปี ระดับความล้ำค่าหายากนั้นจะมีมากแค่ไหน แค่คิดก็พอจะรู้ได้
เจียงซ่างเจินกล่าว “ข้าคิดว่าช่วงนี้จะไปเยือนจวนไฉ่เชวี่ยสักรอบ คาดว่าพวกสาวทอผ้าทั้งหลาย ต่อจากนี้ก็น่าจะมีงานให้ต้องยุ่งง่วนกันแล้ว คำพูดบางอย่างของเจ้าขุนเขาพวกเรา พูดได้ถึงแก่นและตรงจุดอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นเป็นคนจะเอาแต่ขาดทุนตลอดไปเพื่อให้มีคุณธรรมไม่ได้ ถึงเวลาที่พวกนางต้องได้กำไรกันบ้างแล้ว”
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมแห่งแรกที่หมี่อวี้มาลงหลักปักฐาน หลังจากมาถึงใต้หล้าไพศาลไม่ใช่ภูเขาลั่วพั่ว แต่เป็นจวนไฉ่เชวี่ยของอุตรกุรุทวีป
ด้วยชื่อเสียงที่เป็น “ป้ายอักษรทองฟ้าผ่าก็ไม่สะเทือน” ในอุตรกุรุทวีปของเจียงซ่างเจิน หากเขาไปเยือนเพียงลำพัง ผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร แค่คิดก็พอจะรู้ได้
ที่แท้เจียงซ่างเจินเตรียมจะเอาการค้าใหญ่สองอย่างอย่างกำไลข้อมือไข่มุกบนฝ่ามือกับชุดเซียงสุยธิดามังกรมอบให้พวกนางเป็นคนถักทอ ด้านหนึ่งก็เพราะวิธีการฝึกตนและต้นทุนในการหยัดยืนของพวกนางก็คือการทำเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว
อาศัยอาชีพนี้หากินอยู่ และบวกกับที่ก่อนหน้านี้เฉินผิงอันได้ตำราลับในการถักชุดคลุมอาคมของนครจินซุยแห่งเปลี่ยวร้างเล่มหนึ่งมาจากนักพรตเนิ่น แล้วก็ได้มอบต่อให้กับจวนไฉ่เชวี่ยนานแล้ว
เจียงซ่างเจินกล่าว “อีกอย่างก็คือทางฝั่งของหลิ่วชื่อเฉิงที่ต้องลองคุยดูสักหน่อย”
เพียงแค่เพราะเจ้าหอหลิ่วเต้าฉุนหายตัวไปนานเป็นพันปี ราคาของคันฉ่องประทินโฉมจึงพุ่งขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง รอกระทั่งเจ้านครหลิ่วที่ชอบสวมชุดเต๋าสีชมพูเดินอวดโฉมอยู่บนภูเขากลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง
คนที่มีความสุขที่สุดย่อมต้องเป็นผู้ฝึกตนหญิงที่อายุการฝึกตนยังไม่มาก คาดไม่ถึงว่าหลิ่วชื่อเฉิงจะป่าวประกาศออกมาอย่างรวดเร็ว ยกเอาหอแก้วใสของนครจักรพรรดิขาวมาอ้าง บอกว่าหอแก้วใสยังเป็นหอแก้วใสอยู่อีกไหม? ไม่ใช่แล้ว ถ้าอย่างนั้นยังจะต้องหลอมคันฉ่องประทินโฉมอะไรอีก
เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย “มีสมบัติพิทักษ์ร้านสามอย่างนี้ แล้วยังมีแหล่งสินค้าที่มั่นคง การค้าขายของร้านผ้าห่อบุญในใบถงทวีปก็จะมั่นคงตามไปด้วย มีโอกาสที่จะได้เปิดร้านต้อนรับความมงคล”
ตามข้อตกลงระหว่างเจ้าขุนเขากับจางจื๋อบรรพบุรุษของร้านผ้าห่อบุญ ใบถงทวีปในอนาคตจะไม่จำกัดอยู่แค่ที่ท่าเรือตระกูลเซียนและโรงเตี๊ยมทุกแห่งที่อยู่สองฝากฝั่งของลำน้ำใหญ่เท่านั้น แต่สามารถเข้าใจได้ว่าทั่วทั้งใบถงทวีปล้วนมีสถานที่สำหรับการซื้อขายบนภูเขา ถึงเวลานั้นก็จะมีร้านผ้าห่อบุญร้านหนึ่งโผล่ขึ้นมา
หมี่อวี้เอ่ย “จวนไฉ่เชวี่ยสามารถรับได้ แต่ทางที่ดีที่สุดควรจะดึงทะเลสาบกระบี่ฝูผิงมาด้วย หลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดฝัน”
ลี่ไฉ่อยู่อุตรกุรุทวีปมีความสัมพันธ์กับผู้คนดีเยี่ยม จวนไฉ่เชวี่ยมีทะเลสาบกระบี่ฝูผิงคอยช่วยขับดัน ก็จะลดทอนปัญหายุ่งยากไปได้มากมาย
เจียงซ่างเจินพยักหน้ายิ้มเอ่ย “ข้าก็บอกแล้วว่าเซียนกระบี่หมี่มีพรสวรรค์ด้านการทำการค้า”
หมี่อวี้หัวเราะ ไม่คิดเป็นจริงเป็นจัง
เจียงซ่างเจินเอ่ยเนิบช้าว่า “นอกจากเจ้ากับต่งสุ่ยจินแล้ว ข้ายังเลือกคนไว้อีกหลายคนซึ่งพยายามจะให้ร่วมมือกันได้ในระยะยาว อย่างเช่นหลิ่วชื่อเฉิง หลิวทุ่ยแห่งเทียนเหยาเซียง หลิวโยวโจวแห่งสำนักฝูเหยา หลิ่วซวี่เจ้าประมุขแห่งลำคลองหลัวหม่า น่าหลันไฉ่ฮ่วนแห่งสำนักอวี่หลง ไช่จินเจี่ยนแห่งภูเขาเมฆาเรือง หัวหนันฝูแห่งนครมังกรเฒ่า นอกจากนี้ก็ยังมีภูเขาชิงกงของหลิวเสี่ยทวีป ราชสำนักเสวียนมี่และหอเซียนจิ่วเจินของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง ราชสำนักต้าหยวนของอุตรกุรุทวีป รวมไปถึงเจ้าของเรือที่เคยไปเยือนเรือนชุนฟาน แต่จะพูดคุยกันอย่างไร ข้ายังต้องวางแผนให้ดีเสียก่อน”
หมี่อวี้ได้ยินชื่อคนและพื้นที่ประกอบพิธีกรรมยาวเป็นพรวนพวกนี้ก็เดาะลิ้นไม่หยุด “จัดขบวนใหญ่โตขนาดนี้เลยหรือ?”
เจียงซ่างเจินยิ้มบางๆ “ข้าต้องการให้ภายในเวลาสามร้อยถึงห้าโร้อยปี ภูเขาลั่วพั่วกลายมาเป็นสำนักที่ร่ำรวยที่สุดของใต้หล้าไพศาล ไม่มีหนึ่งใน”
หมี่อวี้เอ่ยชื่นชม “มีปณิธานสูงส่งยาวไกล!”
เจียงซ่างเจินเงียบไปครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “หมี่อวี้ ในเมื่อพวกเราเป็นสหายกัน ข้าก็ต้องเตือนเจ้าด้วยประโยคที่ไม่น่าฟังสักหน่อย”
หมี่อวี้กล่าว “เจ้าพูดมาได้เลย ต่อให้ไม่น่าฟังแค่ไหน ข้าก็ฟังได้”
ผ่านภูเขาห้อยหัวมาถึงใต้หล้าไพศาลแห่งนี้ เดินทางไปร่วมสนามรบที่นครมังกรเฒ่าก็ดี หรือเริ่มใส่ใจเรื่องฝ่าทะลุขอบเขตก็ช่าง อันที่จริงเป้าหมายของหมื่อวี้มีแค่อย่างเดียวเท่านั้น
เขาไม่อยากให้คนอื่นรู้สึกว่าผู้ฝึกกระบี่สายของอิ่นกวานคฤหาสน์หลบร้อนคือเศษสวะขี้ขลาดที่เวทกระบี่ธรรมดาสามัญ หมี่อวี้ไม่กลัวที่จะต้องโดนด่า ไม่กลัวที่จะถูกคนของบ้านเกิดดูแคลนเหยียดหยาม กลัวก็แต่ว่าพวกคนนอกที่ไม่เข้าใจอะไรสักอย่างจะดูแคลนอิ่นกวานหนุ่ม ดูแคลนสายอิ่นกวานและกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็เพราะตน
มาถึงภูเขาลั่วพั่ว คนหนึ่งคนกับเรื่องราวหนึ่งเรื่องล้วนทำให้หมี่อวี้โล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก นั่นก็คือเจียงซ่างเจิน ที่แท้ถึงกับมีคนที่ชื่อเสียงบนภูเขาแย่ยิ่งกว่าหมี่ปักลายบุปผาอยู่จริงๆ ด้วย