กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1198.2 บทกวีเปิดฉาก
นอกจากนี้ก็คือการปิดด่านของเซียนกระบี่ผู้อาวุโสของภูเขาตะวันเที่ยงบางท่านที่ถึงกับใช้เวลานานหลายสิบปี กว่าจะอดทนผ่านความยากลำบากจนกลายเป็นขอบเขตหยกดิบได้ เรื่องนี้ทำให้หมี่อวี้ได้เปิดโลกทัศน์ครั้งใหญ่
นอกจากนี้ภูเขาลั่วพั่วมี “เจ้าโจรเจียง” มาเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง จิตแห่งมรรคาของหมี่อวี้จึงไม่ได้หนักอึ้งขนาดนั้นอีกแล้ว ดังนั้นหมี่อวี้จึงค่อนข้างเกิดใจใกล้ชิดสนิทสนมกับเจียงซ่างเจิน
เคยคิดว่าขอบเขตบินทะยานนั้นอยู่ไกลเกินกว่าจะเอื้อมคว้าได้ถึง ทว่าเซียนกระบี่ใหญ่หมี่ในทุกวันนี้ บางทีก็กล้าคิดบ้างแล้ว
เจียงซ่างเจินเอ่ย “อย่าได้พกพาเอาความละอายใจอย่างใหญ่หลวงมาฝึกตนหลอมกระบี่อยู่ที่ใต้หล้าไพศาล อย่าได้มองการฝ่าทะลุขอบเขตทุกครั้งในใต้หล้าไพศาลเป็นการที่หมี่อวี้ทรยศต่อกำแพงเมืองปราณกระบี่”
หมี่อวี้เงียบงันไม่พูดจา
ไฉอู๋ยื่นเหล้าที่รินจนเต็มขามส่งไปให้หมี่อวี้ “ดื่มเหล้า”
บนพื้นดินปูเต็มไปด้วยถ้อยคำและตัวอักษร คงเป็นเพราะทุกความเงียบงันล้วนเป็นดั่งแม่น้ำใต้ดินเส้นหนึ่ง สิ่งที่ไหลรินอยู่ในสายน้ำคือความเศร้าโศกเสียใจที่มิอาจเอื้อนเอ่ยออกมาได้ คือความเสียดายที่ไม่อาจบอกกล่าวแก่ใคร
เซี่ยโก่วลูบหมวกขนเตียว ใช้เสียงใจถามหลิงซวิน “สำนักหลินจี้มีสี่แขกและเจ้าบ้าน ส่วนสำนักเฉาต้งมีห้ากษัตริย์และขุนนาง เจ้ารู้หรือไม่?”
หลิงซวินมึนงง หันไปถามคนรักตามจิตใต้สำนึก “ผู้อาวุโสป่ายจิ่งพูดเรื่องอะไรหรือ?”
กวอตู้อธิบายให้นางฟังคร่าวๆ แต่ตัวกวอตู้เองก็แค่เคยได้ยินคำนามมาแค่ไม่กี่คำ รู้แค่ว่าเป็นคำกล่าวของลัทธิพุทธ ความหมายที่แท้จริงเป็นเช่นไร เขากลับไม่เข้าใจเลยสักนิด
เซี่ยโก่วเอ่ย “กลับไปถึงภูเขาลั่วพั่ว จำไว้ว่ามาคุยกับข้าสักรอบหนึ่ง”
นางมองปมในการฝึกตนของหลิงซวินออกนานแล้ว หากไม่รีบแก้ไขลำดับก่อนหลังหลิงซวินคิดอยากจะเลื่อนเป็นเซียนเหริน เฮอะ ยากเหมือนเดินขึ้นสวรรค์โดยแท้
ในมือของเซี่ยโก่วมีมรรคกถาบรรพกาลบทหนึ่งที่ควันธูปขาดสะบั้นไปแล้วพอดี สามารถถ่ายทอดให้กับหลิงซวินได้ แล้วยังถือว่าเป็นการให้ยาถูกโรคด้วย แต่จะสำเร็จหรือไม่ก็ต้องขึ้นอยู่กับโชควาสนาของหลิงซวินเองแล้ว
หลิงซวินลังเลเล็กน้อย ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีอะไรให้พูดคุยกับป่ายจิ่งได้ ที่สำคัญที่สุดก็คือนางยังรู้สึกขยาดกับฉายาว่า “ป่ายจิ่ง” นี้อย่างมาก
กวอตู้ดีใจสุดขีด ชิงรับปากไว้ให้ก่อน เอ่ยขอบคุณผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่วท่านนี้ติดๆ กัน บอกตามตรง ป่ายจิ่งมาเป็นผู้ถวายงาน เขามักรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เหลวไหลสิ้นดี
เซี่ยโก่วโบกมือเป็นวงกว้าง “คนครอบครัวเดียวกันไม่พูดจาห่างเหิน ในฐานะผู้ถวายงานอันดับรองแห่งภูเขาบรรพบุรุษ ปฏิบัติต่อผู้ถวายงานของสำนักเบื้องล่างอย่างดี คือสิ่งที่สมควรทำแล้ว พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องขอบคุณ”
หลิงซวินไม่รู้ว่าควรจะรับคำต่ออย่างไร ขนาดกวอตู้ที่เป็นคนเก่าแก่ในยุทธภพแล้วก็ยังไปไม่เป็นเหมือนกัน
เซี่ยโก่วพูดเหมือนคนในวงการขุนนาง ทำให้ทั้งกวอตู้และหลิงซวินต่างก็รู้สึกแปลกๆ แต่อันที่จริงก็เป็นเรื่องปกติ อย่าว่าแต่พวกเขาเลย ต่อให้เป็นคู่รักอย่างเจียงเซ่อกับอู่เหยียนก็ยังรู้สึกประหลาดเหมือนกัน
เหมยคานถามลูกศิษย์ “หากมีวันหนึ่งอิ่นกวานต้องการให้เจ้าไปลงสนามรบที่เปลี่ยวร้าง เจ้าจะตอบอย่างไร?”
เหมยตั้นตั้งใช้ความคิดอยู่ชั่วขณะก็ตอบว่า “ขอแค่อิ่นกวานไม่จงใจให้ข้าไปตาย ก็ล้วนสามารถตอบตกลงได้”
เหมยคานพลันเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าจู๋ซู่เป็นอย่างไร?”
เหมยตั้นตั้งหันมามองนาง เหมยคานพูดกลั้วหัวเราะอยู่กับตัวเอง “ไม่ต้องรีบร้อน”
เหมยตั้นตั้งเองก็เอ่ยซ้ำประโยคเดียวกันว่าไม่ต้องรีบร้อน
เหมยคานคล้ายจะตระหนักอะไรได้จึงเอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “อิ่นกวานพูดได้ดี เรื่องของการฝึกตนมักจะต้องรู้วิชาก่อนถึงจะรู้มรรคา ต้องปฏิบัติจริงก่อนแล้วค่อยพิสูจน์มรรคาสุดท้ายถึงจะบรรลุมรรคา ได้รับอิสระที่ยิ่งใหญ่”
เหมยตั้นตั้งเอ่ย “อาจารย์เสี่ยวโม่กับผู้อาวุโสป่ายจิ่งยินดีเชื่อใจอิ่นกวานถึงขนาดนั้นแน่นอนว่าก็ย่อมต้องมีเหตุผล”
……
ในศาลเทพีบุปผามีหญิงสาวอากัปกิริยาสงบเยือกเย็นคนหนึ่งปรากฏตัว ข้างกายนำยังพาเด็กสาวหน้าตาน่าเอ็นดูท่าทางขลาดกลัวมาด้วย
ก่อนหน้านี้ได้รับการ ‘ชักนำ’ จากเฟิ่งอี๋ พวกนางพลันตระหนกลนทำอะไรไม่ถูก รีบเปิดการประชุมศาลบรรพจารย์ขึ้นมาอย่างเร่งด่วน ไม่กล้าทำให้เฟิ่งอี๋ต้องเสียเวลา กังวลว่าจะถูกเฟิ่งอี๋เข้าใจผิดคิดว่าพวกนางวางมาดใหญ่โต
ดังนั้นจึงรีบร้อนตัดสินใจให้พวกนางที่เป็นเทพีบุปผาสององค์ถือตราประทับของพื้นที่มงคล ใช้เทวรูปในศาลเทพีบุปผาเป็นท่าเรือ เดินทางข้ามทวีป “เยื้องกรายมาเยือน” ที่แห่งนี้พร้อมกัน
คิดไม่ถึงว่านอกจากเฟิ่งอี๋แล้วจะยังมีหวังจูที่ได้ครอบครองสถานะสำคัญถึงสามอย่าง เช่นสุ่ยจวินคนใหม่ ขอบเขตสิบสี่คนใหม่ และมังกรที่แท้จริงเพียงหนึ่งเดียวอยู่ด้วย ความกดดันของเทพีบุปผาทั้งสองพลันเพิ่มมากขึ้นทันที
พวกนางไม่กล้าเสียมารยาท เป็นฝ่ายยอบกายคารวะเฟิ่งอี๋และสุ่ยจวินแห่งมหาสมุทรบูรพาก่อน เฟิ่งอี๋นิ่งเฉยไม่มีท่าทีใดๆ หวังจูเพียงแค่ผงกศีรษะตอบรับ ถือว่าเป็นการคารวะกลับคืนแล้ว
บรรยากาศค่อนข้างตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด เฟิ่งอี๋ยิ้มตาหยีเปิดปากพูดขึ้นก่อนว่า “เจ้าแห่งบุปผาของพื้นที่มงคลมาเยือนด้วยตัวเอง ไว้หน้ากันอย่างมากเลย ไม่เลวๆ มีความจริงใจยิ่ง ดูท่าน่าจะพูดคุยกันได้”
สีหน้าของหวังจูกึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง
สตรีที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้มีฉายาว่าอวี้เซียว นามแฝงคือหลัวฝูเมิ่ง คือหนึ่งในสี่เทพีบุปผาเจ้าชะตาของพื้นที่มงคลร้อยบุปผา ระดับชั้นของตำแหน่งนี้สูงมาก แต่ไม่ใช่เจ้าแห่งบุปผา
เทพีดอกเหมยเอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “เฟิ่งอี๋ไม่จำเป็นต้องจงใจพูดเช่นนี้ ท่านและข้าต่างก็รู้ดีอยู่แก่ใจว่าหาใช่เจ้าแห่งบุปผาไม่อยากมา แต่เป็นเพราะไม่กล้ามา”
เฟิ่งอี๋แสร้งถามอย่างตกใจ “ไม่กล้ามา? หมายความว่าอย่างไร เพราะชื่อเสียงบนภูเขาของข้าย่ำแย่เกินไป ชื่อเสียงความดุร้ายเลื่องลือ นางกลัวว่าจะหลงกล มาแล้วไม่ได้กลับไปหรือ?”
เทพีดอกเหมยได้แต่อธิบายเพิ่มมาหนึ่งประโยคว่า “เจ้าแห่งบุปผากลัวว่าเมื่อนางมาแล้ว หากยังเจรจากันไม่สำเร็จก็จะไม่เหลือพื้นที่ว่างให้ถอยหลังกลับแล้วจริงๆ”
เฟิ่งอี๋ร้องจุ๊หนึ่งที ส่ายหน้าเอ่ยว่า “พวกเจ้าน่ะ ยังเป็นเหมือนเดิมเลยนะ”
หวังจูกระตุกมุมปาก ทุกหนทุกแห่งในพื้นที่มงคลร้อยบุปผาล้วนถูกถ้ำสวรรค์จู๋ไห่กดข่มเอาไว้ นั่นก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล เพราะถึงอย่างไรการฝึกตนก็ไม่ใช่การต่อยตีกันบนถนนที่คนมากกว่าจะได้เปรียบ
แต่ว่าทางฝั่งของพื้นที่มงคลก็ยังรู้หนักเบา เฟิ่งอี๋ไม่มีความรู้สึกดีๆ อันใดต่อพื้นที่มงคล มีเพียงความรู้สึกต่อหลัวฝูเมิ่งที่มีหน้าที่ดูแลดอกเหมยในโลกมนุษย์เท่านั้นที่ถือว่าไม่เลว
คิดดูแล้วสำหรับการพบปะหารือในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทางฝั่งของพื้นที่มงคลร้อยบุปผาคงไม่หวังให้มีคุณความชอบ แต่หวังว่าจะไม่มีความผิดพลาดเกิดขึ้น? หรือไม่นี่ก็คือการพูดถึงความรู้สึกก่อนแล้วค่อยพูดถึงการค้าตามแบบฉบับ?
หลัวฝูเมิ่งไม่รู้ว่าควรจะเปิดปากอย่างไรจริงๆ นิสัยของนางหยิ่งทรนง ไม่ชอบพูดคุยหากไม่เป็นเพราะเคารพผลลัพธ์ในการประชุมศาลบรรพจารย์ ครั้งนี้นางก็ไม่มีทางออกมาข้างนอก พาร่างจริงมาเยือนศาลเทพีบุปผาของเมืองหลวงต้าหลีแห่งนี้เด็ดขาด
และเฟิ่งอี๋เองก็ไม่อยากจะยอมให้อีกฝ่ายง่ายๆ บรรยากาศในศาลเทพีบุปผาจึงอึดอัดขึ้นมาทันที หวังจูเป็นคนนอกที่ไม่มีเรื่องใดก็ตัวเบา นางเหลือบมองเทพีบุปผาดอกเฟิ่งเซียน (หรือดอกเทียน)
เด็กสาวเองก็แอบมองสุ่ยจวินมังกรที่แท้จริงที่เปี่ยมไปด้วยเรื่องเล่ามากสีสันตระการตาผู้นี้อยู่ตลอดเวลา พอสบตากับหวังจู นางที่ใจฝ่อก็แสร้งทำเป็นกวาดตามองรอบด้านทันที
พื้นที่มงคลร้อยบุปผาถูกบุกเบิกขึ้นในช่วงยุคโบราณ ห่างจากทุกวันนี้มานานสี่พันปีแล้ว อายุน้อยกว่าถ้ำสวรรค์จู๋ไห่ของฮูหยินภูเขาชิงเสินมากนัก
เทพีบุปผาเจ้าแห่งชะตาสี่คนของพื้นที่มงคลซึ่งรวมถึงหลัวฝูเมิ่งเป็นหนึ่งในนั้น พวกนางมีอายุการฝึกตนยาวนานมากต่างก็เป็นเซียนเหริน แต่กลับไม่อาจพิสูจน์มรรคาบินทะยานได้เสียที
และขอบเขตเซียนเหรินของพวกนางก็เป็นแค่ชั้นวางที่ว่างเปล่าเท่านั้น บวกกับที่รากฐานมหามรรคาของพวกนางนำพา เกิดมาก็รังเกียจการประลองคาถาเข่นฆ่าเอาชีวิตกัน ออกมาจากพื้นที่มงคลก็ง่ายที่จะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน
ในประวัติศาสตร์ก็มีกรณีตัวอย่างที่เป็นโศกนาฏกรรมอยู่หลายครั้งที่เทพีบุปผาออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกแล้วถูกโจรเด็ดบุปผาบนภูเขารู้เข้าก็ได้วางแผนอย่างตั้งใจเพื่อจับตัวและครอบครองพวกนาง
เจ้าแห่งบุปผาของพื้นที่มงคลในทุกวันนี้กลับเป็นผู้มาทีหลังแต่ตามมาทัน ฐานะและขอบเขตของนางก็ล้วนเป็นเช่นเดียวกัน นางกลายเป็นขอบเขตบินทะยานเพียงหนึ่งเดียวของพื้นที่มงคลร้อยบุปผา คือการแก้ปัญหายามสิ้นหวังเหมือนที่หลิวทุ่ยเป็นต่อฝูเหยาทวีปจริงๆ
ในอดีตเคยมียอดฝีมือไม่ทราบนามคนหนึ่งช่วยนางทำนายดวง คำทำนายคือ “ดาวรุ่งรุ่นใหม่” พูดถูกในคำเดียว
และเวลานี้เอง ถัวเหยียนฮูหยินที่ชมงานพิธีอยู่บนหัวกำแพงเมืองกับเหนี่ยนซินที่ทำงานอยู่ในจวนราชครูต่างก็มาเยือนศาลเทพีบุปผาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ถัวเหยียนฮูหยินนั้นเป็นเพราะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของที่ศาลเทพีบุปผา คิดอยากจะมารำลึกความหลังกับพี่สาวอวี้เซียวที่นี่ แต่เหนี่ยนซินกลับได้รับคำสั่งอย่างลับๆ จากเฉินผิงอันจึงมาที่นี่เพื่อทำงานด้วยหลักยุติธรรม
ถัวเหยียนฮูหยินไม่รู้จักคนเย็บผ้าที่อยู่ในคุกของกำแพงเมืองปราณกระบี่ในอดีตผู้นี้ แต่เหนี่ยนซินกลับรู้จักถัวเหยียนฮูหยินดี นางจึงบอกกล่าวสถานะตัวเองและบอกถึงวัตถุประสงค์ที่มาอย่างชัดเจน
ถัวเหยียนฮูหยินถอนหายใจโล่งอก ดูท่าอิ่นกวานหนุ่มก็น่าจะยังมีคุณธรรมในยุทธภพอยู่ ทำการค้ากับเขาสามารถวางใจได้จริงๆ
อยู่ในคุกของกำแพงเมืองปราณกระบี่ที่เฒ่าหูหนวกเป็นผู้ดูแล เหนี่ยนซินเคยเล่าเรื่องในอดีตเรื่องหนึ่งให้เฉินผิงอันฟัง นางเคยบังเอิญโชคดีจับตัว ‘โจรเด็ดบุปผา’ บนภูเขาขอบเขตหยกดิบคนหนึ่งมาได้ แล้วเอาไปแลกเปลี่ยนเป็น “รางวัล” ตามกฎของพื้นที่มงคลร้อยบุปผา
ได้รับสมบัติอาคมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งชิ้นหนึ่งมา หากไม่เป็นเพราะของชิ้นนี้นางก็ถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่อาจเดินไปถึงภูเขาห้อยหัว เข้าไปอยู่ในกำแพงเมืองปราณกระบี่ได้โดยที่มีชีวิตรอด
ตอนนั้นพื้นที่มงคลร้อยบุปผามอบสมบัติมาให้ ทั้งๆ ที่มองรากฐานมหามรรคาคนเย็บผ้าของนางออก รู้ว่านางคือลัทธิมารนอกรีตที่ทุกคนอยากจะฆ่าทิ้ง และคงเป็นเพราะรู้เรื่องราวคาวเลือดที่นางอาศัยกำลังของตัวเองคนเดียวล้างบางจวนเซียนแห่งหนึ่งด้วยกระมัง?
ทว่าจนถึงทุกวันนี้พื้นที่มงคลร้อยบุปผาก็ยังไม่ได้แพร่งพรายเรื่องนั้นออกไป เป็นเหตุให้หลายปีที่ผ่านมานี้ เหนี่ยนซินยังคงจดจำน้ำใจของพื้นที่มงคลร้อยบุปผาไว้ตลอด
สำหรับเหนี่ยนซินแล้ว ติดหนี้แล้วใช้คืนคือเรื่องที่สมเหตุสมผลตามหลักฟ้าดิน ฝึกตนอย่างยากลำบาก นอกจากจะค่อยๆ เดินขึ้นสู่ที่สูงสามารถสัมผัสกับทัศนียภาพของมหามรรคาแล้ว ก็หนีไม่พ้นว่าบุญคุณต้องตอบแทน มีหนี้ต้องทวงหนี้ก็เท่านั้น
ดังนั้นพอเหนี่ยนซินได้ยินเสียงในใจของอิ่นกวานหนุ่ม นางก็พูดอย่างชัดเจนว่าตัวเองต้องเอนเอียงเข้าข้างพื้นที่มงคลอย่างแน่นอน
หากจวนราชครูอยากจะทำทุกอย่างตามหน้าที่ แสวงหาผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดจริงๆ ก็สามารถเปลี่ยนให้หรงอวี่ไปที่ศาลเทพีบุปผาแทนนางได้เลย เฉินผิงอันกลับเพียงแค่ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าก็คือคนที่เหมาะสมที่สุดแล้ว”
ส่วนถัวเหยียนฮูหยิน เจ้าของเรือนดอกเหมยหนึ่งในสี่เรือนส่วนตัวใหญ่ของภูเขาห้อยหัว ปีนั้นนางสามารถหนีรอดมาถึงภูเขาห้อยหัวได้ทั้งที่มีอันตรายมากมายรายล้อม ก็ต้องยกคุณความชอบให้กับการช่วยเหลืออย่างลับๆ ของพื้นที่มงคลร้อยบุปผาเช่นกัน
หลังจากนั้นมา รอกระทั่งถัวเหยียนฮูหยินได้ดิบได้ดีอยู่ที่ภูเขาห้อยหัว พื้นที่มงคลร้อยบุปผาก็ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ และไม่มีความคิดที่จะตีสนิทกับเรือนดอกเหมย วิญญูชนช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนก็หนีไม่พ้นเช่นนี้เอง
รอกระทั่งพวกเหนี่ยนซินเดินเท้ามาถึงตำหนักหลัก ทักทายกันแล้ว เฟิ่งอี๋ก็พูดด้วยสายตาไม่พอใจว่า “โอ้โห คนที่จะมาเป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ยมาถึงเร็วขนาดนี้เลยหรือ ข้าเริ่มจะสับสนแล้วนะ สรุปแล้วต้าหลีเป็นถิ่นของใครกันแน่”
ทุกวันนี้ขนาดสำนักกระบี่หลงเซี่ยงยังเป็นสำนักเบื้องล่างของภูเขาลั่วพั่วแล้ว แน่นอนว่าถัวเหยียนฮูหยินก็ต้องถือโอกาสนี้กลายเป็นผู้ฝึกตนทำเนียบของภูเขาลั่วพั่วด้วย
เหนี่ยนซินก็ยิ่งเป็นคนกันเองของอิ่นกวานหนุ่ม นางยังเคยนั่งเก้าอี้อันดับสองของสายสิงกวานในนครบินทะยานมาก่อน ในอนาคตจะเป็นตัวสำรองของผู้คุมกฎภูเขาลั่วพั่วก็ยังไม่เป็นปัญหา
หวังจูยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เฟิ่งอี๋ ศาลเทพีบุปผาไม่ใช่ถิ่นของเหล่าเทพีบุปผาตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะ”
เฟิ่งอี๋กระจ่างแจ้ง
หลัวฝูเมิ่งอ่อนใจเป็นทบทวี ว่ากันว่าคนรุ่นเยาว์ที่เดินออกมาจากถ้ำสวรรค์หลีจูล้วนชอบพูดจาประชดประชัน
เทพีบุปผาดอกเฟิ่งเซียนคือคนที่มีความคิดจิตใจบริสุทธิ์ใสซื่อที่สุด อันที่จริงนางสังเกตไม่เห็นถึงคลื่นใต้น้าและการโต้ตอบอย่างไม่ยอมกันนี้
เทพีบุปผาที่เป็นเด็กสาวแค่คิดว่าจะสามารถอาศัยโอกาสนี้เอ่ยขอบคุณเซียนกระบี่เฉินที่บ้านอยู่ในแจกันสมบัติทวีปต่อหน้าได้หรือไม่ นางสนิทกับถัวเหยียนฮูหยินมาก คราวก่อนในศาลบุ๋นแผ่นดินกลางก็โชคดีที่ถัวเหยียนฮูหยินช่วยสานสะพานความสัมพันธ์ให้ ถึงได้สามารถ “ซื้อ” แผนการอันแยบยลแผนหนึ่งมาจากเซียนกระบี่เฉินในราคาที่ต่ำมาก
พอเจอหน้าถัวเหยียนฮูหยินนางก็กะพริบตาปริบๆ ความคิดไม่ได้อยู่ที่เรื่องใหญ่ เดิมทีนางก็มาที่นี่อย่างมึนๆ งงๆ อยู่แล้ว นางจึงแอบใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “พี่หญิงถัวเหยียน ข้าได้เจอตัวจริงของหวังจูเสียที เพียงแต่ว่าตอนนี้ยังไม่ได้คุยกัน ขอให้ข้าปลุกความกล้าอีกหน่อย วันนี้จะต้องพูดคุยกับนางสักสองสามประโยคถึงจะถือว่าไม่มาเสียเที่ยว กลับไปแล้วจะได้เอาไปคุยอวดพวกพี่สาวทั้งหลายได้…”
ถัวเหยียนฮูหยินรู้นิสัยพยศของหวังจูดี อีกฝ่ายขึ้นชื่อว่าเป็นคนอารมณ์แปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้ อย่าว่าแต่ผู้ฝึกตนที่ออกทะเลเลย ต่อให้เป็นเจ้าของจวนวารีทั้งหลายที่เป็นเพื่อนร่วมงานก็ดูเหมือนว่าไม่มีใครยินดีจะคบค้ากับจวนวารีทะเลตะวันออกมากนัก
ถัวเหยียนฮูหยินไม่กล้าปล่อยให้เด็กสาวพูดต่อไปจึงได้แต่บากหน้าใช้เสียงในใจเตือนไปประโยคหนึ่งว่า “หวังสุ่ยจวินขอบเขตสูงมากพอจะได้ยินเสียงในใจของเจ้านะ”
เทพีบุปผาดอกเฟิ่งเซียนทำหน้าเหลอหลา “หา? นี่ก็ไม่เท่ากับว่าได้คุยกันแล้วหรอกหรือ”
หวังจูแสร้งตีหน้าเคร่งเอ่ยว่า “ใครว่าไม่ใช่ล่ะ”
เด็กสาวรีบหันไปมองหวังจูทันที ประกบสองนิ้วปาดไปบนริมฝีปาก เป็นการแสดงท่าทีว่าตัวเองจะไม่พูดมากอีกแม้แต่คำเดียว
หวังจูยิ้มตาหยี นางเองก็ประกบสองนิ้วปาดไปเบาๆ เอาอย่างอีกฝ่าย ถัวเหยียนฮูหยินไม่เข้าใจ นางยังมึนงงอยู่เลย ได้แต่ใคร่ครวญถึงเจตนาในการทำท่าทางเช่นนี้ของหวังจูว่าเป็นกากเตือนเด็กสาวว่าอย่าให้ภัยออกจากปากหรือไม่…
กลับกลายเป็นเทพีบุปผาดอกเฟิ่งเซียนที่เข้าใจได้ทันที นางดีใจมาก หวังสุ่ยจวินจะบอกว่าปิดประตูแล้วก็สามารถเปิดได้ใหม่ คุยกันอีกหลายคำหน่อยก็ได้! หวังจูเห็นนางรู้ความ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกดลึกกว่าเดิม
ผู้มีจิตศรัทธาที่แวะเวียนกันมาเที่ยวชมห้องโถงหลักของศาลเทพีบุปผาก็คิดแค่ว่าพวกนางคือสตรีในครอบครัวของชนชั้นสูงในเมืองหลวง
ส่วนลึกในใจของหวังจูรู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง ไม่รู้ว่าใครที่เป็นคนพูด พอขอบเขตสูงขึ้นฟ้าดินก็เล็กลง สหายในอดีตก็ล้วนกลายมาเป็นผู้เยาว์หมดแล้ว
นางมองเทพีบุปผาดอกเฟิ่งเซียนก็ไม่เหมือนมองเด็กคนหนึ่งหรอกหรือ? เห็นเด็กสาวไร้เดียงสาน่าสนใจ ตนก็เกิดความรู้สึกดีๆ ด้วยแล้วไม่ใช่หรือ?
เคยมีบุญคุณความแค้นที่ยากจะตัดขาด พอหันกลับไปมองอีกครั้งกลับเหมือนเด็กน้อยที่เล่นสนุกกัน เดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็ร้องไห้ ร้องไห้แล้วก็หัวเราะอีก ความทุกข์และความเศร้าในวันนี้ ความอึดอัดหลังจากทะเลาะกันล้วนไม่มีทางเก็บไว้ไปถึงวันพรุ่งนี้
หวังจูถอนหายใจเบาๆ หนึ่งที เก็บอารมณ์กลับคืนมา ยิ้มพูดเชื้อเชิญเด็กสาวที่ถูกชะตาตั้งแต่แรกเห็น “มีเวลาว่างก็ไปเที่ยวเล่นที่จวนวารี ข้าจะมาอยู่เป็นเพื่อนเอง”
เทพีบุปผาดอกเฟิ่งเซียนพยักหน้ารับรัวๆ เหมือนไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก ในพจนานุกรมของนางไม่มีคำว่า “เกรงใจ’ อยู่แล้ว
อันดับแรกก็เป็นเซียนกระบี่เฉินที่มีจิตใจวีรบุรุษเปี่ยมด้วยคุณธรรมและความกล้าหาญ แล้วยังมามีหวังสุ่ยจวินที่เข้ากับคนอื่นได้ง่ายอีก แจกันสมบัติทวีปมีคนดีเยอะจริงๆ!
ใช่แล้ว ดูเหมือนว่าพวกเขาสองคนจะเป็นเพื่อนบ้านอาศัยอยู่ตรอกเดียวกัน? นี่ก็อธิบายได้แล้ว
หวังจูสัมผัสได้ถึงความคิดของเด็กสาว น่าจะรู้สึกว่าชวนขันไม่น้อย หวังจูจึงหัวเราะเสียงดังลั่น
เฟิ่งอี๋ยิ้มถาม “ในเมื่อข้าได้มอบเชือกให้กับเฉินผิงอันไปแล้ว แล้วพื้นที่มงคลก็มาเยือนแล้ว แม่นางเหนี่ยนซิน ก็ให้เจ้าเป็นตัวแทนเฉินผิงอัน พวกเรามาปรึกษาเรื่องนี้กันดีไหม?”
เหนี่ยนซินพยักหน้า “ได้”
หลัวฝูเมิ่งขมวดคิ้วน้อยๆ ถามโดยตรงว่า “ไม่ทราบว่าเซียนกระบี่เฉินอยู่ที่ใด?”
หวังจูอ้าปากหาว ตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า “ยุ่งอยู่กับการเป็นราชครูน่ะสิ”