กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1199.1 บินทะยานพบอวี๋โต้ว
วันเริ่มหว่านกล้าปีมะโรง ในการประชุมท้องพระโรงวันนี้ เหนือศีรษะคือเพดานทรงกลมลายมังกรขดพันที่งามวิจิตร บนบัลลังก์มังกรมีฮ่องเต้ซ่งเหอแห่งต้าหลีที่กำลังอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์นั่งอยู่
ในท้องพระโรงคือเหล่าขุนนางนับร้อยที่สวมชุดขุนนางแตกต่างกันยืนอยู่ ตำแหน่งที่ราชครูคนใหม่ยืนแทบจะเหมือนกับชุยฉานในอดีต
เผชิญหน้ากับกลุ่มคนที่มีอำนาจที่สุดของต้าหลีพร้อมกับฮ่องเต้
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ ฝ่ามือถือประคองตราประทับชิ้นหนึ่ง ริมขอบแกะสลักเป็นรูปห้ามหาบรรพต รวมไปถึงลำน้ำฉีตู้และแม่น้ำลำคลอง ทะเลสาบอย่างทะเลสาบซูเจี่ยนแน่นอนว่าก็ต้องอยู่ในนี้ด้วย
เรียกได้ว่าภูเขาและสายน้ำทั้งหมดของแคว้นล้วนอยู่บน “ผนัง” แห่งนี้แล้ว
ตัวอักษรด้านล่างตราประทับคือคำว่า “ตราประทับของเฉินผิงอัน ราชครูแห่งต้าหลี
ฮ่องเต้ส่งมอบตราประทับราชครูที่จัดทำใหม่ของราชสำนักชิ้นนี้ให้กับมือตัวเอง งานพิธีครั้งนี้ก็ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว
นี่หมายความว่าเส้นสายชะตาชีวิตทั้งแคว้นของราชสำนักต้าหลีล้วนถูกควบคุมอยู่ในมือของเขาแล้ว
ตราประทับเก่ายยังไม่ถูกทำลาย ตราประทับใหม่ก็ถูกมอบออกไปแล้ว
เฉินผิงอันไม่เอ่ยอะไรสักคำ ไม่ได้เข้าร่วมการปรึกษาหารือที่เป็นวาระการประชุมใดๆ
แต่ซ่งเหอสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าขุนนางบุ๋นบู๊ที่เรียกได้ว่าเป็นเสาคานแห่งแคว้นทั้งหลาย วันนี้ต่างก็ตึงเครียดกันมาก
คนที่เปิดปากพูด ส่วนใหญ่มักจะจงใจเพิ่มระดับน้ำเสียงให้ดังขึ้น คนที่ยืนเงียบอยู่ในกลุ่มคนก็กลั้นหายใจทำสมาธิ
และยังมีขุนนางอีกหลายคนที่แสร้งทำเป็นว่าไม่ตื่นเต้น ใช้หางตามองประเมินราชครูคนใหม่ที่สวมชุดขุนนางอย่างว่องไว หวังว่าจะเห็นความลับที่มากกว่าเดิมจากสีหน้าเล็กๆ น้อยๆ ของเขา
เฉินผิงอันสัมผัสกับความรู้สึกอันลี้ลับที่จิตวิญญาณเชื่อมโยงถึงความศักดิ์สิทธิ์อยู่เงียบๆ ก็เหมือนที่ตัวเขาเองบรรยายไว้
ราชสำนักต้าหลีก็คือภาพผสานมรรคาบินทะยานภาพหนึ่ง บ้านเมืองก็คือร่างกายของมนุษย์
รอกระทั่งเขาใช้วิธีการที่ถูกต้องชอบธรรมมากที่สุดมาครอบครองตราประทับชิ้นนี้ แทบจะวินาทีนั้น นับตั้งแต่ศาลจักรพรรดิ กองโหราศาสตร์ศาลเทพอภิบาลเมือง ตำหนักที่ไว้ใช้ขอฝน ศาลเทพอัคคีในวังหลวง….ไปจนถึงชานเมืองหลวง
สถานที่มังกรลุกผงาดของสกุลซ่งต้าหลี ลำน้ำใหญ่ที่สายน้ำไหลริน ห้ามหาบรรพตที่ตั้งตระหง่าน กำแพงและคูเมืองแห่งต่างๆ ซ่งอวิ๋นเจียนฉายาอิงหนิง การจำแลงจากปราณมังกรที่ขดตัววนล้อมอยู่กลางอากาศเหนือเมืองหลวงต้าหลี
ป้ายอวี้จิงจำลองที่สร้างขึ้นเหนือทะเลเมฆ โชคชะตาในฟ้าดินทั้งหมดที่ไหลรินอยู่ในอาณาเขตของต้าหลี
เฉินผิงอันยังถึงขั้นสัมผัสได้ถึงการเต้นของเส้นชีพจรที่ดังขึ้นเป็นระลอก ราวกับว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนกำลังส่งเสียงอวยพรด้วยความยินดี ต่างก็กำลังปลาบปลื้มปิติต่างก็ต้องก้มหัวให้
มีราชสำนักเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม คล้ายคลึงกับการผสานมรรคาที่ลี้ลับมหัศจรรย์ครั้งหนึ่ง
ดวงจิตเมล็ดงาดวงหนึ่งของเฉินผิงอันเหมือนปลาตัวน้อยที่กระโดดลอยพ้นเหนือจอกแหนเขียว แล้วก็คล้ายดวงตะวันดวงใหญ่ที่พลันผุดลอยพ้นเหนือมหาสมุทร
พริบตานั้นกลางอากาศเหนือแจกันสมบัติทวีปก็คล้ายกับมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ร่างใหญ่โตโอฬาร….องค์ที่สองในประวัติศาสตร์เผยกายขึ้นมา
เหมือนสวรรค์เบิกเนตร หลุบตาลงต่ำมองลงมายังโลกมนุษย์ของราชสำนักต้าหลี
พริบตานั้น ในฟ้าดินของภาพสะท้อนจิตใจเฉินผิงอัน จากที่มีภาพบรรยากาศของสภาวะหุนตุ้นเปลี่ยนมาเป็นสภาวะแรกเริ่มของการก่อกำเนิดสรรพสิ่ง
ทันใดนั้นก็พลันแบ่งแยกฟ้าดินและความใสขุ่นออกจากกัน เปิดฟ้าบุกเบิกดิน พายุมังกรม้วนตัวพลันกระจายออกไป
แสงสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนสาดยิงไปทั่ว ราวกับช่างหลอมกระบี่อยู่ในร้านของตัวเอง เงื้อมือขึ้นสูงเหวี่ยงค้อนทุบลงไปบนกระบี่หลอมใหม่ที่เป็นสีแดงฉานทั้งเล่มอย่างแรง
สะเก็ดไฟจึงสาดกระจายเต็มห้อง มีทั้งตัวอักษรสีทองนับพันนับหมื่นตัว แล้วก็มีทั้งปราณวิญญาณฟ้าดินที่เกิดจากการหล่อหลอมสมบัติอาคมและอาวุธวิเศษนับร้อยชิ้นที่มาผสานรวมกัน
และยิ่งมีโชคชะตาวิถีวรยุทธที่หนาข้นยาวเหยียด ประหนึ่งเมล็ดพันธุ์มากมายที่ถูกสาดโปรยลงไปในฟ้าดินร่างมนุษย์
ก่อนจะจำแลงออกมาเป็นสิ่งปลูกสร้าง บุคคล ภูเขา สายน้ำ ต้นไม้ใบหญ้าอยู่ในฟ้าดินจิตธรรม
สองตาล้วนเปิดออก ดวงตาแห่งจิตธรรมมองตัวเอง ดวงตาเหนือทะเลเมฆของแจกันสมบัติทวีปมองฟ้าดิน
ฟ้าดินเล็กร่างกายมนุษย์และฟ้าดินใหญ่นอกร่างของผู้ฝึกตนได้มีสะพานยาวแห่งความพื้นอมตะสีทองที่ฟ้าและคนขานรับกันถูกพาดขวางเชื่อมโยงกันไว้
บางครั้งฮ่องเต้ซ่งเหอก็จะผินหน้ามาถามเบาๆ ว่าท่านราชครูมีความเห็นอะไรหรือไม่ หรือไม่ก็ใช้สายตาสอบถามความเห็นจากเฉินผิงอัน ทว่าฝ่ายหลังล้วนส่ายหน้าทุกครั้ง
ราชสำนักกำลังจะสร้างเส้นทางขึ้นที่ปิงโจว ผลการตรวจสอบและประเมินของจ่างซุนเม่าเจ้ากรมขุนนางได้มีการกำหนดระดับขั้นของขุนนางหกกรมในเมืองหลวงสำรองขึ้นมาใหม่
ดึงเอากองกำลังทหารสองแสนกว่านายจากมณฑลต่างๆ ไปเสริมเป็นกองหนุนที่สนามรบของเปลี่ยวร้าง ฯลฯ แต่ละเรื่องล้วนไม่ใช่เรื่องเล็ก
เนื่องจากราชครูคนใหม่เงียบงันและนิ่งสงบเกินไป หากเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลยก็อาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเขาคือหุ่นเชิดชักใยของสกุลซ่งต้าหลี เหมือนกับหุ่นไม้ที่เป็นใบ้หูหนวกมายืนอยู่ในท้องพระโรง
ขุนนางส่วนใหญ่ล้วนรู้สึกว่าเฉินผิงอันต้องเป็นขุนนางใหม่ที่ไฟแรงสามกอง
การประชุมในท้องพระโรงวันนี้คือการปรากฏตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรก จะต้องมีวิธีการที่แข็งกร้าวฉับไวดุจสายฟ้า และมีการดำเนินการครั้งใหญ่ที่ต้องระดมกำลังอย่างเอิกเกริกแน่นอน
ส่วนคนกลุ่มน้อยที่เหลือที่ค่อนข้างจะเข้าใจนิสัยการกระทำของเฉินผิงอันดี ยกตัวอย่างเช่นเฉาเกิงซินแห่งกรมขุนนาง จ้าวเหยาแห่งกรมอาญา ต่งหูแห่งกรมพิธีการ
หรือไม่ก็ขุนนางคนสำคัญของต้าหลีที่เคยเจอกับเจ้าของเก้าอี้คนใหม่ในห้องทรงพระอักษรซึ่งใช้สำหรับการประชุมเล็กมาก่อนแล้ว
แม้พวกเขาจะไม่คิดว่าเฉินผิงอันต้องอาศัยโอกาสนี้สำแดงอำนาจบารมี แต่ก็รู้สึกว่าในฐานะราชครูคนใหม่ ก็มีความเป็นไปได้ว่าในช่วงท้ายของการประชุมวันนี้เขาอาจจะพูดประโยคสองประโยคที่ทำให้คนจดจำได้อย่างลึกซึ้ง หรืออาจถึงขั้นที่ว่าสามารถข่มขวัญขุนนางนับร้อยได้?
บางทีอาจเป็นเพราะเพิ่งเคยสวมชุดราชการครั้งแรก จึงค่อนข้างไม่เป็นตัวของตัวเองเฉินผิงอันจึงขยับคอเสื้อเบาๆ ขมวดคิ้วน้อยๆ
เป็นเพราะตำแหน่งที่เขายืนอยู่ทำให้มองเห็นรูปโฉมและสีหน้าของขุนนางที่อยู่ในตำหนักได้อย่างถ้วนทั่ว
ต่อให้รองเจ้ากรมเฉาจะเป็นคนใจกว้างไม่คิดอะไรมากแค่ไหน ก็ไม่กล้าพกน้ำเต้าบรรจุเหล้าเปลือกม่วงของตัวเองมาในท้องพระโรง
ศิษย์หลานสายบุ๋นอย่างจ้าวเหยาที่ไม่มีแม้กระทั่งตำแหน่งถงเซิง แต่กลับได้รับข้อยกเว้นให้เลื่อนขั้นตำแหน่งขุนนางมาตลอดจนได้เป็นรองเจ้ากรม มองดูแล้วก็ดูสุขุมหนักแน่นอยู่มาก
หากไม่เป็นเพราะเหตุพลิกผันในปีนั้น ตามการจัดการที่ชุยฉานกำหนดไว้ เจ้ากรมขุนนางของต้าหลี เดิมทีควรเป็นหม่าจานที่ควบตำแหน่งเจ้าขุนเขาสถานศึกษาหลินลู่ของภูเขาพีอวิ๋น
วันนี้คนที่มาปรากฏตัวอยู่ในท้องพระโรงยังมีคนแก่อีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นเชื้อพระวงศ์สกุลซ่งต้าหลี ในบรรดานั้นมีคนอยู่หลายคนที่ตลอดหลายปีมานี้มีการกระทำเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอดเวลา คิดอยากจะช่วงชิงอำนาจที่แท้จริงมาจากในราชสำนัก
ตอนนี้น่าจะถอดใจได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว ยามที่อยู่บนมือของชุยฉาน เชื้อพระวงศ์สกุลซ่งก็ถูกกดข่มอย่างน่าอเนจอนาถ
บางครั้งมีคนมากความสามารถอยู่สองสามคน ทว่าก็ได้แต่ปล่อยเวลาให้เสียเปล่าอยู่ในที่ว่าการริมชายขอบของวงการขุนนาง หรือไม่ก็ปลูกดอกไม้เลี้ยงนกอยู่ในจวนที่พัก จากนั้นก็กลายมาเป็นคนแก่อย่างในทุกวันนี้
ผลคือราชครูคนใหม่ดันเป็นศิษย์น้องของชุยฉาน แล้วจะให้พวกเขาไปทวงความยุติธรรมได้จากที่ไหน?
คนที่สามารถเดินออกมาได้ ก็น่าจะมีแค่ซ่งจ่างจิ้งที่เป็นคนรุ่นก่อน และลั่วอ๋องซ่งมู่คนรุ่นนี้กระมัง
ส่วนพระญาติฝ่ายมารดา ญาติทางฝั่งของไทเฮาหนันจาน ในตระกูลไม่มีขุนนางขั้นหกแม้แต่คนเดียว
ฮองเฮาอวี๋เหมี่ยนยังดีกว่าหน่อย แต่นี่ก็เพียงแค่เพราะเดิมที่สกุลอวี๋ก็เป็นแช่สกุลของซ่างจู้กั๋วอยู่แล้ว ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ ฝ่ายในของตระกูลสกุลอวี๋ เมื่อไม่กี่วันก่อนฮองเฮาที่ในนามบอกว่าออกจากวังไปเยี่ยมญาติยังมีหน้ามีตาไร้อย่างถึงที่สุด แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการเรียกประชุมศาลบรรพชนอย่างลับๆ ครั้งหนึ่ง
ขันทีผู้คุมตราประทับกองซือหลี่เจียนคนหนึ่งเผยกายอย่างเงียบเชียบ ในมือถือพระราชโองการมาด้วยฉบับหนึ่ง หัวดำๆ เป็นพรืดนั่งหมอบกราบกับพื้นรับพระราชโองการ
ระหว่างนั้นลุงใหญ่คนหนึ่งและน้องชายที่เป็นลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งของอวี๋เหมี่ยนต่างก็เป็นขุนนาง ได้ถูกพาตัวออกไปในทันที ส่วนจะพาไปที่ไหน บางทีอาจโดนจับเข้าคุก และบางทีก็อาจโดนลงทัณฑ์ในคุกใหญ่ของกรมอาญาก่อนรอบหนึ่ง สวรรค์เท่านั้นที่รู้
ตั้งแต่จนจบอวี๋เหมี่ยนสีหน้าไร้อารมณ์ นางแค่จำได้ถึงบทสนทนาที่ยังหวาดผวาไม่คลายครั้งนั้น
ฮ่องเต้รับปากกับนางเองว่าหากมีแค่จ้าวเหยาแห่งกรมอาญาที่ตรวจสอบไปเจอสองคดีนั้น เขาอาจจะยังพอช่วยได้บ้าง แต่ในจวนราชครูถึงกับมีคนแซ่อวี่ที่กล้าสมคบคิดกับคนนอก พยายามจะกลบเกลื่อนให้เรื่องนี้ผ่านไป
ทางฝั่งของไทเฮาเพิ่งจะถามถึงเรื่องนี้ สุดท้ายฮ่องเต้ที่มีสีหน้าอ่อนโยนได้ถามนางว่า เจ้าคิดว่าพวกเราควรจะทำอย่างไร
ดังนั้นการประชุมศาลบรรพชนในครั้งนั้นจึงประชุมกันตลอดทั้งคืน เรียกได้ว่าเมฆหมอกแห่งความกลัดกลุ้มแผ่อบอวล รอกระทั่งนางลุกขึ้นเดินออกมาจากศาลบรรพชน ฟ้าก็เริ่มสว่างแล้ว
ฮองเฮาอวี๋เหมี่ยนรู้ว่านับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป สกุลอวี๋เสาค้ำยันแคว้นที่มีความสัมพันธ์กับกองทัพชายแดนต้าหลีอย่างล้ำลึก ภายในสองสามปีนี้ต้องเริ่มถอยออกจากราชสำนัก “อย่างมีระเบียบ” ถูกบีบให้ถอยออกจากกองทัพชายแดนและวงการขุนนางแล้ว
ยี่สิบปี ต้องรอไปอีกยี่สิบปี หนึ่งในเส้นทางการเลื่อนขั้นขุนนางหลายเส้นของวงการขุนนางต้าหลีที่บ้างก็อยู่ในทางลับบ้างก็อยู่ในทางแจ้ง เส้นทางขุนนางสายนี้จะต้องขาดสะบั้นนับแต่นี้แล้ว แต่อย่างน้อยฮ่องเต้ หรือควรจะพูดให้ถูกต้องว่าทางฝั่งของจวนราชครู ก็ยังไว้หน้าสกุลอวี๋อยู่บ้าง
ผู้เฒ่าที่เป็นเจ้าประมุขสกุลอวี๋ ตอนนั้นยืนอยู่ข้างอวี๋เหมี่ยน ผู้เฒ่ารู้สึกปลงอนิจจังอยู่บ้าง เส้นทางราชการนั้นขึ้นลงผันผวน ช่างแปรปรวนดั่งเมฆหมุนคลื่นซัดเสียเหลือเกิน
เขาเปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “นึกถึงสหายเก่าคนหนึ่ง เมื่อก่อนมักจะชอบตั้งตัวเป็นปรปักษ์กับราชครูชุย ภายหลังเขาก็พอจะถือว่าถอยออกไปได้อย่างเต็มตัว
เขาบอกกับข้าว่าเดินอยู่บนเส้นทางบางอย่างที่เกี่ยวพันกับทิศทางการดำเนินไปของสถานการณ์ใหญ่แห่งแคว้น ก็เหมือนการดื่มเหล้า เขาดื่มไปครึ่งจอกก็รู้แล้วว่าเป็นเหล้าพิษ อาการร่อแร่ปางตายก็เลยไม่กินแล้ว แต่ก็มีบางคนที่ลิ้มรสจนรู้ว่าเป็นเหล้าพิษ ทว่ากลับดื่มเหล้าที่เหลือให้หมดๆ ไป
หลังจากนั้นผู้เฒ่าก็พูดคำเปรียบเปรยอย่างหนึ่งที่ทำให้อวี๋เหมี่ยนหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
“ฝ่ายหลังไม่ยอมหันหลังกลับ ดึงรั้งไว้ยากยิ่งกว่าหมูปีใหม่เสียอีก
สุดท้ายผู้เฒ่ามองนาง ยิ้มเอ่ยว่า “เปลี่ยนโต๊ะเปลี่ยนจอกเหล้า ข้าคงรอจนถึงวันนั้นไม่ไหวแล้ว แต่พวกเจ้ายังทำได้ ยังมีโอกาส”
เรื่องวงในพวกนี้ จ้าวเหยารู้ดีว่าควรทำเช่นไร เขามองเฉินผิงอัน เขาพูดได้แล้วก็ทำได้จริงๆ ตรวจสอบทีหนึ่งก็ตรวจสอบให้ถึงที่สุด ไม่มีเพดานจำกัดสูงสุด
อีกทั้งในมือของจ้าวเหยาตอนนี้ยังมีคดีใหญ่คดีหนึ่งที่ต้องจัดการ ที่แท้หลิ่วซัวเด็กรับใช้ที่ในอดีตอยู่ข้างกายเจ้ากรมหลิ่วชิงเฟิง ทุกวันนี้เป็นผู้ฝึกตนของภูเขาลั่วพั่ว
ในทางส่วนตัวได้มอบสมุดเล่มหนึ่งให้กับเฉินผิงอัน เกี่ยวพันไปถึงเรื่องของการขุดเจาะลำน้ำใหญ่ภาคกลางของแจกันสมบัติทวีปในปีนั้น
ล้วนเป็นบันทึกลับที่ขุนนางผู้ตรวจการลำน้ำใหญ่…คนอำมหิตอย่างหลิ่วชิงเฟิงบันทึกเอาไว้
เกี่ยวพันไปถึงอ๋องและกงชนชั้นสูงและลูกหลานขุนนางจำนวนมากถึงสองร้อยกว่าคนจากตระกูลน้อยใหญ่หลายสิบตระกูล
ลำพังแค่ขุนนางระดับสามของเมืองหลวง ขุนนางที่มีอำนาจของเมืองหลวงสำรอง และขุนนางในท้องถิ่นที่ติดต่อกับพวกเขาก็มีมากถึงยี่สิบกว่าคน
เวลานี้คนที่ยืนอยู่ในท้องพระโรงก็มีอยู่แปดคน พวกเขาอาจจะรู้เรื่องหรือก็อาจจะไม่รู้เรื่องเลย แต่จ้าวเหยามั่นใจอย่างถึงที่สุดว่า ราชครูชุยฉานนั้นรู้ดี และหลิ่วชิงเฟิงที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงเลือกจะปิดบังมาเนิ่นนานก็รู้กันดีอยู่แก่ใจโดยที่ไม่เอื้อนเอ่ยออกมา
ต่งหูที่อยู่ในตำแหน่งรองเจ้ากรมพิธีการมานานหลายปี ด้านหนึ่งก็ฟังเนื้อหาการประชุม ด้านหนึ่งก็เริ่มแอบทำเรื่องอื่นอย่างคุ้นเคยไปพร้อมกัน การเข้าร่วมประชุมเช้านั้นมีเคล็ดลับอยู่มากมาย
งานพิธีการครั้งนี้ ราชสำนักไม่ได้เชิญใครมาเข้าร่วมพิธี นี่แสดงให้เห็นถึงความหยิ่งทระนงในตัวเองของต้าหลีได้เป็นอย่างดี
แรกเริ่มกรมพิธีการต้องยืนยันรูปแบบตัวอักษรที่ใช้แกะสลักบนตราประทับราชครูก่อน ตัวอักษรก่วนเก๋อที่ใช้กันทั่วทั้งทวีปต้องไม่ได้แน่นอน
เลียนแบบลายมือของราชครูคนก่อนอย่างชุยฉาน ต่อให้เฉินผิงอันจะเป็นศิษย์น้องของชุยฉาน กรมพิธีการก็ยังอดบ่นพึมพำไม่ได้คิดไปคิดมา ในที่สุดก็ครุ่นคิดหาวิธีการที่ค่อนข้างเหมาะสมออก
นั่นก็คือหาตัวอักษรมาจากตำราตราประทับร้อยเซียนกระบี่และตำราตราประทับสองร้อยเซียนกระบี่!
ต่อให้จะยืนยันได้แล้วว่าจะใช้รูปแบบตัวอักษรอย่างไร ทางฝั่งของกรมพิธีการก็ยังมีปัญหายากอยู่ข้อหนึ่ง
อย่างเช่นว่า “ตราประทับของชุยฉานราชครูแห่งต้าหลี” หากนับตามตัวอักษรแล้วจะได้แปดตัวพอดี ดังนั้นจึงสามารถจัดวางตัวอักษรให้สมดุลกันได้
ทว่า “การจัดขบวนทัพ” ของตัวอักษรด้านล่างของตราประทับชิ้นใหม่ กลับทำให้พวกต่งหูปวดหัวอย่างมาก ครุ่นคิดซ้ำไปซ้ำมาก็ได้แต่เอาอักษรคำว่า “จือ” (ของ) มาปรับแต่งเท่านั้นแล้ว
ความยากลำบาก ความหวานขมระหว่างนี้ มีแต่พวกเขาเองที่รู้
ไม่ว่าจะอย่างไร งานพิธีในครั้งนี้ก็ปิดฉากลงได้อย่างงดงาม ขุนนางน้อยใหญ่ของกรมพิธีการ นอกจากจะเหนื่อยล้ากันแล้วก็ยังรู้สึกเป็นเกียรติอย่างลึกล้ำด้วย
เฉินผิงอันเงยหน้ามองเพดานทรงกลมอีกครั้ง
ไม่รู้ว่าเหตุใดถึงได้รู้สึกว่ามีกำแพงชั้นหนึ่งกั้นขวางอยู่ ระหว่างฟ้าดินราวกับว่ามีประตูใหญ่ที่มองไม่เห็นบานหนึ่ง เขายังขาดกุญแจอีกหนึ่งดอก
ครุ่นคิดอย่างหนักอยู่ครู่หนึ่ง เฉินผิงอันก็หยิบของออกมาจากความว่างเปล่า บีบให้ตราประทับราชครูชิ้นเก่าที่กำไว้ในมือแหลกสลายกลายเป็นผุยผงทันใด
หวนนึกถึงปีนั้น ชุยฉานที่อยู่บนยอดเขาก็เคยทำลายตราประทับชิ้นหนึ่งที่แกะสลักอักษรคำว่าชุนซึ่งศิษย์น้องฉีจิ้งชุนมอบให้กับลูกศิษย์จ้าวเหยาเช่นกัน
จู๋ซู่เซียนกระบี่หญิงที่อยู่ด้านหนึ่งของบันไดสีชาดนอกตำหนักใหญ่พลันถอยออกมาจากการ “ปิดด่าน ชั่วคราว
ฉีถิงจี้และลู่จือต่างก็รู้สึกประหลาดใจ เซี่ยโก่วก็มึนงงไปเช่นกัน นางเป็นคนที่ไม่ยอมเก็บคำพูดไว้ในใจ จึงใช้เสียงในใจสอบถามว่า
“พี่หญิงจู๋ซู่ เกิดอะไรขึ้นหรือ ขาดแค่ต้องก้าวเท้าข้ามประตูไปเท่านั้น ไฉนถึงถอยดวงจิตออกมา ทำแบบนี้การหลอมกระบี่ครั้งนี้ก็จะขาดแรงไฟไปเล็กน้อยแล้วนะ”
“ห่างกันเพียงเสี้ยวก็ต่างราวฟ้ากับเหวได้แล้ว แม้จะไม่ถึงขั้นที่ว่าสิ่งที่ทำมาล้วนเสียเปล่า แต่หากครั้งหน้าคิดจะปิดด่านหลอมกระบี่อีกครั้งก็ต้องเหนื่อยเป็นเท่าตัวได้ผลแค่ครึ่งเดียว จะสิ้นเปลืองสมบัติแห่งฟ้าดินไปอย่างเสียเปล่านะ”
จู๋ซู่ยิ้มเฝื่อนเอ่ยว่า “ก็ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน ลางสังหรณ์บอกกับข้าว่าต้องถอยออกมาจากเรือนแห่งใจ หยุดหลอมกระบี่ไว้ชั่วคราว”
มีเพียงขอบเขตสิบสี่สองคนอย่างหนิงเหยาและเสี่ยวโม่เท่านั้นที่สัมผัสถึงภาพเหตุการณ์ผิดปกติที่ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับปราณวิญญาณฟ้าดิน แต่กลับเชื่อมโยงกับโชคชะตาแคว้นต้าหลีและโชคชะตาของทวีปอย่างแนบแน่นได้แต่แรกแล้ว
ลางสังหรณ์ของจู๋ซู่นั้นถูกต้องแล้ว นี่เป็นการกระทำอย่างจำใจของนาง เพราะนางจำเป็นต้องหลีกทางให้กับ “มรรคา” ที่ใหญ่ยิ่งกว่า
หากดึงดันไม่ยอมถอย แม้จะอยู่ไกลเกินกว่าจะเรียกว่าการช่วงชิงมรรคา แต่ก็เหมือนกับการที่ตั๊กแตนตัวหนึ่งมาขวางหน้ารถ จู๋ซู่ต้องหลบเลี่ยงประกายเฉียบคม ปล่อยตัวให้ไหลไปตามกระแสของสถานการณ์ใหญ่
ยามเหม่าสามเค่อ (ประมาณเวลา 06:45 น.) การประชุมเช้าของต้าหลีสิ้นสุดลง พวกขุนนางต่างก็กลับไปยังที่ว่าการของตัวเอง
คนที่มีคุณสมบัติจะเข้าร่วมการประชุมเล็กจับกลุ่มกันสองสามคนพากันเดินไปยังห้องทรงพระอักษรของฮ่องเต้