กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1199.2 บินทะยานพบอวี๋โต้ว
พวกเซียนกระบี่ทั้งหลายได้ออกจากเมืองหลวงไปก่อนล่วงหน้าแล้ว ขี่กระบี่มุ่งหน้าไปยังภูเขาลั่วพั่ว ปราณกระบี่ราวกับสายรุ้งพาดผ่านเหนือน่านฟ้าของเมืองหลวงต้าหลี ฟ้าครามโปร่งโล่งใสสะอาด เกิดเสียงอสนีคารณดังกัมปนาทระลอกหนึ่ง
พวกขุนนางที่อยู่นอกตำหนักต่างก็เงยหน้ามองไปเห็นเส้นยาวบนฟากฟ้าซึ่งเกิดจากการขี่กระบี่ของเหล่าเซียนกระบี่ เนิ่นนานก็ไม่ยอมถอนสายตากลับคืน เชื่อว่าคืนนี้กลับไปถึงบ้านต้องถูกพวกผู้เยาว์ในตระกูลสอบถามอย่างแน่อน
เสียเวลากับการเดินทาง บวกกับที่หยุดพักเล็กน้อย ต้นยามเฉินหนึ่งเค่อ (ประมาณเวลา 07:15 น.) การประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษรที่รวบรวมเหล่าขุนนางชนชั้นสูงมาไว้ด้วยกันก็เริ่มต้นขึ้น
ไม่รู้ว่าเหตุใดเฉินผิงอันราชครูคนใหม่ถึงไม่ได้เดินนำออกมาจากตำหนักใหญ่พร้อมกับฮ่องเต้ แล้วก็ไม่ได้บอกลาพวกเซียนกระบี่ของบ้านตน แต่อยู่ต่อในท้องพระโรงเพียงลำพัง
ในท้องพระโรงที่กว้างขวางว่างเปล่านี้ เฉินผิงอันเดินวนไปวนมาอยู่เพียงลำพัง คล้ายกำลังย่างเท้าก้าวเดินอย่างผ่อนคลายอยู่ในบ้านตัวเอง ระหว่างที่เดินเล่น บางครั้งยังส่ายหน้า แล้วยังกระโดดขึ้นลงสองสามที
……
ศาลเทพีบุปผา เหนี่ยนซินพูดเข้าประเด็นทันใด “เรื่องที่พื้นที่มงคลร้อยบุปผาขอภัยต่อเฟิงอี๋ ไม่ต้องพูดถึง หากจะเถียงกันเรื่องนี้ก็ไม่ต้องคุยกันแล้ว”
หลัวฝูเมิ่งพยักหน้ารับ “ทำผิดย่อมต้องยอมรับผิด เจ้าแห่งบุปผาฉีและพวกเราล้วนยินดีออกจากพื้นที่มงคล ส่วนเวลาและสถานที่ที่แน่ชัดก็ให้เฟิงอี๋เป็นคนตัดสินใจ”
เฟิงอี๋ยิ้มเอ่ย “ทุกเรื่องล้วนยากที่การเริ่มต้น พอผ่านจุดนั้นไปได้ ทุกอย่างก็พลันโล่งโปร่งขึ้นทันทีเลยไม่ใช่หรือ”
เหนี่ยนซินหันหน้าไปมองเฟิงอี๋ที่รับผิดชอบดูแลสายลมในโลกมนุษย์ เอ่ยว่า “แต่อิ่นกวานคิดไปคิดมา เขาก็ยังคิดว่าจะปฏิเสธการไปรับหน้าที่เป็นไท่ซ่างเค่อชิงในพื้นที่มงคล”
“ฉวยโอกาสที่เทพีบุปผาหลัวก็อยู่ที่นี่ด้วย เลยอยากจะขอให้เฟิงอี๋เปลี่ยนเงื่อนไขเป็นอย่างอื่นแทน พวกเราสามฝ่ายลองมาพูดคุยกันอย่างเปิดเผยดีไหม?”
เฟิงอี๋ขมวดคิ้ว นิ้วมือข้างหนึ่งที่ขาวสะอาดราวกับหยกยกขึ้นกดปลายคาง คิดหนักไม่พูดไม่จา
หลัวฝูเมิ่งก็รู้สึกรับมือไม่ทันเหมือนกัน เฉินผิงอันรับหน้าที่เป็นไท่ซ่างเค่อชิงในพื้นที่มงคล เรื่องนี้สามารถพูดคุยกันได้นะ ไฉนถึงปฏิเสธเสียล่ะ? ควรเป็นเรื่องดีที่ทุกคนล้วนยินดีถึงจะถูก
เพียงแต่ว่าพอคิดอีกที หลัวฝูเมิ่งก็พลันตกตะลึง เมื่อครู่นี้สุ่ยจวินหวังจูเพิ่งบอกไปไม่ใช่หรือว่าเฉินผิงอันเพิ่งจะรับตำแหน่งราชครูต้าหลี? นี่ก็จะค่อนข้างยุ่งยากแล้ว
ไม่ต่างจากหวังจูสักเท่าไร ถัวเหยียนฮูหยินเองก็เป็นคนนอกเหมือนกัน เพียงแต่ว่าอารมณ์ของนางกลับไม่ถือว่าผ่อนคลายนัก
ก่อนหน้านี้ถัวเหยียนฮูหยินติดตามเส้าอวิ๋นเหยียนที่มีสหายอยู่ทั่วใต้หล้าเดินทางไปเยือนทวีปแดนเทพแผ่นดินกลางด้วยกัน ระหว่างนั้นก็ได้ไปเยือนพื้นที่มงคลร้อยบุปผา
นางได้นำข่าวดีนั้นไปบอกต่อแล้ว เฉินผิงอันรับปากด้วยตัวเองว่าคราวหน้าที่ไปเป็นแขกในพื้นที่มงคลร้อยบุปผาจะนำ “เชือก” ที่เฟิงอี๋ไหว้วานให้เขาดูแลชั่วคราวไปด้วย
แต่ว่าเฉินผิงอันก็ยังเอ่ยอย่างชัดเจนว่า “เรื่องของการส่งคืนยังต้องมีการพูดคุยกันต่อหน้า
ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้เหล่าเทพีบุปผาของพื้นมงคลก็ยังคงหันมามองหน้ากันเองด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ ถึงขั้นที่ว่ามีเทพีบุปผาที่ลิงโลดสุดขีด หลั่งน้ำตาด้วยความยินดี สรุปก็คือมีครบทุกอารมณ์
เพราะถึงอย่างไรก็ผ่านมาหลายพันปีแล้ว “ปมในใจ’ หรือควรจะเรียกว่า “จุดอ่อน นี้ล้วนถูกกุมอยู่ในมือของคนอื่นตลอดเวลา
พวกนางถึงขั้นไม่กล้าไปหา “เฟิงอี๋” ด้วยซ้ำ ต่อให้ไปขอร้องอ้อนวอน แต่ขอแค่อีกฝ่ายไม่ยอมพบหน้า แล้วพวกนางจะทำอะไรได้?
เฟิงอี๋ให้ซิ่วไฉเฒ่านำถุงผ้าแพรใบหนึ่งไปมอบให้เฉินผิงอัน ด้านในนั้นบรรจุเชือกหลากสีเส้นนั้นเอาไว้ มันถูกหลอมขึ้นมาจากชะตาชีวิตและจิตวิญญาณส่วนหนึ่งของเทพีบุปผาทุกคนในพื้นที่มงคลร้อยบุปผา
ตอนนั้นเฟิงอี๋มีเงื่อนไขอยู่สองข้อ ก็คือให้เทพีบุปผาของพื้นที่มงคลมาขออภัย “บ่าวตระกูลเฟิง” อย่างนาง จากนั้นให้เฉินผิงอันใช้โอกาสนี้กลายเป็นไท่ซ่างเค่อชิงของพื้นที่มงคล
เฟิงอี๋เองก็พูดอย่างชัดเจนว่าหากพวกนางไม่ยอมก้มหัวรับผิด ก็จะต้องถึงคราวที่เฉินผิงอันต้องมารับตำแหน่งเป็นผู้ปกป้องมรรคาแทนแล้ว จะต้องปกป้องโจรเด็ดบุปผาบนภูเขา ไม่ให้ถูกฆ่าล้างจนสิ้นซาก
เฟิงอี๋ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “เทพีบุปผาหลัว ข้าคนนี้หน้าบางเป็นที่สุด ไม่เชี่ยวชาญเรื่องการเปิดราคาเสนอเงื่อนไขกับใครเลยจริงๆ ไม่สู้เจ้ามาเป็นคนเปิดราคาแทนฉีฟางดีไหม”
“หากข้ารู้สึกว่าราคาเหมาะสมก็ไม่ต้องพูดถึงกันอีก ให้สรุปกันอย่างชัดเจนภายในวันนี้เลย วันหน้าพวกเราไม่ต้องหวังว่าจะเป็นสหายกัน สองฝ่ายเป็นแค่น้ำบ่อที่ไม่ยุ่งกับน้ำคลองก็พอ ถือเสียว่าต่างก็ไว้หน้ากันและกัน”
“หากราคาไม่เหมาะสมก็สามารถแยกออกเป็นสถานการณ์สองอย่าง อย่างแรกคือราคาค่อนข้างต่ำ แต่ยังเจรจากันได้ต่อ อย่างที่สองคือราคาต่ำเกินไป เท่ากับว่าเป็นการหมิ่นเกียรติข้าอีกครั้ง อีกทั้งยังหมิ่นเกียรติข้าต่อหน้าด้วย ถ้าอย่างนั้นข้าก็คงต้องเอาแค้นเก่าแค้นใหม่มาชำระรวมกันแล้ว”
ในใจถัวเหยียนฮูหยินเป็นกังวล ร้อยบุปผาในโลกมนุษย์ แม้กระทั่งตัวนางเอง ใครบ้างที่ไม่ต้องยืมจมูกเฟิงอี๋ผู้นี้หายใจ?
เหนี่ยนซินกล่าว “เทพีบุปผาหลัว ลองเจรจาดูไหม?”
ในใจหลัวฝูเพิ่งคิดไม่ตก การ “เยื้องกรายมาเยือน” ที่ศาลเทพีบุปผาเมืองหลวงต้าหลีครั้งนี้ ความตั้งใจเดิมของเจ้าแห่งบุปผาก็คือผลักเรือตามน้ำ เชื้อเชิญให้อิ่นกวานหนุ่มมาเป็นเค่อชิงของพื้นที่มงคล
แต่เฉินผิงอันกลับรับหน้าที่เป็นราชครูต้าหลีอย่างเป็นทางการในวันนี้ นี่กลับกลายมาเป็นเรื่องไม่คาดฝันที่ใหญ่เทียมฟ้า
เมื่อมีฐานะขุนนางนี้อยู่ และต่อให้อำนาจจะแข็งแกร่งเพียงใดแต่สำหรับพื้นที่มงคลร้อยบุปผาแล้วกลับจะกลายมาเป็นซี่โครงไก่ที่น่ากระอักกระอ่วน
หลัวฝูเมิ่งคือหนึ่งในเทพีบุปผาเจ้าแห่งชะตา นางเองก็มีความยากลำบากที่มีเพียงตัวนางเท่านั้นที่รู้
ตลอดหลายปีมานี้พื้นที่มงคลไม่อยากปะทะกับเฟิงอี๋ซึ่งๆ หน้า ใช่ว่าจะไม่อยากอ้อมผ่านนางไปแสวงหาวิธีการคลี่คลายสถานการณ์ที่เป็นเงื่อนตายนี้
ยกตัวอย่างเช่นจะสามารถสะสมบุญกุศลคุณความดี ขอให้ทางฝ่ายของศาลบุ๋นช่วยเหลือ เอาเชือกเส้นนั้นกลับมาได้หรือไม่
หรือยกตัวอย่างเช่นขอให้ผู้ฝึกตนใหญ่ท่านหนึ่งมารับหน้าที่เป็นไท่ซ่างเค่อชิงของพื้นที่มงคลร้อยบุปผา ถึงเวลานั้นค่อยเดินทางไปเยือนราชสำนักต้าหลีด้วยกัน ทั้งเป็นการให้หน้าที่มากพอต่อเฟิงอี๋ แล้วก็ไม่ถึงขั้นผูกปมแค้นต่อกันด้วย
ดังนั้นคราวก่อนที่มีการประชุมศาลบุ๋น เจ้าแห่งบุปผาของพื้นที่มงคลร้อยบุปผาถึงได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับหลิ่วชีหลางโดยเฉพาะ
ความตั้งใจของนางก็เรียบง่ายมาก คิดอยากจะเชื้อเชิญให้อาจารย์หลิ่วชีที่ออกจากใต้หล้ามืดสลัวหวนกลับมายังไพศาลอีกครั้งผู้นี้มารับหน้าที่เป็นไท่ซ่างเค่อชิงของพื้นที่มงคล
น่าเสียดายที่หลิ่วชีปฏิเสธอย่างละมุนละม่อม
ไม่ว่าจะเป็นตบะขอบเขต ความสามารถด้านการประพันธ์ บุคลิกรูปโฉม ชื่อเสียงเกียรติยศ คุณูปการความชอบที่ไร้มลทิน ล้วนจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไปไม่ได้!
แน่นอนว่าป่ายเหย่ก็เหมาะสมเหมือนกัน แต่เป็นเพราะไม่อาจเชิญตัวผู้ที่ภาคภูมิใจที่สุดในโลกมนุษย์ท่านนี้มาได้จริงๆ
ในความเป็นจริงแล้ว เรื่องที่ป่ายเหย่เป็นไท่ซ่างเค่อชิงของดอกโบตั๋น ก็เป็นพวกนางที่ “แต่งตั้งกันเอง” ก็แค่ว่าอาจารย์ป่ายเหย่ไม่ถือสาก็เท่านั้น
หลิ่วชีไม่ได้ดื่มเหล้าเปล่าๆ ก่อนจะออกจากงานเลี้ยงไปด้วยความเมาเล็กน้อย เขายังยิ้มเอ่ยประโยคหนึ่งว่า “คนที่เรียนผูกก็ต้องเรียนแก้เอาเอง”
ด้วยเหตุนี้ข่าวที่ถัวเหยียนฮูหยินนำกลับมาด้วยถึงได้ทำให้พวกนางตื่นเต้นกันขนาดนั้น อย่างน้อยที่สุดในเรื่องนี้ก็เป็นเฟิงอี๋ที่เปิดปากพูดด้วยตัวเอง
หลัวฝูเมิ่งเอ่ยอย่างระมัดระวังว่า “ให้ข้าปรึกษากับเจ้าแห่งบุปผาของข้าก่อนได้หรือไม่?”
เฟิงอี๋พยักหน้า “ย่อมได้อยู่แล้ว ทุกวันนี้ข้าอยู่ที่ศาลเทพอัคคี พวกเจ้าปรึกษากันได้ข้อสรุปที่แน่ชัดแล้วก็ค่อยไปคุยกับข้าที่นั่น? แม่นางเหนี่ยนซิน ถ้าอย่างนั้นก็ต้องรบกวนให้เจ้าแวะไปอีกรอบแล้วนะ?”
เหนี่ยนซินยิ้มเอ่ย “ไม่มีปัญหา”
หลังจากนั้นเฟิงอี๋ก็พาหวังจูเดินออกไปจากศาลเทพีบุปผาก่อน หวังจูบอกว่านางอยากจะเดินเล่นอยู่ในเมืองหลวงอีกสักหน่อย
พอไปถึงนอกประตูศาล เฟิงอี๋ก็หยุดเดิน สตรีไม่มีท่าทางเย็นชาเหมือนตอนที่อยู่ในตำหนักอีกแล้ว นางยื่นมือไปลูบใบหน้าของเด็กสาวเบาๆ ด้วยสายตาเอ็นดู เอ่ยเสียงเบาว่า
“อย่าใช้ชีวิตในชาตินี้ให้ลำบากเกินไป ในอนาคตหากเจอเรื่องที่ยุ่งยากใจก็มาดื่มเหล้า มาพูดคุยกับข้า อาจจะไม่ได้ช่วยเหลือเรื่องใหญ่โตอะไรเจ้าได้ แต่เฟิงอี๋กลับยังพอช่วยเจ้าด่าคนได้”
หวังจูยิ้มกว้าง “จำนวนครั้งมากเข้าก็อย่าได้รำคาญข้านะ”
สตรีหยิกแก้มของหวังจูเบาๆ “กลัวแต่เจ้าจะไม่รำคาญเฟิงอี๋น่ะสิ”
หวังจูยอบกายคารวะอย่างอ่อนช้อย เอ่ยขอตัวลา เดินจากไปได้ไกลแล้ว ไปถึงตรงมุมเลี้ยวของถนน นางหันกลับมามอง เฟิงอี๋ยังคงยืนอยู่ที่เดิมด้วยใบหน้าประดับยิ้ม
หวังจูโบกมือ ทำหน้าทะเล้นให้ สตรีพยักหน้ารับ คลี่ยิ้มส่งกลับคืน
เฟิงอี๋เดินไปบนทางสายหนึ่งที่ไม่ต่างจากสารถีเฒ่าซูคานสักเท่าไร จะต้องผ่านตำหนักต้าเกาเสวียนที่จักรพรรดิต้าหลีแต่ละยุคสมัยใช้ขอฝน
ดูเหมือนว่าทุกวันนี้กรมกลาโหมจะเอาที่ว่าการที่สำคัญที่สุดนอกเหนือจากระเบียงพันก้าวมาตั้งไว้ที่นี่ เฟิงอี๋เคยเห็นพลังอำนาจแคว้นของสกุลซ่งต้าหลีที่เป็นดั่งคลื่นถาโถมมีขึ้นมีลงกับตาตัวเองมาก่อน
ก่อนที่ซิ่วหูจะมาเป็นราชครู ในฐานะหนึ่งในแคว้นใต้อาณัติของราชสำนักสกุลหลู มีทั้งภัยภายในและภัยภายนอกไม่หยุดหย่อน
เฟิงอี๋เคยเห็นหญิงชราคนหนึ่งที่ว่าราชการหลังม่านนานหลายปี นำพาฮ่องเต้น้อยที่อายุไม่ถึงหกขวบคุกเข่าอยู่บนเบาะในตำหนักที่บรรยากาศอึมครึมอยู่ด้วยกัน
คงเป็นเพราะเด็กน้อยทั้งหิวทั้งหนาวจึงร้องไห้งอแง…ลำคลองชางผูในอดีต ไหนเลยจะเจริญรุ่งเรืองคึกคักอย่างเช่นทุกวันนี้
เฟิงอี๋เองก็เคยได้ยินมากับหูว่า ขุนนางผู้ดูแลหลักสองท่านของกรมพิธีการและศาลหงหลูของต้าหลีมาจัดงานเลี้ยงขุนนางราชสำนักสกุลหลูที่เป็นแคว้นเหนือหัวคนหนึ่งที่นี่
ผลคืออีกฝ่ายไม่เพียงแต่ไม่รับน้ำใจ ยังชี้หน้าด่าว่ารับรองแขกกันอย่างนี้หรือ พวกเจ้าช่างไม่รู้จักการเข้าสังคมเลยจริงๆ สถานที่ผีบ้าผีบอเช่นนี้ หากมาอีกก็คงมีผีจริงๆ แล้ว…
ขุนนางราชสำนักสกุลหลูคนนี้เป็นแค่ขุนนางขั้นห้าชั้นโทเท่านั้น เพียงแค่เพราะไม่ได้เรียกเทพธิดาของตำหนักฉางชุนมาร่วมดื่มเหล้าด้วย เขาก็ด่าขุนนางขั้นสามของแคว้นใต้อาณัติสองท่านเสียจนไม่เหลือชิ้นดี แล้วสะบัดชายแขนเสื้อจากไป
ขุนนางทั้งสองยืนอยู่ริมน้ำ ใบหน้าแดงก่ำ สองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อ ไหล่สั่นน้อยๆ
ขุนนางหนุ่มฉกรรจ์คนหนึ่งที่เพิ่งดื่มลงโทษตัวเองในงานเลี้ยงไปสามชามเต็มนั่งยองอยู่ริมน้ำ อาเจียนไม่หยุด ดวงตาของเขาแดงก่ำ ก่นด่าว่ามารดามันเถอะ
ไม่เพียงแต่เฟิงอี๋เท่านั้นที่รู้ บนภูเขาของแจกันสมบัติทวีปและขุนนางคนสำคัญของต้าหลีทุกคนที่มีคุณสมบัติเข้าร่วมการประชุมเล็กต่างก็รู้กันดีอยู่แก่ใจว่า
ราชสำนักใหญ่ทุกแห่งแคว้นทั้งหลายที่อยู่ทางใต้ของลำน้ำใหญ่ต่างก็กำลังรอคอยและคาดหวังให้ราชสำนักต้าหลีแตกแยก เมื่อเป็นเช่นนี้พวกเขาก็จะได้กินอิ่มกันมื้อหนึ่ง
ขอแค่มีโอกาสก็จะต้องฉีกร่างของสกุลซ่งต้าหลีคนเถื่อนทางเหนือที่ได้ตำแหน่งมาอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม จนถึงทุกวันนี้ก็ยังครอบครองแผ่นดินครึ่งทวีปมาชำแหละกัดกินทีละส่วนจนไม่เหลือซาก
ต้นยามเหม่าก่อนหน้านี้ เรือกระบี่ทั้งหลายที่เทียบท่าอยู่ทางเหนือของลำน้ำใหญ่ติดชายแดนทางใต้ของต้าหลีก็ได้เริ่มเคลื่อนลงใต้
ขบวนเรือใหญ่โตมโหฬารที่มีเรือกระบี่ของต้าหลีลำสองลำเป็นศูนย์กลาง เรือข้ามฟากของกองทัพชายแดนต้าหลีหลายสิบลำเป็นตัวช่วยเสริมแยกออกเป็นสามเส้นทางเคลื่อนผ่านลำน้ำใหญ่ไปช้าๆ
เรือกระบี่ที่มีธงขนาดใหญ่ชูสะบัดนำพาเรือข้ามฟากของกองทัพกลุ่มใหญ่เคลื่อนขบวนไปอย่างเกรียงไกร แหวกผ่าทะเลเมฆหนาชั้น ใช้เส้นทางเดินเรือที่เป็นเส้นตรงข้ามผ่านพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของจวนเซียนมากมาย
พวกมันที่อยู่บนฟากฟ้ายามทิวามักจะทิ้งเงามืดใหญ่ยักษ์ไว้ตามภูเขาสายน้ำ เมืองและนคร หรือแม้กระทั่งเมืองหลวงของแคว้นอื่นตลอดเส้นทาง
รอกระทั่งม่านราตรีมาเยือน ฟ้าดินมืดสงัด ขยับเข้าไปทางตอนใต้ของแจกันสมบัติทวีปมากกว่าเดิม พวกมันก็ยังคงส่องแสงสว่างวาววับ ประหนึ่งดวงดาวที่แค่เอื้อมมือคว้าก็ได้มาครอง
……
หยางฮวาหนึ่งในกงโหวของลำน้ำใหญ่มาเยือนวังหลวงอย่างลับๆ รอบหนึ่งเพื่อพบไทเฮาเหนียงเนียง
หนันจานเหมือนเปลี่ยนไปเป็นคนละคน นางชวนหยางฮวาให้ดื่มเหล้าหมักข้าวเหนียวด้วยกัน นี่เป็นครั้งแรกที่สองฝ่ายไม่พูดคุยกันเรื่องงาน แค่คุยเรื่องน่าสนใจในอดีตกับหย่างฮวาเท่านั้น
ก่อนจะจากกัน ไทเฮาเหนียงเนียงก็ไม่อ้อมค้อมกับหยางฮวา บอกเรื่องหนึ่งกับนางอย่างชัดเจนว่า ในเมื่อกิจธุระของจวนโหวลำน้ำใหญ่มีมากมาย ถ้าอย่างนั้นวันหน้านางก็ไม่ต้องมาหาตนที่นี่อีกแล้ว
หยางฮวาเดินออกมาจากวังหลวงด้วยความรู้สึกเหมือนอยู่กันคนละโลก
ตัดขาดความสัมพันธ์กับนางได้อย่างง่ายดายเช่นนี้เองหรือ?
หลังจากเลิกประชุม เยี่ยนหย่งเฟิงที่เป็นชื่อชิง (หัวหน้าประจำหน่วยงาน) ศาลกวงลู่แล้วยังเป็นเจ้าประมุขสกุลเยี่ยนจื่อจ้าวได้เดินมาอยู่ข้างกายเปียนเหวินเม่าที่เป็นซื่อเฉิง (ผู้ช่วย) ศาลกวงลู่
คล้ายตั้งใจคล้ายไม่ได้เจตนา คุยเล่นกันไปสองสามประโยค เยี่ยนหย่งเฟิงก็ต้องรีบไปเข้าประชุมที่ห้องทรงพระอักษรต่อ
ดังนั้นการกระทำที่มองดูเหมือนไม่สะดุดตานี้เมื่ออยู่ในสายตาของคนมีใจกลับมีนัยชวนให้ขบคิดอย่างมากแล้ว
ศาลกวงลู่หนึ่งหนึ่งในที่ว่าการของเก้ามนตรีเล็ก มีหน่วยงานใต้การปกครองอยู่หกหน่วย ไม่ถือว่าเป็นเก้าอี้เย็น (หน่วยงานที่ไม่ได้รับความสำคัญ ไม่มีอำนาจ) แต่ก็ยิ่งไม่ถือว่าเป็นเตาร้อนเหมือนกัน
แต่ดำรงตำแหน่งหัวหน้าศาลกวงลู่ ถึงอย่างไรก็เป็นจุดสูงสุดของสายงานนี้แล้ว นอกจากนี้ตำแหน่งเส้าชิงคือตำแหน่งรองหัวหน้า ตำแหน่งซื่อเฉิงคือผู้ช่วยฝ่ายขวา
อำนาจหน้าที่ของศาลหงหลูกับกรมพิธีการมีการทับซ้อนกัน การที่ชื่อชิงถูกโยกย้ายให้ไปรับตำแหน่งไท่ฉางซื่อชิงมีค่อนข้างมาก แทบจะกลายเป็นแบบแผนที่กำหนดตายตัวแล้ว
เปลี่ยนไปรับตำแหน่งรองเจ้ากรมของกรมต่างๆ กลับมีน้อยมาก การประชุมครั้งนี้ได้มีการกำหนดขอบเขตอำนาจหน้าที่ของที่ว่าการมนตรีน้อยใหญ่ใหม่
คนที่มีตาล้วนเดาได้ว่าเยี่ยนหย่งเฟิงจะได้เลื่อนขั้นขุนนางในอีกไม่นานแล้ว กุญแจสำคัญคือมีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าจะเป็นการเลื่อนขั้นเป็นกรณียกเว้น
เหตุผลก็เรียบง่ายมาก ถึงขั้นที่ว่าค่อนข้างจะพิลึกพิลั่น เนื่องจากราชครูคนใหม่คล้ายจะใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอยู่ตลอด คล้ายกับว่าใจลอยไปไกลหมื่นลี้
มีเพียงตอนที่พูดถึงศาลกวงลู่เท่านั้นที่ไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือความตั้งใจ สรุปก็คือเขามักจะเหลือบสายตามองไปยังกลุ่มของขุนนางทางด้านนั้นเสมอ
เยี่ยนหย่งเฟิงถามชวนคุย “เหวินเม่า เคยทำงานในที่ว่าการแห่งใดมาบ้าง?”
ผู้ช่วยศาลกวงลู่ตอบอย่างนอบน้อมว่า “ก่อนหน้านี้เรียบเรียงและแก้ไขตำราอยู่ในสำนักฮั่นหลิน จากนั้นก็ไปช่วยสอนวิชากฎหมาย เป็นพนักงานจดบันทึก แล้วก็เป็นผู้บรรยายในกั๋วจื่อเจียน”
“หลังจากนั้นก็ไปรับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่พิธีการของศาลไท่ฉาง จากนั้นถึงมาอยู่ที่ศาลกวงลู่ของพวกเรา”
เปียนเหวินเม่าเข้าร่วมการประชุมเช้าในครั้งนี้คือการใช้สถานะขุนนางเซวี่ยเจิ้ง (ผู้กำกับการศึกษา)ประจำมณฑลฉู่โจวผู้สูงศักดิ์ ตำแหน่งขุนนางหลักของเขายังคงเป็นซื่อเฉิงของศาลกวงลู่
เยี่ยนหย่งเฟิงอืมรับหนึ่งที “บวกกับที่เป็นเซวี่ยเจิ้งอยู่ที่ฉู่โจว ก็ได้ผ่านการฝึกประสบการณ์ในที่ว่าการมาหลายแห่งแล้ว นิสัยของเจ้าก็ถือว่าหนักแน่นมั่นคง”
เปียนเหวินเม่าข่มกลั้นอารมณ์ตื่นเต้นเอาไว้ เอ่ยเสียงสั่นน้อยๆ ว่า “ได้เรียนรู้จากศาลกวงลู่มาเยอะมากแล้ว แต่ก็ยังต้องฝึกปรือฝีมือต่อไป”