กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1199.3 บินทะยานพบอวี๋โต้ว
เยี่ยนหย่งเฟิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “เซวี่ยเจิ้งของแต่ละมณฑลดำรงตำแหน่งครั้งละสี่ปี จำไว้ว่าอาศัยโอกาสนี้ทำเรื่องที่จับต้องได้จริงในท้องถิ่นให้มาก”
“หากสามารถทำเรื่องที่เป็นรูปธรรมได้มากที่สุดแม้อยู่ในตำแหน่งที่เป็นนามธรรม ก็ถือเป็นความสามารถ”
เปียนเหวินเม่าพยักหน้ารับอย่างแรง
เยี่ยนหย่งเฟิงเอ่ยเสียงเบาว่า “จำได้ว่าราชครูชุยเคยพูดเล่นเป็นการส่วนตัวกับข้า ขุนนางชายแดนไม่ต้องการชื่อเสียง แสวงหาแค่ผลประโยชน์อย่างเดียวได้ ทว่าพวกขุนนางน้ำใสกับขุนนางทัดทานกลับไม่มีทางแสวงหาผลประโยชน์ แต่กลับได้รับชื่อเสียงได้”
เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดซึมออกมาจากบนหน้าผากของเปียนเหวินเม่า ทบทวนในใจอย่างว่องไว มั่นใจว่าไม่มีการกระทำใดๆ ที่ไม่สอดคล้องกับสถานะของตน ตำแหน่งเซวี่ยเจิ้งของฉู่โจวนี้ เขาเป็นได้ผอมแห้งอย่างถึงที่สุดแล้ว
เยี่ยนหย่งเฟิงหัวเราะ “ขุนนางเมืองหลวงมีช่องทางของขุนนางเมืองหลวง ขุนนางในท้องถิ่นก็มีความเคยชินของขุนนางในท้องถิ่น เหวินเม่า อย่าได้ทำลายอนาคตของตัวเอง จำไว้ว่าสายตาต้องมองให้ยาวไกลสักหน่อย”
“เป็นขุนนางหากไม่มีตบะหนักแน่นบ้างเลยก็มักจะต้องถูกทรัพย์สินและความงามชักนำไปในทางที่ผิด ข้าเองก็ไม่ได้ข่มขู่เจ้า เพียงแต่ว่าข้าเคยอยู่ในจุดนั้นมาก่อน วิธีการที่จะลากคนลงน้ำมีสารพัดรูปแบบ มากมายถมเถไป”
“อีกเดี๋ยวเจ้าก็จะต้องออกจากเมืองหลวงแล้ว ก็เลยอยากจะช่วยแนะนำ ช่วยตักเตือนเจ้าสักหน่อย”
เปียนเหวินเม่าเอ่ย “ผู้น้อยจดจำได้ขึ้นใจแล้ว!”
ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้และฮองเฮาเหนียงเนียงมาเข้าร่วมงานแต่งด้วยตัวเอง เปียนเหวินเม่าและสือเจียชุนผู้เป็นภรรยา ตระกูลของพวกเขาทั้งสองฝ่ายต่างก็ตกตะลึงระคนยินดีกันสุดขีด ทุกคนรู้สึกราวกับฝันไป
เพียงแต่ไหนเลยจะกล้าคิดว่า บุรุษชุดเขียวที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ในวันนั้น ตอนนี้จะกลายมาเป็นราชครูต้าหลีแล้ว
ขยับเข้าใกล้ศาลเทพอัคคี ข้างหูของเฟิงอี๋ก็มีเสียงของหวังจูดังขึ้นมา “ฉีฟางก็มาถึงแล้ว ข้างกายยังมีผีเซียนตนหนึ่งติดตามมาด้วย พวกเขาไปพบชุยหมิงหวงแห่งสำนักศึกษากวานหูด้วยกัน”
เฟิงอี๋ได้ยินแล้วก็หัวเราะ “ผีตนนั้นคือฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นของราชวงศ์ต้ายง ปีนั้นเขาได้ชูธงผืนหนึ่ง เกือบจะมีจุดจบที่ต้องเหลือแต่โครงกระดูก”
“เพราะว่าสู้สุดชีวิตเพื่อปกป้องพื้นที่มงคลร้อยบุปผา ข้าถึงได้ไม่ทำลายอีกฝ่ายให้สิ้นซากเพราะความเดือดดาล ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ก็แค่เจ้าชู้ไปสักหน่อย คือนิสัยที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิดแล้ว”
พื้นที่มงคลร้อยบุปผามีเจ้าแห่งบุปผาเพียงคนเดียว นางชื่อว่าฉีฟาง แต่ผู้ฝึกตนที่รู้ชื่อ“เซี่ยงซิ่ว” ซึ่งเป็นชื่อเดิมของนางกลับมีน้อยจนนับนิ้วได้
หาวซู่ที่ตกทุกข์ได้ยากเคยไปหลบภัยอยู่ในพื้นที่มงคลร้อยบุปผา ภายหลังได้ไปเป็นสิงกวานแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็เคยมีวาสนารักที่ตื้นเขินกับนางครั้งหนึ่ง
คำกล่าวที่โลกภายนอกมีต่อถ้ำสวรรค์จู๋ไห่ ส่วนใหญ่จะไปรวมกันอยู่ที่ฮูหยินภูเขาชิงเสินกับงานเลี้ยงเทพภูเขา แต่เกี่ยวกับเรื่องราวที่งดงามไม่ธรรมดาของพื้นที่มงคลร้อยบุปผา กลับมีมากมาย
ยกตัวอย่างเช่นฟู่จิ้นลูกศิษย์คนแรกของเจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาวก็มีเทพีบุปผาเจ้าแห่งชะตาคนหนึ่งที่หลงใหลในรูปโฉมบุคลิก และเวทกระบี่ที่ล้วนถือเป็นสุดยอดของ “จักรพรรดิขาวน้อย” ท่านนี้
น่าเสียดายที่มีบุพเพแต่ไร้วาสนา ไม่อาจกลายเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกันได้ และซือถูเมิ่งจิงที่ถูกเรียกขานว่าหลงหรานเซียนจวินแห่งต้าหลงชิวแผ่นดินกลาง เทพีบุปผาเจ้าแห่งชะตาอีกคนหนึ่งก็คือสตรีคนรู้ใจของเขา
สองฝ่ายเคยเดินทางท่องไปตามภูเขาสายน้ำของสามทวีปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือด้วยกัน
ในหนึ่งปีมีสิบสองเดือนสี่ฤดูกาล จึงมีเทพีบุปผาเจ้าแห่งชะตาสี่ท่าน เทพีบุปผาประจำเดือนสิบสองท่าน ชุดคลุมอาคมของเทพีบุปผาเจ้าแห่งชะตาสามารถปักบุปผาของหนึ่งฤดูกาลได้ มีเพียงเจ้าแห่งบุปผาเท่านั้นที่ถึงจะสามารถปักร้อยบุปผาได้
เทพีบุปผาประจำเดือนทุกท่านจะสามารถเชื้อเชิญบุรุษคนหนึ่งให้มาเป็นเค่อชิงได้พวกเขาจะถูกเรียกขานว่าเทพบุปผา และเหนือกว่าตำแหน่งนี้ยังมีตำแหน่งไท่ซ่างเค่อชิง
แต่หากคิดอยากจะครอบครองตำแหน่งนี้กลับไม่ใช่ว่าเทพีบุปผาประจำเดือนคนใดคนหนึ่งจะสามารถตัดสินใจได้เพียงลำพัง จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากคนทั่วทั้งพื้นที่มงคลร้อยบุปผาเสียก่อน
ยกตัวอย่างเช่นไท่ซ่างเค่อชิงของดอกโบตั๋นก็คืออาจารย์ป่ายเหย่
แน่นอนว่าสิ่งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของพื้นที่มงคลยังคงเป็นจอกเทพีบุปผาสิบสองใบครบชุด สิ่งนี้คือของรักที่คนชอบดื่มสุราทุกคนในโลกชื่นชอบเป็นอันดับหนึ่ง
แต่ละกองงานจะแยกกันเผาจอกสุรา ดังนั้นจอกสุราทุกใบจึงมีบทกลอนและการลงนามที่ไม่เหมือนกัน อย่างของเตาเผาทางการ หากมีการประทับตราส่วนตัวของเจ้าแห่งบุปผาและเทพีบุปผาเจ้าแห่งชะตา ก็จะยิ่งถือเป็นการสร้างขึ้นโดยราชสำนัก
จากคำกล่าวของเด็กชายผมขาวเอง ปีนั้นบรรพบุรุษอิ่นกวานได้เห็นจอกเทพีบุปผาใต้ซุ้มองุ่นซึ่งเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของสิงกวานหาวซู่ก็มองจนดวงตาเป็นประกาย
โชคดีที่เคยอ่านตำราอริยะปราชญ์มาก่อน รู้หลักการเหตุผลเก่าแก่ที่ว่าวิญญูชนไม่ควรแย่งของรักของคนอื่น ถึงได้ไม่ได้แย่งชิงมา
การประชุมในศาลบุ๋นคราวก่อน คนบางคนมาเข้าร่วมการประชุมเพื่อให้ครบจำนวนคน ก็ได้ทำหน้าหนาขอคนอื่นเขาไปทั่ว กระทั่งเก็บสะสมจอกเทพีบุปผาได้ครบชุด รอกระทั่งออกไปจากศาลบุ๋นก็ได้นำไปขายต่อทันที ใช้หนี้สุราหลายก้อนได้หมดสิ้น
ในจวนเทียนซือภูเขามังกรพยัคฆ์ก็มีสวนร้อยบุปผาที่มีชื่อเสียงอย่างมาก
เห็นว่าเฟิงอี๋ไม่เห็นเป็นสำคัญ หวังจูก็ไม่เอ่ยอะไรอีก ตอนนี้บนถนนหลวงไม่ได้เบียดเสียดแออัดมากขนาดนั้นอีกแล้ว ทว่าทั่วทั้งเมืองหลวงกลับยังคงดำดิ่งอยู่ในอารมณ์กระตือรือร้นเร่าร้อนที่มิอาจหาถ้อยคำมาบรรยายได้
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ฟ้าดินหนาวยะเยือก ม่านราตรีดำมืด ในตรอกเส้นหนึ่งที่ทับถมไปด้วยหิมะหนา มีคนผู้หนึ่งมานอนขดตัวอยู่นอกประตู คนที่อยู่ในบ้านจุดตะเกียงน้ำมันให้ความสว่าง
ฝ่ายหลังหลับไม่สนิท พอได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวนอกประตู เด็กกำพร้าตัวผอมแห้งยากจนก็ทั้งกังวลว่าเพื่อนบ้านจะถูกโจรปีนเข้าบ้าน แล้วก็กังวลว่าเป็นคนเมาคนใดที่มาล้มอยู่ในตรอกอีกหรือไม่
จนถึงทุกวันนี้หวังจูก็ยังไม่ยอมรับว่า เสียงสวรรค์ในโลกมนุษย์ใบนี้หนีไม่พ้นคำกล่าวว่า ‘ใคร
สวนดอกไม้ของจวนขุนนางที่มีขนาดเล็กแต่สร้างขึ้นอย่างประณีตงดงามนอกเมือง ฉีฟางมาที่เมืองหลวงต้าหลีแห่งนี้ เมื่อนางรู้ว่าเฉินผิงอันได้เป็นราชครูต้าหลีแล้ว นางกลับเริ่มลังเล
หากเฉินผิงอันไม่มีสถานะทางโลกส่วนนี้ แต่ไปอยู่ที่ศาลบุ๋น แสวงหาสามอมตะ ยกตัวอย่างเช่นสักวันหนึ่งจะเป็นผู้อำนวยการของสถานศึกษา? นั่นจะดีสักเพียงใด
มีข่าวลือเล็กๆ บอกว่าศาลบุ๋นกำลังจะก่อตั้งสถานศึกษาจี้เซี่ยไว้ในสถานที่แห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าอิ๋งชิว คิดจะให้ความรู้ในด้านใด นี่ก็เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว
ถ้าอย่างนั้นผู้อำนวยการและรองผู้อานวยการของสถานศึกษาจี้เซี่ยในอนาคตจะกลายมาเป็นของใคร?
เรื่องที่สายเหวินเซิ่งรักและปกป้องคนกันเองมากที่สุด คือเรื่องที่หลายใต้หล้าล้วนรับรู้ร่วมกัน และเฉินผิงอันยังเป็นลูกศิษย์ปิดสำนักของเหวินเซิ่งด้วย
นั่งบัญชาการคฤหาสน์หลบร้อนคอยโยกย้ายกำลังทหารจัดขบวนรบ ช่วงชิงเวลามาให้ใต้หล้าไพศาลเพิ่มอีกสามปี
จากนั้นใช้สถานะของอิ่นกวานคนสุดท้ายเฝ้าพิทักษ์กำแพงเมืองปราณกระบี่ที่เหลือครึ่งหนึ่งเพียงลำพัง หากนี่ยังไม่ถือว่าเป็นคุณูปการอีก แบบไหนถึงจะใช่?
คนชุดเขียวตีกลองอยู่บนยอดเขา ต้อนรับวสันตฤดูให้แก่ใต้หล้า หลังจากนั้นก็อาศัยกำลังของตัวเองคนเดียวมาชดเชยชัยภูมิที่ได้รับความเสียหายของใบถงทวีป
ขนาดที่ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางก็ยังมีการจดบันทึกคุณความชอบเอาไว้
ถ้าอย่างนั้นนี่จะหมายความว่าผู้สืบทอดควันธูปสายของเหวินเซิ่ง ลูกศิษย์ปิดสำนักของเหวินเซิ่งคนนี้ ก็ขาดแค่เรื่องของการ ‘สร้างคมวาทะ อย่างเดียวแล้วหรือไม่?
รับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการของสถานศึกษาจี้เซี่ย ก็จะสามารถสร้างคมวาทะได้แล้วหรือไม่?
ยกตัวอย่างเช่นชุยเจี่ยนที่เป็นผู้ปกป้องมรรคาให้กับพื้นที่มงคลร้อยบุปผาก็ยังเคยเอ่ยหยอกล้อว่า หากข้าเป็นคนดูแลกิจธุระของศาลบุ๋นจริง จะต้องให้เฉินอิ่นกวานเข้าไปอยู่ทั้งในศาลบุ๋นและศาลบู๊ในเวลาเดียวกันให้จงได้
ข้างกายของฉีฟางมีบุรุษที่รูปโฉมเป็นวัยกลางคนคนหนึ่งกำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่ แม้ว่าจะสวมใส่เสื้อผ้าเรียบง่าย แต่ก็ยังไม่อาจปิดบังกลิ่นอายความสุขุมสูงศักดิ์ตามธรรมชาติบนร่างของเขาได้
บุรุษมาจากราชสำนักต้ายงของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง ขนบธรรมเนียมในการทัดบุปผาทั่วทั้งแคว้นก็มาจากฮ่องเต้ผู้บุกเบิกแคว้นอย่างเขา แซ่ชุยนามเจี่ยน
เขากับชุยหมิงหวงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะต่างก็แซ่ชุยด้วยกันทั้งคู่ แต่ว่าสกุลชุยต้ายงกับสกุลขุยของแจกันสมบัติทวีปกลับไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
แม้จะบอกว่าการสอบเคอจวี่ของแต่ละแคว้นจะต้องมีตำแหน่งทั่นฮวาหลาง แต่กลับไม่มีราชวงศ์ใดที่จะให้ความสำคัญกับทั่นฮวาหลางคนใหม่ได้เท่ากับราชสำนักต้ายง
เป็นเหตุให้กลายไปเป็นกฎบ้านกฎบรรพบุรุษของสกุลชุยว่า ทั้งอายุ รูปโฉม รวมไปถึงความสามารถว่าแต่งกลอนได้หรือไม่ของทั่นฮวาทุกคนล้วนมีข้อเรียกร้องที่เข้มงวดอย่างมาก
ชุยหมิงหวงคือเสาคานสำคัญของสกุลชุยในทุกวันนี้ คือตัวเลือกเจ้าประมุขของตระกูลในอนาคตเพียงหนึ่งเดียว เขาได้ครอบครองยศวิญญูชนมานานแล้ว แล้วก็เพิ่งจะได้เลื่อนขั้นเป็นรองเจ้าขุนเขาของสถานศึกษากวานหู
สกุลชุยของแจกันสมบัติทวีปคือตระกูลใหญ่ชั้นสูงที่สืบทอดยศฐาบรรดาศักดิ์กันมารุ่นสู่รุ่น แต่ไม่รู้ว่าเหตุใดในแจกันสมบัติทวีปถึงได้มีคนบนยอดเขาแค่ไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างซิ่วหูชุยฉานกับตระกูลชุย
ส่วนชุยเฉิง ต่อให้เป็นลูกหลานคนรุ่นเยาว์ในตระกูลชุยทุกวันนี้ก็ยังไม่รู้กันแล้วว่าผู้เฒ่าคนนี้คือใคร ราวกับว่าเจ้าประมุขของเมื่อร้อยปีก่อนท่านนี้แค่มีชื่ออย่างโดดเดี่ยวอยู่บนทะเบียนลำดับวงศ์ตระกูลเท่านั้น
การประชุมศาลบุ๋นแผ่นดินกลางที่เอิกเกริกยิ่งใหญ่ก่อนหน้านี้ ระหว่างนั้นได้มีการจัดงานชุมนุมเกิดขึ้นสามครั้ง ผู้ริเริ่มได้แก่สกุลหลิวแห่งธวัลทวีป อวี้พ่านสุ่ยแห่งราชวงศ์เสวียนมีและฉีฟางเจ้าแห่งบุปผาของพื้นที่มงคลร้อยบุปผา
เจ้าแห่งบุปผาฉีฟางได้เชื้อเชิญแขกผู้มีเกียรติอย่างเจิ้งจวีจง ซูจื่อ ชิงจงฮูหยินแห่งหลุมน้ำลู่ ไหวอิน เหวยอิ๋ง อู๋ซู ฯลฯ
เจิ้งจวีจงแห่งนครจักรพรรดิขาวนั้นไม่ต้องพูดถึงแล้ว
พูดถึงแค่ซูจื่อที่ทุกวันนี้เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว ตอนนั้นอีกไม่นานชิงจงฮูหยินก็จะได้รับเกียรติเลื่อนขั้นให้เป็นเจ้าแห่งชะตาน้ำพื้นพสุธา ก่อนหน้านี้ไม่นานก็มีข่าวลืออีกว่าอู๋ซูได้เลื่อนเป็นขั้นเทพมาเยือนอยู่ในสนามรบของเปลี่ยวร้างแล้ว
ผู้ฝึกตน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้ฝึกยุทธ ต่างก็มีโชควาสนาใหญ่ของใครของมัน
ไม่เสียแรงที่เป็นงานชุมนุมผู้มีรสนิยมที่เจ้าแห่งบุปผาของพื้นที่มงคลร้อยบุปผาเป็นผู้จัดขึ้นด้วยตัวเอง ในงานจัดไว้ในพื้นที่มงคลแห่งหนึ่งจริงๆ!
หากไม่เป็นเพราะเฟิงอี๋เปลี่ยนใจกะทันหัน เป็นฝ่าย “พลิกเปิดบัญชีเล่มเก่า” ด้วยตัวเอง เรียกพวกหลัวฝูเมิ่งให้มาที่ศาลเทพีบุปผา
เฉินผิงอันก็คิดว่าจะไปเยือนพื้นที่มงคลร้อยบุปผารอบหนึ่งจริงๆ
พูดถึงแค่จูเหลี่ยนที่รู้ว่าวันหน้าเจ้าขุนเขาบ้านตนจะต้องไปเยือนพื้นที่มงคลร้อยบุปผาแน่ๆ และบางทีอาจจะมอบเชือกหลากสีที่ลักษณะเหมือนเหรียญลายดอกไม้เส้นนั้นออกไป
พ่อครัวเฒ่าก็ได้ขอให้เจ้าขุนเขาช่วยพิสูจน์ความจริงเรื่องหนึ่ง คำกล่าวบางอย่างในตำราเรื่องเล่าประหลาด จริงเท็จเป็นเช่นไร ยกตัวอย่างเช่นที่บอกว่าผู้ตรวจการของศาลเทพีบุปผาสามารถควบคุมสาส์นแห่งดอกไม้ได้ คือเรื่องจริงหรือไม่ ในพื้นที่มงคลมีขุนนางเซียนที่เป็นบุรุษอยู่หรือไม่
แสร้งทำตัวมีรสนิยม? จูเหลี่ยนและความมีรสนิยม ใครเสแสร้งเลียนแบบใครก็ยังบอกได้ยากนะ
ในท้องพระโรงใหญ่ที่ว่างเปล่า ในที่สุดเฉินผิงอันก็หยุดยืนนิ่ง
จุดพักม้าทางหลวงและแม่น้ำลำคลองลำน้ำใหญ่คล้ายกับเส้นชีพจรในร่างกายมนุษย์กำแพงคูน้ำและทะเลสาบก็คือตำแหน่งจุดรวมพลังของเส้นมังกรทั้งหมดภายในอาณาเขตต้าหลี
เลือดลมแข็งแกร่ง จิตใจฮึกเหิม เมื่อร่างกายแข็งแรงก็ย่อมมีสุขภาพสมบูรณ์ ประชาชนทั้งแผ่นดินเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ผู้พิศมรรคาอาศัยสิ่งนี้ในการพิสูจน์มรรคา มรรคกถาดังมังกร บินทะยานอยู่บนฟ้า
ตอนที่อายุน้อยก็ได้สัมผัสกับคำว่าชีวิตคนไม่มีอะไรแน่นอนได้อย่างลึกซึ้งแล้ว ดังนั้นที่นิมิต หวนกลับมายังไพศาล ตอนอยู่บนเรือราตรีได้วางแผนสังหารเจียงเซ่อปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร
พริบตานั้นทั่วทั้งเมืองหลวงก็สั่นสะเทือนน้อยๆ เพียงแต่ว่าครู่เดียวก็กลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
ระลอกคลื่นของโชคชะตาจำนวนมหาศาลเปล่งวูบแล้วก็หายไป “แผ่กลบทับ” ทั่วทั้งอาณาเขตของต้าหลี ถึงขั้นที่ว่ายังมีกำลังเหลือกระเพื่อมชัดออกไปทางทิศใต้ของแจกันสมบัติทวีป แต่เห็นได้ชัดว่าไปหยุดชะงักอยู่ที่ลำน้ำใหญ่
ในเรือนส่วนตัวที่ห่างจากศาลเทพีบุปผาไปไม่ไกล หลิวเหล่าเฉิงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ เกาเหมี่ยนทุกวันนี้เป็นแค่ขอบเขตโอสถทอง การรับสัมผัสถึงความผิดปกติของฟ้าดินเชื่องช้าลงแล้ว เขาจึงไม่รู้สึกอะไร
เจินเหรินผู้เฒ่าเหลียงส่วงร้องเอ๊ะ บากหน้าแข็งใจนับนิ้วทำมุทราคำนวณ แล้วปลายนิ้วก็มีเสียงลั่นเปรี๊ยะ ตามมาด้วยควันดำที่ผุดออกมา เขาสะบัดมืออย่างแรง เอ่ยชื่นชมว่า “ช่างเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่นัก”
การเหินกายตัวเบาของคนผู้หนึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า ยังไม่ได้พิสูจน์มรรคาอย่างแท้จริง แต่กลับชักนำโชคชะตาของหนึ่งแคว้นครึ่งทวีปไปด้วยกันได้แบบนี้แล้ว?
หากไม่ว่าใครที่มาเป็นราชครูแล้วจะได้ผลประโยชน์ที่ใหญ่เทียมฟ้าเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นผินเต้าก็ไม่ควรรีบไปเป็นราชครูของหลายๆ ราชสำนักหรอกหรือ?
ใต้ต้นท้อในจวนราชครู ซ่งอวิ๋นเจียนเงยหน้ามองม่านฟ้า ปรบมือยิ้มเอ่ย “ฤกษ์งามยามดีสถานที่แห่งการบินทะยาน ผลลัพธ์แห่งการพิสูจน์มรรคาพบฟ้าคราม”
ตราประทับเก่าใหม่สองชิ้นล้วนถูกหลอมไปแล้ว เฉินผิงอันเก็บอารมณ์และความคิดกลับคืนมา เรียกขานชื่อจริงของหลิวเสี่ยง
ในฐานะบุคคลที่เป็นการจำแลงของมหามรรคาแห่งใต้หล้าไพศาล หลิวเสี่ยงที่เร้นกายอยู่ในชนบทแห่งหนึ่งรีบมอบการขานรับที่ใหญ่ที่สุดให้ทันที
แต่ก็ยังไม่พอ
เฒ่าตาบอดที่เดินขึ้นฟ้าไปแล้ว จือสือที่ได้รูปร่างที่แท้จริงกลับคืนมาเอื้อมมือคว้าไกลๆ มาที่โลกมนุษย์หนึ่งที แล้วพลันดึงขึ้นด้านบน
คล้ายกับบังคับกระชากใครขึ้นมา
ขณะเดียวกันนั้นกำแพงเมืองปราณกระบี่ครึ่งหนึ่งก็เริ่มสั่นสะเทือนครืนครั่น ประหนึ่งมีฟ้าร้องอยู่บนพื้นที่ราบ พริบตาเดียวหัวกำแพงเมืองครึ่งหนึ่งก็ถูกกระชากขึ้นจากพื้นดินแล้วพุ่งปะทะเข้ากับแม่น้ำแห่งกาลเวลา
ก่อให้เกิดริ้วแสงสว่างไสวเรืองรองกระเพื่อมเป็นระลอก กำแพงยาวครึ่งหนึ่งเหมือนกระบี่เล่มหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกมนุษย์ที่ถูกชำระล้างและหล่อหลอมโดยที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เปลี่ยนรกผลัดกระดูก
กระบี่ยาวเล่มนี้แหลกสลายกลายเป็นผุยผงอย่างต่อเนื่อง แล้วพากันร่วงเผลาะๆ ลงไปบนมหาสมุทรกว้างใหญ่หาที่สิ้นสุดไม่ได้ สุดท้ายก่อตัวขึ้นเป็นกระบี่ยาวตามความหมายที่แท้จริงเล่มหนึ่ง
กระบี่พุ่งมาที่แจกันสมบัติทวีป พุ่งมาถึงเมืองหลวงต้าหลี พุ่งมาถึงตำหนักใหญ่ของวังหลวง เฉินผิงอันยื่นมือไปรับกระบี่เอาไว้ ถือกระบี่อยู่ในมือ
ผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งเปี่ยมไปด้วยความองอาจห้าวหาญ คือเสน่ห์นับแต่โบราณ คือกลิ่นอายวีรบุรุษผู้กล้านับหมื่นปี
ร่างจริงยังคงอยู่ที่เดิม ทว่ากายธรรมที่เป็นมายาล่องลอยได้พุ่งทะยานขึ้นสูง บินทะยานไปยังฟ้าคราม
ถึงกับข้ามสองใต้หล้าไปโดยตรง มุ่งหน้าไปเยือนใต้หล้ามืดสลัว
ต่อให้ป่ายอวี้จิงของเจ้าจะสูงแค่ไหน ก็ยังมีฟ้าครามอยู่เบื้องบน
มหามรรคาทั่วทั้งใต้หล้าล้วนสั่นสะเทือนตามไปด้วย ในจุดที่สูงที่สุด ม่านฟ้าเกิดเสียงแหลมบาดหูเหมือนเสียงผ้าถูกฉีกขาด เห็นเพียงมือยักษ์คู่หนึ่งที่คล้ายจะแหวกม่านฟ้าออก
คนผู้นั้นโผล่หัวออกมา ดวงตาทั้งคู่เป็นสีทองบริสุทธิ์ หลุบตาลงมองป่ายอวี้จิงทั้งแห่งเต้ากวานจำนวนนับไม่ถ้วนเงยหน้ามองฟ้า
นักเดินทางไกลที่สะพายกระบี่ท่านนี้ก้มหน้าลงมองสบตากับอวี๋โต้วที่เงยหน้าขึ้น