กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1200.1 พบเฉินในใต้หล้า
นี่เท่ากับว่าผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งคุมเชิงอยู่กับใต้หล้าแห่งหนึ่งแล้ว
ป๋ายอวี้จิงปกครองและควบคุมใต้หล้ามืดสลัวเข้มงวดและมีพันธนาการมากกว่าที่ศาลบุ๋นแผ่นดินกลางมีต่อใต้หล้าไพศาล
ดังนั้นเมื่อกายธรรมนั้นบุกเดี่ยวเข้ามาด้วยท่วงท่าที่แข็งกร้าวอย่างถึงที่สุด ใช้สองมือแหวกฉีกม่านฟ้า มาเป็นแขกที่มืดสลัว หลุบตาลงมองป๋ายอวี้จิง
ในป๋ายอวี้จิง เต้ากวานขอบเขตบินทะยานที่มีหน้าที่ดูแลนครแห่งหนึ่งและมีอำนาจสูงจงใจเข้าใจผิดว่าเซียนกระบี่หนุ่มคนนั้นคือขอบเขตสิบสี่ จึงเอ่ยเยาะเย้ยว่า
“ช่างเป็นขบวนที่ใหญ่โตเหลือเกิน เป็นพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน ไม่ทันสังเกตโลกมนุษย์ก็มีขอบเขตสิบสี่ใหม่เอี่ยมเพิ่มมาอีกคนแล้วหรือนี่?”
กายธรรมใหญ่โตโอฬารที่ครอบครองดวงตาบริสุทธิ์สีทองถึงกับไม่แม้แต่จะปรายตามองคนผู้นี้ เฉินผิงอันเพียงแค่มองไปยังอวี๋โต้วที่นั่งบัญชาการอยู่บนหอชิงเก๋อตำแหน่งที่สูงที่สุดของป๋ายอวี้จิง
นักพรตวัยกลางคนเรือนกายกำยำผู้นี้ได้ลุกขึ้นยืนจากเบาะนั่งแล้ว เขาเดินมาตรงราวรั้วของห้อง แค่ลมหายใจง่ายๆ ของเขาทีเดียว ก็สามารถชักนำทะเลเมฆหมื่นลี้รอบป๋ายอวี้จิงให้มารวมตัวและแยกย้ายจากกันได้แล้ว เพียงแค่เพราะเขาก็คืออวี๋โต้วที่อยู่ในสภาวะของขอบเขตสิบห้าเทียม
แปดพันปีที่ผ่านมา มีนักพรตของใต้หล้ามืดสลัวกี่มากน้อยที่ได้แต่กล้าโกรธเคือง แต่ไม่กล้าเอ่ยอะไรต่อคนผู้นี้ ใต้หล้ายากลำบากเพราะอวี๋โต้วมานานมากแล้ว ทว่าต่อให้เป็นนักพรตซุน ไม่ว่าเขาจะไม่ถูกกับป๋ายอวี้จิงแค่ไหน เจ้าอารามผู้เฒ่าก็ยังเอ่ยประโยคหนึ่งว่า “พวกเราเกลียดแค้นอวี๋โต้ว ด่าอวี๋โต้ว จะทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น ทว่าอวี๋โต้วไม่มีใจเห็นแก่ตัว”
เฉินผิงอันมองไปทั่วห้านครสิบสองหอเรือนของป๋ายอวี้จิง ที่นี่ก็คือจุดที่กระบี่ของนักพรตซุนร่วงหล่นลง ตลอดทั้งป๋ายอวี้จิงพากันวิพากษ์วิจารณ์ เสียงยุงเสียงแมลงวันพอมารวมกันก็กระหึ่มดั่งเสียงฟ้าร้อง
ในความเป็นจริงแล้วผู้ฝึกตนใหญ่ทั่วทั้งใต้หล้าต่างก็มองเห็นภาพนี้ คนส่วนใหญ่ล้วนไม่กล้าเชื่อ รู้สึกเหลือเชื่ออย่างยิ่ง นี่ก็คือคิดจะมาท้าทายป๋ายอวี้จิงทั้งแห่งเพียงลำพังหรือ?
เพียงแต่ว่าผู้ฝึกตนใหญ่บนยอดเขาจำนวนมากกว่านั้นก็ยังถามเรื่องสองเรื่องพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย “ไอ้หมอนี่คือใครกันแน่? คนผู้นี้มีความแค้นกับป้ายอวี้จิงมากถึงเพียงใด ถึงขนาดต้องใช้ท่าทีเช่นนี้มาเผยกายในใต้หล้ามืดสลัวเลยหรือ?”
นครอวี้หวง
มีชื่อเรียกอีกชื่อคือนครชิงชุ่ย อยู่ทางทิศเหนือสุดของป๋ายอวี้จิง เคยเป็นสถานที่บินทะยานและสถานที่ถ่ายทอดมรรคาของโต้วหมิงลูกศิษย์คนแรกของมรรคาจารย์เต๋า นครแห่งนี้ดูแลถ้ำสวรรค์และพื้นที่มงคลจำนวนมาก นครอวี้หวงก็เป็นนครอันดับหนึ่งในประวัติศาสตร์ของป๋ายอวี้จิงเช่นกัน มีอายุเท่ากันกับหอจื่อชี่ที่มรรคาจารย์เต๋าสร้างขึ้นเองกับมือ
ในประวัติศาสตร์ลับของมืดสลัว พวกมันแบ่งออกเป็นนครแห่งแรกและหอเรือนแห่งแรกของภูเขาอวี้จิงโบราณ แล้วก็สามารถเรียกได้ว่าเป็น ‘กิจการของตระกูล’ ในช่วงแรกเริ่มสุดที่มรรคาจารย์เต๋าสร้างลัทธิเต๋าขึ้นมากับมือตัวเอง
เจ้านครคนใหม่คือเจียงอวิ๋นเซิงที่มีรูปโฉมเป็นเด็กน้อย เขาเพิ่งจะปิดด่านเลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานได้สำเร็จ ตามแบบแผนประเพณีที่กำหนดไว้ตายตัว มารับหน้าที่เป็นเจ้านครต่อ ถ้ำสวรรค์หลิงซือหนึ่งในถ้ำสวรรค์เล็กสามสิบหกแห่งก็จะต้องกลายมาเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวของเจียงอวิ๋นเซิง
แต่เจียงอวิ๋นเซิงเพิ่งจะกลับมาจากการไปหาประสบการณ์ที่ถ้ำสวรรค์ฝู่เคอ ปีนั้นเด็กหนุ่มบ้านนอกขาเปื้อนโคลนของแจกันสมบัติทวีปผ่านประตูใหญ่ของภูเขาห้อยหัวไปเยือนกำแพงเมืองปราณกระบี่ เจียงอวิ๋นเซิงกับเซียนกระบี่จางลู่ก็คือคนเฝ้าประตู แน่นอนว่าต้องเคยเจอเฉินผิงอันมาก่อน ไม่เพียงแต่เคยเจอเฉินผิงอัน ภายหลังเจียงอวิ๋นเซิงยังได้เจอกับชุยตงซานและเผยเฉียนที่เป็นลูกศิษย์ของเฉินผิงอันด้วย
เจียงอวิ๋นเซิงถอนหายใจเบาๆ เวลาผันผ่านไป วัตถุยังคงเดิมแต่คนกลับไม่เหมือนเดิมแล้ว เดิมทีเขานึกว่าสองฝ่ายเป็นเพียงแค่คนที่ผ่านทางมาในโลกมนุษย์ซึ่งแค่เดินสวนไหล่ผ่านกันไป คิดไม่ถึงเลยว่าจะต้องกลายมาเป็นศัตรูกันเช่นนี้
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเหตุใด เจียงอวิ๋นเซิงมักจะรู้สึกแปลกๆ อยู่เสมอ ดวงตาคู่นั้นของกายธรรมใหญ่โตมโหฬารที่ทรงพลังองอาจของเฉินผิงอันคล้ายจะจับจ้องมองมาที่ตนเป็นพิเศษ?
แล้วก็เพราะทุกวันนี้เป็นเจ้านครแล้ว ขอบเขตก็สูงขึ้นแล้ว หาไม่แล้วด้วยนิสัยของเขาหากเป็นเมื่อก่อน “นักพรตน้อย” ต้องเต้นผางก่นด่าว่าความแค้นมีต้นเหตุ หนี้ย่อมมีเจ้าของ เจ้ามาแก้แค้นถึงบ้านก็ไปหาบรรพจารย์บ้านข้าหรือไม่ก็เจ้านครผังก่อนสิ หยิบมะพลับนิ่มขึ้นมาบีบแบบนี้มันใช่เรื่องไหม!
หากการมาเยือนครั้งนี้ของเฉินผิงอันคือการถามกระบี่กับเจ้าลัทธิอวี่โดยตรง ให้ตายอย่างไรเจียงอวิ๋นเซิงก็ไม่เชื่อเด็ดขาด หากเป็นเช่นนี้จริงก็ได้แต่อธิบายว่าเฉินผิงอันเสียสติไปแล้ว ขอบเขตห่างกันถึงสองขั้นใหญ่ๆ ถามกระบี่? ต้องบอกว่ามารนหาที่ตายถึงจะถูก
ยังดีที่สายตาของเฉินผิงอันแค่กวาดผ่านไปเท่านั้น เจียงอวิ๋นเซิงสะบัดชายแขนเสื้ออย่างอดไม่ได้ อันที่จริงตนก็เป็นขอบเขตบินทะยานใหม่เอี่ยมคนหนึ่งเหมือนกัน จะว่าไปแล้วขอบเขตนั้นเท่าเทียมกัน เผชิญหน้ากับเฉินผิงอันซึ่งๆ หน้า แต่เขากลับอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้น
หอจื่อชี่
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกสุดของป๋ายอวี้จิง ตำแหน่งทั้งดีทั้งสูง หอจื่อชี่แซ่เจียง มีชื่อเสียงเลื่องลือ เจียงจ้าวหมอผู้เป็นเจ้าหอ นามว่าเฉาเซิง ฉายา “ฉุยเซี่ยง” เป็นขอบเขตบินทะยานชั้นสมบูรณ์แบบมานานมากแล้ว
เจียงจ้าวหมอเข้ามาอยู่ในป๋ายอวี้จิงช้ากว่าอวี๋โต้วเล็กน้อย อดีตของเขาก็คือหลิวฉางโจวที่ตั้งฉายาให้ตัวเองว่านักพรตโก้ว และพวกเขากับผีเซียนเป่าหลินที่ภายหลังตามตอแยอวี๋โต้วไม่เลิกราเหมือนวิญญาณร้ายตามติดก็เคยเป็นเพื่อนรักกัน เคยจับกลุ่มออกเดินทาง เดินกร่างไปทั่วใต้หล้าด้วยกัน
ในอดีตหลิวฉางโจวก็เคยเอ่ยถ้อยคำที่ฟังแล้วลบหลู่ผิดขนบอย่างร้ายแรง แต่กลับกลายเป็นวลีติดปากผู้คน “พวกเราคือนักพรตของใต้หล้ามืดสลัว และใต้หล้ามืดสลัวก็คือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของพวกเรา”
ในบรรดาเต้ากวานของป๋ายอวี้จิง เวทกระบี่ของเจียงจ้าวหมอสูงเป็นรองแค่อวี๋โต้ว นอกจากนี้เจียงจ้าวหมอยังเป็นปรมาจารย์วิถีวรยุทธ เคยมีการถามหมัดกับหลินเจียงเซียนโดยที่ไม่เปิดเผยอยู่หลายครั้ง
ผู้บรรลุมรรคาคนหนึ่งยืนอยู่บนหอเรือนที่สูงที่สุดเพียงลำพัง ชายแขนเสื้อสองข้างพลิ้วไสว เขาก็คือเจียงจ้าวหมอ หวนนึกถึงอดีตอันห่างไกล เขาเคยอยู่บนฟ้าเหนือทะเลเมฆหลายชั้น ส่วนกายธรรมของฉีจิ้งชุนก็แค่ลอยตัวอยู่กึ่งกลางอากาศของแจกันสมบัติทวีปเท่านั้น
การที่ฝ่ายหลังกายดับมรรคาสลาย เจียงจ้าวหมอและผังติ่งต่างก็เคยลงมือ เจียงจ้าวหมอหัวเราะ ลมและน้ำหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนแล้วหรือ? ตนถึงกับถูกเด็กรุ่นเยาว์คนหนึ่ง “มองต่ำ” “ดูแคลน” แล้ว?
ในที่สุด ทั้งสองก็มองสบตากัน เจียงจ้าวหมอคร้านจะพูดจา มองออกว่าคนผู้นี้เพิ่งจะบรรลุมรรคา หอบหุ้มเอาพละกำลังของฟ้าดินในหนึ่งทวีปมา ทำให้ได้เปรียบใหญ่เทียมฟ้า ก็แค่การปล่อยให้อารมณ์ชั่ววูบครอบงำเท่านั้น กายธรรมที่ได้แต่ใช้ข่มขู่คนร่างนี้จะสามารถทนอยู่ได้นานแค่ไหนกัน?
เจินเหรินผู้เฒ่าเดินออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมด้วยความประหลาดใจอย่างถึงที่สุด ใช้เสียงในใจถามว่า “อายุการฝึกตนไม่ถึงร้อยปี อายุน้อยแค่นี้ก็เลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานแล้ว คือเทพเซียนจากฝ่ายใด ชื่อแซ่อะไร?”
ข้างกายก็มีผู้เยาว์ช่วยอธิบายประวัติความเป็นมาของคนผู้นี้ให้เขาฟัง เจินเหรินผู้เฒ่าทอดถอนใจ เดิมคิดว่าจางเฟิงไห่ก็คือตัวอ่อนผู้ฝึกตนที่พบเห็นได้เพียงหนึ่งเดียวในชีวิตนี้แล้ว คาดไม่ถึงว่าไพศาลจะมีคนรุ่นเยาว์ที่มากความสามารถเช่นนี้อยู่ด้วย
ส่วนความเกี่ยวข้องระหว่างคนผู้นี้กับป๋ายอวี้จิง ทำไมเขาถึงต้องบีบคั้นผู้อื่นถึงเพียงนี้ เป็นฝ่ายเดินทางมาเยือนใต้หล้ามืดสลัวเพื่อท้าทายป๋ายอวี้จิง ก็แค่ฟังไปคร่าวๆ เท่านั้น เจินเหรินผู้เฒ่าทั้งไม่ได้รีบร้อนตัดสินใจ และในใจก็ไม่ได้มีความโกรธแค้นอะไร
ฝึกตนสร้างบุญสัมพันธ์ก็คือพลังแห่งมรรคา เอาแต่หลบเลี่ยงกรรมสัมพันธ์อย่างเดียวต้องไม่ใช่วิธีการที่ดีอะไรแน่นอน
เซียนกวานที่ทั่วร่างเปล่งวงแสงสีทอง รัศมีเรื่อเรืองเป็นชั้นๆ โบกแส้ปัดฝุ่น หัวเราะหยันเอ่ยว่า “รู้จักฉวยโอกาส เข้าใจเลือกวันเวลาได้ดีจริงๆ ไม่เสียแรงที่เป็นสิงห์ร้ายผู้โหดเหี้ยมที่เคยเป็นอิ่นกวานของกำแพงเมืองปราณกระบี่มาก่อน เชี่ยวชาญการประเมินจังหวะและโอกาสอย่างแท้จริง ตัดใจลงเดิมพันครั้งใหญ่ได้ เดิมพันทีก็เดิมพันซะใหญ่โต”
ใต้หล้าวุ่นวายเหลือเกิน ตอนนี้คือช่วงเวลาที่ป๋ายอวี้จิงตกอยู่ในอันตรายมากที่สุด
หลังจากศึกในอดีตที่เกิดจากเทวบุตรมารออกอาละวาดจน “เหล่าเต้ากวานแห่งป๋ายอวี้จิงต้องร่วมกันปราบมาร” มรรคาทั้งทวีปล้วนแปรเปลี่ยน ต่อให้เป็นเต้ากวานที่ภาคภูมิใจในตัวเองมากที่สุดก็ไม่กล้าพูดว่าภายในสามปีห้าปี จะสามารถทำให้วิถีทางโลกกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
มรรคาจารย์เต๋าสลายมรรคาไปแล้ว เจ้าลัทธิใหญ่โค่วหมิงยังไม่กลับป๋ายอวี้จิงมาควบคุมสถานการณ์ใหญ่ เจ้าลัทธิรองอวี๋โต้วถูกบีบให้ต้องหลอมป๋ายอวี้จิงทั้งแห่ง ใช้วิธีการ “ผสานมรรคา” ระดับล่างเลื่อนขั้นเป็นสิบห้าเทียม ลู่เฉินเจ้าลัทธิสามไปอยู่ในพื้นที่ใจกลางของใต้หล้าเปลี่ยวร้าง ใช้ตัวเองเป็นกรงขัง หล่อหลอมทั้งยังกักขังเทวบุตรมารนอกโลกตนนั้นเอาไว้
สิบสี่มณฑลแห่งมืดสลัวเหมือนไฟใหญ่ไหม้ลามทุ่ง ทุกมณฑลล้วนมีโจรกบฏที่ลุกขึ้นมายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับป๋ายอวี้จิง พรรคน้อยใหญ่พากันก่อตั้งพรรค จำนวนมากมายเหมือนหน่อไม้ที่ผุดขึ้นหลังฝนฤดูใบไม้ผลิ
เฉินผิงอันแห่งใต้หล้าไพศาลข้ามใต้หล้ามาอย่างไม่หวั่นเกรง เลือกที่จะฉีกหน้าแตกหักกับป๋ายอวี้จิงในเวลานี้อย่างเปิดเผย ไม่ใช่การขานรับกับตำหนักสู้ยฉูที่เป็นดั่งรังโจรแห่งนั้นอยู่ไกลๆ แล้วจะเรียกว่าอะไร?
มีเต้ากวานที่ในมือถือหยกหรูอี้ ชี้คทาหยกตรงไปที่ม่านฟ้า ตวาดอย่างโกรธเกรี้ยวว่า “ไอ้เด็กเมื่อวานซืนช่างบังอาจนัก! ยังไม่รีบถอยออกไปอีก!”
ภายในนครเซียนที่อยู่ใกล้เคียงซึ่งมีระดับความสูงเกือบจะเท่ากัน เทียนเซียนผู้นั้นยืนพิงราวรั้ว จะต้องคัดค้านสวนทางกับบุคคลยิ่งใหญ่บางคนให้จงได้ จึงปรบมือเอ่ยชมเชยด้วยแววตาฉายประกายชื่นชม “ยอดฝีมือมีความกล้า สมกับเป็นเซียนกระบี่จริงๆ”
ไม่ใจกล้า จะกล้ามาถามกระบี่กับป๋ายอวี้จิงหรือ จิตแห่งมรรคาไม่มั่นคง ไยต้องฝึกตนเป็นเทพเซียน แค่ความกล้าส่วนนี้ของเฉินผิงอันก็คู่ควรกับคำเรียกขานว่าวีรบุรุษแห่งยุคสมัยแล้ว
เจินเหรินผู้เฒ่าคนหนึ่งที่หลบเร้นกายอยู่ในหอปี้อวิ๋นมานานหลายปีโบกแส้ปัดฝุ่นพยักหน้าเอ่ยคล้อยตามว่า “มรรคาสูงไม่ได้อยู่ที่อายุในการฝึกตน ทำให้คนรุ่นช้ารู้สึกละอายใจยิ่งนัก”
บังคับเมฆมงคลห้าสีก้อนหนึ่งให้ลอยขึ้นสูงช้าๆ ถึงกับลอยพ้นออกจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมนครเซียน หมายจะไปชมมาดของเซียนกระบี่บนฟากฟ้า
เจ้าหอสองคนของหอหลินหลางที่นับแต่โบราณมาถูกขนานนามให้เป็นดินแดนแห่งหลิงจือหยก พื้นที่ประกอบพิธีกรรมหยกทองยืนเคียงบ่ากัน หวังต้งจือผู้เป็นเจ้าหอมีสีหน้ากลัดกลุ้ม เงยหน้ามอง “น้ำค้างแข็งบนหิมะ” ท่านนั้น
รองเจ้าหอเซี่ยเซวียนเองก็เป็นกังวล มองพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลนอกเหนือจากป๋ายอวี้จิงที่เหมือนการ “ราดน้ำมันลงบนกองเพลิง” ฝ่ายแรกบอกว่าสถานการณ์ของป๋ายอวี้จิงตอนนี้อันตรายอย่างมาก ส่วนฝ่ายหลังนั้นบอกว่าทุกวันนี้ใต้หล้ามืดสลัวอยู่ในความวุ่นวาย
เต้ากวานผู้เฒ่าที่มีรูปโฉมเป็นคนหนุ่มของนครหลิงเป่าผู้หนึ่งได้ให้ข้อสรุปแบบตอกปิดฝาโลงล่วงหน้าแล้วว่า “มดแดงเขย่าต้นไม้ ไม่รู้จักเจียมตน” ขอบเขตบินทะยานคนเดียวก็คิดอยากจะถามกระบี่ต่อป๋ายอวี้จิงทั้งแห่งอย่างนั้นหรือ
ก่อนหน้านี้ซุนไหวจงแห่งอารามเสวียนตู เจ้าอารามผู้เฒ่าขอบเขตสิบสี่มีพลังตบะที่หนาขันทรงพลังถึงเพียงใด เวทกระบี่เลิศล้ำถึงเพียงใด อยูในสถานที่ที่ห่างจากป๋ายอวี้จิงไปไกลมาก เขาได้ปล่อยกระบี่ข้ามหลายมณฑล กระบี่ยาวอิงแอบฟ้าคราม! เจ้าอารามซุนจับคู่เข่นฆ่ากับเจ้าลัทธิอวี๋ ก็ไม่ใช่ว่าพ่ายแพ้ไปหรอกหรือ?
ภายหลังอู๋ซ่วงเจี้ยงร่วมมือกับภิกษุชุดม่วงเจียงซิว รวมไปถึงเกากูแห่งภูเขาตี้เฝย ผู้ฝึกตนใหญ่ขอบเขตสิบสี่สามคน บุคคลที่เป็นปรมาจารย์ของสามลัทธิอย่างพุทธ เต๋าและการทหาร พวกเขาจับมือกันมาถามมรรคาต่อป๋ายอวี้จิง ผลล่ะเป็นอย่างไร? ล้วนตายกันหมดแล้ว!
ท่ามกลางการถามมรรคาครั้งนี้ เซียนกระบี่หญิงเป่าหลินที่เลื่อนเป็นขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ นางเหมือนเป็นแค่ของแถมที่มาประสมประเสให้ครบจำนวนเท่านั้น ถูกเจ้าลัทธิอวี๋ที่นั่งบัญชาการป๋ายอวี้จิงใช้กระบี่สังหารไปแล้ว
สหายรักสองคนของหอจื่อชี่กำลังคุยเล่นกัน ต่างก็มีสีหน้าและน้ำเสียงที่ไม่ยี่หระ “ทำอะไรโดยใช้อารมณ์ เป็นที่ขบขันของทุกคนแล้ว”
“ถึงอย่างไรก็เป็นคนหนุ่มที่เพิ่งจะมีอำนาจอย่างกะทันหัน ถึงได้ลืมตัวไป ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินหนาเลยสักนิด”
นครอวี้ซู
เจ้านครกวอเจี่ยมีสีหน้าซับซ้อน “โลกมนุษย์ช่างมีความปั่นป่วนวุ่นวายเยอะเสียจริง นี่เพิ่งจะผ่านไปนานแค่ไหนเอง ป๋ายอวี้จิงก็ได้เห็นแสงกระบี่อีกแล้ว”
รองเจ้านครเส้าเซี่ยงยิ้มเอ่ย “เจ้าลัทธิลู่บอกว่าหากมีวันใดที่คนผู้นี้ดอดเข้ามาในป๋ายอวี้จิงได้ จะต้องมาอยู่ในนครอวี้ซูของพวกเรานานมากเป็นแน่ เป็นโจรขโมยตำราที่ไม่จำเป็นต้องขนตำราหนี”
กวอเจี่ยถอนหายใจเอ่ย “เมื่อก่อนรำคาญลู่เฉิน ทุกวันนี้ไม่รู้สึกรำคาญแล้ว กลับยังรู้สึกว่าฟ้าดินเงียบเหงาเกินไปเสียอีก” เส้าเซี่ยงเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน
กวอเจี่ยกับเส้าเซี่ยง พวกเขาต่างก็เป็นเซียนกระบี่ลัทธิเต๋า โดยเฉพาะฝ่ายแรกที่ถูกมองว่าเป็นบุคคลอันดับหนึ่งในการอรรถาธิบายความหมายเชิงอรรถของคัมภีร์ “บทนอกของลู่เฉิน”
ห้องหนังสือของลู่เฉินไม่ได้สร้างไว้ในนครหนันหัว แต่ขอพื้นที่แถบหนึ่งของนครอวี้ซูสร้างเป็นห้องหนังสือที่มีชื่อว่าเรือนพิศพันกระบี่ ว่ากันว่าเหตุผลของเจ้าลัทธิลู่ก็คืออยู่ใกล้ สะดวกให้เจ้านครทั้งสองท่านมาขอวิชาความรู้
แต่ปัญหาก็คือกวอ เส้าเป็นคนให้คำอรรถาธิบาย ลู่เฉินต่างหากถึงจะเป็นคนเขียนหนังสือ เจ้านครทั้งสองท่านวางพลังใจส่วนใหญ่ไว้บนตำราเล่มที่ให้คำอรรถาธิบายของลู่เฉินเล่มนั้น
เล่าลือกันว่าในทางส่วนตัว ลู่เฉินลำพองใจอย่างมาก สะบัดชายแขนเสื้อพูดกับคนไปทั่วว่า “เดิมทีผินเต้าก็ไม่รู้หรอกว่าตำราที่ตัวเองเขียนยอดเยี่ยมมากแค่ไหน แต่ฟังจากการอธิบายขยายความและเผยแพร่ออกไปเช่นนั้นของคนอื่น ฮ่าๆ ผินเต้าก็รู้สึกเหมือนลอยได้เลยนะ”
มองไปทั่วใต้หล้า เรื่องทำนองนี้ คำพูดหน้าไม่อายแบบนี้ คาดว่าคงมีแต่ลู่เฉินเท่านั้นที่ทำได้
เส้าเซี่ยงถาม “หากว่ามีการถามกระบี่จริงๆ ล่ะ?” กวอเจี่ยยิ้มเอ่ย “ยังจะทำอย่างไรได้อีก ในเมื่อเป็นผู้ฝึกกระบี่เหมือนกัน ก็แค่รับกระบี่เท่านั้น”
นครหลิงเป่า
สถานที่บรรลุมรรคาของเจ้าลัทธิอวี๋โต้ว เหมือนกับโค่วหมิงที่เป็นศิษย์พี่ หลังจากที่อวี๋โต้วมารับตำแหน่งเจ้าลัทธิแล้วก็ได้ออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรม นครหลิงเป่ามีประวัติศาสตร์ยาวนานแปดพันปี แต่กลับมีเจ้านครแค่สองคน หลังจากอวี๋โต้วก็คือผังติ่ง
ผังติ่งมีฉายาว่า “ซวีซิน” เชี่ยวชาญเวทอสนี ควบการฝึกวิชาห้าธาตุ นักพรตผู้เฒ่ามีคำวิจารณ์แฝงอย่างแยบยลต่อเวทห้าอสนีซึ่งเป็นวิชาสายฟ้าดั้งเดิมของสายจวนเทียนซือภูเขามังกรพยัคฆ์
เวลานี้ข้างกายผังติ่งมีผู้เฒ่าร่างผอมบางคนหนึ่งยืนอยู่ ข้างกายฝ่ายหลังยังมีสตรีวัยกลางคนที่ในมือถือแส้ปัดฝุ่นสีแดงคนหนึ่งยืนอยู่ด้วย นางยิ้มถามว่า “เหย้าซือ คิดว่าอย่างไร?”
ในมือของหลี่เหย้าซือถือไม้เท้าอายุยืนทำจากไม้ภูเขาจื้อกั๋ว เขาตายไปแล้วก็กลายเป็นวิญญาณที่ได้รับการบูชาจากควันธูปในโลกมนุษย์ ว่ากันตามอายุการฝึกตน เขากับป่ายเหย่แห่งใต้หล้าไพศาลถือว่าเป็นคนในยุคสมัยไล่เลี่ยกัน
สถานะของผู้เฒ่าในนครหลิงเป่าคล้ายคลึงกับหาวซู่ผู้ฝึกกระบี่แห่งนครเสินเชียว ฐานะโดดเด่น ถือเป็นเค่อชิงคนสำคัญของป๋ายอวี้จิง ไม่มีทางที่จะมาพึ่งพาอยู่ใต้ชายคาของคนอื่นแน่นอน
นครหลิงเป่ามีตำหนักจื่อเกออยู่แห่งหนึ่ง ใต้การปกครองของตำหนักจื่อเกอมีอารามเต๋าอยู่สามสิบหกแห่ง อารามฟ่างหม่าคือหนึ่งในนั้น และอารามฟ่างหม่าก็ยังดูแลอารามเต๋าอีกมากมาย หนึ่งในนั้นก็มีอารามเสี่ยนหลิงที่ไร้ชื่อเสียง
หลี่เหย้าซือกับคนรักข้างกายฝึกตนอยู่ในอารามเสี่ยนหลิงแห่งนี้ เขาแต่งตำราพิชัยยุทธ ส่วนนางก็คอยช่วยฝนหมึกจุดธูปหอมอยู่ข้างๆ
หลี่เหย้าซือเอ่ย “ไม่เสียแรงที่เป็นพันธมิตรที่เจ้าตำหนักอู๋คัดเลือกมาอย่างตั้งใจ” สตรียิ้มเอ่ย “ดูท่าการที่อู๋ซวงเจี้ยงยอมฝากคนรักไหว้วานให้คนผู้นี้ดูแลก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล”
ผังติ่งใช้เสียงในใจถาม “สหายเหย้าซือ ยินดีออกจากภูเขาหรือไม่?” หลี่เหย้าซือเอ่ย “ช่วงนี้ข้าว่าจะออกจากป๋ายอวี้จิงแวะไปดูตามสถานที่ต่างๆ ก่อน” ผังติ่งไม่มีทางได้คืบแล้วเอาศอก ได้คำตอบนี้เขาก็พอใจมากแล้ว จึงพยักหน้าเอ่ยว่า “เพียงพอแล้ว”
ผู้ฝึกตนสำนักการทหารที่ถูกกล่าวขานว่า “ตลอดชีวิตไร้ผลพ่ายแพ้ ไม่เคยเปิดศึกระหว่างเซียน” จับมือกับคนรักหวนกลับมายังอารามเสี่ยนหลิง
ในอนาคตอีกไม่นาน สนามรบของสิบสี่มณฑลนอกป๋ายอวี้จิง หากว่ากันในบางระดับแล้ว ก็คือการ “ประลองภายใน” ระหว่างโจรกบฏของสำนักการทหารที่มีอู๋ซวงเจี้ยงเป็นผู้นำกับพวกหลี่เหย้าซือนั่นเอง
ตลอดทั้งใต้หล้ามืดสลัวก็คือสนามรบแห่งหนึ่งที่ถูกลิขิตมาแล้วว่าควันดินปืนจะผุดขึ้นจากทั่วสารทิศ ผู้ฝึกตนของสำนักการทหารพากันร่ายวิชาอภินิหาร
ผังติ่งก้มหัวคารวะตามขนบลัทธิเต๋าต่อสามีภรรยาคู่นั้น รอกระทั่งเขาออกไปจากที่นี่แล้ว นักพรตเฒ่าค่อยหันหน้าไปมองม่านฟ้า แล้วค่อยกดข่มกลิ่นอายเต๋าทั่วร่าง เขาหลุดหัวเราะพรืด
“คนที่เป็นศิษย์พี่ยังไม่กล้าเอาคืน เจ้าที่เป็นศิษย์น้องกลับพาตัวมาส่งถึงที่ สายของพวกเจ้าไม่เสียแรงที่เป็นครามเกิดจากต้นคราม แต่สีเข้มกว่าคราม”