กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1200.2 พบเฉินในใต้หล้า
แต่เฉินผิงอันกลับมองไปทางฝั่งของหอจื่อชี่อีกครั้ง เขายิ้มตาหยีเอ่ยว่า
“เจียงจ้าวหมอ ครั้งนี้เจ้าทำอะไรไม่เปิดเผยมากพอนะ แอบเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่อย่างลับๆ ล่อๆ? เป็นเรื่องดีเลย ป๋ายอวี้จิงที่โงนเงนจะล้มมิล้มแหล่มีเสาคานเพิ่มมาอีกเสาหนึ่ง ไยต้องปิดบังอำพรางไว้ด้วยเล่า”
“ทำไม คิดจะหาโอกาสที่พันปีก็ยากจะพานพบแว้งกลับไปโจมตี เพื่อที่จะได้กำจัดเจ้าลัทธิอวี๋ที่ชาติก่อนผูกปมแค้นกัน ชาตินี้ก็ยังคงต้องก้มหัวให้อีกฝ่ายอย่างนั้นหรือ?”
เจียงจ้าวหมอขมวดคิ้วน้อยๆ ลังเลอยู่ชั่วขณะ แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้เอ่ยอะไร
อย่าว่าแต่ลูกศิษย์ของหอจื่อชี่เลย ต่อให้เป็นบินทะยานเก่าแก่อย่างผังติ่ง พอได้ยินก็ยังตกใจสุดขีด เจียงจ้าวหมอแอบเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่อย่างเงียบเชียบตั้งแต่เมื่อใดกัน? ผังติ่งทำจิตแห่งมรรคาให้สงบ ต้องการจะไปพบบินทะยานใหม่ผู้นี้สักหน่อย
คิดไม่ถึงว่ากายธรรมที่เสียงดังปานลั่นระฆังนั้นจะหัวเราะก้อง “ผังติ่ง เจ้าเศษสวะเฒ่าอย่าได้คิดจะส่งเสียงเอะอะรบกวน ใช้รูก้นพูดคุยกับข้า!”
ผังติ่งตะลึงงัน เดิมทีนักพรตเฒ่าอยากจะเอ่ยว่า อย่าเอาแต่ปากเก่ง แน่จริงก็ลงมาประลองกันสักครั้ง มาต่อสู้กันสักหน พอประโยคนี้ดังออกมาก็ทำให้ทั่วทั้งป๋ายอวี้จิงเงียบสนิทไร้เสียงไปในทันที
เต้ากวานของป๋ายอวี้จิง ไม่ว่าจะผู้ชายหรือผู้หญิง แก่หรือเด็ก พวกเขาไม่เคยเจอกับ “ขบวนทัพ” ที่เป็นอย่างนี้มาก่อนเลยจริงๆ ผังติ่งอับอายจนพานเป็นโกรธ หมายจะลงมือทันที
ประโยคนี้ในเมื่อคนทั้งป๋ายอวี้จิงต่างก็ได้ยินแล้ว นั่นก็ไม่เท่ากับว่าทั่วทั้งใต้หล้ามืดสลัวก็ได้ยินไปด้วยหรอกหรือ? ต่อให้ผู้ฝึกบำเพ็ญตน ผู้บรรลุมรรคาจะไม่สนใจชื่อเสียงจอมปลอมและของนอกกายมากแค่ไหน แต่แค่ลองนึกภาพดูว่าขอแค่นักพรตเฒ่าที่มีชื่อเสียงมีคุณธรรมสูงส่งออกจากบ้าน เปิดปากพูดกับใครแล้วถูกคนอื่นมองด้วยสายตาแปลกๆ สีหน้ามีเลศนัย…
แต่ดูเหมือนว่าจะได้รับคำเตือนจากใครบางคน ผังติ่งถึงแค่นเสียงหยันเอ่ยว่า “ปากไร้หูรูด ดีแต่พูดจาร้ายกาจใส่คนอื่น เจ้าคู่ควรจะเป็นคนที่ศึกษาวิชาความรู้ด้วยหรือ?!”
เจ้าหมอนั่นส่ายหน้า กล่าว “เศษสวะเฒ่าผังใช้กลีบก้นกินข้าว ใช้รูก้นรมกลิ่นเหม็นใส่คนอีกแล้ว” ต่อให้ผังติ่งจะอบรมบ่มเพาะตัวเองมาดีแค่ไหน ตบะลึกล้ำมากเท่าไรก็เกือบจะอดไม่ไหวก่นด่าออกไป
ไอ้หมอนั่นพูดจาร้ายกาจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้พวกเต้ากวานที่เป็นศัตรูกับป๋ายอวี้จิงบันเทิงเริงใจกันไปได้อีกหลายร้อยปีทีเดียว
หอปี้อวิ๋น
หน้าประตูถ้ำแยนเสือตำหนักเจิ้นเยว่มีผู้เฒ่าคนหนึ่งยืนอยู่ เขามีฉายาว่า “เสวียนหวง” เป็นชื่อที่มีความหมายยิ่งใหญ่อย่างมาก หวงเจี้ยโส่วกับผังติ่งแห่งนครหลิงเป่าคือคนรุ่นเดียวกัน คือผู้เฒ่าอย่างแท้จริงของป๋ายอวี้จิง
อารมณ์ของหวงเจี้ยโส่วประดังประเดเข้าหากัน แต่เขากลับไม่เอ่ยอะไรสักคำเดียว ป๋ายอวี้จิงควรต้องเจอกับหายนะนี้ กระทั่งผังติ่งถูกเซียนกระบี่หนุ่มคนนั้นใช้คำพูดหยอกเย้า หวงเจี้ยโส่วก็ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “ผังติ่ง ศัตรูใหญ่มาอยู่ตรงหน้า สถานการณ์ไม่แน่ชัดว่าดีหรือร้าย อย่าได้เสียกระบวนไปเอง” ผังติ่งจึงได้แต่ข่มกลั้นความวู่วามที่อยากจะลงมือเอาไว้
ก่อนหน้านั้นเหตุพลิกผันใหญ่เทียมฟ้าที่มีการร่วมกันสังหารปฐมบรรพบุรุษสำนักการทหาร อู๋ซวงเจี้ยงเป็นคนป่าวประกาศให้ใต้หล้ารับรู้ คนบนยอดเขาสูงสุดของโลกมนุษย์ในหลายๆ ใต้หล้าต่างก็รับรู้กันแล้ว ผังติ่งย่อมต้องรู้เช่นกัน
ตอนนั้นเขาก็ได้เอ่ยประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกแฝงความอาฆาต “โจรชั่วที่ทำให้จิตใจคนในมืดสลัวของพวกเราวุ่นวายยังไม่ตาย ในฐานะลูกศิษย์คนสุดท้ายของสายเหวินเซิ่ง ไม่ยอมอ่านตำราอริยะปราชญ์ของเจ้าไปดีๆ ถึงกับไปสมคบคิดกับอู๋ซวงเจี้ยงแห่งตำหนักสู้ยฉูเสียได้”
ความวุ่นวายในใต้หล้ามืดสลัวทุกวันนี้ ตัวการร้าย คนวางแผนหลักก็คืออู๋ซวงเจี้ยง แต่เรื่องที่ทำให้ผังติ่งกริ่งเกรงมากที่สุดก็ยังคงเป็น “ชื่อ” ที่สามที่อยู่ในสาส์นซึ่งป่าวประกาศไปใต้หล้าฉบับนั้น: เจิ้งจวีจง เจ้านครจักรพรรดิขาวบุคคลอันดับหนึ่งที่ยึดครองวิถีมารได้อย่างมั่นคง
เทวบุตรมารได้ถูกลู่เฉินสยบกำราบเอาไว้แล้ว แล้วเจ้ามารร้ายเจิ้งจวีจงที่ทำอะไรไร้ความยำเกรงผู้นี้ล่ะ ควรจะให้ใครเป็นคนจัดการ? อันที่จริงผังติ่งได้ทำการยืนยันอย่างลับๆ ซ้ำไปซ้ำมาแล้ว บริเวณใกล้เคียงกับ “ประตูสวรรค์” ที่อยู่รอบกายธรรมของเฉินผิงอัน ไม่ได้มีเจิ้งจวีจงซ่อนอยู่ด้วย หาไม่แล้วคำเตือนของเจ้าลัทธิอวี๋โต้ว คำโน้มน้าวของหวงเจี้ยโส่วก็ล้วนไม่อาจขัดขวางการลงมือของเจ้านครหลิงเป่าท่านนี้ได้
รองเจ้าหอจื่อชี่ หญิงชราคนหนึ่งที่หลังค่อมหรี่ดวงตาคู่นั้นลง ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า
“นังหนู เบิกตากว้างๆ มองให้ละเอียดแล้วจดจำไว้ให้ขึ้นใจ นี่น่าจะเป็นจุดสูงสุดของเส้นทางสายนี้ของพวกเจ้าแล้ว อย่าได้แสดงความเคารพนอบน้อมเฉพาะภายนอก พอหวนกลับไปยังพื้นที่ประกอบพิธีกรรมแล้วกลับไม่เห็นหัวใคร รู้สึกว่าคนที่ขอบเขตสูงของป๋ายอวี้จิงก็แค่ได้เปรียบที่อายุมากกว่า ถ้าอย่างนั้นเจ้าคนแซ่เฉินผู้นี้ก็ไม่ใช่ว่าอ่อนเยาว์ยิ่งกว่าเจ้าอีกหรือ?”
ข้างกายของหญิงชรามีลูกหลานสกุลเจียงที่ความสามารถโดดเด่นคนหนึ่งยืนอยู่ มีนามว่าเจียงอวี้เวย ฉายา “เวยซิน” นางเป็นทั้งผู้ฝึกกระบี่แล้วก็เป็นทั้งผู้ฝึกยุทธ ดังนั้นหญิงชราถึงได้กำชับนางเช่นนี้ เจียงอวี้เวยเงยหน้ามองแขกไม่ได้รับเชิญของทั้งใต้หล้าผู้นั้น ในใจสะท้านสะเทือน หากนางไม่ได้เห็นเองกับตาก็คงไม่มีทางเชื่อว่าบนโลกจะมีเซียนกระบี่ควบกับปรมาจารย์อายุน้อยๆ เช่นนี้อยู่ด้วย
หญิงชราเอ่ยสัพยอก “ข้าต้องการให้เจ้าเอาชนะเขาได้ ไล่ตามเขาไปทันบนมหามรรคา ไม่ได้จะให้เจ้าชื่นชมเลื่อมใสเขา คิดแต่จะผูกสมัครเป็นคู่บำเพ็ญเพียรกับเขา อยากนอนกับเขา” เจียงอวี้เวยถอนสายตากลับมา เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “ไม่มีความคิดเกี่ยวกับความรักชายหญิงเช่นนี้”
หญิงชราเอ่ย “กว่าจะพิสูจน์มรรคาบินทะยานสำเร็จได้อย่างไม่ง่าย ร้อนใจอยากจะมาโอ้อวดบารมีที่นี่ ข้าเข้าใจ แต่น่าเสียดายที่อายุน้อยอารมณ์พลุ่งพล่านเกินไป ไม่เข้าใจหลักของการควบคุมอารมณ์เลยสักนิด”
เจียงอวี้เวยไม่กล้าให้ข้อสรุปอย่างส่งเดช หญิงชราส่ายหน้า “อายุน้อยจริงๆ อ่อนเยาว์จนทำให้คนริษยา ปัญหาคือเวลาไม่ถึงห้าสิบปี เวลาสั้นๆ แค่ครึ่งร้อยปี ต่อให้เจ้ามีชาติกำเนิดยากลำบากแค่ไหน แต่จะทนรับความยากลำบากได้สักเท่าไรกัน? เจ้าหมอนี่ยังไม่รู้จักความน่ากลัวของการถูกสวรรค์ชิงชังรังเกียจ หากไม่ผิดไปจากที่คาด สักวันไอ้หมอนี่จะต้องสะดุดล้มหัวทิ่ม หากไม่ใช่ที่ไพศาลก็ต้องเป็นที่เปลี่ยวร้าง แล้วก็ไม่รู้ว่าป๋ายอวี้จิงของพวกเราจะยังได้เห็นใบหน้านี้อีกหรือไม่”
เจียงอวี้เวยเคยชินกับสำนวนความเห็นแบบเดิมๆ ของหญิงชราผู้นี้ดี น้ำขึ้นน้ำลงของกระแสคลื่นวิชาแห่งใต้หล้า มักจะมีมาแล้วก็มีไป มีไปแล้วก็มีมา คนหน้าใหม่ที่เป็นลูกรักสวรรค์มากมายแค่ไหนในโลกมนุษย์ที่ได้เจอแค่ครั้งสองครั้ง นึกจะหายก็หายไปทั้งอย่างนั้น รอกระทั่งเซียนกระบี่ผู้นั้นพูดคุยกับผังติ่งแห่งนครหลิงเป่า สีหน้าหญิงชราก็มืดทะมึน เจียงอวี้เวยก็มีไฟโทสะเช่นกัน “มีสถานะและขอบเขตขนาดนี้แล้ว ไฉนถึงยังพูดจาหยาบคายแบบนี้อยู่อีก”
หญิงชราพูดด้วยสีหน้าดุดัน “ไม่ถูก!” เจียงอวี้เวยไม่เข้าใจ หญิงชราทำท่าจะพูดไม่พูด แต่สุดท้ายก็เอ่ยอย่างคลุมเครือมาว่า “ไอ้หมอนี่เผยหน้าตาครั้งนี้ สิ่งที่เขาต้องการทั้งในทางลับและทางแจ้งมีเยอะนัก วันหน้าเจ้าจะได้รู้เอง” ยกตัวอย่างเช่นหากวันนี้ผังติ่งลงมือจริงๆ ก็มีแต่จะถูกเจ้าหมอนั่น “ขโมยหมัด”
หออวิ๋นสุ่ย
จุดที่เมฆขาวก่อกำเนิดก็คือบ้านเกิดแห่งเซียน อันที่จริงระบบสืบทอดถือเป็นสายของเจ้าลัทธิใหญ่ มีเจ้าหอหญิงสองคน พวกนางรับผิดชอบดูแลการสร้างใบอนุญาตการบวชของนักพรตในอารามเต๋าน้อยใหญ่ทั่วแคว้นในใต้หล้า
สถานที่แห่งนี้มีเมฆหมอกล้อมวนอยู่ตลอดทั้งปี ริ้วน้ำเป็นประกายระยับ เหมาะสำหรับการดื่มเหล้าชมจันทร์ชมทัศนียภาพยามค่ำคืนมากที่สุด
เทพธิดาหญิงคนหนึ่งที่สวมกระโปรงเซียงสุยธิดามังกร บนข้อมือสวมกำไลไข่มุกบนฝ่ามือ ศีรษะปักปิ่นสีทอง แต่งหน้าเล็กน้อย น้ำเสียงของนางอ่อนนุ่ม บ่นเบาๆ ว่า
“เจ้าลัทธิลู่ไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย หากปีนั้นมือเท้าว่องไวสักหน่อย ตอนอยู่ในถ้ำสวรรค์หลีจูเอาไม้ตีหัวอิ่นกวานหนุ่มที่ยังไม่ร่ำรวยผู้นี้แล้วเอากระสอบป่านครอบหัวลักพาตัวเขามาที่ป๋ายอวี้จิง มาเป็นเจ้าลัทธิคนที่สี่ ไหนเลยจะมีบุญคุณความแค้นที่พัวพันเหมือนปมเชือกยุ่งเหยิงอย่างวันนี้ได้”
เทพธิดาอีกคนที่เป็นเจ้าหอเช่นกันมีมาดองอาจอย่างมาก นางเงยหน้ามองฟ้า ตรงเอวพกดาบยาว สองมือของนางสอดรองไว้ใต้ท้ายทอย เอ่ยอย่างเกียจคร้านว่า “ควรจะเป็นเช่นนี้ ครั้งแรกที่ข้าได้เห็นเจ้าหมอนั่นก็รู้สึกแล้วว่าคุณธรรมความประพฤติไม่สมกับตำแหน่งเอาเสียเลย”
นักพรตหนุ่มที่มีฉายาว่าชิงซานผู้นั้น ทุกวันนี้ยังอยู่ที่ใต้หล้าห้าสี เป็นลู่เฉินที่รับลูกศิษย์แทนอาจารย์ กลายมาเป็นลูกศิษย์ปิดสำนักของมรรคาจารย์เต๋า แต่พวกเต้ากวานของป๋ายอวี้จิงต่างก็รู้กันดีอยู่แก่ใจว่าไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงหรือตบะชิงซานก็ยังอยู่ห่างจาก “เจ้าลัทธิสี่” อีกไกลนัก แล้วนับประสาอะไรกับที่เขายังเคยเสียเปรียบครั้งใหญ่ด้วยน้ำมือของหนิงเหยาในใต้หล้าห้าสีมาด้วยรอบหนึ่ง
ทุกวันนี้เจ้าลัทธิลู่เฉินอยู่ในเปลี่ยวร้าง พวกนักพรตน้อยของป๋ายอวี้จิงที่หากพูดถึงเจ้าลัทธิลู่ก็จะต้องถูกผู้อาวุโสตักเตือนสั่งสอน เตือนให้พูดจาระมัดระวัง กลัวก็แต่ว่าจะถูกเทวบุตรมารจับตามอง แต่ว่าพวกนางสองคนเชื่อว่าจะต้องไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเจ้าลัทธิลู่เป็นแน่
เจ้าหอหญิงที่มีกิริยามารยาทงดงามเอ่ยอย่างปลงอนิจจังว่า “วันและเดือนหมุนเวียนเปลี่ยนผันไปกี่พันรอบ นามของท่านที่อยู่ในโลกมนุษย์ถูกเรียกขานนับหมื่นครั้ง”
เทพธิดาหญิงท่าทางองอาจพยักหน้า “รวยใหญ่แล้ว รูปโฉมนับว่าพอใช้ได้ ผู้ฝึกตนที่ปณิธานอยู่ที่การเชื่อมโยงฟ้าดินเข้าด้วยกัน จะต้องพิถีพิถันเรื่องรูปโฉมภายนอกไปไย” การที่พวกนางคุยกันเรื่องนี้ก็ต้องยกคุณความชอบให้กับการช่วยป่าวประกาศชื่อเสียงของเจ้าลัทธิลู่: “ผินเต้าอายุมากกว่าเฉินผิงอันแค่นิดหน่อย แต่ผินเต้าหล่อเหลากว่าเขาร้อยเท่าเชียวนะ”
เกี่ยวกับเฉินผิงอัน ทางฝั่งของป๋ายอวี้จิงก็แทบจะมีคำกล่าวถึงอยู่ทุกปี มีการเพิ่มเติมเรื่องเล่าอยู่ทุกเดือน ได้ยินจนหูฉ่าแฉะแล้ว มีชื่อเสียงที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ ถึงกับสามารถทำให้หนิงเหยาฝากใจไว้ให้ได้ คนต่างถิ่นคนหนึ่งที่ไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่ถึงกับสามารถบัญชาการคฤหาสน์หลบร้อน เรียกใช้งานเซียนกระบี่ได้ตามใจชอบ รอกระทั่งมีชีวิตรอดกลับมายังใต้หล้าไพศาล ก็มีคำกล่าว “เฉาชุดขาว เฉินชุดเขียว” คู่กับเฉาสือผู้ฝึกยุทธแห่งทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง ดูเหมือนจะเป็นดวงตะวันจันทราที่ประชันส่องแสงอยู่คู่กันบนเส้นทางแห่งวรยุทธ
คงเป็นเพราะพวกคนแก่ในป๋ายอวี้จิงได้เห็นวัตถุดิบแห่งฟ้าในการฝึกตนมาเยอะมากแล้ว เมื่อเทียบกับคนหนุ่มสาวแล้วจึงปล่อยวางได้มากกว่า เพราะถึงอย่างไรคนที่อยู่ดีๆ ก็ผุดขึ้นมาบนโลกกลายเป็นที่จับจ้องของคนมากมายก็มีอยู่ไม่น้อยที่เป็นดอกถานบานเพียงชั่วข้ามคืน
พวกเต้ากวานอายุน้อยมีความคิดและความเห็นแตกต่างกันไป จึงพูดคุยกันค่อนข้างมาก แต่พวกคนรุ่นเยาว์ที่ยึดถือจุดยืนในเชิงปฏิเสธ ต่อให้พวกเขาจะตามองสูงไม่เห็นหัวใครแค่ไหน ก็เอ่ยประโยคว่า “ครั้นยุคสมัยขาดแคลนวีรบุรุษ คนสามัญก็โดดเด่นขึ้นมาได้” ออกมาจากปากไม่ได้
เพราะถึงอย่างไรระดับความสูงของการศึกษามรรคาในใต้หล้าไพศาลสูงมากเพียงใด ผู้ที่ศึกษามรรคาของป๋ายอวี้จิงอาจจะยังพอวิจารณ์ได้ตามใจชอบ มีเพียงกำแพงเมืองปราณกระบี่เท่านั้นที่ก่อนพวกเขาจะพูดอะไร ต้องผ่านการกลั่นกรองจากสมองเสียก่อน ทุกยุคสมัยต่างก็มี “ยุคใกล้” เป็นของตัวเอง
คนรุ่นเยาว์ที่สุดที่สามารถฝึกตนอยู่ในป๋ายอวี้จิงได้ แม้จะอ้อมผ่านผู้มีพรสวรรค์รุ่นเยาว์ของทั้งใต้หล้าได้ แต่กลับดูเหมือนว่าไม่ว่าอย่างไรก็อ้อมผ่านคนแซ่เฉินของใต้หล้าไพศาลไปไม่ได้ เป็นเหตุให้มีคนยิ้มเอ่ยว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้พวกเต้ากวานของป๋ายอวี้จิงที่คิดอยากจะลองชั่งน้ำหนักของ “อิ่นกวานคนสุดท้าย” ด้วยตัวเองว่าจะหนักสักกี่จินกี่ตำลึง หากไม่มีร้อยคนก็น่าจะมีอยู่หลายสิบคน ตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว แต่พวกเขากลับขลาดกลัวเสียแล้ว
บางครั้งก็มีเต้ากวานอายุน้อยที่เงียบขรึมพูดน้อยอยู่หลายคนที่พอได้เห็นกายธรรมใหญ่โตโอฬารที่ริมขอบฟ้าร่างนั้น พวกเขาไม่เพียงแต่ไม่ทดท้อทอดอาลัย ปณิธานดับสลายไปนับแต่นี้ กลับกันยังเกิดความมั่นใจที่ใหญ่ยิ่งกว่าเดิม แน่นอนว่าเป็นเรื่องดี
หยวนจวินลัทธิเต๋าคนหนึ่งที่สง่างามสูงศักดิ์ บนร่างสวมชุดเต๋าที่ส่องประกายแสงพร่างพราว นางหดย่อพื้นที่ออกมาจากพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในนครหนันหัว นางพาลูกศิษย์ผู้สืบทอดคนหนึ่งที่ดูแลร้อยบุปผาในโลกมนุษย์มาที่หน้าประตูห้องหนังสือด้วยกัน นางก็คือรองเจ้านครคนแรกของนครหนันหัว ถูกเรียกขานว่าเว่ยฮูหยิน มีฉายาว่า จื่อซวี
เว่ยฮูหยินคือบุคคลอันดับหนึ่งของหยวนจวินในใต้หล้ามืดสลัว แล้วยังเป็นบรรพจารย์บุกเบิกภูเขาสายอารามหวงถิง ทุกวันนี้คือหนึ่งในตัวสำรองของใต้หล้ามืดสลัว เว่ยฮูหยินใช้เสียงในใจถาม “เมื่อครู่นี้เซียนกระบี่เฉินพูดอะไรกับเจ้า?” ลูกศิษย์หญิงคนนั้นส่ายหน้า นางเองก็อัดอั้นอย่างมาก “ตอบท่านอาจารย์ ไม่กล้าปิดบัง อีกฝ่ายไม่เคยพูดอะไร เขาแค่มองข้าเท่านั้น”
เว่ยฮูหยินยิ้มบางๆ “ไม่ต้องตื่นเต้น เขามีเชือกของพื้นที่มงคลร้อยบุปผาเส้นนั้นอยู่ ยังไม่ได้มอบกลับคืนให้กับเจ้าแห่งบุปผาฉีฟาง ดังนั้นจึงถือว่ามีวาสนากับเจ้า”
นครเสินเซียว
ห้านครของป๋ายอวี้จิง ทุกวันนี้ระดับความสูงของนครเสินเซียวแทบจะเท่าเทียมกับนครอวี้ซูแล้ว แต่ว่าเปลี่ยนจากตำแหน่งรั้งท้ายสุดมาเป็นรองสุดท้าย แล้วนับประสาอะไรกับที่เกือบห้าร้อยปีมานี้ก็ยังถูกสองหอแซงหน้าไปด้วย
เจ้านครคนเก่าคือเหยาเค่อจิ๋วที่มีฉายาว่าหนี่กู่ เจินเหรินผู้เฒ่าก็คือหนึ่งในอริยะสามลัทธิที่พิทักษ์ม่านฟ้าของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ไปอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแล้วก็ไม่ได้หวนกลับมายังบ้านเกิดอีก
ทุกวันนี้รองเจ้านครสองคนอย่างหวังฉิง ฉายาจินชิ่ง และเซียวเฟยป๋าย ฉายาโม่โต้ว พวกเขาเป็นคนรักกัน ล้วนเป็นขอบเขตเซียนเหริน และต่างก็เป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเหยาเค่อจิ่ว
ภาพเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าทำให้พวกผู้ฝึกกระบี่รุ่นเยาว์ที่มาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่หลายคนร้องตะโกนเรียกพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย “อิ่นกวาน!” แล้วพวกเขาก็ไม่สนใจว่าเหล่าเต้ากวานของป๋ายอวี้จิงที่อยู่ข้างกายจะคิดอย่างไร
ต่งฮว่าฝูที่สร้างกระท่อมฝึกกระบี่อยู่ในป่าท้อเพียงลำพัง คำเรียกขานของเขาไม่เหมือนใคร เรียกว่าเถ้าแก่รอง อดีตสิงกวานหาวซู่ที่ที่พักอยู่ห่างจากต่งถ่านดำไปไม่ไกล เงยหน้ามองสบตากับอิ่นกวานหนุ่มผู้นั้น หาวซู่ลุกขึ้นยืนช้าๆ หัวเราะเยาะตัวเองไม่หยุด สมกับเป็นหมาไร้บ้าน มีชะตาชีวิตที่ต้องวิ่งวุ่นเหน็ดเหนื่อยจริงๆ เพิ่งจะมาฝึกกระบี่อยู่ที่นครเสินเซียวได้ไม่กี่วัน นี่ตนจะต้องย้ายบ้านอีกแล้วหรือ?
เมื่อหาวซู่ลุกขึ้นยืน หวังซิ่งก็มาที่นี่ทันที หาวซู่ยิ้มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ขวางก็ขวางไม่อยู่ ไยต้องหาเรื่องลำบากใส่ตัว ไม่สู้แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องยังดีเสียกว่า” คำตอบของหวังซิ่งกลับทำให้หาวซู่ประหลาดใจอย่างมาก “ขวางไม่อยู่ แล้วก็ไม่อยากขวาง ก็แค่มาพบหาวซู่สหายรักที่แค่พบเจอก็เหมือนรู้จักกันมานาน อยากจะมาเอ่ยอำลาเท่านั้น”
สีหน้าของหาวซู่ซับซ้อน ยกมือขึ้นขยี้ข้างแก้ม “หากรู้แต่แรกก็คงไม่มาอยู่นครเสินเซียวแล้ว” ทว่ากายธรรมที่อยู่บนท้องฟ้าเพียงแค่มองดอกท้อพันลี้ในนครเสินเซียวแล้วพยักหน้าอยู่กับตัวเอง เฉินผิงอันยิ้มบางๆ เอ่ยว่า
“ท่านเซียนผู้เฒ่าเหยาจริงใจไม่หลอกลวงกัน ดอกท้อของนครเสินเซียวทำให้จิตใจคนหวั่นไหวได้จริงๆ”
นี่ไม่ใช่คำพูดตามมารยาทที่พบเห็นได้ทั่วไปยามที่คนบนภูเขาออกไปท่องเที่ยวเยี่ยมเยือนเซียน นี่เหมือนสองทัพที่ตั้งประจัญบานกัน อีกไม่นานก็จะรบประชิดกัน ฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตายแล้ว ทว่าแม่ทัพหลักของฝ่ายหนึ่งกลับปลีกเวลาว่างมาพูดกับแม่ทัพรองคนหนึ่งที่อยู่ในกองทัพศัตรูว่า “ท่านช่างสมกับเป็นวีรบุรุษผู้กล้าจริงๆ”
ดอกท้อแต่ละต้นเหมือนได้รับคำสั่ง แล้วก็เหมือนสตรีงามเพริศพริ้งที่ยินดีประทินโฉมเพื่อผู้ที่ชื่นชมและเห็นค่าในความงามของตน พริบตานั้นต้นท้อในนครเสินเซียวที่ถูกปลูกเรียงรายยาวเป็นพันลี้ก็พากันออกดอกบานสะพรั่ง คือทัศนียภาพแห่งดินแดนเซียน มีเพียงหนึ่งเดียวในหล้านี้
หาวซู่เอ่ย “ยังดี ใต้เท้าอิ่นกวานของพวกเรายังพอจะมีคุณธรรมอยู่บ้าง ตอนนี้ยังไม่ได้ให้ข้ากลายเป็นโจรหนอนบ่อนไส้ชั่วคราว” หวังชิ่งยิ้มเอ่ย “หวังจะไม่ใช่แค่ ‘ชั่วคราว’ หากเป็นตลอดไปได้ย่อมดีที่สุด”
หาวซู่ถาม “อิ่นกวานอาละวาดเช่นนี้คงไม่ทำให้นครเสินเชียวของพวกเจ้าต้องลำบากหรอกกระมัง?” หวังชิ่งกวาดตามองไปรอบด้าน ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่ลำบาก อาจารย์จากไปแล้ว ทว่าหลักการเหตุผลยิ่งใหญ่ในการประพฤติตนและอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่อาจารย์สอนพวกเราไว้ยังคงอยู่”
หวงเจี้ยโส่วยืนอยู่นอกถ้ำแยนเสียตำหนักเจิ้นเยว่ ทอดสายตามองไปไกล ผู้เฒ่ารู้สึกเสียใจเหลือเกิน ภูเขายิ่งใหญ่สายน้ำงดงามล้วนกลายเป็นหลุมบ่อเน่าเฟะ ภัยแฝงที่อยู่นอกป๋ายอวี้ไม่ใช่แค่ใจของเต้ากวานแต่ละมณฑลที่หวั่นไหวไม่เป็นสุข ไม่ใช่แค่การ “ถามมารยาท” ของเซียนกระบี่หนุ่มในวันนี้เท่านั้น กระตุกผมเส้นเดียวสะเทือนไปทั้งร่าง