กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1200.3 พบเฉินในใต้หล้า
ป๋ายอวี้จิงมีอวี๋โต้วใช้ขอบเขตสิบห้าเทียมพิทักษ์พื้นที่ใจกลางของฟ้าดิน ข่มขวัญเหล่าผู้กล้าขอบเขตสิบสี่ทั้งหลาย แต่ก็อย่าลืมล่ะว่า ใต้หล้ามืดสลัวในทุกวันนี้ยังมีผู้ฝึกตนอีกคนหนึ่งที่เป็นขอบเขตสิบห้าเทียมเช่นเดียวกัน
เหยาชิงเสนาบดีรูปงามของราชสำนักชิงเสินก็ได้เลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่แล้ว แต่กลับเลือกที่จะเข้าไปอยู่ในศาลบู๊แห่งหนึ่ง เปลี่ยนไปเป็นผู้ฝึกตนสำนักการทหาร เทวรูปในศาลสูงเป็นอันดับสอง อีกทั้งขณะเดียวกันก็ยังได้ครอบครองวิถีกระบี่หนึ่งเส้นและเส้นพลังมังกรหนึ่งเส้น
เหยาชิงแห่งศาลบู๊กับอวี๋โต้วแห่งป๋ายอวี้จิง ทั้งสองฝ่ายคุมเชิงกันอยู่ไกลๆ ในฟ้าดิน ต่างคนต่างก็กำลังรอคอยโอกาสที่จะคว้าชัยชนะสร้างผลงานในศึกเดียว
สิ่งที่เหยาชิงต้องการนั้นไม่มาก ก็แค่ต้องการวัดฝีมือกับอวี๋โต้ว อวี๋โต้วเองก็กำลังหาโอกาสที่เหมาะสมในการถอนรากถอนโคนทั้งเหยาชิงและศาลบู๊ไปพร้อมกัน
นอกจากนักพรตจำนวนน้อยนิดแล้วก็ไม่มีใครเข้าใจได้ว่า ไฉนเหยาชิงที่เห็นๆ กันอยู่ว่ามหามรรคาสามารถสูงส่งยาวไกลถึงได้เลือกที่จะทำเช่นนี้ เพียงแค่เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าเสนาบดีรูปงามที่ภายหลังกลายมาเป็นหนึ่งในสิบคนของใต้หล้ามืดสลัวผู้นี้ ในอดีตเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มเสเพลที่คลุกคลีอยู่กับพวกชาวบ้านระดับล่างสุดเท่านั้น คือบุรุษผู้สักลายบนแขน…ที่หากใครกล้าหาเรื่องเขา เขาก็พร้อมจะถลกแขนเสื้อถือมีดไปแทงคนผู้นั้นในตรอก!
ในสถานที่แห่งหนึ่งของป๋ายอวี้จิง เต้ากวานกลุ่มหนึ่งกำลังทำนายมหามรรคา หากจะบอกว่ากายธรรมของเซียนกระบี่ผู้นั้นมาถามมารยาทซึ่งเจตนาในการมาเยือนไม่ดี ถ้าอย่างนั้นเต้ากวานเหล่านี้ก็คิดว่าหากมาแล้วไม่หยุดพักก็ถือว่าเป็นการไร้มารยาทเช่นกัน
ผลคือนักพรตแต่ละคนทยอยกันถูกแว้งโจมตี บ้างก็หน้าซีดขาวไร้สีเลือด กระอักเลือดไม่หยุด บ้างก็เวียนหัวตาลาย เซนั่งลงกับพื้น ถึงขั้นที่ว่ายังมีเต้ากวานบางคนที่เกือบจะขอบเขตถดถอย สาเหตุนั้นมาจากทัศนียภาพบนมหามรรคาที่พวกเขาได้เห็นช่างแปลกพิสดารและอันตรายเหลือเกิน
แต่ไหนแต่ไรมาการที่ใครสักคนหนึ่งคิดจะทำนายถึงความลับสวรรค์สักเรื่องหนึ่ง ยิ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญก็ยิ่งต้องระวัง แต่กระนั้นก็ยังดีกว่าให้สองฝ่ายจับคู่ประลองวิชาคาถากันบนเวทีประลอง
ต่อให้พวกเขาจะยอมสละพลังตบะอย่างไม่เสียดาย ใช้สารพัดวิธีที่ยอดเยี่ยมมหัศจรรย์อ้อมผ่านฟ้าดินประหลาดที่คล้ายเขาวงกตของเฉินผิงอันไปได้ แต่ภาพที่เห็นถัดมาก็ยังเกือบจะทำให้จิตแห่งมรรคาของพวกเขาแหลกสลายอยู่ดี
ด้านหน้าสุดคือ “นักพรตวัยกลางคนที่ถือแส้พกกระบี่” เขาใช้มือเดียวทำมุทรากระบี่ด้านหลังมีรัศมีแสงของดวงตะวันแผ่เรืองรอง ก็คือ “ฉุนหยางหลวี่เยียน” ที่ในอดีตเป็นฝ่ายถอยจากขอบเขตสิบสี่กลับมายังบินทะยานด้วยตัวเอง
ถัดจากเขาไปคือธารดวงดาวพร่างพราว “นักพรตเฒ่าคนหนึ่งที่สวมชุดเต๋าสีม่วงปักเป็นลายปลาหยินหยาง” นั่งขัดสมาธิอยู่บนน้ำเต้าลูกใหญ่ยักษ์ ก็คือ “ฝูลู่อวี๋เสวียน” ที่ผสานมรรคากับธารดวงดาว
นครเดียวดายตั้งตระหง่านท่ามกลางภูเขาสูงลิ่ว “บุรุษคนหนึ่งเรือนกายพร่าเลือน” ยืนอยู่ระหว่างเมฆหลากสีของนครจักรพรรดิขาว สองมือไพล่หลัง ยืนอยู่ใต้ธงผืนใหญ่ที่เขียนไว้ว่า “ถ่อมตนแด่ปวงชนทั่วหล้า”
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจุดที่สูงที่สุด ไกลที่สุด ยังมี “นักพรตไร้ใบหน้าคนหนึ่ง” สวมกวานดอกบัว ยืนอยู่ริมน้ำที่ลักษณะคล้ายแม่น้ำยาวแห่งกาลเวลา เอียงศีรษะน้อยๆ ยิ้มมองมายังคนที่ลอบมองความลับสวรรค์อย่างพวกเขา
ผู้ฝึกตนแต่ละท่านที่ทั้งเหมือนจริงทั้งเหมือนภาพลวงตา ด่านแต่ละชั้นที่ยากจะข้ามผ่านไปได้ คอยขัดขวางการร่วมแรงกันอนุมานของเหล่าเต้ากวานแห่งป๋ายอวี้จิง
เมื่อบินทะยานเฒ่าคนหนึ่ง ในที่สุดก็ใกล้จะได้พบกับ “โฉมหน้าที่แท้จริง” ของเฉินผิงอันแล้ว ทว่าท้ายที่สุดภาพสุดท้ายก็ทำให้นักพรตเฒ่าเซถอยหลัง เลือดออกจากทวารทั้งเจ็ด จิตแห่งมรรคาเกือบจะแหลกสลายคาที่
เห็นเพียงว่าเส้นทางเส้นหนึ่งที่เชื่อมโยงฟ้าดินเข้าด้วยกัน มีบุรุษสวมชุดคลุมอาคมสีทองเดินลงมาช้าๆ ดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วนเล็กจ้อยเหมือน “ไข่มุก’ หลายเม็ดที่บินวนล้อมรอบกายเขา “เขา” มองขอบเขตบินทะยานที่เรือนกายเล็กเหมือนมด ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “มาหาข้ามีธุระอะไร?”
ตอนนี้บินทะยานเฒ่าไม่ได้ยินเสียงถามของนักพรตที่อยู่ข้างกายแล้ว เขาก็ไม่มีเวลามาเช็ดคราบเลือดที่เปรอะอยู่เต็มใบหน้า เพียงแค่พูดย้ำซ้ำไปซ้ำมาว่า “คือโจวมี่ คือโจวมี่…”
ทันใดนั้นก็มีร่างของคนผู้หนึ่งที่เมื่อเทียบกับกายธรรมตรง ‘ประตูใหญ่” ของม่านฟ้าแล้วก็เล็กเท่าเมล็ดงาพุ่งวาบผ่านไป แล้วไปหยุดลอยตัวอยู่กลางอากาศด้านหนึ่งของไหล่กายธรรม เต้ากวานของป๋ายอวี้จิงที่พลังตบะมากพอต่างก็มองเห็นว่านั่นคือเด็กสาวคนหนึ่งที่สวมหมวกขนเตียว สองข้างแก้มแดงเป็นปื้น
นางยื่นมือมาป้องข้างปาก เอ่ยเสียงเบาว่า “เจ้าขุนเขา ข้าไม่เพียงแต่ห้ามไม่ให้เสี่ยวโม่มาที่นี่ได้ ยังห้ามฮูหยินเจ้าขุนเขาไว้ได้ด้วย ครั้งนี้เดินทางมาเป็นกองหนุนเพียงลำพัง ไม่หวังให้มีคุณความชอบใดๆ ก็แค่ชูธงร้องให้กำลังใจเท่านั้น เจ้าขุนเขาวางใจได้ ข้าทำอะไรเชื่อถือได้เสมอ”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างอ่อนใจ “เชื่อถือได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่เจ้าที่เป็นคนบอก”
สิ่งที่คนของป๋ายอวี้จิงมองเห็นก็คือ เด็กสาวสวมหมวกขนเตียว ยกสองมือเท้าเอว ถามเสียงดังว่า “ก่อนหน้านี้เป็นเจ้าตะพาบคนใดที่พูดจาใหญ่โตไม่ละอายว่าร้ายเจ้าขุนเขาบ้านข้า? แน่จริงก็ลุกขึ้นมาเลย!” แล้วก็มีนักพรตวัยกลางคนคนหนึ่งเอ่ยเสียงดังกังวานว่า “อยู่ตรงนี้!”
เซี่ยโก่วมองเขาแล้วโบกมือ “เจ้าถอยกลับไปซะ” เขาอึ้งตะลึงไป ใบหน้าเซี่ยโก่วเต็มไปด้วยความรังเกียจ ยังมีน้ำอดน้ำทนอธิบายเพิ่มไปว่า “เปลี่ยนคนใหม่มา ไม่เอาคนที่บอบบางไม่ทานแรงลมเช่นนี้ เตือนไว้ก่อนนะว่าต้องเป็นขอบเขตบินทะยานขึ้นไป ฮ่า ไม่ใช่ว่าเป็นอาแมวอาหมาขอบเขตหยกดิบอะไรที่ออกหน้ามาส่งเดชอีก”
มีพวกเต้ากวานที่ไม่เชื่อคำขู่นี้ เป็นฝ่ายเดินออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ขอบเขตของแต่ละคนบ้างสูงบ้างต่ำ หลายคนยังบอกชื่อแซ่ของตัวเองด้วย
เซี่ยโก่วหรี่ตา “โอ้โห เก่งจัง จำชื่อไว้หมดแล้ว ทำให้ผู้ถวายงานอันดับรองอย่างข้าโมโห อย่าว่าแต่อาหมาอาแมวเลย ต่อให้เป็นคนข้าก็จะกินด้วย!”
พริบตานั้นเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวก็ยกมือขึ้น แล้วก็มีแสงกระบี่หลายหมื่นเส้นเปล่งแสงสว่างจ้าขึ้นมาบนท้องฟ้าสีครามใสสะอาดเหมือนเพิ่งผ่านการชำระล้าง แล้วกระแทกเข้าใส่ห้านครสิบสองหอเรือนของป๋ายอวี้จิงเหมือนสาดน้ำ
เจ้าลัทธิอวี๋โต้วไม่สะทกสะท้าน มองข้ามการกระทำนี้ และป๋ายอวี้จิงก็ไม่ได้มีการเปิดใช้ค่ายกลใดๆ ทางฝั่งของนครหลิงเป่า ผังติ่งม้วนชายแขนเสื้อ สลายแสงกระบี่ที่ความเร็วน่าตะลึง พริบตาเดียวก็พุ่งเข้ามาในรัศมีพันลี้ของป๋ายอวี้จิงให้แหลกลาญไปได้เกือบครึ่ง
แล้วก็มีเซียนกวานหลายคนที่ต่างก็ร่ายวิชาอภินิหาร แสงกระบี่ส่วนที่เหลือจึงถูกทำลายย่อยยับเกือบสิ้น มีแค่แสงกระบี่เฉียบคมบางส่วนที่เป็น “ปลาหลุดลอดหว่างแห” พุ่งเอียงกะเท่เร่ ไม่เป็นโล้เป็นพาย
ขอบเขตเซียนเหรินคนหนึ่งกำลังจะเรียกกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตออกมาทำลายแสงกระบี่สองเส้นนั้น ทว่าในทะเลสาบหัวใจกลับมีเสียงของผู้อาวุโสในสำนักสั่งให้เขาหยุดมือดังขึ้น
ขณะเดียวกันห่างจากป๋ายอวี้จิงไปร้อยลี้ แสงกระบี่สองเส้นที่มองดูเหมือนเล็กบางเท่าเชือกก็พลันระเบิดออก ก่อนจะมีแสงกระบี่อีกนับหมื่นเส้นกระจายตัวออกมา พุ่งตรงดิ่งไปยังหอจื่อชี่และนครหลิงเป่า
นักพรตหนุ่มคนหนึ่งที่ชื่อเสียงไม่โดดเด่นของป๋ายอวี้จิงสีหน้าไร้อารมณ์ ลงมือชักนำแสงกระบี่สามหมื่นกว่าเส้นที่เกิดจาก “กระบี่บินเล่มหนึ่ง” ให้เข้าไปอยู่ในน้ำวนแห่งกาลเวลาที่โผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า
แต่แสงกระบี่ที่ไปรวมอยู่ในนครหลิงเป่าค่อนข้างมากนั้น ระหว่างที่พุ่งไปกลับมีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น พริบตาเดียวก็จำแลงออกไปเป็นแสงกระบี่หลายแสนเส้นประหนึ่งห่าฝนที่เทกระหน่ำตกลงมากลบทับนครหลิงเป่า ผังติ่งได้แต่ลงมืออีกครั้ง ร่ายวิชาอสนีบทหนึ่งออกไป สลายฝนที่ตกลงมาไม่ลืมหูลืมตานั้นทิ้งไป
ทว่าในหอเรือนอีกแห่งหนึ่ง เต้ากวานที่เป็นขอบเขตหยกดิบคนหนึ่งรู้สึกเสียวสันหลังวาบ เพราะไม่รู้ว่าเจ้าหอมายืนอยู่ข้างกายตนตั้งแต่เมื่อไหร่ ยื่นสองนิ้วไปคีบปราณกระบี่กลุ่มหนึ่งเอาไว้แล้วขยี้หนักๆ ให้มันแหลกสลาย เกือบไปแล้ว อีกแค่นิดเดียว หากเจ้าหอไม่ได้ขัดขวางปราณกระบี่เส้นนี้ มันก็จะทะลุหว่างคิ้วของเขา หนึ่งกระบี่แทงทะลุศีรษะไปแล้ว?!
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวปัดมือ ก่นด่าเสียงดัง “มารดามันเถอะ อดทนกับพวกเจ้ามานานมากแล้ว กล้าไม่เคารพเจ้าขุนเขาบ้านข้า แต่ละคนเบื่อที่จะมีชีวิตกันอยู่แล้วหรือไร อยากโดนฟันนักหรือ”
เต้ากวานหนุ่มที่พลังตบะน่าตะลึงคนนั้นถามอย่างใคร่รู้ “เจ้าคือ?” เซี่ยโก่วยกสองมือเท้าเอว “จำไว้เลยว่าข้าคือผู้ถวายงานอันดับรองแห่งภูเขาลั่วพั่ว”
เพียงแต่ว่าประโยคถัดมา เซี่ยโก่วกลับไม่ได้มองเขา แต่ขยับสายตาจ้องเขม็งไปที่ผังติ่ง พูดให้เจ้าเศษสวะเฒ่าผู้นี้ฟัง “ผู้ฝึกกระบี่ ป่ายจิ่ง!”
สีหน้าของผังติ่งเรียบเฉย ทว่าในใจกลับตกตะลึง เป็นนางจริงๆ หรือนี่? เด็กสาวลูบหมวกขนเตียว สายตาเย็นชาสุดขีด ยิ้มกว้างเอ่ยว่า “เจ้าคนแซ่ผัง เชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่เจ้า ถึงอย่างไรคราวหน้าที่มาเป็นแขกที่ป๋ายอวี้จิงอีกครั้ง ข้าจะไม่สนอะไรทั้งนั้น แต่จะเล่นงานเจ้าเป็นคนแรกเลย”
เพียงแต่เมื่อนางหันหน้าไปมองเฉินผิงอันกลับเปลี่ยนสีหน้าทันใด สีหน้านั้นแทบจะใกล้เคียงการประจบสอพลอ ถามหยั่งเชิงว่า “เจ้าขุนเขา ผู้น้อยพูดแบบนี้กับคนอื่น ถือว่าเหมาะสมกระมัง?”
เฉินผิงอันไม่ได้สนใจนาง แค่ใช้เสียงในใจพูดคุยกับอวี๋โต้วอยู่ไกลๆ “ดูเจียงอวิ๋นเซิงเอาไว้ให้ดี อย่าให้ทุกสิ่งที่ลู่เฉินทำมาก่อนหน้านี้ต้องเสียเปล่า”
อวี๋โต้วพยักหน้า แล้วถึงได้เปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “รอให้เจ้าขอบเขตสูงอีกขั้นครึ่ง ค่อยมาถามกระบี่กับข้าก็ยังไม่สาย”
ดวงตาเฉินผิงอันฉายประกายเร่าร้อน แล้วก็ไม่ได้ใช้เสียงในใจพูดอีก “ได้เลย จำไว้ว่าพาคนนอกที่ไม่เกี่ยวกับน้ำขุ่นบ่อนี้มาด้วยคนหนึ่ง จะได้ช่วยเก็บศพ ก่อนที่ข้าจะมาถามกระบี่กับเจ้า เจ้าอย่าเพิ่งตายไปเสียก่อนล่ะ ข้าไม่ไปที่หลุมศพเจ้าหรอกนะ”
อวี๋โต้วกล่าว “ก่อนจะถามกระบี่คราวหน้า จะเลี้ยงเหล้าเจ้ามื้อหนึ่ง กล้าดื่มหรือไม่?” เฉินผิงอันยิ้มเหี้ยม “ไม่มีเหตุผลที่กล้าถามกระบี่ แต่ไม่กล้าดื่มเหล้า” อวี๋โต้วหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในพื้นที่ประกอบพิธีกรรม
เฮ่าไฉ (หนึ่งในดวงจันทร์สองดวงของใต้หล้ามืดสลัว)
นักพรตเฒ่าเรือนกายสูงใหญ่นั่งอยู่บนขั้นบันไดหน้าประตู ออกจากห้องหลอมโอสถมาชั่วคราวเพื่อมาดูเรื่องสนุก กู่เฮ้อที่รับหน้าที่เป็นผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาขยับตัว เดินไปยังเชิงบันไดด้านล่าง ยืนกอดแท่งเหล็ก กู่เฮ้อถามอย่างระมัดระวังว่า
“เจ้าแห่งถ้ำ คงไม่ใช่ว่าคนหนุ่มคนนั้นก็คือสหายเฉินที่ก่อนหน้านี้เจ้าลัทธิลู่พูดคุยกับผู้ฝึกกระบี่หวงเจิ้น แล้วบอกว่าเขามีนิสัยฉุนเฉียวเจ้าอารมณ์ มีแค้นต้องชำระ เจ้าคิดเจ้าแค้นเป็นที่สุดคนนั้นหรอกนะ?”
จริงดังคำกล่าว เด็กรุ่นหลังแซ่เฉินนิสัยแย่จริงๆ ด่าคนได้อำมหิตยิ่งนัก…คนหนุ่มสมัยนี้เป็นยังไงกันนะ พูดจาหรือทำอะไรไม่ค่อยมีคุณธรรมเกินไปหน่อยหรือไม่? กู่เฮ้อตัดสินใจได้แล้วว่า สมมติว่าวันหน้าได้เจอกับเจ้าคนแซ่เฉินบนเส้นทาง จะไม่เหลือบตามองเขาสักครั้ง จะต้องเป็นฝ่ายเดินอ้อมเส้นทางไปก่อน
นักพรตเฒ่าหัวเราะร่วน “ในที่สุดก็คว้าโอกาสด่าผินเต้าได้แล้วสินะ?” กู่เฮ้อเอ่ยอย่างตื่นตระหนก “ฟ้าดินเป็นพยาน คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร เจ้าแห่งถ้ำอย่าได้ใส่ร้ายกัน ทำร้ายความรู้สึกกันมากนะ”
นักพรตเฒ่าหัวเราะ ตอนที่ป่ายจิ่งปรากฏตัวเขาก็ลุกขึ้นกลับไปที่อารามแล้ว หากตีกันจริงๆ ขึ้นมา ตนปิดประตูไม่เห็นอะไร ตอนอยู่กับเสี่ยวโม่ก็ยังพออธิบายได้ แต่หากนั่งอยู่ตรงนี้ตลอด ถึงอย่างไรก็ต้องลงมือช่วยเหลือกันบ้าง
กู่เฮ้อเองก็มองไกลๆ ไปเห็นเวทกระบี่ที่เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวแสดงออกมา เขาเอ่ยชื่นชมไม่หยุด “เวทกระบี่ของแม่นางน้อยช่างเผด็จการจริงๆ มีโอกาสจะต้องไปพบนางสักหน่อย” นักพรตเฒ่าหัวเราะหยัน “พบนาง? ก็ไม่ใช่ว่าเคยพบกันเมื่อนานมาแล้วหรอกหรือ?” กู่เฮ้อถามอย่างสงสัย “คือสหายคนใด?”
ดวงจันทร์เฮ่าไฉอยู่ห่างจากป๋ายอวี้จิงเกินไป กู่เฮ้อทั้งมองไม่เห็นรูปโฉมที่แท้จริงของเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว แล้วก็ไม่ได้ยินบทสนทนาของที่นั่น นักพรตเฒ่าเดินข้ามธรณีประตู ประตูของอารามเต๋าก็ปิดลงด้วยตัวเอง แต่กลับมีเสียงดังลอดประตูไม้ออกมา
“ก็คือคนที่รังเกียจว่าฉายาของเจ้าไม่น่าฟัง เจ้าถึงได้หลบพ้นหายนะครั้งนั้นมาได้อย่างไรล่ะ” กู่เฮ้ออึ้งค้าง เหมือนถูกฟ้าผ่า พอคืนสติกลับมาก็รีบลุกขึ้นยืนอย่างลนลาน เปิดประตูแล้วปิดประตูลงอีกครั้ง กู่เฮ้อเดินตามเจ้าแห่งถ้ำปี้เซียวไป ถามว่า “ในเมื่อนางก็มาด้วย ไม่ใช่ว่าจะต้องตีกันจริงๆ แล้วหรอกหรือ?”
นักพรตเฒ่าส่ายหน้า “ไม่ตีกันหรอก” กู่เฮ้อถาม “ทำไมล่ะ?” นักพรตเฒ่ากล่าว “เฉินผิงอันมาที่นี่เพราะมีวัตถุประสงค์อย่างอื่น ส่วนทำไมถึงได้ปรากฏตัวที่ม่านฟ้าของป๋ายอวี้จิง ก็เป็นแค่การทักทายล่วงหน้า ให้พวกเจียงจ้าวหมอ ผังติ่งคุ้นหน้าคุ้นตากันก่อนเท่านั้น” แล้วก็เป็นเวทอำพรางตาที่ค่อนข้างจะสูงส่งอย่างหนึ่ง กู่เฮ้อยังไม่ค่อยเข้าใจ “ไอ้หมอนี่เป็นคนประหลาดจริงๆ”
นักพรตเฒ่ายิ้มเอ่ย “หากเจ้าต้องฆ่าฟันกับเขา ก็จะรู้เองว่าเขาคือคนอำมหิตคนหนึ่ง” กู่เฮ้อหัวเราะหึหึ “ไม่ผูกปมแค้นต่อกัน จะฆ่าแกงกันด้วยเรื่องอะไร เขาไม่เห็นข้าด้วยซ้ำ” นักพรตเฒ่าเพียงยิ้มรับ
อารามหลิงจิ้งหรูโจว
เด็กหนุ่มเฉินฉงที่ยังไม่ได้เป็นนักพรตประจำการกำลังฟังท่านลุงฉางเล่าเรื่องขุนเขาสายน้ำที่ยาวมากเรื่องหนึ่ง บอกแล้วว่าตัวละครหลักคือเฉินผิงอัน ผู้ปกป้องมรรคาแซ่ชุย นามฉาน
ผลคือในสถานที่ที่เต็มไปด้วยมลพิษสกปรกแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่าทะเลสาบซูเจี่ยน กลับเป็นชุยฉานที่วางแผนเล่นงานเฉินผิงอันได้โหดเหี้ยมที่สุด อเนจอนาถที่สุด เด็กหนุ่มยิ่งฟังก็ยิ่งโมโห เขาตบโต๊ะอย่างแรง โกรธมากจนหลุดคำด่าออกมา “เจ้าชาติสุนัขชุยฉานผู้นี้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ได้อย่างไรกัน!”
ท่านลุงฉางหยิบถั่วลิสงเมล็ดหนึ่งจากในจานขึ้นมาเคี้ยวอย่างละเอียด ปรายตามองเด็กหนุ่มแล้วยิ้มเอ่ยว่า “เรื่องเล่านี้เป็นเจ้าที่ให้ข้าแต่งเองนะ ไฉนถึงโกรธแล้วยังด่าด้วยเล่า” เฉินฉงเอ่ยอย่างอัดอั้น “ข้าไม่อยากเป็นตัวเอกที่ต้องอดทนข่มกลั้นกับความคับแค้นแบบนี้อีกแล้ว ท่านลุงฉาง เปลี่ยนเรื่องใหม่เถอะ อืม เอาเป็นเรื่องรักใคร่อย่างเหมาะสมก็ได้นะ”
ท่านลุงฉางส่ายหน้า “ทำอะไรต้องเริ่มต้นด้วยดีและจบลงด้วยดี แค่ฟังเรื่องเล่าเท่านั้นเอง ต้องเปลืองแรงสักเท่าไรกันเชียว” เฉินฉงพลันยิ้มกว้าง “ก็จริงนะ หากไปถ่ายในห้องส้วมก็ไม่อาจถ่ายออกมาแค่ครึ่งเดียว” ท่านลุงฉางเอ่ย “คำพูดหยาบแต่เหตุผลไม่หยาบ”
เฉินฉงส่ายหน้า “ข้าไม่ชอบใช้เหตุผลกับใครหรอก วันหน้าออกไปท่องยุทธภพ ไม่ว่าคนแบบไหนก็ล้วนต้องพบเจอ ไม่ว่าคำพูดแบบใดก็กล้าพูด แต่จะไม่พูดเรื่องหลักการเหตุผลเด็ดขาด เปลืองแรงยิ่งนัก ท่องอยู่ในยุทธภพนี่นะ กระเป๋าฟีบแบนก็ต้องกล้อมแกล้มให้พอผ่านไปได้ก่อน ซื้อลาตัวเล็กสักตัว สะพายกระบี่ไม้สักเล่ม”
“ไปถึงในยุทธภพแล้วก็เรียบง่ายมากเลย คนที่มีเหตุผลก็ย่อมไม่ต้องการให้ข้าอธิบายเหตุผล ส่วนคนที่ไร้เหตุผลก็ไม่จำเป็นต้องให้ข้าพูดเหตุผลกับเขา” ท่านลุงฉางยิ้มบางๆ “ง่ายหรือ? อารามหลิงจิ้งก็เป็นยุทธภพแห่งหนึ่งเหมือนกันไม่ใช่หรือ หากเจ้าเอาตัวรอดได้ดี ก็ไม่ใช่ว่ายังต้องเคาะระฆัง กวาดพื้น ล้างถังส้วมอยู่ดีไม่ใช่หรือ?” เฉินฉงร้องเฮ้อ “จะต้องพูดเรื่องน่าอายพวกนี้ทำไมกันนะ”
เด็กหนุ่มใช้หมัดทุบฝ่ามือ พูดอย่างวาดฝันว่า “ท่านลุงฉาง ท่านแค่ต้องใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายอยู่ในอารามไปให้ดีก็พอ ข้าออกไปท่องยุทธภพแล้ว ขอแค่หาเงินมาได้ก็จะต้องส่งเงินกลับมาให้ท่านแน่นอน”
อยู่ดีๆ เด็กหนุ่มก็รู้สึกเสียใจ ต่อให้อารามหลิงจิ้งจะเล็กแค่ไหน ฟ้าดินด้านนอกจะกว้างใหญ่เท่าไร ทว่าญาติเพียงคนเดียวของตนอย่างท่านลุงฉางกลับอยู่ที่นี่ ท่านลุงฉางยิ้มเอ่ย “หลงใหลในทรัพย์สินนี่แหละดี ออกจากบ้านไปอยู่ข้างนอกจะได้ไม่ต้องทนหิว” เฉินฉงเอ่ย “ท่านลุงฉาง เล่าต่อสิ” ท่านลุงฉางเอ่ย “เหลือค้างไว้ก่อน โปรดติดตามตอนต่อไป” เฉินฉงมองจานถั่วลิสงที่เหลือไม่เยอะแล้ว เด็กหนุ่มจึงไม่ได้ยื่นมือออกไปหยิบ
ผู้เฒ่าลุกขึ้นยืน เอาสองมือไพล่หลัง เดินก้าวออกไปจากห้อง เหลือบมองท้องฟ้า
กายธรรมของเฉินผิงอันหันกลับมา คล้ายกับกวาดตามองโลกมนุษย์ของใต้หล้ามืดสลัวอย่างไม่ใส่ใจ ราชครูสองรุ่นของราชสำนักต้าหลี ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์น้องเล็กของสายเหวินเซิ่ง ชุยฉานกับเฉินผิงอันจากลากันอย่างไร้เสียงนับแต่นี้