กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1201.1 เพิ่มบุปผาลงบนผ้าแพร
หวนกลับมาถึงไพศาล เฉินผิงอันก็รีบร่ายวิชาอภินิหารทันที
เก็บกายธรรมใหญ่โตโอฬารที่สาแดงกฎแห่งฟ้าหลักแห่งดินร่างนั้นมา เรือนกายค่อยๆ หดเล็กลง ประหนึ่งมหาบรรพต ประหนึ่งยอดเขา สุดท้ายก็หดกลายเป็นร่างทองหนึ่งจั้ง
เรือนกายพลิ้วลงบนทะเลเมฆ เฉินผิงอันประสานมือคารวะอริยะปราชญ์ลัทธิขงจื๊อที่เฝ้าพิทักษ์ม่านฟ้าของแจกันสมบัติทวีป
“ก่อนหน้านี้รีบร้อนจากไป ไม่ทันได้รายงานให้ท่านอาจารย์ทราบ ผู้เยาว์เสียมารยาทแล้ว”
อาจารย์ผู้เฒ่าโบกมือ พูดกลั้วหัวเราะว่า “เกิดอะไรขึ้นหรือ? ข้าไม่เห็นอะไรเลยนะ”
เซี่ยโก่วเบิกตากว้าง อ้าปากค้าง แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ?
กายธรรมของเจ้าขุนเขาบ้านตนใหญ่โตขนาดนั้น บินทะยานผ่านหน้าท่านผู้อาวุโสไป แต่ท่านกลับมองไม่เห็นอะไรเลย?
เฉินผิงอันหลุดหัวเราะ เดิมนึกว่าอาจารย์ผู้เฒ่าจะพูดตามมารยาทว่าอย่าให้มีครั้งหน้าอีก เฉินผิงอันเงียบไปพักหนึ่งแล้วกุมหมัดเอ่ยว่า
“ผู้เยาว์ขอขอบคุณ”
อาจารย์ผู้เฒ่าพยักหน้า ต่างฝ่ายต่างก็เข้าใจกันโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย
เซี่ยโก่วที่ได้เปิดโลกกว้างรู้สึกเพียงว่าตนเองยังต้องอยู่ข้างกายเจ้าขุนเขา คอยเรียนรู้อะไรดีๆ มาอีกมาก
อาจารย์ผู้เฒ่าตีหน้าเคร่ง กลั้นขำ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ยกนิ้วโป้งให้กับราชครูคนใหม่ของต้าหลี ทำได้ดี!
ไม่เสียแรงที่เป็นลูกศิษย์ปิดสำนักของซิ่วไฉเฒ่า เป็นครามที่เกิดจากต้นคราม แต่สีเข้มกว่าครามจริงๆ
ปีนั้นซิ่วไฉเฒ่าก็แค่ไปยังจุดเชื่อมต่อระหว่างสองใต้หล้า ยืดคอป่าวประกาศบอกให้อวี๋โต้วฟันลงมา
ทว่าคนที่เป็นลูกศิษย์กลับแบกกระบี่ตรงไปฟันคนที่ป่ายอวี้จิงโดยตรงเลย
ไม่เคยเก่งแต่ในโปงผ้าห่ม หากไม่ได้สร้างคุณูปการคุณความชอบไว้ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ ก็ไปโอ้อวดบารมีที่ใต้หล้ามืดสลัว
คนหนุ่มที่เป็นเช่นนี้ โชคดียิ่งนักที่เป็นบัณฑิตของลัทธิขงจื๊อพวกเรา สาแก่ใจยิ่งนัก
เซี่ยโก่วประสานมือคารวะอำลาอาจารย์ผู้เฒ่า
อาจารย์ผู้เฒ่าอึ้งตะลึง ก่อนจะพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ป่ายจิ่ง เจ้าอย่าเรียนรู้ในเรื่องนี้เลย เจ้าสบายใจ แต่ข้ากลับอึดอัดนัก”
เซี่ยโก่วหัวเราะฮ่าๆ หยิบสมุดเล่มหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ “อาจารย์ผู้เฒ่าต้องมีความรู้สูงอย่างแน่นอน ได้โปรดช่วยอ่านดูสักหน่อย…”
ผลคือถูกเจ้าขุนเขายื่นมือมากดหมวกขนเตียวเอาไว้
เซี่ยโก่วจึงได้แต่เอาสมุดสอดกลับไปไว้ในชายแขนเสื้อแต่โดยดี กุมหมัดเอ่ยว่า “ภูเขาเขียวไม่เปลี่ยน สายน้ำใสไหลยาว วันหน้าค่อยพบกันใหม่”
อาจารย์ผู้เฒ่าพยักหน้า ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่มีอะไรจะมอบให้ ถ้าอย่างนั้นก็ขออวยพรล่วงหน้าให้สหายป่ายจิ่งพัฒนารุดหน้าไปอีกขั้น”
เซี่ยโก่วยู่จมูก เกาแก้ม “ตอนนี้ข้ารู้ถึงความรู้สึกอึดอัดของท่านอาจารย์แล้ว”
อาจารย์ผู้เฒ่ายิ้มบางๆ “คบค้าสมาคมกับบัณฑิตค่อนข้างเปลืองแรง ไม่รู้ว่าคำพูดประโยคใดจะไปทำให้บัณฑิตไม่พอใจ แล้วก็ไม่รู้ว่าคำใดจะไปทำให้บัณฑิตชอบใจ”
เซี่ยโก่วพยักหน้ารับแรงๆ คราวหน้าสามารถเอาคำกล่าวนี้ยืมไปไว้ในบันทึกการเดินทางเล่มนั้นของนางได้ ต้องยืมเอาไปใช้ให้ได้
แสงสีทองเปล่งวาบหนึ่งที ร่างทองสูงจั้งกว่าที่ผ่านการหล่อหลอมจนถึงขีดสุดร่างหนึ่งก็ลอดทะลุทะเลเมฆแต่ละชั้น พริบตาเดียวก็กลับคืนสู่ร่างจริง
เฉินผิงอันที่สวมชุดขุนนางเดินออกมาจากท้องพระโรงกว้างใหญ่ที่ว่างเปล่า ข้ามธรณีประตูออกไปแล้วก็สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง หันกลับไปมองตำแหน่งที่ตัวเองยืนอยู่แวบหนึ่ง
ก่อนหน้านี้ได้บอกกับเซี่ยโก่วว่าให้นางตรงกลับไปที่ภูเขาลั่วพั่วได้เลย
เฉินผิงอันเอาสองมือสอดกันไว้ในชายแขนเสื้อตามความเคยชิน เดินไปบนเส้นทางที่มุ่งหน้าไปยังห้องทรงพระอักษรเพียงลำพัง
วันนี้การประชุมเล็กในห้องทรงพระอักษร เมื่อเทียบกับในอดีตแล้วค่อนข้างเบียดเสียด เก้าอี้หลายตัวล้วนต้องเอามาตั้งวางติดกัน
อู๋หวังเฉิงรองเจ้ากรมกลาโหมที่เพิ่งจะมีคุณสมบัติได้เข้าร่วมการประชุมเล็ก แค่ดูจากเรื่องที่ว่าใครเอาสองแขนวางพาดไว้บนที่พักแขน ก็ค้นพบเบาะแสที่น่าสนใจอย่างมากแล้ว
รอกระทั่งเฉินผิงอันผู้เป็นราชครูนั่งลง ห้องทรงพระอักษรในเวลานี้ก็มีที่ว่างแค่ที่เดียว นั่นก็คือตำแหน่งของลั่วอ๋องซ่งมู่
ซ่งมู่เดินทางจากใต้หล้าเปลี่ยวร้างมาเยือนเมืองหลวงต้าหลีชั่วคราว บังเอิญยิ่งนักคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ได้เจตนา อ๋องเจ้าเมืองที่มีอำนาจมากที่สุดในราชสำนักต้าหลีท่านนี้บังเอิญพลาดงานพิธีและการประชุมไปพอดี
ฮ่องเต้ซ่งเหอถาม “ทางฝั่งกองโหราศาสตร์ส่งข่าวหนึ่งมาให้ จริงหรือไม่ที่ท่านราชครูเป็น…?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เป็นขอบเขตบินทะยานแล้ว”
ขุนนางคนสำคัญทุกคนของต้าหลีที่อยู่ในห้องล้วนลมหายใจติดขัด
เกิดอะไรขึ้น เวลาเพียงแค่ชั่วขณะที่เข้าประชุมเช้าก็กลายเป็นขอบเขตบินทะยานแล้ว?!
แม้จะไม่อาจสืบเสาะหาความจริงได้ แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะนี่คือเรื่องดีที่ใหญ่เทียมฟ้า ต้าหลีของพวกเรามีเรื่องมงคลคู่มาเยือนจริงๆ!
ซ่งเหอลุกขึ้นยืนเอ่ยแสดงความยินดีก่อนใคร จากนั้นเหล่าขุนนางก็พากันเอ่ยแสดงความยินดีแก่ราชครูหนุ่มไปพร้อมกับฝ่าบาท
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน รอกระทั่งฮ่องเต้นั่งลง
ก็มีผู้เฒ่าเชื้อพระวงศ์สกุลซ่งที่หลายปีมานี้แทบจะไม่เคยเข้าร่วมการประชุมในห้องทรงพระอักษรคนหนึ่งนั่งลงตามจิตใต้สำนึก แต่จู่ๆ ก็ตระหนักได้ว่าไม่ถูกต้อง
เขาจึงค้อมเอว ใช้หางตามองไปยังราชครูหนุ่มที่นั่งลงช้าๆ รอกระทั่งฝ่ายหลังนั่งลงแล้ว ผู้เฒ่าถึงได้ค่อยๆ นั่งลง
สิบนิ้วประสานกัน ฝ่ามือหงายขึ้นด้านบน วางข้อศอกสองข้างไว้บนที่วางแขนเก้าอี้อย่างสบายๆ แต่กลับสังเกตเห็นว่าราชครูเฉินเหลือบมองมา ผู้เฒ่าจึงเก็บข้อศอกลงอย่างไม่กระโตกกระตาก
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ยว่า “ฝ่าบาท พวกเราคุยเรื่องหัวข้อการประชุมก่อนหน้านี้กันต่อเถอะ”
ระหว่างที่พูด เฉินผิงอันมองสวีถงที่นั่งอยู่ข้างผู้เฒ่าที่เป็นเชื้อพระวงศ์ รองเจ้ากรมฝ่ายซ้ายของกรมกลาโหมท่านนี้ลังเลเล็กน้อย แต่ก็ยังคงยกข้อศอกฝั่งซ้ายวางลงบนที่วางแขนเก้าอี้
เฉินผิงอันขยับชุดราชการ ยกขานั่งไขว่ห้าง
ฮ่องเต้ซ่งเหอยิ้มเอ่ย “คราวก่อนเชื้อเชิญอาจารย์เฉินให้ออกจากภูเขามาเป็นราชครู อาจารย์เฉินก็นั่งด้วยท่านี้ อืม เปลี่ยนรองเท้านะ คราวก่อนเป็นรองเท้าผ้า ครั้งนี้เป็นรองเท้าขุนนางแล้ว”
เสียงหัวเราะฮาครืนดังขึ้นทั้งห้อง
การประชุมอย่างเป็นทางการเริ่มขึ้นแล้ว
เมื่อเทียบกับความเงียบตอนอยู่ในท้องพระโรงแล้ว เฉินผิงอันที่อยู่ที่นี่พูดเยอะกว่า น้อยครั้งที่จะให้ข้อสรุป หากมีคำถามก็จะใคร่ครวญหาสาเหตุอย่างละเอียด รวมไปถึงมักจะผลัดถามตอบกับคนอื่นเป็นประจำ
ปีนั้นราชครูชุยนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น แม้จะไม่ถือว่านั่งตัวตรงอย่างสำรวมสักเท่าไร ไม่พูดคุยแย้มยิ้ม แต่ก็น้อยครั้งนักที่ชุยฉานจะ…ใจกว้างให้อภัยคนอื่นเฉกเช่นที่เฉินผิงอันเป็น
ทุกครั้งที่ชุยฉานพูดถึงเรื่องอะไรมักจะมีการจัดระเบียบเส้นสายชัดเจน ถ้อยคำที่ใช้แม่นยำ ส่วนใหญ่แล้วจะพูดถึงภาพรวม แล้วก็พูดถึงรายละเอียดด้วย อธิบายขั้นตอนของแต่ละเรื่องอย่างเป็นขั้นเป็นตอนร้อยเรียงต่อเนื่องกันอย่างชัดเจน
ทุกคนซึ่งแม้กระทั่งตัวของฮ่องเต้เองต่างก็รู้กันดีว่า ซิ่วหูผู้นั้นแค่โอนอ่อนตามพวกเขาเท่านั้น
หากอารมณ์ไม่เลว บางครั้งชุยฉานก็จะพูดล้อเล่นที่คนฟังต้องหัวดีมากๆ ถึงจะเข้าใจ
เสิ่นเฉินเจ้ากรมกลาโหมแก่ชรามากแล้วจริงๆ เขารู้ว่าจำนวนครั้งที่ตัวเองจะได้มานั่งที่เก้าอี้ตัวนี้เหลือไม่มากแล้ว
กิจธุระในกรมกลาโหมบ้านตนมีสวีถงกับอู๋หวังเฉิง ย่อมไม่เกิดข้อผิดพลาดใดๆ ดังนั้นผู้เฒ่าจึงคิดไปถึงคนรู้จักเก่าและเรื่องราวในอดีตที่เคยเกิดใน ณ ที่แห่งนี้ และถูกกำหนดมาแล้วว่ามิอาจแพร่งพรายให้คนอื่นรู้ได้
ยกตัวอย่างเช่นเจ้าของคนเก่าของเก้าอี้ตัวนั้นอย่างซิ่วหูเคยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ต้าหลีต้องมีการเตรียมความพร้อมสำหรับการทำสงครามแบบหลังพิงน้ำไร้หนทางถอยสองครั้ง
หากไม่ใช่ลำน้ำใหญ่แผ่นดินกลาง ก็เป็นมหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลที่ตั้งอยู่ระหว่างแจกันสมบัติทวีปกับอุตรกุรุทวีป
ความนัยนอกเหนือจากคำพูดของชุยฉานนั้นชัดเจนอย่างยิ่งแล้ว ไม่เพียงแต่นครมังกรเฒ่าที่อยู่ทางใต้สุดของทวีปและเมืองหลวงสำรองต้าหลีที่อยู่ภาคกลางที่ต้องมีอ๋องเจ้าเมืองไปเฝ้าพิทักษ์เท่านั้น แม้กระทั่งฮ่องเต้เองก็อาจจะต้องอยู่เฝ้าเมืองหลวง หรือสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่ทางเหนือสุด…
ตอนนั้นที่เอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมา บนร่างของชุยฉานมีความมั่นใจอย่างที่หาคำมาบรรยายไม่ได้ ไม่ถูกสิ นั่นเรียกว่าความหยิ่งผยองในตัวเอง แล้วก็น่าจะต้องเป็นเช่นนี้ถึงได้ทำให้คนอื่นกล้าวางใจไว้ที่เขา
หลังจากการประชุมเล็กจบลง ฮ่องเต้ก็เดินไปเป็นเพื่อนราชครูระยะทางค่อนข้างไกล
หลังจากนั้นพวกขุนนางคนสำคัญทั้งหลายก็หวนกลับไปยังที่ว่าการของตัวเอง เสิ่นเฉินพลันเพิ่มความเร็วฝีเท้ารั้งแขนเฉินผิงอันเอาไว้ ยิ้มเอ่ยว่า
“ราชครู ตกลงกันไว้แล้วนะว่าต่อจากนี้สถานที่แรกที่จะไปเยือน ต้องเป็นที่ว่าการกรมกลาโหมของพวกเรา”
เฉินผิงอันตบหลังมือของผู้เฒ่าเบาๆ ยิ้มเอ่ยว่า “พูดแล้วต้องทำให้ได้แน่นอน”
เสิ่นเฉินพลันเพิ่มระดับน้ำเสียงให้ดังขึ้น “ทุกท่าน ได้ยินกันชัดเจนแล้วนะ ใครกล้าใช้กลอุบายอย่างการดักกลางซอยอะไรนั่น ข้าก็จะไปขวางถนนชี้หน้าด่าถึงที่ ด่าเจ้าพวกคนหน้าไม่อายเสร็จแล้วค่อยไปด่าจวนราชครูต่อว่าเชื่อถือไม่ได้”
สวีถงกับอู๋หวังเฉิง รองเจ้ากรมสองท่านที่ตามมาด้านหลังมองสบตากัน ต่างก็รู้สึก…ปวดใจอยู่บ้าง
ต่งหูรองเจ้ากรมพิธีการยิ้มเอ่ย “เจ้ากรมเสิ่น กรมกลาโหมของพวกท่านมีคุณความเหนื่อยยากมาก กรมพิธีการของพวกเราก็ลำบากมากเหมือนกันนะ ประเด็นสำคัญคืออยู่ใกล้กับจวนราชครูมากกว่าด้วย…”
ไม่ต้องให้เสิ่นเฉินเอ่ยอะไร สวีถงก็เอ่ยประโยคหนึ่งมาโดยตรงว่า “ไปรออยู่เป็นอันดับสองแต่โดยดีเถอะ”
ต่งหูเอ่ย “อันดับสอง? ก็ได้เหมือนกันนะ!”
หม่าหยวนเจ้ากรมอาญาจุ๊ปาก “ไหนคำโบราณบอกไว้ว่าใช้ไมตรีก่อนแล้วค่อยใช้กำลัง ไฉนกรมพิธีการถึงขี้ขลาดขนาดนี้แล้วล่ะ?”
เฉินผิงอันไม่สนใจการเล่นมุกตลบขบขันของพวกเขา หยุดเดินแล้วหันตัวกลับมาเอ่ยประโยคหนึ่ง ทำให้ขุนนางคนสำคัญของราชสำนักต้าหลีเหล่านี้พากันเบิกตากว้าง แม้กระทั่งลมหายใจก็ยังถี่กระชั้นขึ้นด้วย
“ก่อนหน้านี้ไปเดินเล่นกับฝ่าบาทอยู่บนเส้นทางสายเล็กของหมู่บ้านชนบท ฝ่าบาทได้ถามคำถามข้อหนึ่งกับข้า จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังไม่ได้ให้คำตอบ ก็เลยเอามาถามทุกท่านได้พอดี อยากจะฟังความคิดเห็นของพวกท่าน”
“หากต้าหลีของพวกเราอยากจะช่วงชิงตำแหน่งผู้นำของสิบราชวงศ์ใหญ่แห่งใต้หล้าไพศาล ยังจะต้องยึดครองแจกันสมบัติทวีปทั้งแห่งอีกครั้งหรือไม่? หากต้องทำ ควรจะทำอย่างไร หากไม่ต้องทำแล้วควรต้องทำอย่างไร?”
เมื่อราชครูจากไปไกลแล้ว พวกขุนนางถึงได้พากันฟื้นคืนสติมาจากความตื่นตะลึง
จ่างซุนเม่าที่เพิ่งจะเลื่อนจากกองส่งสารมาเป็นเจ้ากรมขุนนางเอ่ยเตือนว่า “แม้ว่าจะเป็นคำพูดที่ไร้ประโยชน์ แต่ข้าก็ยังต้องเอ่ยว่าทำตามกฎเดิม”
ที่ผู้เฒ่าพูดถึงก็คือกิจการงานสำคัญทุกอย่างในราชสำนัก อย่าได้เอากลับไปยังจวนที่ว่าการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่าได้เอาไปพูดบนโต๊ะสุราอย่างส่งเดช
หม่าหยวนคลี่ยิ้มเสแสร้ง พูดคล้อยตามไปประโยคหนึ่งว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะเอ่ยคำพูดที่ไร้ประโยชน์อีกสักคำก็แล้วกัน ทำตามกฎเดิมก็คือทำตามกฎเดิม แต่หวังว่าการประชุมเล็กคราวหน้า ขออย่าให้อยู่ดีๆ ก็มีที่นั่งว่างเพิ่มมาเลย”
เสิ่นเฉินเงียบงันไปอย่างห้ามไม่ได้ เนิ่นนานก่อนที่เขาจะหันหน้ามาหัวเราะ
ผู้เฒ่านวดคลึงปลายคาง มองสวีถงที่ดวงตาสองข้างฉายประกายเจิดจ้า และยังมีอู๋หวังเฉิงที่หน้าแดงหูแดงไปหมดแล้ว
สวีถงใช้ข้อศอกถองอู๋หวังเฉิงที่อยู่ข้างกาย “ดูจากท่าทางแล้ว เจ้ากรมเสิ่นคงไม่คิดจะลาออกจากขุนนางกลับบ้านเกิดแล้ว พวกเราจะทำอย่างไรกันดี? ทำอย่างไรถึงจะได้เลื่อนขั้น?”
เสิ่นเฉินใช้นิ้วชี้มาที่พวกเขา ด่าขำๆ ว่า “เจ้าตะพาบสองตัวนี้นี่”
ห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้ซ่งเหอยืนอยู่ตรงหน้าต่าง มองไปยังแผ่นหลังที่พร่าเลือนของกลุ่มขุนนางบุ๋นบู๊ที่อยู่ข้างนอกตลอดเวลา
เฉินผิงอันกลับไปที่จวนราชครู เพราะหรงอวี๋ได้บอกเตือนไว้ก่อนจึงไม่มีใครกล้าออกจากห้องไปแสดงความยินดีโดยพลการ
เข้าไปในเรือนชั้นสุดท้าย ซ่งอวิ๋นเจียนยืนอยู่ใต้ต้นท้อ ยิ้มเอ่ยว่า “ร้ายกาจ ร้ายกาจ”
เฉินผิงอันโบกมือ เดินตรงดิ่งไปที่ห้องหนังสือ ไม่มีคำโอภาปราศรัยใดๆ
บอกให้หรงอวี๋เอาแผนที่ของต้าหลีหนึ่งแผ่นกับแผนที่ของอำเภอและมณฑลอีกปึกใหญ่มาให้
เฉินผิงอันยกพู่กันวาดวงกลมลงไปบนแผนที่ จุดที่วงกลมลงไปล้วนเป็นชื่อของสถานที่ หรงอวี๋สังเกตเห็นว่าคือเส้นทางเส้นหนึ่ง
หยุดเขียนแล้วเฉินผิงอันก็พลันถามว่า “จวนราชครูมีจอกเทพีบุปผาครบชุดหรือไม่?”
หรงอวี๋ส่ายหน้า “ที่นี่ไม่มีเตรียมไว้”
แม้ว่าชุยฉานเองก็ชอบดื่มเหล้า แต่ไม่มีข้อพิถีพิถันใดๆ ต่อเหล้าและอุปกรณ์ในการดื่ม จวนราชครูก็ย่อมปล่อยตามสบายในเรื่องนี้ตามไปด้วย
อีกอย่างก็คือหากชุยฉานอยากจะเลี้ยงเหล้าใครที่จวนราชครู เดิมทีก็คือมารยาทและเกียรติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอยู่แล้ว ไหนเลยจะยังต้องการจอกเทพีบุปผามาเป็นสีสันเพิ่มเติม
หรงอวี๋กล่าว “แต่ในคลังของแคว้นต้าหลีต้องมีเก็บไว้แน่นอน ให้ข้าไปเอามาให้เลยไหมเจ้าคะ?”
เฉินผิงอันคิดแล้วก็พูดว่า “ไม่ต้องยุ่งยากหรอก ข้าจะไปพบแขกจากต่างถิ่นที่ศาลเทพีบุปผาสักหน่อย ศาลาใกล้น้ำย่อมได้ชมจันทร์ก่อน จะซื้อของเลียนแบบมาสักชุดก็แล้วกัน”
หรงอวี๋ทำท่าจะพูดแต่ไม่พูด
เรื่องที่หลัวฝูเมิ่งเทพีบุปผาดอกเหมยและฉีฟางเจ้าแห่งบุปผาของพื้นที่มงคลทยอยกันมาถึงเมืองหลวงต้าหลี จวนราชครูย่อมต้องได้รับข่าวยืนยันที่แน่ชัด
เพียงแต่หรงอวี๋กลับไม่รู้สึกว่าพวกนางคู่ควรให้ราชครูเฉินต้องไปรับรองแขกด้วยตัวเอง
ชุยฉานรับรองแขก ไม่ว่าจะเป็นแขกจากบนภูเขาหรือในวงการขุนนาง โดยทั่วไปแล้วจะพูดคุยกับผู้อื่นอยู่ในโถงรับแขก หรือไม่อย่างนั้นอย่างมากสุดก็แค่ให้คนไปประชุมกับเขาอย่างลับๆ อยู่ที่ห้องหนังสือ
จำนวนครั้งที่ชุยฉานเป็นฝ่ายยืนรอแขกอยู่ที่บันไดหน้าประตู มีน้อยจนนับนิ้วได้ หากจะบอกว่าใครที่สามารถทำให้ชุยฉานเดินออกจากประตู ลงบันไดไปต้อนรับได้ นั่นก็แทบจะเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
เนื่องจากหรงอวี๋ความจำดีมาก นางจึงจดจำได้อย่างชัดเจน แม้จะบอกว่าการตัดสินใจของราชครูเฉินนั้นไม่ควรจะโต้แย้ง เพราะเขาต้องวางแผนและชั่งน้ำหนักมาก่อนแล้ว แต่ส่วนลึกในใจของนางก็ไม่อยากให้ราชครูเฉินมีกรณียกเว้นมากเกินไป