กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1201.2 เพิ่มบุปผาลงบนผ้าแพร
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ศิษย์พี่ใหญ่ย่อมต้องเป็นคนที่หยิ่งทระนงอย่างมากคนหนึ่ง แต่เขาไม่มีทางเป็นคนที่แสดงความสูงส่งและความดูแคลนออกมาภายนอกอย่างแน่นอน”
“การที่ปฏิเสธผู้คนให้อยู่ห่างไกลเป็นพันลี้ หนึ่งก็เพื่อประหยัดเวลา พยายามที่จะลดทอนขั้นตอนยิบย่อยยุ่งยากให้เหลือน้อยที่สุด ทางที่ดีที่สุดก็คือไม่เหลือเลย สองคือจงใจยกระดับธรณีประตูของจวนราชครูให้สูงยิ่งกว่าเดิม นี่ก็จะสามารถทำให้ผู้ที่มารับหน้าที่วางตัวได้ดียิ่งกว่าเดิม”
“สถานการณ์ในทุกวันนี้ยังไม่ถึงขั้นที่ใครก็ล้วนนอนเสวยสุขได้ จะบอกว่าเป็นวิถีทางโลกที่สงบสุขก็ยังเร็วเกินไป แต่กลับไม่ได้บีบคั้นเหมือนในช่วงปีของศิษย์พี่แล้ว ดังนั้นข้าจึงสามารถทำตัวสบายๆ ได้มากกว่าหน่อย…ใจกว้างและอภัยคนอื่นได้มากกว่าหน่อย”
หรงอวี๋ทั้งละอายใจทั้งปลาบปลื้ม เอ่ยเสียงเบาว่า “ราชครูไม่จำเป็นต้องอธิบายเรื่องพวกนี้กับข้าหรอก”
เฉินผิงอันกล่าว “ช่วงนี้สามารถเชิญผู้ฝึกตนของตำหนักฉางชุนมานั่งที่จวนราชครูได้”
หรงอวี๋พยักหน้า พรรคตระกูลเซียนแห่งแรกที่ถูกเรียกเข้าพบหลังรับตำแหน่งราชครู การกระทำนี้มีความหมายไม่ธรรมดา บนภูเขาของทั้งทวีปต่างก็กำลังจับตามองกันอยู่
ตำหนักฉางชุนคู่ควรที่จะได้รับโชควาสนานี้ หากไม่เป็นเพราะตำหนักฉางชุนช่วยให้ราชสำนักต้าหลี่อดทนผ่านวันเวลาที่ยากลำบากอย่างถึงที่สุดพวกนั้นมาได้ ไม่แน่ว่าแม้กระทั่งตำแหน่งแคว้นใต้อาณัติของราชสำนักสกุลหลูก็อาจจะรักษาไว้ไม่อยู่
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย แล้วเขาก็เปลี่ยนความคิดใหม่ “พวกเราควรหาโอกาสไปเยี่ยมเยือนตำหนักฉางชุนด้วยตัวเองจะดีกว่า”
หรงอวี๋เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจนถึงทุกวันนี้ตำหนักฉางชุนก็ยังไม่ใช่จวนเซียนอักษรจง แต่หรงอวี๋ก็เชื่อมั่นอย่างมากว่าอีกไม่นานก็จะเป็นได้
เฉินผิงอันกล่าว “ข้าไปพบแขกก่อน เจ้าบอกให้เฉาชิงหล่างแห่งสำนักฮันหลินมารออยู่ที่นี่”
หรงอวี๋รับคำสั่งแล้วจากไป ได้ยินราชครูหนุ่มเอ่ยประโยคหนึ่งที่มีความหมายล้ำลึกอย่างมาก
“ในผืนนาแห่งประวัติศาสตร์นี้ จะเป็นต้นข้าวหรือต้นหญ้า ก็ดูเหมือนว่าจะยังต้องรอดูกันไปก่อน”
หรงอวี๋เดินไปพลางคิดไปด้วย ซ่งอวิ๋นเจียนได้ยินแล้วก็ปรบมือ “จริง!”
เฉินผิงอันออกมาจากจวนราชครู เดินก้าวเดียวก็หดย่อพื้นที่ มาถึงเรือนแห่งหนึ่งในศาลเทพีบุปผา ครั้นจึงร่ายเวทเปลี่ยนแปลงรูปโฉม
ผ่านไปไม่นานเท่าไร หรงอวี๋ที่ยืนอยู่หน้าประตูจวนราชครูก็นับอยู่ในใจเงียบๆ รอคอยลูกศิษย์ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจของราชครูคนนั้น
เมื่อหรงอวี๋เห็นเงาร่างนั้น เทียบกับการคาดการณ์ของนางแล้ว เฉาทั่นฮวาปรากฏตัวช้าไปสักหน่อย
พาเฉาชิงหล่างเดินไปถึงเรือนด้านหลัง เฉาชิงหล่างเอ่ยขอบคุณนาง หรงอวี๋ไม่เอ่ยอะไร เพียงแค่คลี่ยิ้มแล้วจากไป
เฉาชิงหล่างเดินก้าวเร็วๆ ไปถึงหน้าประตูห้อง คารวะอย่างจริงจังอยู่ด้านนอก “เฉาชิงหล่างคารวะอาจารย์หลิน”
หลินโส่วอีคารวะกลับคืน เมื่อเทียบกันแล้วท่าทีของเขาดูสง่างามมากยิ่งกว่า เขายิ้มบางๆ เอ่ยว่า “พวกเราคือคนรุ่นเดียวกัน ไม่ต้องยึดหลักมารยาทพิธีการมากนักหรอก”
หากจะพูดถึงลำดับอาวุโสของสายเหวินเซิ่ง พวกเขาคือศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักกันจริงๆ เพียงแต่ว่าเฉาชิงหล่างกลับมองหลินโส่วอีเป็นผู้อาวุโสคนหนึ่ง
ไม่ว่าจะอย่างไร ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีรูปโฉมหล่อเหลา มีบุคลิกท่าทางราวกับคุณชาย เมื่อเทียบกับคนบางคนแล้วก็ดูเป็นบัณฑิตมากกว่าจริงๆ
หลินโส่วอีดึงแขนเฉาชิงหล่างพาเดินข้ามธรณีประตูเข้ามาโดยตรง แล้วดิ่งไปที่โต๊ะหนังสือ “เก็บคำถามบางอย่างเอาไว้ สามารถขอความรู้จากเจ้าได้พอดี”
เพราะถึงอย่างไรเฉาชิงหล่างก็คือทั่นฮวาหลางของการสอบเคอจวี่ต้าหลีมาก่อน ไม่เสียแรงที่เป็นคนที่มี “ยศศักดิ์และชื่อเสียง” ในสนามสอบเคอจวี่ของสายเหวินเซิ่งได้ดีที่สุดและสูงที่สุด
ในเมื่อหลินโส่วอีมีปณิธานอยู่ที่การสอบเคอจวี่แล้ว หากสอบตกด้วยความน่าเสียดายไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่ต้องพูดถึง แต่หากสอบติด ถ้าอย่างนั้นเฉาชิงหล่างก็ควรจะเป็นผู้อาวุโสในสนามสอบของหลินโส่วอีแล้ว
เฉาชิงหล่างเขินอายอยู่บ้าง หลินโส่วอีกดไหล่ของเฉาชิงหล่างเอาไว้ให้เขานั่งลง ตัวเองยืนอยู่ เฉาชิงหล่างยิ่งกระวนกระวายไม่เป็นสุขมากกว่าเดิม แต่หลินโส่วอีกลับเปิดตำราขอความรู้และเคล็ดลับในการสอบเคอจวี่จากเฉาชิงหล่างจริงๆ แล้ว
เฉาชิงหล่างถามเสียงเบาว่า “อาจารย์หลิน ทำไมถึงไม่ขอความรู้เรื่องนี้จากอาจารย์ของข้าล่ะ?”
หลินโส่วอียิ้มเอ่ย “เขาเฉินผิงอันจะไปเข้าใจเรื่องการสอบเคอจวี่อะไรกัน”
เฉาชิงหล่างพลันไม่รู้ว่าควรจะรับคำอย่างไรดี
หลินโส่วอีเอ่ยว่า “เขาแค่ต้องดูแลเรื่องการสอบเคอจวี่ทั้งแคว้นให้ดีก็พอแล้ว”
……
งานพิธีสิ้นสุดลงแล้ว ศาลเทพีบุปผายังคงครึกครื้นอยู่เหมือนเดิม
พวกขุนนางชนชั้นสูงและเหล่าลูกหลานอ๋องในเมืองหลวงที่เวลาปกติมาเที่ยวเล่นที่นี่ ต่างก็สามารถให้คนเฝ้าศาลพาเดินไปรอบๆ ช่วยอธิบายถึงประวัติความเป็นมาของศาลเทพีบุปผาและเรื่องเล่าของเหล่าเทวรูปที่ลงสีงดงามพวกนั้นได้ แต่วันนี้กลับทำได้ยากแล้ว
คนเฝ้าศาลของศาลเทพีบุปผามีชื่อว่าเย่ม่าน สวมชุดกระโปรงยาวแขนกว้าง คือสตรีหน้าตางดงามที่ปักปิ่นหยกรูปดอกกล้วยไม้คนหนึ่ง บุคลิกเยือกเย็นสุขุม เหมือนกับคุณหนูตระกูลใหญ่ผู้รอบรู้ที่วางตัวอย่างเหมาะสมคนหนึ่งมากกว่า
แต่ตรงมุมปากของนางมีไฝคนงามอยู่เม็ดหนึ่ง นี่กลับทำให้นางเปลี่ยนมาเป็นงามเย้ายวน
เกี่ยวกับเรื่องเล่าบางอย่างของเย่ม่าน ยกตัวอย่างเช่น บอกว่านางคืออนุภรรยาที่ถูกเจ้ากรมบางกรมเลี้ยงดูไว้ข้างนอก แล้วก็มีบอกว่าอันที่จริงนางคือเทพีบุปผาท่านหนึ่งของพื้นที่มงคลร้อยบุปผา เดินอยู่ในสวนดอกไม้ก็สามารถชักนำหมู่ภมรได้ สรุปก็คือหากไม่ใช่เรื่องเล่าที่ฟังดูหวือหวาเย้ายวนก็เป็นเรื่องลี้ลับมหัศจรรย์
วันนี้เย่ม่านเดินอยู่ด้านหน้าสุด นำพาแขกผู้สูงศักดิ์อย่างแท้จริงกลุ่มหนึ่งไปยังเรือนอีกหลังที่ตั้งอยู่ในศาลเทพีบุปผา เดินผ่านระเบียงอ้อมเสาคาน ขยับเท้าทัศนียภาพก็แปรเปลี่ยนตาม
สุดท้ายไปถึงประตูวงจันทร์ก็พาพวกเขาเข้าไปในห้องแห่งหนึ่งเพื่อดื่มน้ำชา เงาดอกไม้ในลานด้านนอกไหวเพยิบพะยาบ เมื่อมาเดินอยู่ท่ามกลางแมกไม้ก็ได้กลิ่นหอมสดชื่นจรุงใจ คือสถานที่ที่เงียบสงบท่ามกลางความวุ่นวาย คือสถานที่ที่ดีที่มีโลกอีกแห่งหนึ่งซ่อนอยู่จริงๆ
เดินอยู่ข้างกายเทพีบุปผาดอกเฟิงเซียน ถัวเหยียนฮูหยินใช้เสียงในใจเอ่ย “ไม่ต้องตื่นเต้น ไม่ใช่ว่าเพิ่งเคยได้พบเขาครั้งแรกเสียหน่อย”
เด็กสาวเทพีบุปผาเอ่ยอย่างขลาดกลัว “ตอนแรกก็ยังดีอยู่หรอก พอท่านพูดแบบนี้ข้าก็ตื่นเต้นแล้ว”
ถัวเหยียนฮูหยินตวัดตามองค้อนอย่างงดงาม “ลืมไปแล้วหรือว่าคราวก่อนใต้เท้าอิ่นกวานพูดว่าอย่างไร? เวลาตื่นเต้นก็ให้บอกตัวเองว่าตื่นเต้นได้เต็มที่เลย แค่นี้ก็ไม่ต้องกลัวฟ้าไม่ต้องเกรงดินอะไรแล้ว”
เด็กสาวเทพีบุปผาคิดตามก็พยักหน้ารับอย่างแรง “ใช่แล้ว มีเหตุผล!”
คราวก่อนก็เป็นถัวเหยียนฮูหยินที่ช่วยแนะนำให้ ได้รู้จักกับเจ้าขุนเขาเฉินที่เป็นทั้งเซียนกระบี่และปรมาจารย์วิถีวรยุทธ นิสัยดีพูดคุยด้วยง่าย อีกทั้งยังมีวิชาความรู้ลึกล้ำ คนจริงไม่อาจมองกันที่หน้าตาภายนอกได้
หลังจากนั้นนางที่ตื่นเต้นสุดขีดก็ไปหาจางเหวินเฉียนลูกศิษย์ของซูจื่ออย่างมึนๆ งงๆ บางครั้งที่อาจารย์ผู้เฒ่าขมวดคิ้วมุ่น นางก็ตกใจจนไม่กล้าหายใจแรง บางครั้งที่อาจารย์ผู้เฒ่าพยักหน้า นางก็สบายใจขึ้นได้หลายส่วน
สุดท้ายอาจารย์ผู้เฒ่าที่เข้มงวดที่สุดท่านนั้นเงียบงันไม่พูดไม่จา หัวสมองของนางก็ว่างเปล่าไปทันที จำได้แค่คำกำชับของเซียนกระบี่เฉิน ตื่นเต้นก็ตื่นเต้นไป ไม่ต้องกลัวว่าตัวเองจะตื่นเต้น
จางเหวินเฉียนถาม “เจ้าคิดถ้อยคำพวกนี้ได้อย่างไร?”
เทพีบุปผาดอกเฟิงเซียนก็เลย…ขายเจ้าขุนเขาเฉินออกไปทั้งอย่างนั้น ไม่ใช่ว่านางไม่มีคุณธรรมในยุทธภพจริงๆ แต่เป็นเพราะเวลาที่อาจารย์จางทำหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาก็ช่างน่าตกใจเกินไปแล้ว
เด็กสาวเทพีบุปผาขอโทษเซียนกระบี่เฉินอยู่ในใจเงียบๆ บอกว่าใต้เท้าอิ่นกวานท่านเป็นผู้ใหญ่ใจกว้างอย่าได้ถือโทษโกรธเคืองกันเลย อีกด้านหนึ่งก็บอกกับจางเหวินเฉียนไปตามตรงว่า นางขอวิธีการมาจากเซียนกระบี่เฉินแห่งภูเขาลั่วพั่ว
อาจารย์ผู้เฒ่ายังคงทำสีหน้าไร้อารมณ์ พึมพำกับตัวเองว่า “คิดไม่ถึงเลยว่าสายเหวินเซิ่งที่ศึกษาวิชาความรู้อย่างเข้มงวดที่สุดจะยอมรับวิชาความรู้สายของพวกเราอย่างจริงใจเช่นนี้ ผิดไปจากที่คาด ผิดไปจากที่คาด”
ตามความเห็นของผู้เฒ่า เจ้าสามารถพูดได้ว่าลูกศิษย์ทั้งหลายของสายเหวินเซิ่ง หากไม่พูดถึงความรู้ตื้นลึกหรือตบะสูงต่ำ พูดถึงแค่นิสัยใจคอ ก็สามารถพูดได้ว่าแต่ละคนต่างก็มีความหยิ่งทระนง หรือถึงขั้นเรียกได้ว่าความบ้าคลั่งเป็นของตัวเอง
แต่ไม่สามารถเข้าใจผิดคิดว่าพวกเขาเป็นคนที่ไม่ยึดติดในเรื่องหยุมหยิม มีใจกว้างขวางและองอาจผ่าเผยอย่างซูจื่อได้เด็ดขาด ไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน
ในความเป็นจริงแล้ว ต่อให้เป็นบทกลอนของป่ายเหย่ เฉินผิงอันก็ได้แต่พูดอย่างอ้อมค้อมว่า เขารู้สึกได้ถึงความยอดเยี่ยมของมันก็ต่อเมื่อตอนที่ตัวเองดื่มเหล้าเมาเท่านั้น
ดังนั้นป่ายเหย่ที่ตอนนั้นอยู่บนภูเขาลั่วพั่วรู้เรื่องนี้เข้าถึงได้ยิ้มเอ่ยประโยคหนึ่งว่า ดูท่าจำนวนครั้งที่เจ้าขุนเขาของพวกเจ้าจะดื่มเหล้าเมาในชีวิตนี้น่าจะมีน้อยมาก
ตามข้อตกลง เซียนกระบี่เฉินรับเงินฝนธัญพืชล่วงหน้าไปจากนางก่อนหนึ่งถุง หากทำไม่สำเร็จก็จะคืนเงินให้
เดิมทีเด็กสาวตัดสินใจแล้วว่าต่อให้เรื่องนี้ไม่สำเร็จ กลับกลายเป็นว่านางปล่อยไก่ ถูกอาจารย์ผู้เฒ่าอาฆาตแค้น ด่ากราดใส่ ก็ไม่ต้องคืนเงินแล้ว
พบเจอกันในยุทธภพก็คือวาสนา ค้าขายไม่สำเร็จ คุณธรรมน้ำใจยังคงอยู่ พวกเราสองคนไม่ว่าใครก็อย่าได้โทษใครเลย
อันที่จริงถัวเหยียนฮูหยินที่บอกกับเด็กสาวว่าไม่ต้องตื่นเต้น ตัวนางเองไยจะไม่ตื่นเต้นเล่า? ใต้เท้าอิ่นกวานท่านนั้น แรกเริ่มก็กลายมาเป็นเจ้าสำนักของสำนักเบื้องบน เดิมทีนางคิดว่าถึงอย่างไรก็เป็นคนบ้านเดียวกันแล้ว จะต้องเฝ้ารอจนถึงวันที่เมฆเคลื่อนตัวออกได้เห็นแสงจันทร์อีกครั้งอย่างแน่นอน ผลกลับกลายเป็นว่าเขาดันกลายมาเป็นราชครูต้าหลีเสียนี่
เด็กสาวเทพีบุปผาเอ่ยชื่นชมเสียงเบา “พี่หญิงถัวเหยียน ยังคงเป็นท่านที่ใจกล้า ไม่ว่าเจอใครก็ไม่เคยกลัว”
ถัวเหยียนฮูหยินยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน
เด็กสาวเทพีบุปผาปลุกความกล้าให้ตัวเองในใจเงียบๆ แม้จะไม่แน่ใจนักว่าการเดินทางมาเยือนเมืองหลวงต้าหลีครั้งนี้จะยังได้เจอกับเซียนกระบี่เฉินที่เป็นคนผึ่งผายมีคุณธรรมอันสูงส่งหรือไม่ นางก็ยังพกเอาเมล็ดพันธุ์ดอกเฟิงเซียนมาด้วยถุงหนึ่งเพื่อเป็นของขวัญขอบคุณ มากมารยาทย่อมไม่มีใครตำหนิกล่าวโทษนี่นะ
การประเมินในพื้นที่มงคลที่อาจารย์ป่ายซาน จางอี้ โจวผู่ชิง ร่วมกันดำเนินการในครั้งนี้ ก่อนหน้านี้นางยังเป็นกังวลว่าระดับขั้นจะถดถอยไปเป็นชั้นเก้าชะตาหนึ่งซึ่งต่ำสุดจนต่ำกว่านี้ไม่ได้อีกหรือไม่
หากเทพีบุปผาเจ้าแห่งชะตาขอบเขตถดถอย แล้วยังถดถอยไปถึงขั้นต่ำสุดด้วย พื้นที่มงคลก็จะมีการเปลี่ยนเทพีบุปผาดอกเฟิงเซียนคนใหม่ หากการประเมินครั้งหน้ายังคงต่ำที่สุดอีก ดอกเฟิงเซียนก็จะถูกตัดชื่อออกจากบรรดาร้อยบุปผา และศาลเทพีบุปผาแต่ละแห่งก็จะต้องย้ายเทวรูปเทพีบุปผาดอกเฟิงเซียนออก
ผลการประเมินในครั้งนี้ดวงชะตาของเทพีบุปผาของนางยังคงเป็นขั้นเจ็ดชะตาสาม ไม่เพิ่มและไม่ลด แค่นี้นางก็พอใจมากแล้ว การประเมินครั้งนี้มีการแข่งขันที่ดุเดือดมาก แค่ระดับขั้นไม่ลดลงก็หมายความว่าตนแข็งแกร่งอย่างมากนี่นา
นับแต่โบราณมาภูเขาจิ๋วอี๋ก็มีต้นเหมยเยอะอยู่แล้ว ย่อมต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีเยี่ยมกับหลัวฝูเมิ่งที่มีฐานะเป็นเทพีบุปผาดอกเหมย
สุ่ยเซียนที่เป็นหนึ่งในเทพีบุปผาเจ้าแห่งชะตาเหมือนกัน ก็มักจะส่งจดหมายโต้ตอบเชิงกวีกับสุ่ยจวินของห้าทะเลสาบอยู่เป็นประจำ ส่วนนาง ฮ่าๆ ชีวิตนี้ยังเคยเจอบุคคลยิ่งใหญ่หรือเทพเซียนผู้เฒ่าแค่ไม่กี่คนเท่านั้นเอง
เด็กสาวเทพีบุปผาคิดหากลยุทธ์ไว้ได้เรียบร้อยแล้ว ยกตัวอย่างเช่นเจอกับราชครูคนใหม่ผู้นั้นแล้ว นางก็จะหาโอกาสแสร้งถามหยั่งเชิงเขาสักคำว่า เซียนกระบี่เฉิน ท่านยังจำข้าได้ไหม
ต่างก็พูดกันว่าผู้สูงศักดิ์มักจะมีเรื่องมากมายให้หลงลืม หากอีกฝ่ายจำไม่ได้ นั่นก็ย่อมดีที่สุด นางก็จะปลุกความกล้าแนะนำตัวเองแล้วเอ่ยขอบคุณสักคำ แค่นี้ก็สามารถหันไปคุยธุระสำคัญกับพวกเจ้าแห่งบุปผาที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ได้แล้ว
แต่หากเซียนกระบี่เฉินยังจำนางได้ เจ้าแห่งบุปผาหรือพี่หญิงหลัวก็น่าจะสั่งสอนนางว่าห้ามไร้มารยาท แล้วต่อจากนั้นตนก็สามารถเป็นคนใบ้ต่อไปได้อย่างสบายใจแล้ว…รอบคอบรัดกุม คือแผนการที่ดีจริงๆ! เด็กสาวเทพีบุปผาแอบก้มหน้ายิ้มกว้างอยู่กับตัวเอง
เย่ม่านหยุดเดินอยู่ใกล้กับขั้นบันได แล้วจึงหันกลับมาคารวะ เอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “มาถึงแล้ว หากต้องการอะไรก็บอกได้เลย ข้าจะรออยู่ข้างนอก”
ข้างกายของคนเฝ้าศาลผู้นี้ นอกจากฉีฟาง หลัวฝูเมิ่ง เทพีบุปผาเพิ่งเขียนของพื้นที่มงคลร้อยบุปผาแล้ว ก็ยังมีเหนี่ยนซินและถัวเหยียนฮูหยิน พวกนางล้วนเป็นสตรีที่งดงามเหมือนกันทั้งหมด
แต่พวกนางต่างก็ร่ายเวทอำพรางตา หาไม่แล้วหากใช้รูปโฉมที่แท้จริง “เยื้องกรายลงมาเยือน” ที่ศาลเทพีบุปผา หนึ่งเล่าลือเป็นสิบ สิบเล่าลือเป็นร้อย นี่มันเรื่องอะไรกัน คิดอยากจะแย่งชิงความมีหน้ามีตาจากราชครูคนใหม่หรืออย่างไร?
หลัวฝูเมิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที ในที่สุดก็จะได้พบอิ่นกวานหนุ่มที่ชื่อเสียงเลื่องลือคนนั้นแล้ว
เด็กสาวเทพีบุปผารีบลูบเมล็ดพันธุ์ดอกเฟิงเซียนที่อยู่ในชายแขนเสื้อถุงนั้น ยืนยันให้แน่ใจอีกครั้งว่าตนไม่ได้มาเยือนด้วยสองมือว่างเปล่า จึงไม่ได้ตื่นเต้นขนาดนั้นอีกแล้ว
เกี่ยวกับเรื่องราวในปีนั้น ทำไมถึงได้ช่วยเหลือนาง เหนี่ยนซินก็ได้รู้สาเหตุจากฉีฟาง ในสายตาของพื้นที่มงคลร้อยบุปผา สตรีในโลกก็คือดอกไม้ดอกหนึ่ง หากไม่อยู่ในสวนดอกไม้ อยู่ในแจกันดอกไม้ ก็อยู่ในป่า อยู่ในภูเขา
เย่ม่านขยับเท้าเดินไปที่ห้องด้านข้าง ก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไปแล้วก็ไม่ปิดประตู นางกลั้นหายใจทำสมาธิ ยืนอยู่ใกล้กับหน้าประตู
ในห้องแขวนอักษรภาพไว้ภาพหนึ่ง เป็นคำว่า “แขกมาเยือน ดื่มน้ำชาต่างสุรา”
หลายปีมานี้นางอยากจะขอเทียบอักษรชิ้นหนึ่งจากผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งมาโดยตลอด อย่างเช่นจ้าวตวนจิ่นเจ้ากรมพิธีการที่เป็นคนสร้างสรรค์อักษรก่วนเก๋อของต้าหลี
ขอแค่กระดาษแผ่นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ก็พอแล้ว เขียนตัวอักษรเล็กๆ หนึ่งบรรัดว่า “วันนี้ไร้เรื่องใด”
เย่ม่านถอนหายใจเบาๆ น่าเสียดายที่เจ้ากรมจ้าวไม่เคยมาเยือนศาลเทพีบุปผา ไร้วาสนาจะได้พบเจอกัน
ไม่รู้ว่าแขกสูงศักดิ์ที่สถานะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนที่อยู่ในห้องผู้นั้น ตัวอักษรที่เขาเขียนจะเป็นอย่างไร?
ป้ายสงบสุขปลอดภัยขั้นหนึ่งที่กรมอาญาต้าหลีแจกจ่าย เย่ม่านรู้จักดี จะเป็นของปลอมที่เลียนแบบได้หรือไม่? ทว่าในเมืองหลวงต้าหลีทุกวันนี้ ใครเล่าจะกล้า!
ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาหมดจดคนหนึ่งที่สวมหมวกเหลืองรองเท้าเขียวยืนอยู่หน้าประตู บุคลิกท่าทางอบอุ่นอ่อนโยน แค่มองก็รู้ว่าเป็นคนดีที่คบหาได้ง่าย