กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1201.3 เพิ่มบุปผาลงบนผ้าแพร
เขาเบี่ยงตัวหันข้าง สองมือกุมหมัด ยิ้มบางๆ พูดกับทุกคนว่า “คุณชายของข้ารอทุกท่านอยู่ในห้องแล้ว”
เขาเคาะประตูพอเป็นพิธี แล้วก็ผลักประตูเปิดออกเบาๆ ครั้นจึงเบี่ยงกายหันข้าง รอให้แขกทุกคนเข้าไปในห้องหมดแล้ว เขาจึงปิดประตูลงเบาๆ อีกครั้ง
แสงตะวันที่สาดส่องระหว่างฟ้าดินกำลังดี เส้นแสงสีทองส่องทะลุผ่านหน้าต่างเข้ามาสาดลงบนร่างของบุรุษที่คลี่ยิ้มอบอุ่น
ลุกขึ้นยืนแล้ว เฉินผิงอันยิ้มอธิบายว่า “ร่างจริงยังประชุมอยู่ในห้องทรงพระอักษรของวังหลวง ทุกท่านโปรดอภัยด้วย”
ฉีฟางคลี่ยิ้มหวาน “ท่านราชครูเกรงใจกันแล้ว”
การประชุมคราวก่อนที่ศาลบุ๋น ทั้งสองฝ่ายแค่เห็นหน้ากันอยู่ไกลๆ เท่านั้น ดังนั้นนี่จึงเป็นครั้งแรกที่ฉีฟางได้สัมผัสกับเฉินผิงอันใกล้ชิดขนาดนี้
อีกทั้งนางยังรู้ความจริงมากกว่าหลัวฝูเมิ่ง ยกตัวอย่างเช่น เขาต่างหากถึงจะเป็นผู้ฝึกตนของไพศาลที่เอ่ยประโยคว่า “ถ้าอย่างนั้นก็รบ” ออกมาก่อนใคร
ความลับประเภทนี้กลับไม่อาจพูดให้ใครฟังได้ จำเป็นต้องเก็บกลั้นไว้ข้างใน พูดออกไปไม่ได้แม้แต่คำเดียว อันที่จริงทำให้ทรมานอย่างมาก
ก็เหมือนคนชอบดื่มสุราที่นั่งหันหน้าเข้าหาเหล้าหมักชั้นดี แต่กลับดื่มไม่ได้ รสชาตินี้เป็นอย่างไร มิอาจบอกกล่าวแก่คนอื่นได้
อันที่จริงถือว่าเฉินผิงอันไว้หน้ากันมากแล้ว เดิมทีก็เป็นพื้นที่มงคลร้อยบุปผาที่ต้องมาขอร้องผู้อื่น อย่างมากเฉินผิงอันก็แค่ให้พวกนางรออยู่ในเมืองหลวงเท่านั้น
ฉีฟางคือชื่อบ้านๆ ที่ธรรมดาสามัญอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเอามาใช้กับนางก็ถึงขั้นที่ว่าฟังแล้วออกจะเชยอยู่บ้าง
แต่หากจะพูดถึงความหมายแฝง ก็มีอยู่เหมือนกัน เช่น ความหมายที่ว่าร้อยบุปผาพากันเบ่งบาน (ป่ายฮวาฉีฟ่าง) หมื่นมวลดอกไม้พร้อมใจกันส่งกลิ่นหอม (ว่านเยี่ยนถงฟาง) หากพูดอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นชื่อดีที่ลงตัวไร้ที่ติอย่างมากแล้ว
บนโต๊ะวางอุปกรณ์ชงชาไว้เรียบร้อยแล้ว ถัวเหยียนฮูหยินจึงรับหน้าที่เป็นคนชงชาต้อนรับแขกอย่างเป็นธรรมชาติ นางเปิดกระปุกดีบุกออก หยิบใบชาก่อนเทศกาลชิงหมิงของปีนี้ซึ่งเป็นใบชาที่ดีที่สุดออกมา แล้วถือโอกาสเหลือบมองตราประทับด้านล่างกระปุกใบนี้เร็วๆ ด้วย
เฉินผิงอันมองไปทางเทพีบุปผาดอกเฟิงเซียน เป็นฝ่ายยิ้มชวนคุยก่อนว่า “ได้เจอกันอีกแล้วนะ คราวก่อนพูดคุยกับอาจารย์จางราบรื่นดีหรือไม่?”
เด็กสาวร้องอุทาน กลยุทธ์ที่นางเตรียมไว้ล้วนใช้ไม่ได้เลยหรือนี่
ยังดี เห็นว่าเด็กสาวอึ้งค้างอย่างโง่งม หลัวฝูเมิ่งทั้งช่วยเตือนแล้วก็ช่วยพูดไกล่เกลี่ยให้ด้วยว่า “อู๋ไฉ่ อย่าเสียมารยาท ราชครูถามเจ้าอยู่นะ”
เด็กสาวเทพีบุปผาพลันไม่รู้สึกตื่นเต้นอีกแล้ว นางเอ่ยว่า “ราบรื่น ราบรื่นอย่างมาก แผนการอันแยบยลของเซียนกระบี่เฉินร้ายกาจอย่างมากเลย!”
นางหมายจะยกนิ้วโป้งให้ตามจิตใต้สำนึก แต่โชคดีที่ถูกหลัวฝูเมิ่งยื่นมือมากดแขนของนางไว้ก่อนแล้ว เพียงแค่เพราะว่าการกระทำนี้ของอู๋ไฉ่จะต้องตามมาด้วยประโยคว่าเจ๋งจริงๆ….
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็ดี ข้าเองก็ถือว่ารักษาเงินฝนธัญพืชถุงนั้นไว้ได้แล้ว ได้เงินมาจากกระเป๋าของคนอื่นเป็นเรื่องยากมากที่สุด เงินที่ได้มากุมไว้ยังไม่ทันร้อนก็ต้องคืนกลับไปทันที นั่นคือเรื่องที่น่าเสียใจที่สุด”
พูดล้อเล่นที่น่าจะถือว่าเป็นมุกตลกขบขันไปแล้ว บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนมาเป็นเงียบสงัด เงียบจนเข็มตกก็คงได้ยิน
บางทีอาจเป็นเพราะมุกตลกนี้ของเฉินผิงอันธรรมดามาก และบางทีก็อาจเป็นเพราะเดิมทีพวกนางก็ไม่กล้าหัวเราะอย่างส่งเดชอยู่แล้ว
นี่ก็น่าจะเป็นดั่งคำกล่าวที่ว่าอำนาจในโลกมนุษย์ไม่ใช่ว่าผู้ที่อยู่ในตำแหน่งสูงกว่าวางท่าข่มผู้อื่นอย่างหยิ่งผยอง หรือไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์แบบใดก็ตาม แค่เปิดปากก็สามารถทำให้เสียงที่ดังจอแจเปลี่ยนมาเงียบสงัดได้ในทันที แล้วก็ไม่แน่เสมอไปว่าจะต้องอยู่ที่ขบวนเดินทางที่ใหญ่โตเอิกเกริก
อำนาจก็เหมือนใยแมงมุมที่มองไม่เห็น ยิ่งอำนาจมากเท่าไร จำนวนของใยแมงมุมก็ยิ่งมากและสามารถขยายออกไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น ใยแมงมุมวงที่อยู่ริมขอบนอกสุดก็จะสามารถม้วนหอบเอาเงินทอง สตรี ตำแหน่ง และความรักชอบโกรธเกลียดของคนอื่น ความขึ้นลงผันผวนในชีวิตมาได้มากกว่าเดิม
ตรงกึ่งกลางของใยแมงมุมจะมีจุดที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย นั่นก็คือการพบพราก ความสุขความทุกข์แต่ละชั้นที่ขยับขยายออกไปข้างนอก ค่อยๆ กลายมาเป็นความน่าตะลึงพรึงเพริด เป็นเกียรติยศและความอัปยศ ความเป็นความตายความร่ำรวยสูงศักดิ์ คือชะตาชีวิตของพวกเขา
ถัวเหยียนฮูหยินจ้องไปยังเตาที่บรรจุน้ำพุภูเขาไว้จนเต็ม น้ำเดือดแล้ว ส่งเสียงดังปุดๆ
เก็บอารมณ์ความคิดกลับคืนมา เฉินผิงอันเอ่ยเนิบช้าว่า “เรื่องของการขอโทษก็หนีไม่พ้นว่าปากพูดอย่างไร ในใจคิดอย่างไร รวมไปถึงลงมือทำอย่างไร”
ก่อนหน้านี้เนื่องจากฉีฟางไม่ได้เจอกับเฟิงอี๋ ดังนั้นหลัวฝูเมิ่งถึงพยายามทำจิตให้มั่นคง เอ่ยว่า
“พวกเราได้ปรึกษากับเจ้าแห่งบุปผาฉีแล้ว อันดับแรก ภายในเวลาร้อยปี ค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่เกี่ยวกับสวนดอกไม้ต้นไม้ของราชสำนักต้าหลี นับตั้งแต่จวนขุนนางน้อยใหญ่ระดับเขตการปกครองไปจนถึงมณฑล พื้นที่มงคลของพวกเราจะดูแลให้เอง พวกเรายินดีออกทั้งเงินและออกทั้งแรง”
“อันดับต่อมา พวกเราจะให้เทพีบุปผาจำนวนหลายสิบท่านเยื้องกรายมายังศาลเทพีบุปผาที่อยู่ในอาณาเขตของต้าหลี พยายามที่จะเพิ่มโชคชะตาให้กับภูเขาสายน้ำตามสถานที่ต่างๆ เท่าที่กำลังจะเอื้ออำนวย”
“หากยังรู้สึกว่าความจริงใจไม่มากพอ ราชครูเฉินกับเฟิงอี๋ก็สามารถยื่นข้อเสนอมาได้อีก ก่อนที่พวกท่านจะรู้สึกพึงพอใจ หนึ่งวันที่ยังเจรจากันไม่สำเร็จ เจ้าแห่งบุปผาฉีก็จะอยู่ในเมืองหลวงต้าหลีกับข้าต่อ”
ต้าหลีไม่ใช่ราชวงศ์ทั่วไป พวกเขาได้ครอบครองแจกันสมบัติทวีปถึงครึ่งหนึ่ง ค่าใช้จ่ายก้อนนี้ถือว่าไม่น้อยแล้ว
หากยังขยายลงไปถึงจวนขุนนางในระดับขั้นของอำเภออีก ไม่ใช่ว่าพื้นที่มงคลไม่อยากจะใจกว้างเรื่องเงินทองสักครั้ง แต่เป็นเพราะทำไม่ได้จริงๆ เรื่องของการสะสมเงินเทพเซียนให้ครบก็ยากอยู่แล้ว แต่พื้นที่มงคลคิดอยากจะระดมกำลังพลมาด้วยก็ยิ่งยากเข้าไปใหญ่
เว้นเสียจากว่าพื้นที่มงคลร้อยบุปผาทั้งแห่งจะย้ายมาอยู่ที่แจกันสมบัติทวีป เทพีบุปผาทุกคนตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่าจะใช้เวลาร้อยปีให้หมดไปกับราชสำนักต้าหลี นั่นถึงจะมีความมั่นใจได้ เพียงแต่ว่าเรื่องทำนองนี้ไม่อาจทำได้อย่างแน่นอน
เฉินผิงอันครุ่นคิดเรื่องนี้ ไม่ได้รีบร้อนบอกว่าได้หรือไม่ได้
ฉีฟางพลันใช้เสียงในใจถามว่า “อิ่นกวาน เขาสบายดีไหม?”
ในเมื่อนางเรียกเฉินผิงอันเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้น “เขา” คือใคร ก็ชัดเจนอย่างถึงที่สุดแล้ว นั่นก็คือสิงกวานหาวซู่ที่ในอดีตเคยไปซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่มงคลร้อยบุปผา
เฉินผิงอันใช้เสียงในใจตอบ “หาวซู่ฝึกตนอยู่ในนครเสินเซียวของป่ายอวี้จิง ถือว่าค่อนข้างราบรื่น เดิมทีขอบเขตของเขาก็สูงมากพออยู่แล้ว การลงมือหลายครั้งก็มีน้ำหนักที่เพียงพอ บวกกับสถานะที่โดดเด่นของเขา”
“ถึงอย่างไรก็มีตำแหน่งเป็นอดีตสิงกวาน ไม่พูดว่าหาวซู่สามารถเดินกร่างอยู่ในใต้หล้ามืดสลัวได้ แต่คิดจะเดินเอียงๆ ก็ไม่มีปัญหาใดๆ ต่อให้ทุกวันนี้ที่นั่นจะค่อนข้างวุ่นวาย ต่อให้หาวซู่ออกไปหาประสบการณ์ข้างนอกก็ไม่มีทางมีใครมาหาเรื่องเขา ไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด ดังนั้นเจ้าบุปผาฉีสามารถวางใจได้เลย”
ฉีฟางหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ อิ่นกวานพูดจาตลกขบขัน พอคิดถึงท่า “เดินเอียงๆ” ของหาวซู่ ก็ยิ่งรู้สึกตลกมากกว่าเดิม ความกลัดกลุ้มจางๆ ที่อบอวลอยู่หว่างคิ้วของนาง ราวกับว่าได้ถูกปัดเป่าให้หายไปเกลี้ยง
เด็กสาวเทพีบุปผาน่ารักไร้เดียงสาที่ชื่อว่าอู๋ไฉ่อัดอั้นมานาน ฉวยโอกาสช่องว่างที่ไม่มีใครพูดอะไร นางคิดหาถ้อยคำที่ตัวเองคิดว่าทั้งมีมารยาททั้งเหมาะสมออกมาได้ จึงวางจอกเทพีบุปผาที่วาดเป็นรูปดอกเฟิงเซียนในมือลง สองมือกุมกันเป็นหมัด
“ขอแสดงความยินดีด้วย เซียนกระบี่เฉินกับราชสำนักต้าหลีได้จับมือกันอย่างแข็งแกร่งแล้ว”
ฉีฟางรู้สึกอ่อนใจอยู่บ้าง ส่วนหลัวฝูเมิ่งกลับเครียดเล็กน้อย
พูดคุยกับบุคคลยิ่งใหญ่อย่างเฉินผิงอันอยู่ในห้องเป็นการส่วนตัวเช่นนี้ จำเป็นต้องระมัดระวังการกระทำและคำพูดให้ดี ต้องระวังแล้วระวังอีก เพราะเจ้าจะไม่มีทางรู้เลยว่าคำพูดประโยคไหนจะไปล่วงเกินอีกฝ่ายเข้า
ไม่ใช่แค่คำพูดมีหนังหน้ากั้นขวาง ใจคนมีหนังหน้าท้องกางกั้น ต้องเรียกว่ามีกลอุบายลึกล้าดั่งพันภูเขาหมื่นสายน้ำกั้นขวางเลยด้วยซ้ำ
ระหว่างที่เดินกันมา หลัวฝูเมิ่งก็ได้ตั้งใจเตือนอู๋ไฉ่โดยเฉพาะว่า อีกเดี๋ยวหากเจอราชครูเฉินแล้ว ให้ยึดหลักที่ว่าไม่หวังให้มีคุณความชอบ หวังเพียงว่าจะไร้ข้อผิดพลาด พยายามพูดให้น้อย ทางที่ดีที่สุดคือไม่ต้องพูดอะไรเลย
ถัวเหยียนฮูหยินรีบก้มหน้าลงต้มชา ทว่านิ้วเท้าในรองเท้าปักลายบุปผากลับจิกงอ รู้สึกกระอักกระอ่วนจริงๆ
หลัวฝูเมิ่งมีความเข้าใจพอๆ กับผู้ฝึกตนบนยอดเขาส่วนใหญ่ของใต้หล้าไพศาล สามารถพูดได้ว่าโชคชะตาของเฉินผิงอันโชติช่วงแล้ว และสามารถพูดได้ว่าเขาคือคนอดทนที่เพียรพยายามจนสวรรค์เห็นใจ แต่ไม่สามารถมองเขาเป็นคนที่มีความคิดเรียบง่ายได้เด็ดขาด
หากจะกล่าวว่าชีวิตมนุษย์เปรียบประหนึ่งถูกโอบล้อมด้วยขุนเขานับหมื่น ภูเขาลูกหนึ่งปล่อยให้ออกมา ภูเขาอีกลูกกลับขวางทาง บนเส้นทางก็จะมีด่านให้ต้องบุกฝ่าออกไปนับไม่ถ้วน ราชครูหนุ่มที่อายุน้อยๆ ก็ได้อยู่ตำแหน่งสูงตรงหน้าผู้นี้ ก็ไม่ได้เป็นเหมือนกันหรอกหรือ?”
ในอดีตยามอยู่บ้านเกิด ได้เจอกับฉีจิ้งชุนแห่งสำนักศึกษาซานหยา ซิ่วหูชุยฉาน ซิ่วไฉเฒ่า ไปถึงกำแพงเมืองปราณกระบี่ มีเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโส หลี่เซิ่งที่หวนกลับมายังใต้หล้าไพศาล เจิ้งจวีจง…
เพียงแต่ว่าผิดไปจากที่คาด เฉินผิงอันไม่เพียงแต่ไม่ทำสีหน้าไร้อารมณ์ แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน หรือถึงขั้นไม่ใช่แค่ยิ้มรับตามมารยาทเท่านั้น กลับกันเขายังกุมหมัด ยิ้มเอ่ยว่า
“ขอให้สมพรปากเจ้า ขอให้สมพรปากเจ้า”
เด็กสาวเกาหัว เพราะจริงใจเกินไป นางจึงเอ่ยอย่างเหนียมอายว่า “เซียนกระบี่เฉิน ทุกวันนี้ตำแหน่งชะตาเทพีบุปผาของข้าไม่สูง พลังตบะก็ตื้นเขินอย่างมาก ห่างจากขอบเขตปากอมกฎสวรรค์ของอริยะ หรือเอ่ยวาจาคาถาตามติดของเจินเหรินอีกไกลนัก เซียนกระบี่เฉินขอให้สมพรปากข้า บางทีอาจจะเป็นจริงไม่ได้นะ ฮ่า ฮ่าๆ”
เฉินผิงอันหัวเราะฮ่าๆ “ไม่เป็นไรๆ มากมารยาทไม่น่าตำหนิ คำพูดดีๆ ไม่รังเกียจว่ามีมากเกินไป”
หลัวฝูเมิ่งโล่งใจเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก เห็นว่าสีหน้าและคำพูดของเฉินผิงอันไม่คล้ายจะเสแสร้ง หรือว่านังหนูอู๋ไฉ่ผู้นี้จะเป็นคนโง่ที่มีโชคของคนโง่
โดยทั่วไปแล้ว อยู่ในตำแหน่งสูงมานาน หากไม่แสดงอำนาจเฉียบคมให้เห็นอย่างตื้นเขิน ก็ต้องเป็นการสั่งสมบารมีที่เก็บซ่อนไว้ภายในอย่างลึกล้ำ
ยกตัวอย่างเช่นเมื่อครู่นี้ ครั้งแรกที่หลัวฝูเมิ่งมองเห็นเฉินผิงอันที่หน้าประตูก็รู้สึกได้ถึงความกดดันแล้ว ในสมองของนางถึงขั้นว่างเปล่าไปชั่วขณะหนึ่ง
เหนี่ยนซินรู้สึกใคร่รู้อยู่บ้าง จึงใช้เสียงในใจถามว่า “ทำไมถึงดีต่อแม่นางน้อยเป็นพิเศษ?”
เฉินผิงอันใช้เสียงในใจยิ้มเอ่ย “ไม่มีเหตุผลยิ่งใหญ่อะไรหรอก ก็แค่ว่าตอนเด็กอยู่ที่บ้านเกิด หน้าประตูบ้านของหลิวเสี้ยนหยางมีดอกเฟิงเซียนอยู่ต้นหนึ่ง ออกดอกหลากสี ข้ากับกู้ช่านต่างก็รู้สึกว่าน่ามองมาก”
ถัวเหยียนฮูหยินส่งถ้วยกระเบื้องให้พวกเขาคนละใบ เห็นว่าสองฝ่ายพูดคุยกันได้ไม่เลว อารมณ์ของนางก็ผ่อนคลายลง
เฉินผิงอันรับถ้วยน้ำชามาแล้วเปิดปากเอ่ยว่า “มีเงื่อนไขสองข้อที่เป็นพื้นฐาน ข้ารู้สึกว่าไม่มีปัญหามากนัก แต่เฟิงอี๋จะเสนอข้อเรียกร้องเล็กๆ เพิ่มมาอีกข้อสองข้อหรือไม่ ตอนนี้ข้าเองก็ไม่กล้ารับรองอะไร”
เฉินผิงอันหันหน้ามามองเหนี่ยนซิน เอ่ยว่า “เหนี่ยนซิน คราวหน้าเจ้าไปหาเฟิงอี๋ที่ศาลเทพอัคคีพร้อมกับพวกเจ้าแห่งบุปผาฉี บอกไปว่าทางฝั่งข้าไม่มีความคิดเห็นอะไรแล้ว”
เหนี่ยนซินพยักหน้า
อู๋ไฉ่ไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกไปเองหรือไม่ นาทีนี้ราวกับว่าห้องทั้งห้องพลันสว่างไสวขึ้นมา
ฉีฟางพูดไปถึงตำราตราประทับสองเล่มนั้น ถามว่าราชครูเฉินมีฉบับสำเนาเก็บไว้บ้างหรือไม่ นางจะโชคดีขอยืมอ่านได้บ้างหรือไม่
ที่แท้ที่ธวัลทวีปก็มีจวนเซียนอยู่แห่งหนึ่งที่กิจการดีเยี่ยมอย่างมาก คัดเลือกเอาตำราตราประทับที่ยอดเยี่ยมที่สุดสิบเล่มตลอดพันปีที่ผ่านมาของใต้หล้าไพศาล ทำการจัดพิมพ์แล้วเผยแพร่ออกไป อย่าว่าแต่บนภูเขาเลย ยอดขายล่างภูเขาก็น่าตะลึงเช่นกัน
ตำราตราประทับลมสารดอกไม้ยี่สิบสี่ฤดู อยู่ในอันดับที่เก้า ไท่ซ่างเค่อชิงท่านหนึ่งของพื้นที่มงคลร้อยบุปผาเป็นคนเรียบเรียงด้วยมือตัวเอง ส่วนตราตราประทับสองร้อยเซียนกระบี่ที่เฉินผิงอันเรียบเรียงด้วยตัวเองในปีนั้นอยู่อันดับสาม
น่าเสียดายที่ตราตราประทับสองร้อยเซียนกระบี่ในท้องตลาด ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ต้นฉบับที่เขียนด้วยมือ ไม่อาจแสดงให้เห็นถึงพลังอำนาจและเสน่ห์ของตัวอักษรตราประทับเหมือนของเล่มจริงได้
เฉินผิงอันส่ายหน้าบอกว่าในมือตัวเองไม่มีฉบับสำเนาเหลืออยู่แล้ว
บรรยากาศของการพูดคุยยิ่งผ่อนคลายขึ้นเรื่อยๆ ถัวเหยียนฮูหยินวางใจได้อย่างสิ้นเชิงแล้ว ดังนั้นนางจึงยิ่งมีท่าทางสบายอารมณ์ ยังนินทาอยู่ในใจไปหลายประโยค
ต้อนรับเทพีบุปผาทั้งหลาย ถึงกับใช้จอกเทพีบุปผาของปลอมเสียนี่
ของที่เผาออกมาจากเตาเผาชาวบ้าน เมื่อปรากฏอยู่ในสายตาของตระกูลเซียน จะบอกว่าคุณภาพย่ำแย่ก็ไม่เกินจริงไปแม้แต่น้อย สีเคลือบหม่นหมอง สัมผัสมือหยาบกร้าน ดอกไม้วาดได้อย่างไร้ชีวิตชีวา ตัวอักษรที่เขียนก็ไร้เรี่ยวแรง…สรุปก็คือไม่มีอะไรที่สามารถเข้าตาได้สักอย่างเดียว
ถัวเหยียนฮูหยินอดไม่ไหวนินทาอยู่ในใจต่ออีกว่า อิ่นกวานหนออิ่นกวาน ขาดเงินถึงขั้นนี้เลยหรือ ใสซื่อไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมคนเกินไปหน่อยหรือไม่
ฉีฟางเป็นฝ่ายเอ่ยสัพยอกถึงเรื่องของจอกเทพีบุปผา นางบอกว่าคราวหน้าราชครูไม่เหมาะจะใช้จอกเทพีบุปผาของปลอมมารับรองแขกแล้ว กลับไปแล้วนางต้องเอาจอกเทพีบุปผาของจริงมามอบให้จวนราชครูหลายๆ ชุดเสียหน่อย
ถัวเหยียนฮูหยินใช้หางตามองประเมินใต้เท้าอิ่นกวาน เป็นอย่างไร อายหรือไม่ล่ะ?
น่าเสียดายที่นางประเมินหนังหน้าของเถ้าแก่รองต่ำเกินไป เฉินผิงอันยิ้มบอกว่าตนรอคอยประโยคนี้ของเจ้าแห่งบุปผาอยู่นี่แหละ
ดูเหมือนว่าครั้งนี้ฉีฟางจะพูดไม่ออก ถัวเหยียนฮูหยินจุ๊ปากเบาๆ หนึ่งที
เสี่ยวโม่ยืนอยู่นอกประตูเงียบๆ มองไปยังห้องที่เงียบสงบห้องนั้น
คนเฝ้าศาลของศาลเทพีบุปผาคือผู้ฝึกตน แต่นางขอบเขตไม่สูง อายุสี่สิบกว่าปี ยังเป็นแค่ขอบเขตถ้ำสถิตที่เดินทางลัดคนหนึ่ง
อันที่จริงเย่ม่านรู้ดีว่าในห้องนั้น หากไม่ใช่คนรวยก็ต้องเป็นคนสูงศักดิ์ ล้วนเป็นคนของตระกูลเซียน ไม่มีทางที่ใครจะเรียกให้นางไปทำเรื่องจุกจิกอะไร แต่นางก็ยังคงรอคอยอย่างอดทน
ถึงอย่างไรก็เป็นราชครูของหนึ่งแคว้น จะมีภารกิจรัดตัวมากแค่ไหน แค่คิดก็พอจะรู้ได้ จะเอาแต่คุยเล่นกันต่อไปก็คงไม่ได้ ฉีฟางจึงเตรียมจะลุกขึ้นบอกลา