กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1201.4 เพิ่มบุปผาลงบนผ้าแพร
เฉินผิงอันวางถ้วยน้ำชาลง เอ่ยว่า “ข้ามีข้อเสนออย่างหนึ่ง ไม่สู้พวกเจ้าลองฟังดู”
เส้นเอ็นหัวใจของฉีฟางหดรัดตัวทันที “ราชครูเชิญพูด”
เฉินผิงอันกล่าว “ร้อยกว่ามณฑลในราชสำนักต้าหลีของพวกเรา บังเอิญสอดคล้องกับพื้นที่มงคลร้อยบุปผาพอดี ทุกมณฑลสามารถมีดอกไม้ประจำมณฑลของตัวเองได้ ทางการจะสร้างศาลเทพีบุปผาแห่งหนึ่งขึ้นมา เทพีบุปผาท่านหนึ่งก็จะถูกตั้งเทวรูปบูชาเพื่อเสวยสุขกับควันธูปได้”
“ศาลเทพีบุปผาประเภทนี้ไม่ต้องมีขนาดใหญ่เกินไป หลีกเลี่ยงไม่ให้แขกเด่นกว่าเจ้าบ้าน พื้นที่มงคลก็แค่ต้องมอบกระดาษแผนที่แผ่นหนึ่งมาให้ พร้อมแนบความชื่นชอบและเรื่องที่เทพีบุปผาแต่ละท่านสนใจเป็นการส่วนตัวมา ส่วนค่าใช้จ่ายในการสร้างที่เกี่ยวข้องก็ไม่จำเป็นต้องให้พวกเจ้าควักกระเป๋าจ่ายกันเอง”
“ต้าหลียังมีแคว้นใต้อาณัติที่ยังไม่ถอดถอนชื่อแคว้นอีกสามสิบกว่าแห่ง หลักการเดียวกัน สามารถเลือกดอกไม้ประจำแคว้นของตัวเองได้”
“หากรู้สึกว่าการกระทำนี้สามารถทำได้ ถ้าอย่างนั้นดอกไม้ประจำมณฑลก็ดี ดอกไม้ประจำแคว้นก็ช่าง ก็ต้องดูว่าพวกเจ้าถูกชะตากับมณฑลหรือแคว้นใต้อาณัติแห่งใดหรือไม่ จะปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดไปเองฝั่งเดียวไม่ได้”
“เรื่องของการบูชาด้วยควันธูปนั้นไม่หลอกลวงคนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นใครที่ยินยอมพร้อมใจอยู่ฝ่ายเดียว ควันธูปก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างยาวนาน ดังนั้นจึงต้องให้เทพีบุปผาทุกท่านไปเยือนอาณาเขตของต้าหลีกันสักรอบ”
“ถึงเวลานั้นกรมพิธีการของเมืองหลวงต้าหลีและเมืองหลวงสำรอง รวมไปถึงกองทัพที่ประจำการอยู่ในมณฑลต่างๆ รวมไปถึงขุนนางที่เกี่ยวข้อง รับผิดชอบคอยให้การปกป้องเทพีบุปผาของพื้นที่มงคล เลือกมณฑลหรือแคว้นใต้อาณัติที่ตัวเองถูกชะตา ขุนนางประเภทนี้จะมีจำนวนไม่มากนัก หากว่ามีความจำเป็น ราชสำนักต้าหลียังสามารถสร้างที่ว่าการแห่งหนึ่งขึ้นมาให้ได้ชั่วคราว ยกตัวอย่างเช่น ให้เซวี๋ยเจิ้งของแต่ละมณฑลเป็นคนติดต่อประสานงานกับพวกเจ้า ที่ว่าการที่ว่านี้มีระยะเวลาจำกัดนานสุดแค่ปีเดียวก็จะถูกยุบทิ้งแล้ว”
“พวกเจ้ารีบให้ข้อสรุปกับข้าหน่อย หากรู้สึกว่าไม่ควรทำ ก็ไม่ต้องคิดมาก จะไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจของสองฝ่ายก่อนหน้านี้เด็ดขาด หากรู้สึกว่าไม่มีปัญหา ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะเอาเรื่องนี้ไปเสนอในการประชุมเล็กของห้องทรงพระอักษรโดยตรง”
เหนี่ยนซินที่นั่งอยู่ริมสุดนอกจากจะยกถ้วยน้ำชาแล้ว ก็คงค้างอยู่ในท่าหลับตาทำสมาธิอยู่ตลอด
ถัวเหยียนฮูหยินตกตะลึงอย่างหนัก ในอดีตตอนที่ใต้เท้าอิ่นกวานออกท่องยุทธภพ ไม่ใช่ว่าขึ้นชื่อว่า “ชอบบดขยี้บุปผาอย่างโหดเหี้ยม” หรอกหรือ? พูดถึงแค่ในอดีตตอนที่ไปเยือนสวนดอกเหมย วิธีการในการปล้นสะดมของเขา นางก็เคยได้สัมผัสกับตัวเองมาก่อนแล้ว
ฉีฟางครุ่นคิดอยู่เงียบๆ แม้ว่าจะรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก แต่นี่เป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญมาก นางจำต้องชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียซ้ำไปซ้ำมา
หลัวฝูเมิ่งรู้สึกอึ้งตะลึงไปเล็กน้อย ถึงกับมีเรื่องดีแบบนี้ด้วยหรือ?
เทพีบุปผาดอกเฟิงเซียนก็ปากอ้าตาค้าง คงไม่ใช่ว่าตนก็สามารถสร้างศาลเฉพาะของตัวเองขึ้นมานอกพื้นที่มงคลร้อยบุปผาได้เหมือนกันหรอกนะ?
ถัวเหยียนฮูหยินมองใต้เท้าอิ่นกวานที่มีสีหน้านิ่งเฉย ก่อนหน้านี้นางยังรู้สึกว่าเขากลายมาเป็นราชครูต้าหลี พื้นที่มงคลร้อยบุปผาก็ต้องเหมือนถูกมัดมือมัดเท้า อย่างน้อยที่สุดเรื่องที่จะให้เขาไปเป็นไท่ซ่างเค่อชิงก็ไม่มีอะไรให้ต้องคุยกันอีกแล้ว
คิดไม่ถึงว่าประโยคถัดมาของเฉินผิงอันจะยิ่งทำให้พวกฉีฟางตกใจสะดุ้งโหยง
“นี่ยังเป็นเรื่องเล็ก จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร”
พอเขาเอ่ยเช่นนี้ ต่อให้เป็นอู๋ไฉ่ที่ใจใหญ่ก็ยังยืดหลังนั่งตัวตรงตามจิตใต้สำนึก
เฉินผิงอันกล่าว “เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับลำน้ำใหญ่ที่ใบถงทวีปที่ยังขุดเจาะไม่เสร็จ”
อย่าว่าแต่พวกฉีฟาง หลัวฝูเมิ่งเลย ต่อให้เป็นเหนี่ยนซินก็ยังมึนงง คงไม่อาจเป็นสิงโตที่อ้าปากกว้าง เปลี่ยนวิธีมาขอยืมเงินจากพื้นที่มงคลร้อยบุปผาหรอกกระมัง?
“เมื่อการขุดเจาะลำน้ำใหญ่ที่ใบถงทวีปสิ้นสุดลง ก็จำเป็นต้องมีการ “แต่งตั้งอย่างถูกต้อง” เมื่อถึงเวลานั้นก็ต้องมีอริยะของศาลบุ๋นมาเยือนด้วยตัวเอง พอดีกับที่ซิ่วไฉเฒ่าผสานมรรคากับดินอำนวยของสามทวีป และใบถงทวีปก็เป็นหนึ่งในนั้นพอดี”
ฉีฟางยิ้มเอ่ย “ราชครูโปรดวางใจ หากพื้นที่มงคลร้อยบุปผาของพวกเราสามารถร่วมแรงร่วมใจทำภารกิจที่ยิ่งใหญ่ได้ ก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างถึงที่สุด”
เฉินผิงอันส่ายหน้า กล่าวต่ออีกว่า “ข้าอยากเชิญพวกเจ้าไปสร้างลำน้ำร้อยบุปผาที่ไม่เคยมีมาก่อนตลอดหมื่นปีในโลกมนุษย์ไว้ที่ใบถงทวีป”
ลำน้ำร้อยบุปผา!
คิดอยากจะกระตุ้นเรื่องนี้ให้สำเร็จและทำให้ได้ดี ต่อให้ความยากจะมีมากแค่ไหน ก็คงไม่ยากไปกว่าการขุดเจาะลำน้ำใหญ่ใหม่เอี่ยมเส้นหนึ่งขึ้นมา อย่างหลังนี้เรียกว่าสร้างให้มีจากไม่มีโดยแท้
หากทำสำเร็จก็จะเป็นการ “เพิ่มบุปผาลงบนผ้าแพร” ที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนและจะไม่มีใครทำได้อีก
สามารถสร้างความมั่นคงให้กับโชคชะตาของภูเขาสายน้ำ สองฟากฝั่งของลำน้ำใหญ่ก็จะลดทอนภัยแล้งและอุทกภัยไปได้มาก จะมีดินแดนอู่ข้าวอู่น้ำเพิ่มขึ้นเยอะกว่าเดิม ชาวบ้านมีอาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ ได้กินอิ่มกันทุกปี
หลัวฝูเมิ่งไม่สนเรื่องกิริยามารยาทอะไรแล้ว นางยื่นมือไปคว้าแขนของฉีฟางที่อยู่ข้างกายไว้อย่างแรง ใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “เจ้าแห่งบุปผา จะลังเลอีกไม่ได้เด็ดขาด!”
สีหน้าของฉีฟางสดใสมีชีวิตชีวา ลำน้ำแห่งร้อยบุปผา! แค่นึกถึงภาพที่จะเกิดขึ้นในโลกมนุษย์วันข้างหน้า ภาพที่ร้อยบุปผาเบ่งบานไปทั่วสองฟากฝั่งของลำน้ำใหญ่ นางก็รู้สึกใฝ่ฝันหายิ่งแล้ว!
“นอกจากชื่อเสียงภายนอกและชื่อเสียงอันงดงามแล้ว ทางฝั่งของศาลบุ๋นแผ่นดินกลางก็จะยังบันทึกคุณความชอบของพวกเจ้าไว้ด้วย”
เฉินผิงอันเพียงพูดด้วยสีหน้านิ่งสงบ “นี่ก็คือการตอบแทนของข้า มีแค่นี้เท่านั้น แต่เรื่องของการเสนอความดีความชอบ หากพวกเจ้าไม่สะดวกจะเปิดปากพูด หรือพวกเจ้าพูดแล้ว แต่คุณความชอบที่ทางศาลบุ๋นมอบให้น้อยกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ ถ้าอย่างนั้นข้าจะไปเยือนศาลบุ๋นแผ่นดินกลางด้วยตัวเอง ช่วยอธิบายหลักการเหตุผลแทนพวกเจ้า ทวงคืนความเป็นธรรมมาให้พวกเจ้า”
ถัวเหยียนฮูหยินเหม่อมองบุรุษที่ทั้งคุ้นเคยและทั้งแปลกหน้าผู้นี้
“หากทางศาลบุ๋นไม่อาจพูดคุยกันด้วยเหตุผล” เฉินผิงอันหยุดชะงัก ก่อนเอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า “ข้าจะทำอย่างไรได้อีก? ทำอะไรไม่ได้หรอก”
เฉินผิงอันหัวเราะ “ทำการค้าครั้งใหญ่จะไม่มีความเสี่ยงเลยได้อย่างไร”
ครั้งนี้มีหรือที่ฉีฟางจะเกิดความลังเลอย่างเลอะเลือน นางไม่ปกปิดสีหน้าตื่นเต้นของตัวเองแม้แต่น้อย เอ่ยอย่างหนักแน่นว่า
“ท่านราชครู ตอนนี้ข้าสามารถตัดสินใจให้ท่านได้เลย ไม่จำเป็นต้องไปปรึกษากันที่พื้นที่มงคลแล้ว เรื่องนี้ หากข้าไม่ตอบตกลง ปล่อยให้พลาดไป ถ้าอย่างนั้นข้าฉีฟางก็จะต้องกลายเป็นคนผิดที่มีโทษมหันต์ของพื้นที่มงคลร้อยบุปผาแล้ว!”
“ไม่จำเป็นต้องพูดกันถึงเรื่องเงิน!”
ความร่ำรวยสูงศักดิ์ที่ท่วมท้นฟ้าครั้งนี้ หากพลาดไปบนมือของนางฉีฟาง ถ้าอย่างนั้นนางก็สามารถออกจากตำแหน่งเจ้าแห่งบุปผาได้แล้ว
“ท่านราชครู สรุปว่าพวกเราตกลงกันตามนี้แล้วนะ?!”
ไม่เพียงแค่ฉีฟางเท่านั้น อันที่จริงเทพีบุปผาทั่วทั้งพื้นที่มงคลต่างก็มีปมในใจที่ยากจะเอื้อนเอ่ยออกมาได้ นั่นก็คือชื่อเสียงของถ้ำสวรรค์จู๋ไห่ คือชื่อเสียงของฮูหยินภูเขาชิงเสินที่จะต้องเหนือกว่าพื้นที่มงคลร้อยบุปผาแห่งใต้หล้าไพศาลอยู่เสมอ
การประชุมในศาลบุ๋นคราวก่อน ฮูหยินภูเขาชิงเสินเองก็เข้าร่วมการประชุมเช่นกัน ฉีฟางมองไกลๆ ไปเห็นท่าทีที่ห่างเหินกับทุกคนเสมอของฝ่ายหลัง ฉีฟางก็ทั้งริษยา ทั้งยอมรับนับถือ แล้วก็ยิ่งผิดหวัง
หลัวฝูเมิ่งสามารถจินตนาการได้เลยว่า ‘ลำน้ำแห่งร้อยบุปผา’ สายนี้ ในอนาคตจะต้องกลายเป็นหนึ่งในสิบทัศนียภาพที่งดงามสมชื่อของไพศาลอย่างแน่นอน!
เฉินผิงอันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “อย่าเพิ่งพูดเต็มปากนัก จะได้ดื่มเหล้าในงานเลี้ยงฉลองหรือไม่ จะต้องแยกย้ายกันไปด้วยความไม่สบอารมณ์กลางคันหรือไม่ ตอนนี้ยังบอกไม่ได้”
ราวกับการสาดน้ำเย็นๆ ใส่หน้า ฉีฟางอึ้งตะลึง พยายามบังคับให้ตัวเองสงบสติอารมณ์เอาไว้ อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ราชครูเฉินคิดว่าตนคือคนที่สามารถร่วมงานด้วยได้
เฉินผิงอันกล่าว “คำพูดไม่น่าฟังเอามาพูดกันก่อน ถึงอย่างไรก็ดีกว่าสวมรอยเป็นคนดีอย่างเลอะเลือน หากถึงเวลาที่ต้องทำอะไรจริงๆ เดี๋ยวก็เจออุปสรรคตรงนั้น เดี๋ยวก็เจอขวากหนามตรงนี้ จะกลายเป็นว่าล้วนมีแต่ปัญหา ล้วนมีแต่คนเลว”
ฉีฟางพยักหน้า “ควรต้องเป็นเช่นนี้”
เฉินผิงอันหรี่ตาลง “การทำเรื่องที่จับต้องได้จริง หากราชสำนักต้าหลีของพวกเราเรียกตัวเองว่าเป็นที่สอง ทั่วทั้งใต้หล้าไพศาลก็ไม่มีใครกล้าบอกว่าตัวเองเป็นที่หนึ่ง ดังนั้นหากพวกเราสองฝ่ายจะร่วมมือกันจริงๆ ความไม่พอใจครั้งสองครั้ง หรืออาจถึงขั้นทะเลาะโต้เถียงกัน ข้าเข้าใจได้ สามารถรับได้”
“กว่าทั้งสองฝ่ายจะมีความเข้าใจกันโดยที่ไม่ต้องเอื้อนเอ่ยก็ต้องมีขั้นตอนให้ก้าวข้ามไป แต่ข้าไม่ต้องการให้พวกเจ้ามาร้องระบายทุกข์กับข้าเพื่อฟ้องใครครั้งแล้วครั้งเล่า ในเมื่อจะทำเรื่องที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะมีโอกาสที่จะคว้าเรื่องดีอย่างการมีคำกล่าวขานที่ไพเราะว่า “งานสำเร็จในยุคปัจจุบัน แต่คุณูปการจะสืบไปอีกชั่วกาล” ถ้าอย่างนั้นราชสำนักต้าหลีก็ดี พื้นที่มงคลร้อยบุปผาก็ช่าง พวกเราไม่ว่าใครก็อย่าได้ทำตัวไร้เหตุผลจนเกินไปนัก”
“หากมีแค่เฉินผิงอันแห่งภูเขาลั่วพั่วที่ทำการค้ากับพวกเจ้า แน่นว่าสามารถพูดได้ง่ายหน่อย ไม่ต้องกลัวว่าจะขาดทุนเลยด้วยซ้ำ เพราะสามารถอธิบายด้วยประโยคว่า “ถึงอย่างไรก็หวังดี’ ได้”
เฉินผิงอันเอนกายไปด้านหลัง พรูลมหายใจออกมาเบาๆ หนึ่งที เอ่ยเสียงเบาว่า “ถึงอย่างไรข้าก็แค่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ฝึกตนทำเนียบของภูเขาลั่วพั่วเท่านั้น หากเกิดช่องโหว่มีข้อผิดพลาด ข้าก็มั่นใจว่าตัวเองสามารถรับผิดชอบสถานการณ์ทั้งหมดได้”
“แต่ในฐานะราชครูต้าหลี ข้าต้องมีความรับผิดชอบต่อราชสำนักต้าหลี แล้วก็ต้องรับผิดชอบต่อชาวบ้านที่ใช้ชีวิตอยู่สองฟากฝั่งของลำน้ำใหญ่ในใบถงทวีป”
เฉินผิงอันยืดเอวตรง โน้มกายมาด้านหน้าเล็กน้อย จ้องไปที่ฉีฟางและหลัวฝูเมิ่ง
“ใครที่ทำให้ข้าลำบากใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ข้ารู้สึกเสียใจภายหลังกับการตัดสินใจของตัวเอง ใครทำให้เรื่องดีๆ เรื่องหนึ่งที่เดิมทีต่างฝ่ายต่างสามารถช่วงชิงผลประโยชน์มาได้กลายเป็นเรื่องร้ายที่เละเทะ ข้าก็จะทำให้เขารู้ว่าอะไรที่เรียกว่าหนึ่งปีมีสามร้อยหกสิบห้าวัน ทุกวันล้วนเป็นด่านสิ้นปีที่ยากจะก้าวข้ามผ่านไป”
เสี่ยวโม่ที่อยู่นอกห้องสายตาอ่อนโยน
ผู้ฝึกตนหญิงที่อยู่ในห้องด้านข้าง นางยังครุ่นคิดอยู่ว่าควรจะละลาบละล้วงขอเทียบอักษรฉบับหนึ่งจากแขกท่านนั้นดีหรือไม่ หากตัวอักษรธรรมดาจะแขวนไว้ในห้องด้านข้าง แต่หากเขียนได้ดีก็จะแขวนไว้ในห้องหลัก
ในห้อง… อู๋ไฉ่รู้สึกหวาดกลัวเซียนกระบี่เฉินในเวลานี้อยู่บ้าง
ดูเหมือนถัวเหยียนฮูหยินจะใจลอย เหนี่ยนซินกลับไม่รู้สึกว่ามีอะไรไม่เหมาะสม
หลังจากที่เส้นสายชัดเจนแล้ว เหนี่ยนซินก็รู้แล้วว่าการค้าครั้งนี้จะต้องมีรากเหง้ายาวไกลและจะสืบเนื่องไปอย่างยาวนาน อันที่จริงเฉินผิงอันไม่ได้พูดอย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าทางฝั่งของพื้นที่มงคลร้อยบุปผาก็น่าจะเข้าใจ
เฉินผิงอันต้องการอาศัยพื้นที่มงคลร้อยบุปผาสร้างอิทธิพลต่อทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง รวมไปถึงการปรากฏของลำน้ำแห่งร้อยบุปผาสายนี้ ร้อยปีพันปีจะสืบเนื่องต่อไปไม่ขาดช่วง จะนำพาให้ผู้ฝึกตนจำนวนมากกว่าเดิมไปเยือนใบถงทวีป คนต่างก็ไปกันแล้ว เส้นทางทำเงินก็มีแล้ว ทั้งความนิยมและรายได้ก็มีพร้อมแล้ว ถ้าอย่างนั้นใบถงทวีปที่พังภินท์ยับเยินก็จะค่อยๆ มีพลังชีวิต ภูเขาสายน้ำของในทวีปก็จะเหมือน….ไม้แก่เหี่ยวแห้งที่เจอกับวสันตฤดู
นี่ก็น่าจะเป็นความร้ายกาจของทฤษฎีผลงานอันเป็นรูปธรรมของชุยฉาน ศิษย์พี่ของเขาท่านนั้นสินะ?
ฉีฟางลุกขึ้นยืน ถอยหลังไปสามก้าว ถึงกับประสานมือคารวะ “ข้าขอขอบคุณในคำสั่งสอนของอาจารย์เฉินแทนพื้นที่มงคลร้อยบุปผาด้วย!”
หลัวฝูเมิ่งกับอู๋ไฉ่ หรือแม้กระทั่งถัวเหยียนฮูหยิน พวกนางต่างก็ลุกขึ้นยืนพร้อมกันเอ่ยขอบคุณบุรุษผู้นี้จากใจจริง
หลังจากนั้นเฉินผิงอันก็เดินออกจากห้องไปก่อน บางทีอาจเป็นเพราะแสงแดดแยงตาเขาจึงยื่นมือมาป้องอยู่ตรงหว่างคิ้ว
เสี่ยวโม่เดินตามมาด้านหลังคุณชายที่เอาสองมือไพล่หลัง ตอนที่พวกเขาเดินลงจากขั้นบันได ผู้ฝึกตนหญิงที่เป็นคนเฝ้าศาลก็เดินเร็วๆ ออกมาจากห้องด้านข้าง เอ่ยเสียงเบาว่า
“แขกผู้สูงศักดิ์โปรดหยุดก่อน”
เฉินผิงอันหยุดเดิน เอาสองมือออกมาจากชายแขนเสื้อ ยิ้มถามว่า “มีอะไรหรือ”
เย่ม่านถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ขอละลาบละล้วงถามสักคำ แขกผู้สูงศักดิ์แซ่อะไรหรือ?”
เฉินผิงอันลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยไปว่า “แซ่เฉิน”
เย่ม่านคล้ายจะเสียดายเล็กน้อย นางเอ่ยอย่างเขินอายว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จำคนผิดแล้ว”
เฉินผิงอันไม่ได้ถามถึงสาเหตุ เพียงแค่ยิ้มเอ่ยว่า “ไม่เป็นไร”
ออกมาจากศาลเทพีบุปผา เดินไปบนถนนที่ยังคงคึกคักกับเสี่ยวโม่ เฉินผิงอันที่เงียบอยู่นาน จู่ๆ ก็เปิดปากเอ่ยว่า “เสี่ยวโม่?”
แต่เสี่ยวโม่กลับรู้ใจอีกฝ่ายเป็นอย่างดี รู้ว่าคุณชายบ้านตนอยากจะถามอะไร จึงตอบไปว่า “วันหน้าคุณชายก็จะเป็นคนดีเหมือนกัน”
เสี่ยวโม่เอ่ยเสริมไปประโยคหนึ่งว่า “พวกเราต่างก็กำลังติดตามท่าน”
เฉินผิงอันสอดสองมือรองไว้ใต้ท้ายทอย พึมพำว่า “แบบนี้เองหรือ?”
หนึ่งในรากฐานของทฤษฎีผลงานที่เป็นรูปธรรมของศิษย์พี่ชุยฉานก็คือการตอบแทน
ใช้ผลประโยชน์ชื่อเสียงและลาภยศมาล่อลวงคน เจ้าก็ต้องให้ทรัพย์สินเงินทอง ให้การเลื่อนขั้นขุนนางที่มากพอแก่เขา หมวกขุนนางใหญ่พอแล้วก็มอบสมัญญานามไปให้ ให้ทิ้งตำนานเล่าลือไว้ในประวัติศาสตร์ของทางการ หรือไม่ก็ให้พวกเขาเห็นเงินทองที่แท้จริง
ใช้คุณธรรมเมตตาธรรมล่อลวงคน เจ้าก็ต้องมอบหนทางที่เขาใช้แสดงและสานฝันอันยิ่งใหญ่ของตน ไม่ว่าจะเป็นชื่อเสียงในวงการการประพันธ์ซึ่งเป็นเกียรติยศอันสูงสุดของเหล่าปัญญาชน หรือจะเป็นอุดมการณ์ในการปกครองบ้านเมืองให้ร่มเย็น ล้วนต้องมอบให้กับพวกเขา
ใช้ความเป็นอมตะและมหามรรคาล่อลวงคน เจ้าก็ต้องมอบสมบัติวิเศษแห่งฟ้าดิน ตำราลับ ตาราวิเศษ สมบัติหนักตระกูลเซียนที่มากพอให้กับเขา ต้องให้พวกเขาฝ่าทะลุขอบเขตไปทีละขั้นอย่างมั่นคง เดินขึ้นสูงไปบนภูเขาทีละก้าว
ทำความทะเยอทะยานและความปรารถนาของพวกเขาให้เป็นจริง มอบความอิสระที่ในใจพวกเขาใฝ่ฝันหา
รากฐานที่สองก็คือทำให้ทุกคนทั้งหวาดกลัวทั้งเคารพ เมื่อเห็นข้าก็เหมือนกับได้เห็น “สิ่งที่มิอาจล่วงรู้” ไปตลอดกาล
รากฐานที่สามก็คือ…การเดินอย่างโดดเดี่ยว อยู่อย่างเดียวดาย คาดว่าผู้สันโดษอย่างแท้จริง น่าจะไม่ใช่สัตว์ป่า แต่เป็นทวยเทพ
เดินไปเดินมาก็เห็นว่าหนิงเหยายืนอยู่ห่างไปไม่ไกล นางกำลังกินถังหูลู่เคลือน้ำตาล ในมือยังถือถังหูลู่ไว้อีกไม้หนึ่ง นางยกมือขึ้นโบก รอคอยเฉินผิงอัน