กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1202.1 หมื่นขุนเขาพร้อมใจกันรับโองการ
ยอดเขาจี้เซ่อภูเขาลั่วพั่ว
มีชายเกียจคร้านลุกขึ้นมาใส่เสื้อแล้ว
เดินไปหยิบไม้แคะฟัน ในกระบอกไม้ไผ่บนโต๊ะคาบไว้ในปากด้วยความเคยชิน
ออกจากห้องมาแล้ว แสงแดดเจิดจ้า ดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงแรงกล้าลอยขึ้นสูงแล้ว
ในลานเรือนมีคนมารออยู่ก่อนแล้ว
นอกจากเจิ้งต้าเฟิ่ง และเวินจื่อซี่ที่สอนหมัดอยู่ที่ภูเขาเที่ยวอวี๋แล้ว
ยังมีนักพรตหนุ่มที่ปักปิ่นไม้บนมวยผมกับเด็กชายชุดเขียวที่สีหน้าเคร่งขรึม
พวกเขาต่างก็กำลังรอจงเชี่ยนอยู่
สายตาของจงเชี่ยนกวาดไปบนใบหน้าพวกเขา ขยับเท้าก้าวเดินนำไปก่อน
ไปเดินอยู่ด้านหน้าสุดของกลุ่มคน
บนร่างของผู้ฝึกยุทธขอบเขตร่างทองผู้นี้มีพลังอำนาจเฉพาะตัวที่มองไม่เห็นอยู่อย่างหนึ่ง
บรรยายได้ด้วยสี่คำว่า ตามพี่ใหญ่มา!
เพื่อนกินข้าวอย่างพวกเวินจื่อซี่เดินตามพี่ใหญ่ที่มีพลังอำนาจเต็มเปี่ยม
ฝีเท้ามั่นคงและสภาพจิตใจก็ยิ่งยอดเยี่ยมที่นำทางอยู่ข้างหน้าไป
บุกเข่นฆ่าไปทางเรือนของพ่อครัวเฒ่า
วันนี้จะต้องกินดื่มให้อิ่มหนำ จะต้องให้ชามข้าวไม่เหลือแม้แต่ทหารสักคนหรือกองทัพสักกองเดียว!
ในเมื่อเข้ามาอยู่ในภูเขาลั่วพั่วแล้ว อาหารสามมื้อในหนึ่งวันล้วนต้องดูแลพวกเขา
แต่การที่จงเชี่ยนมีคุณธรรมชื่อเสียงสูงส่งเช่นนี้ก็เพราะเขาอาศัยความสามารถช่วงชิงอาหารมื้อดึกของทุกวันมาให้กับทุกคนได้
ขบวนเดินทางยิ่งขยายใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ
หมี่ลี่น้อยที่เพิ่งจะลาดตระเวนภูเขาเสร็จกับเด็กชายผมขาวก็ติดสอยห้อยท้ายมากับขบวนนี้ด้วย
หน่วนซู่ที่ครั้นฟ้าสางก็ลุกขึ้นกวาดล้าง ทำความสะอาดลานบ้านก็ทำงานเสร็จแล้ว แล้วก็เดินมาทางพวกเขาเช่นกัน
เฉินหลิงจวินถามเสียงเบา “ขุนนางผู้เรียบเรียงตำรา ก่อนหน้านี้แสงกระบี่สว่างจ้าแสบตาพวกนั้นพุ่งไปที่หอบูชากระบี่ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ไหนลองเล่าให้ฟังหน่อยสิ หากเป็นพวกแข็งกร้าวเหี้ยมเกรียม ข้าจะได้ไปสืบเสาะให้รู้แน่ชัด”
เด็กชายผมขาวเอ่ย “ดูเหมือนว่าต่างก็เป็นเซียนกระบี่ที่มาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ ก่อนหน้านี้ติดตามเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉี ตอนนี้ติดตามเจ้าขุนเขาของพวกเราแล้ว”
เฉินหลิงจวินกระจ่างแจ้งในฉับพลัน “ถ้าอย่างนั้นก็เป็นคนกันเองแล้ว นายท่านเจ้าขุนเขาไม่อยู่ในภูเขา อีกเดี๋ยวรอกินข้าวเช้าเสร็จแล้ว ข้าจะไปรับรองแขกผู้สูงศักดิ์ที่นั่นสักหน่อย”
เซียนกระบี่กลุ่มใหญ่ที่เข้าร่วมงานพิธีของต้าหลีเสร็จก็มาพักอยู่ที่หอบูชากระบี่ของภูเขาลั่วพั่วชั่วคราว
เนื่องจากทางฝั่งของเมืองหลวงต้าหลีได้เกิดภาพเหตุการณ์ผิดปกติระหว่างฟ้าดินขึ้น
เซี่ยโก่ว เสี่ยวโม่และหนิงเหยาก็เลยทยอยกันย้อนกลับมาทางเดิม
ก่อนหน้านี้รู้อย่างกะทันหันว่าเฉินผิงอันพิสูจน์มรรคาบินทะยานแล้ว
อิ่นกวานหนุ่มยังข้ามผ่านสองใต้หล้าออกไป พวกเขาแต่ละคนก็ไม่ยินดีจะตรงดิ่งไปที่อาณาเขตของภูเขาลั่วพั่วแล้ว
อะไรนะ ไปชมทัศนียภาพของป่ายอวี้จิงที่ใต้หล้ามืดสลัวแล้ว?
คือความยินดีที่ไม่คาดฝัน ช่างเป็นความยินดีที่ไม่คาดฝันจริงๆ
เข้าร่วมงานพิธีที่ต้าหลีเสร็จ ถึงกับยังมีเรื่องดีแบบนี้รอพวกเขาอยู่ด้วยหรือ?!
พวกเกาส่วงเห็นเรื่องสนุกก็กลัวว่าจะไม่ครึกครื้นมากพอ ทำท่าหมายมั่นปั้นมือ
อยากจะติดตามอิ่นกวานหนุ่มไปเป็นแขกที่ใต้หล้ามืดสลัวด้วย
จะเปลี่ยนจากการดูเรื่องสนุกมาเป็นเรื่องสนุกในสายตาคนอื่นแทนหรือไม่?
ผู้ฝึกกระบี่อย่างพวกเกาส่วงหรือจะกลัว? กลัวหรือ?
หมื่นปีแล้ว ในพจนานุกรมของผู้ฝึกกระบี่กำแพงเมืองปราณกระบี่
มีคำว่า “เป็น” มีคำว่า “ตาย” มีคำว่า “แพ้” มีคำว่า “ชนะ” มีคำว่า “เกียรติยศ” มีคำว่า “อัปยศ”
แต่ดูเหมือนจะไม่มีคำว่า “กลัว” และคำว่า “ขี้ขลาด” มาก่อน
เหมยตั้นตั้งก็ยิ่งสีหน้าแช่มชื่น ในฐานะเผ่าปีศาจในท้องถิ่นของเปลี่ยวร้าง
นับแต่โบราณมาไม่กล้าพูดว่ามีปีศาจใหญ่แฝงตัวเข้าไปในมืดสลัวอย่างลับๆ
แต่ก็ไม่เคยได้ยินจริงๆ ว่ามีผู้ฝึกกระบี่เผ่าปีศาจคนใดสามารถเยื้องกรายไปเยือนใต้หล้ามืดสลัว
ขยับเข้าใกล้ป่ายอวี้จิงที่ตั้งอยู่ใจกลางฟ้าดินได้
หากเขาสามารถเป็นคนแรกของเปลี่ยวร้างได้ล่ะ?
อย่าว่าแต่ลู่จือที่ดวงตาเป็นประกายเลย
ต่อให้เป็นฉีถิงจี้ที่มีกลอุบายลึกล้ำก็ยังมีความคิดที่อยากจะออกเดินทางไกลในฉับพลันเช่นกัน
เป็นเซี่ยโก่วที่โน้มน้าวเสี่ยวโม่กับหนิงเหยาเอาไว้ แล้วค่อยให้หนิงเหยาเป็นคนห้ามปรามผู้ฝึกกระบี่คนอื่นๆ ที่เหลือ
ฉีถิงจี้ย่อมต้องมองการณ์ไกลที่สุด
หากผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตสิบสี่สองคนอย่างหนิงเหยาและเสี่ยวโม่ต่างก็ตามไปที่นั่นด้วย
ไม่ต้องบอกกล่าวกับเฉินผิงอันด้วยซ้ำ พวกเขาก็จะพากันขี่กระบี่เดินทางไกลไปเยือนใต้หล้ามืดสลัวด้วยกันอย่างไม่ลังเล
ถึงเวลานั้นต้องลงมือต่อสู้กับป่ายอวี้จิงอย่างจริงจัง ฉีกหน้าแตกหักกันอย่างสิ้นเชิง
ก็หมายความว่าสำนักทั้งหลายที่มีภูเขาลั่วพั่วเป็นหนึ่งในนั้น หรือแม้กระทั่งราชสำนักต้าหลีทั้งแห่ง
นับแต่บัดนี้ไปก็ล้วนถือว่าเป็นศัตรูกับป่ายอวี้จิงแล้ว
หากเป็นเช่นนี้จริงๆ การเลือกของนครบินทะยานใต้หล้าห้าสีก็จะยิ่งชัดเจนแล้ว!
หากพวกผู้ฝึกกระบี่ของนครบินทะยานเลือกที่จะลงมือเปิดฉากโจมตีก่อน
ถ้าอย่างนั้นพลังอำนาจของป่ายอวี้จิงในใต้หล้าห้าสีจะมีจุดจบเป็นอย่างไร แค่คิดก็พอจะรู้ได้
หากเต้ากวานกลุ่มของพวกเขาไม่ทิ้งพื้นที่ของตัวเองไปโดยตรง รีบหาทางถอยกลับไปยังป่ายอวี้จิงแห่งใต้หล้ามืดสลัว
ถ้าอย่างนั้นพวกเต้ากวานก็อย่าหวังจะไปไหนแม้แต่คนเดียว
สำนักลัทธิเต๋าอันดับสูงอย่างตำหนักสุ่ยฉู อารามเสวียนตู ภูเขาตี้เฟ่ย เหล่าวีรบุรุษรายล้อมจ้องเขม็งดุจเสือรอเหยื่อ
ตำแหน่งลูกศิษย์คนเล็กของมรรคาจารย์เต๋าของเจ้านักพรตชิงซานจะสามารถต้านทานได้ไหวหรือ?
ก็เหมือนเฉินผิงอันได้โยนปัญหายากใหญ่เทียมฟ้าให้กับป่ายอวี้จิง พวกเจ้าจะอดทนได้ไหวไหม?!
หากทนไม่ไหว ไม่ว่าใครก็อย่าหวังว่าจะข่มขู่ใคร ถ้าอย่างนั้นก็สู้กันเลย
ฉีถิงจี้พลันใช้เสียงในใจบอกกับหนิงเหยาที่ตัวอยู่ห่างไกลในเมืองหลวง
“หากทางฝั่งของป่ายอวี้จิงตีกันขึ้นมาก็ง่ายเลย เจ้ากับเสี่ยวโม่เป็นคนนำเปิดทาง พวกเราจะตามไป ต่างก็ปลดปล่อยฝีมือกันอย่างเต็มที่ ไปอาละวาดที่ป่ายอวี้จิงกันสักครา”
“แต่หากไม่ได้ตีกัน อิ่นกวานกลับมากับเซี่ยโก่วอย่างปลอดภัย เจ้าก็จำไว้ว่าเตือนเขาสักคำว่าต้องจับตามองพวกเบาะแสลับที่ป่ายอวี้จิงให้ดี”
“คนอย่างพวกเจียง ผัง พวกเขาไม่ใช่คนที่ยโสโอหังโดยไม่รู้ประมาณตน จะไม่ยอมยื่นคอรอให้คนอื่นตัดแต่โดยดี”
“ไม่แน่ว่าปีนั้นระหว่างที่ถ้ำสวรรค์หลีจูแตกแล้วกำลังจะหล่นลงมา พวกเขาก็ฉวยโอกาสนั้นทิ้งการซุ่มโจมตีบางอย่างไว้ในแจกันสมบัติทวีปแล้ว”
“ยกตัวอย่างเช่นข้าสงสัยมาโดยตลอดว่าการร่ำรวยของหวงเจิ้นจะต้องมีคนคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง”
“พูดถึงแค่การปรากฏตัวของทายาทปลาหยินหยางตัวนั้นที่หวงเจิ้นได้มาอยู่ในมือ โชควาสนาเช่นนี้แม้จะเป็นความบังเอิญของหวงเจิ้น แต่ก็อาจจะเป็นการวางแผนอย่างตั้งใจของใครบางคนก็เป็นได้”
“ไม่ว่าจะอย่างไร ก่อนที่ข้าจะไปเปลี่ยวร้างก็ต้องไปเจอกับพวกเขาเป็นการส่วนตัวเพื่อปรึกษากันสักหน่อย”
“ดูสิว่าจะหาเบาะแสที่ซุ่มซ่อนแผนสังหารสักเส้นสองเส้นเจอหรือไม่”
“ต่อให้ตอนนี้จะหาเบาะแสอะไรไม่เจอ พวกเราก็ควรเตรียมการป้องกันไว้ก่อนล่วงหน้า”
ตอนนั้นหนิงเหยาเดินเล่นอยู่บนถนนในเมืองหลวงต้าหลี ได้ยินคำเตือนของฉีถิงจี้นางก็รับปากทันที
ที่หอกระบี่ล้วนมีแต่กระท่อม มองดูแล้วมอซออยู่บ้าง
ก่อนที่พวกผู้ฝึกกระบี่จะมาเยือนภูเขาลั่วพั่วก็อดกังวลไม่ได้ว่าสถานที่ฝึกกระบี่ของเด็กๆ พวกนั้นจะมีกลิ่นอายของตระกูลเซียนมากเกินไปหรือไม่
จะมีแต่หอหยกเสาแกะสลักหรูหรา สวมใส่ผ้าแพรต่วนงดงาม กินอาหารล้ำค่าหายากยิ่งกว่าพวกอ๋องและโหวในโลกมนุษย์หรือไม่
กลัวว่าพวกเขาที่อายุยังน้อยอยู่มาก พอมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองแล้ว ผ่านไปแค่ไม่กี่ปีก็จะลืมบ้านเกิดแล้ว
จิตใจที่ชอบเปรียบเทียบที่มีต่อของนอกกายจะกลบทับจิตใจที่ยึดติดกับความแพ้ชนะอย่างบริสุทธิ์ต่อการหลอมกระบี่
แต่รอกระทั่งพวกเขามองเห็นภาพนี้ กระท่อมหลายหลังเรียงรายอยู่ติดกัน
ใต้ชายคาวางเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวเล็กไว้สองสามตัว เอาต้นสนเก่าแก่ที่แห้งเหี่ยวแล้วมาทำเป็นม้านั่งยาว
พื้นที่ว่างก็มีแค่โต๊ะหินม้านั่งหิน….ก็พลันรู้สึกปวดหัวขึ้นมาอีก
มาตุภูมิของคนแก่อย่างพวกเขา ดวงตะวันลอยพ้นเหนือกำแพงเมืองสูงหมื่นจั้ง
ใต้ฝ่าเท้าก็คือเมฆขาวที่เวิ้งว้างกว้างใหญ่ดุจมหาสมุทร
สถานที่แห่งนี้ในเวลานี้ แสงตะวันอบอุ่น ห่างไปไม่ไกลคือธารน้ำไหลริกๆ ปลูกกระท่อมอยู่บนภูเขาเขียวท่ามกลางเมฆขาว
พวกเขามองนานเข้าก็รู้สึกว่าดูเหมือนจะใช้ได้
จากนั้นพวกเขาก็เห็นเด็กน้อยคนหนึ่งที่ในมือหิ้วกาจื่อซา เขายืนอยู่ข้างโต๊ะหิน จ้องเป๋งมาที่พวกเขา
เด็กคนนั้นขยี้ตาอย่างไม่กล้าเชื่อ ฉีถิงจี้กับลู่จือมาที่นี่ได้อย่างไร?
หากยังรวมกับเฒ่าหูหนวกที่ทุกวันนี้ถ่ายทอดวิชาความรู้อยู่ที่ภูเขาเที่ยวอวี๋เข้าไปด้วย
สิบเซียนกระบี่บนยอดเขาของหัวกำแพงเมืองในอดีตก็มีถึงสามคนแล้ว!
จู๋ซู่ยิ้มถาม “ชื่อว่าอะไร?”
เด็กน้อยไม่ขลาดกลัว แหงนหน้าดื่มน้ำชาไปหนึ่งอึกแล้วขยับปากจั๊บๆ พูดอย่างมาดมันว่า
“ป่ายเสวียน ป่ายเดียวกับป่ายเหย่ เสวียนเดียวกับอวี๋เสวียน พี่สาวล่ะ?”
จู๋ซู่เอ่ย “จู๋ที่แปลว่าต้นไผ่ ซู่ที่แปลว่าเรียบง่าย ข้าชื่อจู๋ซู่”
อยู่ดีๆ ป่ายเสวียนก็โพล่งคำถามที่ไม่ควรถาม “ถ้าอย่างนั้นเจ้ามีความเกี่ยวข้องอะไรกับโจรทรยศจู๋อาน?”
จู๋ซู่ตอบ “เป็นญาติกัน”
ป่ายเสวียนพยักหน้า “เป็นความโชคร้ายของตระกูล”
จู๋ซู่สะอึกอึ้งพูดไม่ออก
พวกผู้ฝึกกระบี่อย่างเกาส่วงและหวงหลิงก็เกือบจะหลุดเสียงหัวเราะออกมา
พวกเขาฟังบทสนทนานี้อยู่ตลอดเวลา ต่างก็รู้สึกว่าเจ้าเด็กป่ายเสวียนผู้นี้ไม่ต่างจากพวกเราสักเท่าไร ต่างก็เป็นวัตถุดิบที่ดีในการเป็นชายโสด
จู๋ซู่กลับไม่โกรธ ถามอย่างประหลาดใจว่า “มาถึงที่นี่แล้ว รับใครเป็นอาจารย์หรือไม่?”
ป่ายเสวียนกล่าว “ข้ามีอาจารย์มาตั้งนานแล้ว จึงไม่ได้กราบใครเป็นอาจารย์เพิ่มเติม”
“พวกหมี่ปักลายบุปผา ชุยกลัวตาย ต่างก็อยากได้ตัวข้ามานานแล้ว แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่มีชะตาจะเป็นอาจารย์ของข้าได้”
ในเรื่องของการตั้งฉายาให้คนอื่น ป่ายเสวียนมีพรสวรรค์อย่างมาก ไม่แพ้ให้กับฝีมือในการตั้งชื่อของอาจารย์เฉาเลย
หมี่อวี้ถลึงตาใส่ “เจ้าเด็กหน้าเหม็น เปลี่ยนฉายาให้ผู้คุมกฎชุยเลยนะ”
ป่ายเสวียนเอ่ยอย่างเนิบช้าว่า “ก็ได้ๆๆ ชุยใจกล้า เป็นอย่างไร?”
หมื่อวี้ไม่รู้ว่าโทสะผุดมาจากไหน ฉายาใหม่นี้ไม่น่าฟังยิ่งกว่าชุยกลัวตายอีกกระมังคือการแทงกระบี่ไปที่หัวใจของชุยเหวยโดยตรง
เพียงแค่ได้ยินเจ้าสำนักชุยของสำนักกระบี่ชิงผิงร้องเอ๊ะทีเดียว ป่ายเสวียนก็รีบเปลี่ยนคำพูดทันใด
“ทุกคนต่างก็มีปณิธานเป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องบังคับฝืนใจ”
“ทุกวันนี้ผู้คุมกฎชุยคอยช่วยเหลือเจ้าสำนักชุยอยู่ที่สำนักเบื้องล่าง…”
“โอ้โห เพิ่งจะสังเกตเห็นนะเนี่ยว่าพวกเจ้าแซ่ชุยเหมือนกัน ถึงกับเป็นคนบ้านเดียวกันเลยหรือนี่”
“ดี บังเอิญยิ่งนัก ยอดเยี่ยมเหลือเกิน ดูท่าในอนาคตโอกาสในการสร้างคุณความชอบของผู้คุมกฎชุยต้องมีไม่น้อยแน่”
“เชื่อว่าต้องมีสักวันหนึ่งที่…”
ชุยตงซานดึงหูของป่ายเสวียนกระชากขึ้นด้านบน ป่ายเสวียนเอียงหัว เขย่งปลายเท้าร้องโวยวาย
“เจ็บๆๆ! เจ้าสำนักชุย คนอยู่กันตั้งเยอะขนาดนี้ ไว้หน้ากันบ้างสิ”
ก่อนหน้านี้ระหว่างที่ขี่กระบี่ จู๋ซู่ได้มองเห็นรูปโฉมโดยรวมของกลุ่มภูเขาทางทิศตะวันตกแล้ว
ก่อนหน้านี้อยู่ในวังหลวงของต้าหลี จำเป็นต้องหลีกทางบนมหามรรคาให้กับอิ่นกวาน
ดังนั้นจู๋ซู่จึงยังต้องเลือกสถานที่แห่งหนึ่งเพื่อเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในการปิดด่าน
จะฝ่าทะลุขอบเขตได้หรือไม่ก็อยู่ที่การกระทำในครั้งนี้แล้ว
คิดไปคิดมาก็ดูเหมือนว่าจะมีทะเลสาบอยู่แห่งหนึ่งที่ไม่มีการสร้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรม ไม่มีการบุกเบิกจวนเซียน
มองดูแล้วถูกชะตา ไม่สู้ไปสร้างกระท่อมฝึกตนอยู่ที่นั่น?
จู๋ซู่ถาม “ชาอะไรหรือ?”
ป่ายเสวียนตอบ “ชาโก่วฉี่”
จู๋ซู่คิดว่าตัวเองฟังผิดไป “อะไรนะ?”
ป่ายเสวียนนวดหู ยกนิ้วข้างหนึ่งขึ้นมาเขียนอักษรสองคำกลางอากาศว่า “โก่วฉี่”
จู๋ซู่คือผู้ฝึกกระบี่ ยิ่งเป็นสตรี นางจงใจคุยเล่นกับป่ายเสวียน
เพราะมีอุบายเล็กๆ น้อยๆ ทั้งสายตาและกลิ่นอายของเด็กน้อยล้วนกำลังบอกกล่าวให้รู้ไม่หลอกลวงกันมากที่สุด
หน้าประตูกระท่อมหลังหนึ่งมีแม่นางน้อยหน้าตายคนหนึ่งยืนอยู่ที่เดิม
นางไม่ถนัดการคบค้าสมาคมกับใคร ไม่ชอบความคึกคักมากเกินไป
นางพยายามจะเปิดปากพูดอยู่หลายครั้ง สุดท้ายก็อดไม่ไหว ใช้เสียงในใจถามลู่จือ
“ลู่จือ ฮูหยินเจ้าขุนเขาไม่ได้มาด้วยกันหรือ?”
กำแพงเมืองปราณกระบี่ที่ไม่สนใจเรื่องการตั้งฉายาการฝึกตน ยังคงเคยชินกับการเรียกขานชื่อของผู้ฝึกกระบี่ตรงๆ
เรียกแบบนี้ต้องไม่มีทางผิดพลาดเป็นแน่ หากเรียกว่าเซียนกระบี่นั่นต่างหากที่จะทำให้ขุ่นเคืองใจได้ง่าย
ลู่จือยิ้มเอ่ย “อิ่นกวานพิสูจน์มรรคาบินทะยานอยู่ที่เมืองหลวงต้าหลีแล้ว ยังไปเยือนใต้หล้ามืดสลัวมารอบหนึ่ง”
“อาจารย์ของเจ้าย่อมวางใจไม่ลง ก็เลยกลับไปที่เมืองหลวงอีกรอบ”
ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ตรงกำแพงมังกรของวังหลวง หนิงเหยาก็เคยไหว้วานให้นางช่วยดูแลซุนชุนหวังให้มากหน่อย
ลู่จือได้เห็นแม่นางน้อยคนนี้กับตัวเองแล้วก็รู้สึกชอบนางมากจริงๆ
ซุนชุนหวังส่ายหน้า “ฮูหยินเจ้าขุนเขายังไม่ใช่อาจารย์ของข้า”
“นางรู้สึกว่าคุณสมบัติของข้าแย่ไปสักหน่อย นิสัยใจคอก็ยังไม่หนักแน่นมากพอ ความเข้าใจที่มีต่อวิถีกระบี่ก็ยังตื้นเขินเกินไป”
ลู่จือหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ “หนิงเหยาพูดกับเจ้าเองหรือ?”
ซุนชุนหวังยังคงส่ายหน้า “ฮูหยินเจ้าขุนเขาไม่เคยพูดเรื่องพวกนี้ แต่ข้ามองเห็นความจริงเหล่านี้จากสายตาของนาง”
ลู่จือกล่าว “เปรียบเทียบเรื่องคุณสมบัติกับหนิงเหยา ไม่ใช่หาเรื่องยากลำบากใส่ตัวแล้วจะเป็นอะไร”
“ทำไมเจ้าไม่เปรียบเทียบระดับความหนาของหนังหน้ากับอิ่นกวานล่ะ”
ซุนชุนหวังเอ่ย “อาจารย์เฉาหนังหน้าไม่บาง ปีนั้นอยู่บนเรือลำเล็กบนทะเล”
“อาจารย์เฉาก็นั่งยองอยู่ที่ท้ายเรือ หันหลังให้กับพวกเรา ขนาดกินข้าวก็ยังน้ำตาไหลได้”
ลู่จือถามอย่างสงสัย “อาจารย์เฉา?”
ซุนชุนหวังอธิบาย “อาจารย์เฉา เฉาโม่ นามแฝงในยุทธภพของใต้เท้าอิ่นกวาน”
ใช้นามแฝง สวมหน้ากาก ขอบเขตถดถอย แกล้งเป็นหลานเพื่อเป็นท่านปู่
หากต้องลงมือจริงๆ ก็ออกหมัดอย่างอำมหิต ออกกระบี่รวดเร็ว
ทั้งต้องทนการถูกซ้อมได้แล้วก็ต้องเผ่นหนีได้…
ว่ากันว่าเป็นวิชาลับไม่แพร่งพรายในการออกท่องยุทธภพของอาจารย์เฉา
ลู่จือยิ่งมองซุนชุนหวังก็ยิ่งชอบ แม่นางน้อยสีหน้าไร้อารมณ์
น้ำเสียงเรียบนิ่งเนิบช้า สีหน้าไร้ความรู้สึก สภาพจิตใจสงบนิ่ง ราวกับว่าไม่ว่ากับอะไรก็ล้วนเฉยเมย เหมือนตนอย่างมาก
ลู่จือเอ่ยสัพยอก “ไม่สู้เจ้ารับข้าเป็นอาจารย์ดีกว่า ถึงอย่างไรหนิงเหยาก็ต้องกลับไปยังใต้หล้าห้าสี”
“เวลาอีกตั้งหลายสิบปีนะ แม้ข้าจะขอบเขตไม่สูงเหมือนหนิงเหยา แต่ความสามารถในการถ่ายทอดเวทกระบี่ให้กับลูกศิษย์กลับไม่แน่เสมอไปว่าจะแย่กว่านาง”
ซุนชุนหวังส่ายหน้า “ในใจลู่จือไม่มีอะไรให้ต้องเป็นห่วง แสวงหาความตายก็เพื่อได้แกะสลักตัวอักษร”
“ในใจของฮูหยินเจ้าขุนเขามีอาจารย์เฉา ดังนั้นนางจึงอยากมีชีวิตอยู่ตลอด อยากจะเปลี่ยนมาเป็นเก่งกาจให้ได้มากกว่าเดิม”
“ข้าขี้ขลาด กลัวเจ็บ กลัวลำบากแล้วก็ยิ่งกลัวตาย ดังนั้นจึงอยากเรียนกระบี่กับหนิงเหยา”
“รับเจ้าเป็นอาจารย์เวทกระบี่ต้องยกระดับขึ้นสูงอย่างรวดเร็วแน่นอน แต่ข้ากลัวว่าจะยังมีชีวิตอยู่ได้ไม่ยืนยาว”
“เว้นเสียจากว่าไม่ใช่เซียนกระบี่ก็ไม่ต้องออกไปหาประสบการณ์ข้างนอก”
“แต่การหลบอยู่ในภูเขาเนิ่นนานเช่นนี้กลับน่าเบื่อยิ่งนัก จิตแห่งกระบี่ไม่อาจถูกพื้นที่ประกอบพิธีกรรมในภูเขาสายน้ำกักขังไว้ได้”