กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1202.2 หมื่นขุนเขาพร้อมใจกันรับโองการ
ลู่จือเอ่ยอย่างตกตะลึง “ใครพูดคำพูดพวกนี้กับเจ้า?”
ซุนชุนหวังตอบ “ใคร่ครวญได้ด้วยตัวเอง นอกจากหลอมกระบี่แล้ว ข้าก็อ่านตำราด้วย”
“เพราะอาจารย์เฉามักจะพูดว่าเรื่องดีอันดับหนึ่งในใต้หล้า จ่ายเงินน้อยที่สุด แต่หาเงินมาได้มากที่สุดก็คือการอ่านหนังสือ”
“ข้าไม่มีความสนใจเรื่องการหาเงิน แต่เมื่อมีผลประโยชน์แล้วไม่คว้าไว้ก็คือคนโง่”
ลู่จือพยักหน้า แม่นางน้อยช่างถูกใจนางจริงๆ
ตอนที่ยังไม่ได้รับลูกศิษย์ ลู่จือไม่เคยมีความคิดที่จะเป็นอาจารย์ของใครเลย
รอกระทั่งมีลูกศิษย์เปิดภูเขาแล้ว ไม่ว่าเห็นใครก็คล้ายกับว่าจะเอามาเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดได้ทั้งนั้น?
ซุนชุนหวังมองไปยังผู้ฝึกกระบี่ของบ้านเกิดที่แปลกหน้าอย่างมาก
พวกเขามาถึงที่นี่แล้วก็เริ่มซุบซิบกันเอง กวาดตามองไปรอบด้าน…
แล้วทันใดนั้น ในใจของแม่นางน้อยก็มีเปลวเพลิงที่ไร้แสงสว่างชุดหนึ่งลุกโชนขึ้นมา
ก่อนหน้านี้ได้ยินเฉินหลิงจวินคุยเล่นเรื่อยเปื่อยกับป่ายเสวียน
เรื่องหนึ่งที่พูดคุยกันก็คือเซียนกระบี่กลุ่มหนึ่งที่เลือกสำนักกระบี่หลงเซี่ยงไม่ยอมไปอยู่ที่สำนักกระบี่ชิงผิง
แต่ไหนแต่ไรมานางก็แค่รับฟัง ไม่เคยพูดอะไร
ตอนนั้นป่ายเสวียนได้ช่วยพูดทวงความยุติธรรม แทนอาจารย์เฉา
เฉินหลิงจวินไม่สนใจเรื่องพวกนี้ กลับกันยังห้ามปรามป่ายเสวียนอยู่หลายคำ
ตอนนั้นซุนชุนหวังก็ไม่ได้พูดคล้อยตามอะไร
ดี ตอนนี้อีกฝ่ายมาหาถึงที่แล้ว ทำอะไรคิดจะอวดศักดากับอาจารย์เฉาหรือ?
หรือว่ากลัวว่าอาจารย์เฉาจะไม่ใส่ใจพวกเรา เมื่อพวกเจ้าหาช่องโหว่เจอแล้วก็จะได้ตำหนิอาจารย์เฉาสักสองสามคำ?
ซุนชุนหวังขยับไปข้างหน้าหลายก้าว สายตาเฉียบคมทั้งยังเย็นชา
“พวกเราสบายดี พวกท่านไม่ต้องมายุ่งแล้ว เป็นแขกก็คือเป็นแขก”
“พวกเราก็แค่เกิดมาที่กำแพงเมืองปราณกระบี่เหมือนกัน นอกจากนี้พวกเราก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันแล้ว”
“มีอาจารย์เฉาคอยดูแลพวกเรา หากพวกท่านอยากจะวางใจก็วางใจ ไม่อยากวางใจก็ข่มกลั้นเอาไว้”
“อาจารย์เฉานิสัยดี บางทีพวกท่านพูดอะไร เขาฟังแล้วอาจจะไม่โกรธ แต่จะขอแนะนำสักคำ”
“พวกท่านอย่าได้มาพูดบ่นที่หอกระบี่แห่งนี้เลย ถ้าพวกเราได้ยินเข้า ขอโทษด้วย พวกเราไม่รับน้ำใจหรอกนะ”
ฟังมาถึงตรงนี้ ป่ายเสวียนก็สูดลมหายใจดังเฮือก ไฉนเจ้าตาปลาตายถึงได้พูดความในใจของตนออกมาล่ะ
เวลาปกติก็เป็นน้ำเต้าต้นคนหนึ่ง แต่ช่วงเวลาที่เป็นกุญแจสำคัญกลับไม่เลอะเลือนเลยแม้แต่น้อย เขาต้องยกนิ้วโป้งให้แล้ว
แม่นางน้อยหน้าแดงก่ำ เป็นคนจากมาตุภูมิเดิมแล้วร้ายกาจนักหรือ?
ใต้หล้านี้ใครบ้างที่ไม่มีภูมิลำเนาและบ้านเกิด อาจารย์เฉาคือคนในครอบครัวของพวกเรา! ไม่ถึงคราวที่พวกเจ้าจะมาตำหนิติเตียน!
คนอื่นรู้สึกว่าอาจารย์เฉาเป็นอิ่นกวานคนสุดท้ายของกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็สามารถสร้างคุณความชอบและชื่อเสียงได้แล้ว
ไม่ว่าจะทุ่มเทด้วยอะไรก็ล้วนคุ้มค่า
พวกเจ้าทำได้อย่างไร ทำได้อย่างไร พวกเจ้ามาถึงใต้หล้าไพศาล ไฉนถึงไม่มาพบอาจารย์เฉาให้เร็วหน่อย
ต่อให้พวกเจ้าไม่ได้พูดต่อหน้าอย่างชัดเจนว่าไม่เข้าร่วมทำเนียบของภูเขาลั่วพั่วหรือสำนักกระบี่ชิงผิง
แต่แค่การถามไถ่ถึงความยากลำบากของอาจารย์เฉา มันยากนักหรือ?
เป็นอาจารย์เฉาที่พาพวกเขาออกทะเลล่องเรือไปด้วยกัน ขึ้นไปบนเรือตระกูลเซียนลำนั้นด้วยกัน ขึ้นฝั่งที่ใบถงทวีปด้วยกัน
ระหว่างที่ต้องเดินทางผ่านภูเขาสายน้ำของต่างบ้านต่างเมือง บางครั้งที่เบื่อ
เขาก็จะเสนอให้เล่นนกอินทรีจับลูกเจี๊ยบด้วยกัน (คล้ายกับการละเล่นงูกินหางของไทย)
ตอนที่บุรุษเป็นแม่ไก่คอยปกป้องลูกเจี๊ยบ เขามักจะลนลานทำอะไรไม่ถูก
รอกระทั่งเขาเป็นอินทรีเองกว่าจะจับใครได้สักคนก็ใช้เวลานานมาก
ซุนชุนหวังไม่ชอบคุยเล่นกับคนอื่นที่สุด นางรู้สึกว่าเรื่องที่กระอักกระอ่วนที่สุดในใต้หล้านี้ก็คือการพยายามหาเรื่องชวนคนอื่นคุย
อาจารย์เฉากลับมักจะหาโอกาสมาพูดคุยกับพวกเขาอยู่เสมอ
นางจึงรู้สึกประหลาดใจอย่างมากว่าบุรุษตัวโตๆ คนหนึ่ง ยังไม่ได้แต่งงานมีลูกเลยนะ ไฉนถึงมีความอดทนดีเยี่ยมขนาดนี้
ซุนชุนหวังสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งที ทำจิตแห่งมรรคาให้มั่นคงได้ในชั่วพริบตา
ทะเลสาบหัวใจที่กระเพื่อมไหวรุนแรง พริบตานั้นน้ำในทะเลสาบกลับนิ่งสงบเหมือนผิวกระจก
“นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ต่างคนต่างหลอมกระบี่!”
พวกเจ้าคือผู้อาวุโส อายุเยอะ ขอบเขตสูง
ถ้าอย่างนั้นอีกร้อยปีหรือสองร้อยปีให้หลัง พวกเราสองฝ่ายค่อยมาดูกันว่าแต่ละคนจะมีขอบเขตสูงต่ำ มีเวทกระบี่แข็งแกร่งหรืออ่อนด้อย
ป่ายเสวียนยกกาน้ำชาขึ้น “ข้าจะดื่มหนึ่งอึกเพื่อแสดงถึงการเห็นด้วย”
ผู้ฝึกกระบี่ส่วนตัวกลุ่มของเกาส่วง จินเก้า ต่างก็อารมณ์ซับซ้อนอย่างมาก
รู้สึกว่าถูกแม่นางน้อยสั่งสอนจนไม่รู้ว่าควรจะโต้กลับอย่างไรดี
ฉีถิงจี้ยิ้มบางๆ “ต้องโทษข้า”
ซุนชุนหวังแค่นเสียงดังหึ
ชุยตงซานหัวเราะร่า
“ซุนชุนหวัง สำนักกระบี่หลงเซี่ยงทั้งแห่งของเซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีเป็นของภูเขาลั่วพั่วพวกเราแล้วนะ”
“วันนี้ทุกคนที่ยืนอยู่ที่หอบูชากระบี่ล้วนเป็นคนในครอบครัวเดียวกันแล้ว”
ซุนชุนหวังอึ้งตะลึง ป่ายเสวียนที่เพิ่งจะกรอกน้ำชาเข้าปากอึกใหญ่ก็สำลัก ไอไม่หยุด
ซุนชุนหวังกลับไม่รู้สึกเสียใจภายหลัง นางตรงดิ่งกลับไปที่กระท่อม ไปหลอมกระบี่ต่อ
ประตูห้องไม่ได้ปิด ป่ายเสวียนไปยืนอยู่ตรงหน้าประตู ไม่ได้เรียกฉายาของนาง
แต่ใช้เสียงในใจพูดคุยกับนางว่า “ซุนชุนหวัง ข้ารู้สึกว่าวันนี้เจ้าพูดจาได้มีพลังมาก ทำให้เจ้าสวยขึ้นเยอะเลย”
ซุนชุนหวังเอ่ยอย่างเดือดดาล “เจ้าอันธพาลหน้าเหม็น”
ป่ายเสวียนรู้สึกเหมือนถูกใส่ร้าย ลูกผู้ชายแม้จะพ่ายแพ้ที่ตัวคน แต่ต้องไม่แพ้เรื่องมาด
เขาก็เลยทุ่มไหที่แตกให้แหลกไปเสียเลย ถือโอกาสพูดคล้อยตามคำกล่าวของนางไปว่า “หึ วันหน้าจะเรียกเจ้าว่าภรรยา ภรรยาซุน ฮ่าๆ”
ชุยตงซานดึงคอเสื้อด้านหลังของเจ้าเด็กนี่ลากกลับมา ยิ้มด่า
“เจ้าลูกกระต่ายน้อย อย่าให้คำพูดประโยคเดียวทำให้ต้องโดนซ้อมร้อยรอบล่ะ”
อีกมือหนึ่งป้องปาก ห่านขาวใหญ่พูดกับคนในห้องว่า
“ซุนชุนหวัง ป่ายเสวียนชอบเจ้าจริงๆ เจ้าคิดดูนะ ทำไมเขาถึงต้องคอยแกล้งเจ้าอยู่เรื่อย”
“ก็ไม่ใช่ว่าอยากจะคุยกับเจ้าให้มากๆ หรอกหรือ”
ป่ายเสวียนเห็นว่าซุนชุนหวังมีลางว่าจะออกกระบี่ฟันคนแล้ว เขาก็รีบแกล้งตายหลับตา เอียงศีรษะไปข้างหนึ่ง
ช่างเถิดๆ ชื่อเสียงวีรบุรุษของนายท่านใหญ่ป่ายในชาตินี้ล้วนถูกทำลายสิ้นในวันนี้แล้ว
หลิงซวินเอ่ยอย่างปลงอนิจจังเสียงเบา “ข้าเพิ่งจะรู้ว่าใต้เท้าอิ่นกวานเลี้ยงเด็กเก่งขนาดนี้”
กวอตู้ยิ้มเอ่ย “เป็นเรื่องดีเลย วันหน้าพวกเรามีลูกก็สามารถให้นับอิ่นกวานเป็นอาจารย์ เป็นลูกศิษย์ในโรงเรียนส่วนตัวของเขาได้?”
หลิงซวินหน้าแดงเล็กน้อย บิดแขนของเขาเบาๆ
เฒ่าหูหนวกรู้ว่าพวกฉีถิงจี้มาก็บอกให้พวกคนในห้องเรียนที่พอจะเรียกว่าเป็นตัวอ่อนด้านการฝึกตนได้อย่างถูไถหลอมลมปราณกันไปเอง
ตัวเขาเร่งรุดมาที่หอบูชากระบี่อย่างว่องไว
พวกป่ายเสวียน ซุนชุนหวังอายุน้อยเกินไป ไม่รู้จักกระบี่ส่วนตัวของกำแพงเมืองปราณกระบี่พวกนั้น
แต่เฒ่าหูหนวกกลับคุ้นเคยกับพวกเขาเป็นอย่างดี ต่อให้จะไม่เคยคุยกันมาก่อนก็ต้องเคยเห็นหน้าค่าตากัน
เฒ่าหูหนวกยกมือกุมเขย่า โอภาปราศรัยกับพวกเขา
คำพูดสุภาพไพเราะ คนอื่นอาจฟังรื่นหู แต่พวกผู้ฝึกกระบี่กลับรู้สึกอึดอัดนัก
เฒ่าหูหนวกเปลี่ยนมาเป็นคนคุยเก่งขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?
หรือว่าภูเขาลั่วพั่วไม่ใช่แค่สถานที่สำหรับการฝึกตน ยังสอนคนให้รู้จักพูดคุยด้วย?
ผู้ถวายงานกาน กานธรรมดาที่เคยพูดกับลูกศิษย์อย่างโยวอวี้ว่าเข้ากับภูเขาลั่วพั่วไม่ได้
ขนบธรรมเนียมไม่สอดคล้องกัน ทุกวันนี้รู้สึกว่าตัวเองคว้าเคล็ดลับบางอย่างไว้ได้แล้ว
จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นเงาร่างของเด็กสาวสวมหมวกขนเตียว
กวอตู้ทั้งเป็นห่วงสถานการณ์ของอิ่นกวานหนุ่มในใต้หล้ามืดสลัว ทั้งค่อนข้างจะร้อนใจ
เพียงแค่เพราะป่ายจิ่งบอกว่าเมื่อหลิงซวินมาถึงภูเขาลั่วพั่วก็ให้ไปหานาง
หลิงซวินสัมผัสได้ถึงสภาพจิตใจของคนรักจึงใช้เสียงในใจถามเขา “ไม่ไปเจอนางไม่ได้หรือ?”
กวอตู้หัวเราะอย่างขันๆ ปนฉุน “กลัวผู้ฝึกกระบี่ป่ายจิ่งนั้นไม่เป็นไร ข้าก็กลัวเหมือนกัน”
“แต่จะกลัวรองผู้ถวายงานเซี่ย เซี่ยโก่วไปทำไม”
“เรื่องของวาสนานั้นลี้ลับมหัศจรรย์ สวรรค์มอบให้ไม่ยอมรับไว้ กลับจะถูกสวรรค์ลงทัณฑ์ ห้ามหลบเลี่ยง!”
หลิงซวินเอ่ย “ความกลัวของเจ้ากับความกลัวของข้าไม่เหมือนกันนี่นา”
“เจ้าไม่รู้เรื่องเล่าลือบางอย่าง ต่อให้เป็นปีศาจใหญ่แห่งเปลี่ยวร้างที่ชอบกัดกินร่างจริงของผู้ฝึกตนเอามาเป็นเสบียงบนมหามรรคาโดยเฉพาะ”
“ก็ดูเหมือนว่าขอแค่พูดถึงชื่อนางก็นึกอยากจะจุดธูปขึ้นมาทันที”
“ก่อนที่ข้าจะรู้จักกับเจ้าก็เคยเจอเผ่าปีศาจขอบเขตเซียนเหรินตนหนึ่งที่อำมหิตโหดร้ายอย่างถึงที่สุด”
“แต่มันกลับบอกว่าตัวเองแค่เรียนรู้มาจากผู้อาวุโสป่ายจิ่งอย่างผิวเผินเท่านั้น”
“บังเอิญได้เรียนรู้มาแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น หากมีโอกาสได้รับคำสั่งสอนจากอีกฝ่ายกับหูตัวเอง ป่านนี้เขาก็ได้เป็นบินทะยานไปนานแล้ว”
ชื่อเสียงของคนก็เหมือนเงาของต้นไม้
คนบางส่วนที่มีชื่อและฉายาการฝึกตนอยู่ในช่วงหน้าๆ ของปฏิทินเหลืองเก่าแก่ ผู้ฝึกตนเปลี่ยวร้างทั่วไปไม่มีโอกาสจะได้สัมผัส
มีแค่คนที่ระบบการสืบทอดดีพอ พวกผู้อาวุโสในตระกูลของสำนักขอบเขตสูงมากพอ
หรือไม่ก็ตบะของตัวเองแข็งแกร่งมากพอ ประสบการณ์มากพอ
ถึงจะมีโอกาสไปทำความเข้าใจกับเรื่องวงในบางอย่างที่ไม่มีใครรู้อีกทั้งเรื่องราวบางเรื่อง ส่วนใหญ่ก็เป็นการบอกต่อกันปากต่อปาก
จริงเท็จเป็นอย่างไรไม่รับผิดชอบ พวกปีศาจใหญ่ยุคบรรพกาลที่ถูกนายท่านป่ายเจ๋อปลุกให้ตื่น
ตอนที่เพิ่งจะปรากฏตัวบนโลก อันที่จริงต่างก็ไม่ค่อยคุ้นชินกับใต้หล้าเปลี่ยวร้างนัก ถึงขั้นที่ว่าไม่รู้เรื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ
อย่างเสี่ยวโม่ที่แม้จะทิ้งสายสืบทอดไว้ใต้หล้าเปลี่ยวร้างหลายสาย
แต่ควันธูปก็กระจัดกระจายไปมากแล้ว จึงไม่ถือว่ามีชื่อเสียงหรือไม่มีชื่อเสียงอะไรแล้ว
แต่ป่ายจิ่งนั้นไม่เหมือนกัน เหตุผลนั้นเรียบง่ายมาก ชื่อเสียงดุร้ายของนางเป็นที่เลื่องลือ
ในยุคบรรพกาลอันห่างไกล ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนเจ้าของของทุกๆ ฉายาก็ล้วนเป็นเรื่องเล่าลือที่น่าอกสั่นขวัญผวาทั้งสิ้น
ต่อให้นางไม่ใช่บรรพบุรุษบุกเบิกภูเขาของผู้ฝึกตนอิสระในโลกยุคหลัง ก็น่าจะต้องเป็นหนึ่งในบรรพจารย์ได้กระมัง
ความดุร้ายเหี้ยมโหด พลังอำนาจที่กร้าวแกร่ง วิธีการที่ชั่วร้าย บวกกับคุณสมบัติที่สูงมากและความเร็วในการฝ่าทะลุขอบเขตที่เร็วมาก
เป็นเหตุให้นักพรตบรรพกาลที่ถูกนางจับตามอง สายสืบทอดส่วนใหญ่ล้วนจะต้องถูกเปลี่ยนและขาดสะบั้นไปพร้อมกับฉายาของพวกเขา
แต่ก็มีการสืบทอดบางอย่างที่ปีนั้นได้แตกกิ่งก้านสาขาไปมากมายแล้ว จึงไม่ได้หายไปเพียงแค่เพราะการดับสูญของบรรพจารย์ท่านหนึ่ง
ดังนั้นเกี่ยวกับเรื่องราวของ “ป่ายจิ่ง” จึงมีการเล่าลือต่อกันมารุ่นสู่รุ่น เป็นเหตุให้ยิ่งนานวันก็ยิ่ง…ประหลาดพิสดาร
ลองจินตนาการดู มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งเดินอยู่เหนือทุ่งกว้างอันเวิ้งว้างท่ามกลางม่านราตรีหนาหนัก ไอหมอกอบอวลขมุกขมัว
แล้วจู่ๆ กลุ่มหมอกก็พลันสลายหายไป ได้เจอกับวัตถุใหญ่โตมโหฬารคล้ายภูเขาลูกหนึ่ง เมื่อมองสบตากับมัน จะรู้สึกเช่นไร?
นั่นคือความรู้สึกกดดันอย่างหนึ่งที่มากพอจะทำให้คนหายใจไม่ออก
ผู้ฝึกตนของไพศาลเคยเห็นมาไม่มาก เผ่าปีศาจของเปลี่ยวร้างกลับเคยประสบพบเจอกับตัวมาแทบทุกคน
กวอตู้เห็นว่านางยังคงหวาดกลัวไม่หายก็ได้แต่เอ่ยว่า “ต่อให้ไม่วางใจป่ายจิ่ง ก็ควรต้องเชื่อใจอิ่นกวาน”
หลิงซวินถึงได้พยักหน้า
เหมยคานใช้เสียงในใจเอ่ยเตือน “มัวอึ้งอะไรอยู่ รีบเสนอตัวจะช่วยปกป้องด่านให้จู๋ซู่สิ”
เหมยตั้นตั้งเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ภูเขาลั่วพั่วคือสถานที่แบบใด ต้องการการปกป้องด่านเสียที่ไหน”
“แล้วนับประสาอะไรกับที่การฝ่าทะลุขอบเขตสำเร็จของจู๋ซู่ก็เป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้วด้วย”
เหมยคานอ่อนใจยิ่งกว่า “เจ้าตอไม้ทึ่มเอ๋ย”
เหมยตั้นตั้งอ่อนใจเป็นที่สุด
อันที่จริงเหมยตั้นตั้งก็รู้ดีว่าผู้ฝึกกระบี่หลายคนต่างก็รู้สึกว่าอาจารย์ของตนคือสตรีที่เขียนคำว่าฉลาดเฉลียวมีไหวพริบไว้บนใบหน้า
แต่สำหรับเหมยตั้นตั้งแล้ว นั่นจะเกี่ยวข้องอะไรด้วย
เขาได้ “ยาสงบใจ” เม็ดหนึ่งมาจากอิ่นกวานหนุ่ม อนุญาตให้เขากราบอาจารย์เสี่ยวโม่เป็นอาจารย์
หลังจากนั้นเขากับอาจารย์เหมยคานก็จะกลายเป็น…สหายกันแล้ว
เด็กชายชุดเขียวคนหนึ่งใช้วิชาน้ำซึ่งเป็นวิชาแห่งชะตาชีวิต บังคับเมฆขาวก้อนหนึ่งให้พุ่งมาที่หอบูชากระบี่อย่างว่องไว
มองไกลๆ ไปเห็นภาพที่ไอหมอกขมุกขมัวซึ่งเกิดจากการชักนำของปณิธานกระบี่ที่ยิ่งใหญ่มหาศาลก็รีบย้อนกลับไปทางเดิมทันที
……
ผู้คนในเมืองหลวงต้าหลีเบียดเสียดแออัด บนถนนที่ผู้คนสัญจรกันขวักไขว่ ในสายของเฉินผิงอันมองไม่เห็นใครอีกทั้งนั้น
เขายิ้มรับถังหูลู่ไม้นั้นมาจากมือของหนิงเหยา แล้วเดินไปด้วยกัน
เสี่ยวโม่ชะลอฝีเท้าให้ช้าลง ติดตามพวกเขาอยู่ไกลๆ อย่างรู้กาลเทศะนานแล้ว
หนิงเหยาพูดถึงคำเตือนของฉีถิงจี้ เฉินผิงอันพยักหน้า “มีเหตุผลอย่างมาก”
หนิงเหยาถาม “วิธีการบินทะยาน เส้นทางการผสานมรรคาประเภทนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่มีประสบการณ์อะไรที่เอามาเป็นบทเรียนได้”
“เจ้าไม่รีบกลับไปฝึกตนที่เนินฝูเหยาสักช่วงเวลาหนึ่งเพื่อทำขอบเขตให้มั่นคงหรือ?”
เฉินผิงอันกัดถังหูลู่ลูกหนึ่ง พูดเสียงอู้อี้ว่า “ต้องมีการปิดด่านช่วงหนึ่งที่ใช้เวลาไม่น้อย อีกทั้งยังไม่อาจถูกขัดจังหวะด้วย”
“เพียงแต่ว่าตอนนี้ปลีกตัวไปไม่ได้จริงๆ แล้วที่นี่ก็ไม่ใช่ที่ภูเขาลั่วพั่วที่ข้าจะเป็นเถ้าแก่สะบัดมือทิ้งร้านได้อย่างสบายใจ”
“มีขุนนางในราชสำนักต้าหลีมากน้อยเท่าไรที่ตอนนี้จับตามองข้าอยู่”
“เพิ่งเข้าร่วมงานพิธี เพิ่งจะเปิดเผยตัว การประชุมวันที่สองก็หายตัวไปไม่เห็นเงาแล้วก็คงไม่ดี”
หนิงเหยาเอ่ย “ก็จริงนะ”
เฉินผิงอันยิ้มกล่าว “อีกอย่างผ่านไปอีกแค่ไม่กี่วันก็เป็นงานแต่งงานของหลิวเสี้ยนหยางกับเซอเยว่แล้ว”
“พวกเราต่างก็ต้องเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวกับเพื่อนเจ้าสาว รอให้ทำเรื่องพวกนี้เสร็จแล้วค่อยปิดด่านอย่างจริงจัง”
หนิงเหยาถาม “ฟ้าอำนวย ดินอวยพรและคนสามัคคี สรุปแล้วควรเป็นอะไร?”
นางกลับค่อนข้างมั่นใจว่าเฉินผิงอันไม่ได้ผสานมรรคากับแค่ดินอวยพรอย่างเดียวเท่านั้น
เฉินผิงอันคิดแล้วก็เอ่ยว่า “พอจะถือว่ามีครบทั้งฟ้าอำนวย ดินอวยพรและคนสามัคคีได้เลยกระมัง”
หนิงเหยาขมวดคิ้ว
ภาพบินทะยานร่างกายมนุษย์ของราชสำนักต้าหลี หากมีทั้งฟ้าอำนวย ดินอวยพรและคนสามัคคีเข้ามาเกี่ยวข้อง
วันหน้าคิดอยากจะปลีกตัวออกไป จะยากกว่าตอนนี้ที่เฉินผิงอันคิดจะหาเวลาว่างไปปิดด่านที่ภูเขาลั่วพั่วมากแล้ว
หากชะตาแคว้นของต้าหลีพุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตเฉินผิงอันออกจากตำแหน่งราชครู ก็ยังพอจะถือว่างานสำเร็จแล้วควรถอนตัวออกมา
สอดคล้องกับวิถีแห่งสวรรค์ถือว่าเป็นการพบเจอที่ดีและจากลากันด้วยดีที่บุญกุศลคุณความดีสมบูรณ์พร้อมอย่างหนึ่ง