กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1202.3 หมื่นขุนเขาพร้อมใจกันรับโองการ
แต่หากสถานการณ์ของต้าหลีที่อยู่ในมือของเฉินผิงอันกลับเดินลงเนินไป
ถ้าอย่างนั้นขอบเขตบินทะยานของเฉินผิงอันในอนาคตก็จะต้องได้รับผลกระทบโยงใยอย่างร้ายแรง
หากตอนนั้นเฉินผิงอันเลื่อนเป็นขอบเขตสิบสี่แล้วก็ยังถือว่าดี พลังและตบะที่เสียหายไปอาจจะไม่ทำให้ต้องขอบเขตถดถอยเสมอไป
แต่หากติดค้างอยู่ที่ขอบเขตบินทะยานอยู่ตลอด ต่อให้เจ้าจะเป็นขอบเขตบินทะยานขั้นสมบูรณ์แบบ
ถึงขั้นที่ว่าขาดอีกแค่ก้าวครึ่งก้าวจะเป็นขอบเขตสิบสี่ ถ้าอย่างนั้นก็จะต้องมีเรื่องลำบากใหญ่หลวงรอเจ้าอยู่แล้ว
หนิงเหยาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองจะช่วยเหลืออะไรเขาได้
นางกินถังหูลู่เคลือนน้ำตาลของตัวเองหมดแล้ว สองนิ้วคีบไม้เสียบแกว่งเบาๆ ด้วยความเบื่อหน่ายไม่รู้จะทำอะไรดี
เฉินผิงอันกัดถังหูลู่ลูกหนึ่ง เคี้ยวอย่างละเอียดพลางเอ่ยเนิบช้าว่า
“ช่วยไม่ได้ ก่อนหน้านี้ข้าเคยชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียไว้แล้ว ข้อสรุปที่ได้ในท้ายที่สุด”
“ในเมื่อถูกลิขิตมาแล้วว่าไม่อาจเป็นผู้ฝึกกระบี่บริสุทธิ์ตามความหมายที่แท้จริงได้”
“การที่เลือกความไม่บริสุทธิ์อย่างสุดๆ ซึ่งเป็นสุดโต่งในอีกด้านหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นทางเลือกเพียงหนึ่งเดียวที่ใกล้เคียงกับคำว่าบริสุทธิ์มากที่สุดแล้ว?”
หนิงเหยาเงียบงัน
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ข้าไม่รีบร้อน เจ้าเองก็ไม่ต้องเป็นห่วง เหตุผลก็ง่ายมาก ข้าอายุยังน้อย”
คำว่า “อายุยังน้อย” นี้ก็คือความหวังที่ใหญ่ที่สุด
ไม่รู้ว่าเหตุใดหนิงเหยาถึงได้เอาไม้เสียบจิ้มที่ไหล่ของเขาเบาๆ หนึ่งที เห็นเขาหันหน้ามายิ้มกว้างเต็มใบหน้า
นางก็รู้สึกว่าตัวเองทำตัวเหมือนเด็กน้อย จึงทำท่าจะโยนไม้นั้นทิ้งไป
เฉินผิงอันคาบถังหูลู่ไม้ที่เป็นของตัวเองไว้ในปาก แย่งเอาไม้เสียบที่อยู่ในมือของนางมา ชูขึ้นสูง
แสร้งเอ่ยอย่างตกตะลึงว่า “แม่นางผู้นี้มาขอความรักหรือ เอ๊ะ เซียมซียอดแย่หรือนี่?”
หนิงเหยาจงใจไม่ถือสาคำว่าเซียมซียอดแย่อะไรนั่นของเขา นางเอาสองมือไพล่หลังสิบนิ้วผสานกัน เอ่ยว่า
“นักพรตเก๊ ตั้งแผงดูดวงหลอกเอาเงินคนอื่น ดูท่าเจ้าจะติดใจไม่น้อยนะ”
เฉินผิงอันกินถังหูลู่ลูกสุดท้ายจนหมดแล้วยกไม้เสียบที่ทำจากไม้ไผ่ของตัวเองขึ้นมา เขาทาท่าเพ่งมอง
“เอ๊ะ เซียมซีใบนี้ของข้าไฉนถึงเป็นเซียมซียอดเยี่ยมล่ะ?!”
เขาเก็บไม้ทั้งสองอันใส่ไว้ในชายแขนเสื้อ เพิ่มความเร็วฝีเท้าเดินไปด้านหน้าหนิงเหยาแล้วเดินถอยหลัง
ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “แม่นางหนิงต้องคิดให้ดีนะว่าจะผูกดวงใจเป็นหนึ่งชั่วนิรันดร์ ครองคู่กันจนผมหงอกขาวกับคุณชายเฉินหรือไม่”
หนิงเหยาตวัดค้อนใส่ “กะล่อนนักนะ”
มีบุรุษข้างๆ คนหนึ่งเข้าใจผิดว่าเฉินผิงอันคืออันธพาลที่แทะโลมคนงาม กำลังคิดจะถามว่า
“แม่นาง อยากให้ข้าช่วยเจ้าสั่งสอนเจ้าคนตื่นกามผู้นี้หรือไม่?”
แต่กลับถูกเสี่ยวโม่เอามือมาคล้องไหล่ ลากตัวพาไปพูดคุยความในใจกันที่ตรอกข้างๆ แทน
หนิงเหยามองใบหน้านั้น อดีตเด็กหนุ่มสวมรองเท้าสานที่ผิวดำเกรียม ได้ครอบครองดวงตาคู่หนึ่งที่ใสสะอาดบริสุทธิ์อย่างมาก
เขาคิดว่า หนิงเหยาได้มาเจอกับเฉินผิงอัน คือเซียมซียอดแย่ เฉินผิงอันได้มาเจอหนิงเหยา คือเซียมซียอดเยี่ยม
แต่นางกลับรู้สึกว่า ไม่ได้เป็นเช่นนี้ ในความเป็นจริงแล้วคือตรงกันข้ามพอดี
หากไม่เป็นเพราะได้เจอกับนาง ตลอดหลายปีมานี้ก็ไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะต้องมีชีวิตระหกระเหินเร่ร่อน ลำบากทั้งกายทั้งใจขนาดนี้
ยิ่งเขาขอบเขตสูงมากเท่าไร ตะกร้าสานที่มองไม่เห็นที่เขาแบกไว้บนหลังก็ยิ่งหนักมากเท่านั้น และดูเหมือนว่าจะต้องเป็นอย่างนี้ตลอดไป
หนิงเหยายืนอยู่ที่เดิม ดวงตาแดงก่ำ
เห็นได้ชัดว่าเฉินผิงอันคิดไม่ถึงว่าหนิงเหยาจะเป็นเช่นนี้ เขารีบหยุดเดิน รู้สึกทำตัวไม่ถูก
ได้แต่ยกมือเกาหัว ในดวงตาเต็มไปด้วยความละอายใจ
หนิงเหยาก้าวเดินเร็วๆ ไปข้างหน้า หมุนตัวกลับ คล้องแขนของเขาไว้ เอนกายอิงแอบเขา พากันเดินกลับไปทางเดิม
“เฉินผิงอัน ต่อให้จะทำให้เจ้าต้องลำบากและเหน็ดเหนื่อยมาก แต่เจ้าก็ต้องชอบหนิงเหยาตลอดไป”
“อันดับแรกข้าไม่ควรทำให้เจ้าต้องร้องไห้ อันดับถัดมา หนิงเหยาคิดแบบนี้ไม่ถูกต้อง สุดท้าย เฉินผิงอันจะชอบหนิงเหยาไปหมื่นหมื่นปี!”
ตรงตรอกใกล้เคียงมีสองศีรษะหนึ่งต่ำหนึ่งสูงโผล่ออกมาในเวลาเดียวกัน คนหนึ่งสวมหมวกสีเหลือง คนหนึ่งสวมหมวกขนเตียว
เซี่ยโก่วพึมพำ “ว้าว ในที่สุดข้าก็แน่ใจได้แล้ว ฮูหยินเจ้าขุนเขาไม่ได้ขาดไหวพริบไม่รอบคอบ”
“เห็นได้ชัดว่าปีนั้นถูกคำหวานของเจ้าขุนเขาหลอกเอาจริงๆ”
เสี่ยวโม่ไม่ได้ยืนอยู่ข้างคุณชายของตนอย่างที่หาได้ยาก เขาพยักหน้า อืมรับหนึ่งที
……
ภูเขาลั่วพั่วแห่งหนึ่งได้ครอบครองสำนักวิถีกระบี่สองแห่งที่ตั้งอยู่ในสองทวีปแล้ว
แล้วเมื่อไหร่จะมีสำนักเบื้องล่างแห่งที่สาม ยังบอกไม่ได้
ในภูเขามีทั้งตัวประหลาดเฒ่าที่อายุการฝึกตนนานเป็นหมื่นปีอย่างเสี่ยวโม่และเซี่ยโก่ว แล้วก็มีตัวประหลาดน้อยอย่างไฉอู๋อยู่ด้วย
คุณสมบัติด้านการฝึกกระบี่ของป่ายเสวียนกับซุนชุนหวัง อันที่จริงต่างก็ดีมาก
เพียงแต่ว่าถูกความโดดเด่นสะดุดตาของไฉอู๋กลบทับไป
บนยอดของยอดเขาจี้เซ่อ ยามที่อากาศปลอดโปร่ง จะสามารถมองไปเห็นสถานที่ที่อยู่ห่างไปไกลมาก
ไม่ได้ไปที่หอบูชากระบี่ เผยเฉียนพาไฉอู๋มาดื่มเหล้าที่นี่ นั่งอยู่บนราวรั้วด้วยกัน
พวกนางมีเรื่องมากมายให้คุยกันได้จริงๆ
คนสี่คนในม้วนภาพวาดของพื้นที่มงคลดอกบัว ตอนที่เผยเฉียนยังเด็กก็สนิทกับเว่ยเซี่ยนที่สุด
แน่นอนว่าเว่ยเซี่ยนก็พูดง่ายที่สุดตอนอยู่กับเผยเฉียนด้วยเช่นกัน
พอมีเวลาว่างก็มักจะพาเผยเฉียนไปเดินเล่นด้วยกัน หาของอร่อยๆ กินกัน
ความคิดของถ่านดำน้อยมักจะเต็มไปด้วยจินตนาการบรรเจิดเสมอ คำพูดของเว่ยเซี่ยนก็มักจะเหมือนคนบ้านนอก
หนึ่งคนโตหนึ่งเด็กกลับกลายเป็นว่าถูกชะตากัน
เผยเฉียนยิ้มเอ่ย “มีเรื่องที่รบกวนใจหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นกังวลว่าจะเข้ากับพวกซุนขุนหวัง ป่ายเสวียนไม่ได้?”
ไฉอู๋ส่ายหน้า “แค่กังวลว่าขอบเขตของตัวเองจะเป็นแค่ชั้นวางดอกไม้”
“กลัวว่าไปอยู่ข้างนอกแล้วเจอกับเซียนดินสักคนที่ไม่ใช่ผู้ฝึกกระบี่ก็จะถูกเล่นงานจนอเนจอนาถ”
เผยเฉียนพยักหน้า “เจ้าต้องหาผู้อาวุโสที่เหมาะสมสักคนมาฝึกปรือฝีมือ”
มือหนึ่งของเผยเฉียนถือชามเหล้า อีกมือหนึ่งแกว่งน้ำเต้าบรรจุเหล้าที่เก็บไว้มานานหลายปี ถามว่า
“รู้หรือไม่ว่าทำไมอาจารย์พ่อของข้าถึงได้พยายามจะถ่ายทอดมรรคาให้เจ้าหลายครั้ง?”
ไฉอู๋ทำหน้างงๆ แม่นางน้อยไม่เคยคิดถึงคำถามข้อนี้มาก่อนเลยจริงๆ
เผยเฉียนกล่าว “แม้ว่าอาจารย์พ่อจะชอบพูดว่าตัวเองมีนิสัยแย่ๆ ที่ชอบทำตัวเป็นอาจารย์สอนผู้อื่น”
“แต่อันที่จริงในเรื่องของการถ่ายทอดวิชาไขข้อข้องใจ อาจารย์พ่อกลับระมัดระวังมากมาโดยตลอด”
“จะไม่ฝืนตัวเองและเรียกร้องคนอื่นอย่างเข้มงวดเด็ดขาด”
ไฉอู๋ครุ่นคิด “รู้คำตอบแล้ว”
เผยเฉียนลูบหัวของนาง เอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “ดูเหมือนว่าพวกเราจะเหมือนกันมาก”
ไฉอู๋ตาแดงก่ำ สูดน้ำมูก แหงนหน้ากระดกดื่มเหล้าจนหมดชาม
วัยเด็กก็คือเงาของพวกเรา มันอยู่ในสถานที่ที่ต่ำมาก อีกทั้งยังติดตามพวกเราไปเนิ่นนาน
บางครั้งที่หันหน้ากลับไปมองชีวิตคน ก็จะมองเห็นว่ามันที่เงียบงันกำลังมองมายังพวกเราที่ไม่อาจเป็นตัวของตัวเองได้
ไม่รู้ว่าจูเหลี่ยนมาที่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่ ยืนพิงราวรั้ว ข้างๆ กันยังมีจงอันดับหนึ่งที่ยืนคาบไม้จิ้มฟันอยู่ด้วย
ก่อนหน้านี้กินอาหารเช้าที่อุดมสมบูรณ์กันไปหนึ่งมื้อ พ่อครัวเฒ่าบอกว่าต้องการพูดคุยกับจงเชี่ยนเป็นการส่วนตัวสักหน่อย
ตอนนั้นพวกเจิ้งต้าเฟิ่งสัมผัสได้ว่าปราณสังหารแผ่อบอวล เลยอยากจะช่วยกันคุ้มกันจงอันดับหนึ่งเสียหน่อย
แต่จงเชี่ยนกลับโบกมือ บอกเป็นนัยกับพวกเขาว่าไม่ต้องตื่นตระหนก แค่เรื่องเล็กน้อยตนเคยถามหมัดกับคนแซ่เจียงมาก่อน
มีคลื่นมรสุมอะไรที่ยังไม่เคยเจอมาอีกเล่า
ธรรมเนียมกินอาหารมื้อดึกของภูเขาลั่วพั่ว ต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้มาเยือนก็ต้องรักษาไว้สืบไป
ออกจากเรือนมาด้วยกัน เดินตามมาด้านหลังจูเหลี่ยน เดินไปตามขั้นบันไดเส้นทางเทพ ขึ้นเขาตามมาเงียบๆ ตลอดทาง
พ่อครัวเฒ่าสวมรองเท้าผ้า เอาสองมือไพล่หลัง ไม่ได้พูดอะไรสักคำ
ในที่สุดจงเชี่ยนก็ทนไม่ไหวเป็นฝ่ายเปิดปากพูดก่อนว่า
“พ่อครัวเฒ่าเจ้าจะต่อยข้าสักรอบก็ไม่เป็นไร ข้าจะไม่เอาคืนเด็ดขาด แต่วันหน้าอาหารมื้อดึกยังต้องมีต่อ”
“อีกอย่างก็คือต่อยคนอย่าต่อยหน้า…”
ฟังคำบ่นที่ยิ่งนานก็ยิ่งใจฝ่อของจงเชี่ยน ในที่สุดจูเหลี่ยนก็ยิ้มเอ่ยมาประโยคหนึ่งว่า
ให้จงเชี่ยนช่วยปกป้องพวกเขาระหว่างที่เดินทางหาประสบการณ์
ไม่พูดถึงภาระหน้าที่รับผิดชอบหรือมโนธรรมในใจอะไร ก็ถือเสียว่าเห็นแก่อาหารมื้อดึกที่ผ่านๆ มา
หลังจากที่ความอึ้งตะลึงของจงเชี่ยนผ่านไป ผู้ฝึกยุทธที่อยู่ในบ้านเกิดถูกด่าว่าเป็นชายใจหญิงผู้นี้
ก็ทั้งไม่ได้ให้คำสัญญาที่หนักแน่นอะไร แล้วก็ไม่ได้ตบอกพูดจาห้าวเหิม
เอ่ยแค่ว่ารอให้ในอนาคตพวกเขากลับมาที่ภูเขา พ่อครัวเฒ่าเจ้าต้องเตรียมเหล้าดีๆ ให้เขาโดยเฉพาะหลายๆ กาด้วยนะ
หากเขาจงเชี่ยนไม่ได้กินก็ให้เหลือค้างไว้ก่อน เอาไว้ให้พวกจิ่งชิง
จูเหลี่ยนโบกมือ บอกกับเขาว่าพูดจาอัปมงคลให้น้อยๆ หน่อย
ไปถึงบนยอดเขา บังเอิญได้ยินคำถามของเผยเฉียนพอดี จงเชี่ยนจึงรวมเสียงให้เป็นเส้นพูดคุยอย่างลับๆ ว่า
“พ่อครัวเฒ่า เป็นเจ้าขุนเขาของพวกเราที่มีสายตาเฉียบแหลม”
“มองออกมาตั้งนานแล้วว่าไฉอู๋คือวัตถุดิบที่สร้างได้ ก็เลยเกิดใจรักถนอมคนมีความสามารถหรือ?”
จูเหลี่ยนยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นเจ้าใช่วัตถุดิบที่สร้างได้หรือไม่?”
จงเชี่ยนตอบ “ต้องไม่ใช่แน่อยู่แล้ว”
จูเหลี่ยนเอ่ย “แต่เจ้าสามารถใช่ได้นะ”
จงเชี่ยนเงียบไปพักหนึ่งก็เอ่ยว่า “พ่อครัวเฒ่า ข้าเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเดินมาจนถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร”
“ยิ่งไม่กล้าให้คนอื่นมาฝากความหวังไว้ที่ข้า ดังนั้นพวกเขาด่าได้ถูกต้องแล้ว ข้าก็คือชายใจหญิง”
จูเหลี่ยนที่เดินอยู่ด้านหน้าส่ายหน้า ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “ชายใจหญิง? เจ้าจะไปเข้าใจผายลมอะไร”
“คนที่เผชิญหน้ากับอำนาจก็ประจบสอพลอ ก้มหัวค้อมเอวพูดจาโอนอ่อนผ่อนตาม”
“คนอ่อนแอที่ชั่วชีวิตดีแต่จะอ่อนแอยิ่งกว่าเดิมต่างหากถึงจะเป็นชายใจหญิง”
“จงเชี่ยนถามใจตัวเองแล้วเจ้าก็มีหน้าจะบอกว่าตัวเองเป็นชายใจหญิงหรือ เจ้าคู่ควรหรือ?”
จงเชี่ยนนวดคลึงปลายคาง “พ่อครัวเฒ่า เจ้าด่าคนพร้อมกับชมคนไปพร้อมกันได้อย่างไร สอนข้าหน่อยสิ”
ก่อนหน้านี้ไม่นานได้ยินคำพูดสุภาพไพเราะจากผู้เยาว์จากบ้านเกิดชื่อว่าหยวนหวง
แรงบันดาลใจแห่งพรสวรรค์ดุจนกน้อยโผผินร่ายรำบนกิ่งไม้ ดั่งหงส์เหินฝากรอยไว้บนหิมะ
ส่วนความรู้ที่สั่งสมมาเปรียบประหนึ่งการอพยพของฝูงนกตามฤดูกาล ดั่งสายน้ำทั้งหลายที่ไหลไปรวมเป็นสายเดียวกัน
จงเชี่ยนรู้สึกว่าจูเหลี่ยนคู่ควรกับคำประเมินเช่นนี้ แต่ตอนที่พ่อครัวเฒ่าอายุน้อย
หากมีเนื้อหนังมังสาอย่างที่คนเขาเล่าลือกันจริงๆ คิดดูแล้วก็คงไม่มีใครมาสนใจแล้วกระมังว่าพรสวรรค์และวิชาความรู้ของเขาเป็นเช่นไร?
ใบหน้านั้นของเขาก็น่าจะเป็นจดหมายรักที่ดีที่สุดเลยกระมัง?
มารดามันเถอะ น่าโมโหจริงๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห
จูเหลี่ยนพึมพำกับตัวเอง “ผู้ที่ฝืนก้าวเดินย่อมมีปณิธาน ประโยคนี้คือคำพูดที่มีพลังอย่างมาก”
“คนคนหนึ่งขอเพียงมีปณิธานและความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ ถึงจะสร้างผลงานความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ที่พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน เต็มไปด้วยความฮึกเหิมองอาจได้”
“คนบางคนไม่ได้เคียดแค้นความโหดร้ายทารุณและการติดค้างที่โลกใบนี้มีต่อเขาไปตลอดยาวนาน”
“ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้า เมื่อพวกเขาเติบใหญ่แล้วยังจะมอบความปรารถนาดีและความอ่อนโยนที่มากกว่าเดิมและใหญ่กว่าเดิมให้กับคนอื่น”
“พวกเขามีชื่อเดียวกัน ชื่อว่า “คนดี” แน่นอนว่าคนอื่นกลับเรียกพวกเขาว่า “คนโง่”
จงเชี่ยนมองผู้เฒ่าร่างผอมแห้งหลังค่อมที่เดินอยู่ด้านหน้า ลังเลเล็กน้อยก่อนถามว่า
“พ่อครัวเฒ่า เรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าที่บ้านเกิด เรื่องลี้ลับมหัศจรรย์พวกนั้น ล้วนเป็นความจริงหรือ?”
จูเหลี่ยนหัวเราะ “จันทราในน้ำ ดอกไม้ในม่านหมอก เรื่องราวในชีวิตอันล่องลอยดั่งเรือที่ท่องอยู่ในมหาสมุทรอย่างยากลำบาก”
“คนน่าสงสาร ลอยไปลอยมาไร้อิสระเสรี อะไรเป็นเรื่องจริง อะไรเป็นเรื่องเท็จ”
จงเชี่ยนกล่าว “พ่อครัวเฒ่า เจ้าก็รู้นะว่าข้าอ่านตำรามาน้อย พอเจ้าใช้ภาษาสูงส่งเป็นทางการ ข้าก็จับต้นชนปลายไม่ถูกเลย”
จูเหลี่ยนเอ่ย “ชาวบ้านมองเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่ รู้แค่ว่าอาหารมื้อดึกที่ปรนนิบัติอวัยวะภายในเป็นเรื่องจริงก็พอแล้ว”
เดินไปหาพวกเผยเฉียน จงเซี่ยนที่ยังคาบไม้จิ้มฟันก็ฟุบตัวลงบนราวรั้วทอดสายตามองไปไกล ไม่ได้โยนไม้แคะฟันทิ้ง แต่เก็บไว้ในชายแขนเสื้อ
อยู่ดีๆ จงเชี่ยนก็มีความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา
บนโลกมนุษย์มีภูเขาลูกนี้ก็ช่างเป็นเซียมซีที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
เผยเฉียนหันหน้ามาถาม “พ่อครัวเฒ่า เจ้าไม่อยากจะออกจากภูเขาไปหาประสบการณ์พร้อมกับพวกหมี่ลี่น้อยบางหรือ?”
จูเหลี่ยนยิ้มเอ่ย “ข้ามีวิธีท่องโลกโดยมิจำเป็นต้องเดินทาง ยืนสองเท้าแน่วนิ่งก็แลเห็นโลกมนุษย์”
เผยเซียนเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เปรี้ยวยิ่งกว่าผักดองเสียอีก”
พ่อครัวเฒ่าตบเข่าฉาด วิ่งตุปัดตุเป๋ลงภูเขาไป
ต้องรีบไปดูสีสันของไหผักดองทั้งหลายที่อยู่ในเรือนด้านหลังเสียหน่อย
นักพรตเซียนเว่ยตบหน้าท้องเบาๆ ส่งเสียงเรออยู่หลายที เดินลงจากภูเขาไปเพียงลำพัง
เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าพี่น้องจงจะถูกพ่อครัวเฒ่าด่าหรือจะถูกซ้อมแล้วจะหน้าบวมจมูกเขียวเดินขากะเผลกหรือไม่
นับแต่วันนี้ไปจะยังมีอาหารมื้อดึกให้กินอีกหรือไม่….
เจิ้งต้าเฟิ่งกับเวินจื่อซี่ต่างก็มีการเดิมพันกัน
เซียนเว่ยหยิบเศษก้อนเงินออกมาจากชายแขนเสื้อ กุมไว้ในฝ่ามือสองข้างที่ประกบกันหลวมๆ เขย่าแรงๆ หลายที
ปากก็พร่ำท่องว่าเดิมพันเล็กน้อยแค่พอสนุก ในที่สุดก็ลงเดิมพันตามไปด้วย
สายลมพัดโชยแผ่วพลิ้วนอกภูเขา เส้นทางคดเคี้ยวเหมือนลำคลองเส้นหนึ่ง
มองไกลๆ เหมือนทิวเขาเขียวชอุ่มผุดพรายจากผืนดิน สายลมลูบไล้ผ่านผืนนาทุ่งไร่ที่เรียงซ้อนเป็นชั้นๆ
พัดเป่าให้ขนของนกกระพือ แล้วมาเป็นแขกอยู่ที่นี่ ลมเย็นลอดผ่านประตูภูเขากรูกันขึ้นมาบนยอดเขา
หอบเอากลิ่นหอมสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้ามาเป็นระลอก
นักพรตหนุ่มที่สวมชุดเต๋าสีเขียวเดินรับสายลม เดินลงบันไดไปทีละขั้น ชายแขนเสื้อสองข้างพลิ้วไหวดุจเมฆมงคล
นักพรตหนุ่มหยุดเดิน ยื่นนิ้วข้างหนึ่งออกมาจับประคองปิ่นไม้ที่เสียบไว้บนมวยผมเบาๆ
ภูเขาเขียวจำนวนนับไม่ถ้วนในโลกมนุษย์คล้ายจะเกิดเงาวูบวาบสายไหวไปตามปิ่นไม้ที่ถูกจับให้เข้าที่ชิ้นนั้น
จากนั้นก็กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมพร้อมกับพื้นดิน