กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1203.1 ส่งถ่านท่ามกลางหิมะ
ดวงอาทิตย์ขึ้น ดวงอาทิตย์ตก ล้วนอยู่ในโลกมนุษย์
แสงสีทองจำนวนนับไม่ถ้วนสาดส่องลงมา พื้นดินเหมือนถูกห่มทับด้วยผ้าแพร
หนิงเหยาบอกให้เสี่ยวโม่และเซี่ยโก่วอยู่จับตามองความเคลื่อนไหวในเมืองหลวงต้าหลีต่อไป
เพราะถึงอย่างไรวันนี้จะไร้เรื่องใดหรือไม่ก็ต้องรอให้ถึงกลางดึกก่อนถึงจะแน่ใจได้
กลับไปถึงภูเขาลั่วพั่ว หนิงเหยาไปที่หอบูชากระบี่ก่อน
ได้ยินเรื่องของซุนชุนหวังมาจากลู่จือ
หนิงเหยาไม่ได้พูดอะไร นางนั่งอยู่ในห้องพักหนึ่ง ไม่พูดอะไรมาก
แค่บอกให้ลูกศิษย์ผู้สืบทอดในอนาคตผู้นี้อย่าเย่อหยิ่ง อย่าเจ้าอารมณ์ ตั้งใจฝึกกระบี่ให้ดี
ซุนชุนหวังที่เดิมทีก็เงียบขรึมพูดน้อยอยู่แล้ว พออยู่กับหนิงเหยาก็ยิ่งเหมือนคนใบ้ตัวน้อย
ไม่รู้ว่าจะเป็นเพราะมอบกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มนั้นออกไปหรือไม่
เห็นได้ชัดว่าลู่จือไม่ได้เย็นชาเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
บนร่างมีความอ่อนโยนและความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากกว่าเดิม
เข้ามาในห้องของซุนชุนหวังเป็นเพื่อนหนิงเหยา
นางนั่งอยู่บนริมเตียงที่ปูด้วยเสื่อเย็นสานจากต้นไผ่ แขวนม่านมุ้งโปร่งบางคลุมเอาไว้
สังเกตเห็นว่าแม่นางน้อยคล้ายจะค่อนข้างชอบเครื่องกระเบื้องของที่นี่
ในห้องมีเครื่องกระเบื้องเคลือบฝีมือประณีตจำนวนมากวางประดับเอาไว้
อย่างบนโต๊ะก็วางกระถางสุ่ยเซียนสีเขียวลายดอกเหมยไว้ใบหนึ่ง
ด้านข้างวางตำรากองกันไว้หนึ่งกอง
ในหน้าหนังสือมีใบไม้และกลีบดอกไม้ที่ไม่รู้ว่าไปเก็บมาจากไหนเอามาทำเป็น “ที่คั่นหนังสือ” ไว้ในมุมหนึ่ง
ด้านบนหนังสือวางขลุ่ยกระเบื้องเคลือบสีเขียวอ่อนเหมือนสีไม้ไผ่ ลายน้ำแข็งแตกร้าว
ลู่จือรู้สึกว่าน่าสนใจมาก
หนิงเหยารู้สึกว่าในเมื่อคุณสมบัติไม่เลวก็ต้องคิดอยากจะช่วงชิงอันดับหนึ่งกับคนวัยเดียวกันเสียหน่อย
สุดท้ายจะทำได้หรือไม่ก็ต้องดูที่ดวงและโชคชะตาของตัวเอง แต่กลับไม่ควรไม่กล้าแม้แต่จะคิด
ซุนชุนหวังนั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ตัวเล็กที่ตั้งอยู่ติดกับกำแพง
สองมือเล็กๆ กำเป็นหมัด วางลงบนหัวเข่า แม่นางน้อยพยักหน้ารับแรงๆ
ลู่จือกลั้นขำ ลูกศิษย์ใหญ่เปิดขุนเขาของหนิงเหยาไม่ได้เป็นกันได้ง่ายขนาดนั้นจริงๆ
บางทีหนิงเหยาอาจกลัวว่าซุนชุนหวังได้ยินแล้ว แต่เนื่องจากเป็นคนเอาจริงเอาจังมากเกินไป ยึดติดกับความคิดอย่างดื้อรั้น
ได้ยินแค่คำว่า ‘อันดับหนึ่ง’ เข้าหูไปเท่านั้น สองตาก็มองเห็นแค่คนที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตเดียวกัน
กลับกลายเป็นว่าจะทำให้จิตแห่งมรรคาตึงเครียดเกินไป ง่ายที่จะเดินไปผิดทางยามหลอมกระบี่
หนิงเหยาจึงเอ่ยเตือนเพิ่มอีกประโยค บอกว่าการฝ่าทะลุขอบเขตอย่าเอาแต่แสวงหาความเร็วอย่างเดียว
หนึ่งขอบเขตต้องเดินขึ้นบันไดหนึ่งก้าว แต่ละก้าวต้องเดินอย่างมั่นคง…
พูดเรื่องพวกนี้จบ หนิงเหยาก็เงียบไป
นางไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะอธิบายหลักการเหตุผลในการฝึกตนพวกนี้อย่างไรดี มักจะรู้สึกว่าตัวเองพูดเรื่องไร้สาระ
หากเขาอยู่ด้วยก็ดีน่ะสิ
ซุนชุนหวังเอ่ย “เคยทราบแล้ว นี่ก็ไม่ต่างจากหลักการเหตุผลในการฝึกหมัดของอาจารย์เฉาเท่าไร
แต่ละก้าวไม่เหยียบลงบนความว่างเปล่า แต่ละขอบเขตก็คือฟ้าดินแห่งใหม่”
หนิงเหยายิ้มเอ่ย “อะไรคือ “เคยทราบแล้ว” ต้องบอกว่า “ทราบแล้ว” ถึงจะถูก”
ซุนชุนหวังเม้มปาก ดวงหน้าเล็กๆ นั้นคล้ายกับดอกไม้ฤดูใบไม้ผลิที่แหงนหน้ามองโลกมนุษย์
หนิงเหยาเอ่ย “วันหน้าเจ้าพยายามช่วงชิงตำแหน่งเจ้าสำนักของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงมาให้ได้”
ดวงตาของซุนชุนหวังเป็นประกายวาบ
ลู่จือที่ทุกวันนี้ยังเป็นผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงนวดคลึงหว่างคิ้ว
พวกเจ้าอาจารย์และศิษย์ไม่เห็นข้าเป็นคนนอกเลยจริงๆ นะ
จู๋ซู่ได้เสนอกับภูเขาลั่วพั่วว่าจะไปสร้างกระท่อมปิดด่านอยู่ที่ริมทะเลสาบใหญ่
การเลือกพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของผู้ฝึกตน ไม่ว่าจะบุกเบิกภูเขาสร้างถ้ำสถิต หรือจะเลือกสถานที่ปิดด่านชั่วคราวอย่างจู๋ซู่
เห็นครั้งแรกถูกชะตาหรือไม่ อันที่จริงมีความสำคัญอย่างมาก
หมี่อวี้บอกว่าทะเลสาบแห่งนั้นชื่อว่าทะเลสาบหวนเจี้ยน คือสถานที่ไร้เจ้าของ ก็แค่สร้างกระท่อมไว้ที่นั่นเท่านั้น
คิดดูแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหามากนัก แต่ก็ยังต้องบอกกล่าวให้พ่อครัวเฒ่ารู้ก่อน
หมี่อวี้จึงบอกให้จู๋ซู่รอสักครู่ เขาจะไปยอดเขาจี๋หลิงสักรอบ
และเพียงไม่นานหมี่อวี้ก็กลับมาที่หอบูชากระบี่ บอกว่าไม่มีปัญหา
ให้จู๋ซู่ไปสร้างกระท่อมอยู่ที่นั่นได้เลย
สร้างค่ายกลภูเขาสายน้ำ วาดอาณาเขตบริเวณโดยรอบกระท่อมไว้ชั่วคราว
ห้ามไม่ให้ผู้หลอมลมปราณที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับภูตแห่งภูเขาและสายน้ำเข้ามาใกล้โดยพลการ
จูเหลี่ยนจะรายงานให้ภูเขาพีอวิ๋นมหาบรรพตอุดรและทางที่ว่าการท้องถิ่นทราบ ถือว่าเป็นการประหารก่อนค่อยรายงาน
พื้นที่ต้องห้ามแห่งนี้จะกินอาณาบริเวณกี่มากน้อยก็สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ตลอด
สุดท้ายหมี่อวี้ยิ้มเอ่ยว่าพ่อครัวเฒ่าให้เขาช่วยนำความมาบอกต่อเซียนกระบี่จู๋ซู่ว่า
ขออวยพรล่วงหน้าให้การปิดด่านราบรื่น
เหมยคานเป็นฝ่ายเสนอว่าจะไปสร้างกระท่อมฝึกตนอยู่ที่ทะเลสาบหวนเจี้ยนช่วงระยะเวลาหนึ่ง
เหมยตั้นตั้งก็ได้แต่ตามไปด้วย
ตัวจู๋ซู่เองไม่มีความเห็นใดๆ นางปิดด่านเพราะอยากจะได้คำเรียกขานว่าเซียนกระบี่
แต่เหมยตั้นตั้งกลับเป็นขอบเขตเซียนเหรินมานานหลายปีแล้ว
จะรู้สึกว่าขอบเขตเซียนเหรินของเขาเป็นกระดาษเปียกเพียงแค่เพราะเขาถามกระบี่กับเสี่ยวโม่ครั้งหนึ่งแล้วพ่ายแพ้ในการรับกระบี่ไม่ได้
ฉีถิงจี้บอกว่าดีมาก จะได้ช่วยดูแลกันและกันได้
ในฐานะรองเจ้าสำนักของสำนักกระบี่หลงเซี่ยง เส้าอวิ๋นเหยียนไปเยือนยอดเขาจี๋หลิงเพียงลำพัง
ไปพบเหวยเหวินหลง เทพเจ้าแห่งโชคลาภหลงที่เป็นลูกศิษย์ของตนซึ่งมีฐานะสูงส่งอยู่ในภูเขาลั่วพั่ว
ปีนั้นตอนอยู่ในเรือนชุนฟานภูเขาห้อยหัว เหวยเหวินหลงก็ไม่ค่อยสนใจการฝึกตนหลอมกระบี่เท่าไรอยู่แล้ว
ปณิธานของเขาไม่ได้อยู่ที่ตรงนี้ ทุกวันนี้ยังเป็นขอบเขตโอสถทอง
เจอกับอาจารย์ เหวยเหวินหลงที่ให้ความเคารพครูบาอาจารย์ย่อมรู้สึกปิติยินดีอย่างมาก
แต่ระหว่างที่พูดคุยกัน สีหน้าและคำพูดก็เผยความระมัดระวังอย่างเลี่ยงไม่ได้
อาจารย์ชวนคุย นักบัญชีเหวยแห่งภูเขาลั่วพั่วมักจะต้องคิดทบทวนอยู่ในหัวนานพักใหญ่กว่าจะให้คำตอบได้
เส้าอวิ๋นเหยียนปากก็บอกลูกศิษย์ว่าไม่ต้องตื่นเต้น แต่ในใจกลับชอบใจอย่างมาก
ลูกศิษย์ผู้สืบทอดเป็นแค่ขอบเขตโอสถทอง แต่กลับเป็นนักบัญชีของภูเขาลั่วพั่วแห่งใต้หล้าไพศาล
มีเก้าอี้นั่งในศาลบรรพจารย์ที่มีเก้าอี้อยู่แค่ไม่กี่ตัว เส้าอวิ๋นเหยียนที่เป็นอาจารย์จะไม่ภูมิใจได้อย่างไร?
ฉีถิงจี้กับกระบี่ส่วนตัวอย่างพวกจินเก้าเดินเล่นกันอยู่บนทางเส้นเล็กข้างธารน้ำในบริเวณใกล้เคียง
ฉีถิงจี้ตั้งใจเรียกสิงอวิ๋นและหลิ่วสุ่ยแห่งสำนักกระบี่ชิงผิงมาด้วยกัน
พวกเขาคุยถึงเรื่องเก่าๆ ในบ้านเกิดด้วยกัน
เสียงหัวเราะอย่างรู้ใจกันของพวกเขากับเสียงน้ำในลำธารไหลรินประหนึ่งการขับขานบทเพลงที่ไพเราะดั่งเสียงสวรรค์
ศาลเทพีบุปผาที่เมืองหลวง ราชครูเฉินผิงอันออกจากเรือนที่พักส่วนตัวที่เงียบสงบแห่งนั้นไปแล้ว
พวกฉีฟางกับหลัวฝูเมิ่งยังคงอยู่ดื่มชาต่อ
แต่แท้จริงแล้วกลับมีเทพีบุปผาของพื้นที่มงคลเยื้องกรายมาเยือนที่แห่งนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
คือการประชุมในศาลบรรพจารย์นอกสถานที่ครั้งหนึ่ง
สำหรับเรื่องของการสร้างลำน้ำแห่งร้อยบุปผาไว้ที่ใบถงทวีป เหล่าเทพีบุปผาต่างก็ให้การสนับสนุน
พวกนางไม่ขี้เหนียวคำชมต่อราชครูต้าหลีคนใหม่ท่านนั้น
แน่นอนว่าฉีฟางย่อมต้อง ปรับการ “สาดน้ำเย็น” ที่ตัวเฉินผิงอันบอกว่าเป็นการเอาคำพูดไม่น่าฟังมาพูดกันก่อนให้นุ่มนวลลง
แต่ถึงอย่างไรฉีฟางก็ไม่กล้าตกหล่นคำพูดใดไปแม้แต่คำเดียว
อย่างเช่นเรื่องของ “ด่านสิ้นปี” ที่แม้จะละไว้ไม่เอ่ยถึง
แต่ฉีฟางก็ใช้คำพูดอย่างอื่นเสริมมาแทน ถึงขั้นที่ว่าเป็นถ้อยคำที่ฟังแล้วรุนแรงกว่าที่เฉินผิงอันพูดด้วยซ้ำ
โชคดีที่สตรีที่ชะตาของการเป็นเทพีบุปผาของพื้นที่มงคลต่างก็สูงกันมากเหล่านี้มักจะคบค้าสมาคมกับโลกภายนอกเป็นประจำอยู่แล้ว
พวกนางแต่ละคนต่างก็รู้กันอยู่ในใจ เข้าใจหลักการเหตุผลที่พวกนางจำต้องทำความเข้าใจให้กระจ่างแจ้ง
ในอนาคตเมื่อทำเรื่องอะไรร่วมกับราชสำนักต้าหลี ไม่ว่าจะเป็นในอาณาเขตของต้าหลีเอง หรือจะเป็นสองฝากฝั่งของลำน้ำใหญ่ที่ใบถงทวีป
ล้วนไม่เหมือนกับการร่วมมือกับราชสำนักและแคว้นแข็งแกร่งล่างภูเขาของทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง
เทพีบุปผาเจ้าแห่งชะตาท่านหนึ่งอารมณ์ดีมาก ลูบศีรษะของเทพีบุปผาดอกเฟิ่งเซียนที่อยู่ข้างกาย
เอ่ยชื่นชมว่า “ช่างเป็นแม่ทัพนำโชคจริงๆ”
อู๋ไฉ่ยกนิ้วโป้งขึ้น แต่ก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง
เห็นว่าไม่มีใครขัดขวางก็หัวเราะร่า “เจ๋งสุดๆ ไปเลย”
เหนี่ยนซินไปที่ศาลเทพอัคคีมารอบหนึ่งแล้วก็หวนกลับมาที่ศาลเทพีบุปผา
คนเย็บผ้าท่านนี้เอาข่าวดีข่าวหนึ่งกลับมาจากเฟิงอี๋
เฟิงอี๋บอกว่าในเมื่อราชครูเฉินไม่มีความเห็นต่าง
ถ้าอย่างนั้นนางก็ขอให้พื้นที่มงคลร้อยบุปผาทำตามความปรารถนาได้สำเร็จอยู่ในสองสถานที่นั้น
ตั้งแต่ต้นจนจบเหนี่ยนซินไม่ได้พูดถึงเรื่องเชือกหลากสีเส้นนั้น ไม่ได้บอกว่าจะคืนเมื่อไหร่ คืนที่ใด
เจ้าแห่งบุปผาอย่างฉีฟางยังไม่ถามถึงเรื่องนี้
เทพีบุปผาเจ้าแห่งชะตาคนอื่นๆ และเหล่าเทพีบุปผาสิบสองเดือนย่อมไม่กล้าเปิดปากถามอย่างส่งเดช
รอกระทั่งเหนี่ยนซินออกไปจากศาลเทพีบุปผาแล้ว
ฉีฟางที่เงียบไปครู่หนึ่งก็คลี่ยิ้มเอ่ยว่า
“ทำสุดความสามารถที่มี เรื่องที่เหลือก็ปล่อยให้เป็นไปตามชะตาฟ้าลิขิต
ไม่ว่าจะเป็นของที่กลับคืนสู่เจ้าของหลังจากที่พวกเราทำตามสัญญาอย่างแรกสำเร็จ
หรือว่าต้องสร้างลำน้ำแห่งร้อยบุปผาขึ้นมาจริงๆ ก่อนแล้วค่อยคืนเชือกเส้นนั้นกลับมา พวกเราก็รอได้
ไหนๆ ก็รอมาตั้งนานหลายปีขนาดนี้แล้ว พี่สาวน้องสาวทั้งหลายโปรดอดทนรอกันหน่อย เชื่อว่าราชครูเฉิน…”
และเวลานี้เอง ท่ามกลางฟ้าดินก็เหมือนมีร้อยบุปผาพากันเบ่งบานต้อนรับฤดูใบไม้ผลิเกิดขึ้นอีกครั้ง
ประกายแสงสีหลากหลายสีสันสาดสะท้อนไปทั่วโลกมนุษย์
ดอกไม้สดหลากหลายชนิด ประหนึ่งมหามรรคาที่จำแลงไปทั่วภูเขาสายน้ำบนพื้นดิน
คือบุปผานานาพรรณพร้อมใจกันเบ่งบานรับฤดูใบไม้ผลิอย่างแท้จริงแล้ว
แก่นจิตวิญญาณแต่ละเส้นก็คือเส้นทางแห่งบุปผาแต่ละเส้นที่พากันพุ่งตรงมายังศาลเทพีบุปผาในเมืองหลวงต้าหลี
มุ่งหน้าไปยังพื้นที่มงคลร้อยบุปผาในทวีปแดนเทพแผ่นดินกลาง ต่างก็ไปตามหาเจ้าของของตัวเอง
ในศาลเทพีบุปผา ฉีฟางนำพาเหล่าเทพีบุปผาตำแหน่งสูงทั้งหลายที่น้ำตาเอ่อคลอดวงตาก้าวเร็วๆ เดินออกมาจากห้อง
มาถึงที่ลานบ้านแล้วก็ถอนเวทอำพรางตาออก
พากันยอบกายคารวะอย่างแช่มช้อย
ใช้คาถาทางใจที่ถ่ายทอดกันมาอย่างลับๆ ในพื้นที่มงคล
พากันจุดธูปทางใจคนละหนึ่งดอก เอ่ยขอบคุณบุรุษผู้นั้นจากใจจริง
คนเฝ้าศาลเย่ม่านที่คอยเฝ้าอยู่ในห้องด้านข้างตลอดเวลา ในที่สุดตอนนี้ก็ได้รู้แล้วว่าพวกนางเป็นใคร
นางขยับคอเสื้อผ้าแพรให้เข้าที่ แล้วก็น่าจะเดาได้แล้วว่าแขกสูงศักดิ์ที่บอกว่าตัวเอง แซ่เฉินผู้นั้นคือใคร
……
ระเบียงพันก้าวที่สองด้านแบ่งออกเป็นย่านหนันซวินกับตรอกเคอเจีย
แม้ว่าจะไม่ใช่พื้นที่ต้องห้าม แต่พวกชาวบ้านในเมืองหลวงต่างก็ไม่ชอบมาที่นี่
วันนี้บนถนนมีนักพรตสามคนเดินมาจึงดึงดูดสายตาผู้คนได้เป็นอย่างดี
นักพรตเฒ่าคนหนึ่งในนั้นยังคว้าตัวขุนนางหนุ่มผู้หนึ่งมาถามว่าจะไปจวนราชครูได้อย่างไร
ขุนนางที่เดิมทีก้าวเดินด้วยฝีเท้าเร่งร้อนจึงหยุดเดิน ยิ้มช่วยชี้ทางให้
นักพรตเฒ่าขอบคุณเขาแล้วถือโอกาสเอ่ยคำพูดไพเราะว่า
ดูจากใบหน้าเจ้าแล้วต้องเป็นคนที่มีโชคในวงการขุนนางอย่างแน่นอน
แม้ว่าคนหนุ่มจะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้ แต่รอยยิ้มบนหน้ากลับยิ่งกว้างมากกว่าเดิม
ถือเสียว่าเอาเคล็ดเอาฤกษ์เพื่อความเป็นสิริมงคลก็แล้วกัน
คนหนุ่มกลับไปเดินด้วยฝีเท้าเร่งร้อนต่ออีกครั้ง
เขาต้องไปร้องเรียนว่ายากจนที่ที่ว่าการกรมคลัง คราวก่อนวิธีที่ใช้ไม่ได้ผล
วันนี้เขาคิดกระบวนท่าใหม่มาได้แล้ว
นักพรตสามคนที่จะไปเยี่ยมเยือนจวนราชครูก็คือเหลียงส่วง เทียนซือต่างแซ่ของภูเขามังกรพยัคฆ์
เยว่กั๋วฝูที่เรียกตัวเองว่านักพรตโช่วชุน และนักพรตน้อยหวงฉาง
นักพรตโช่วชุนแค่พอจะเข้าใจเรื่องระเบียบพิธีการอย่างตื้นเขิน
แต่ในสำนักบ้านตนกลับมีศิษย์ลูกศิษย์หลานอยู่หลายคนที่เชี่ยวชาญการดูโหงวเฮ้งและการพยากรณ์ดวงชะตาจากตัวอักษร
เข้ามาในเรือนด้านหลังของจวนราชครูด้วยกัน
เหลียงส่วงเห็นเฉินผิงอันที่มายืนรออยู่ตรงเชิงบันไดก่อนแล้ว
เพราะสนิทสนมกันจึงไม่จำเป็นต้องคารวะด้วยขนบลัทธิเต๋า
เจินเหรินผู้เฒ่าลูบหนวดยิ้มกล่าว “จอกแหนล่องลอยกลับคืนสู่มหาสมุทรใหญ่ ชีวิตคนมีสถานที่ใดที่จะพบเจอกันไม่ได้ สหายเฉิน ได้เจอกันอีกแล้วนะ”
เฉินผิงอันกุมมือเขย่า “ขุนเขาซับซ้อน สายน้ำวกวนจนชวนให้คิดว่าไร้หนทางไปต่อ
ทว่าใต้เงาหลิวและท่ามกลางดอกไม้กลับมีหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งปรากฏ เจินเหรินผู้เฒ่า ยินดีด้วย ยินดีด้วย”
เหลียงส่วงถอนหายใจเบาๆ ความรู้สึกนับร้อยประดังประเดเข้าใส่
“หากไม่เป็นเพราะสหายให้การช่วยเหลือ ผินเต้าหรือจะสมปรารถนา”
เฉินผิงอันกล่าว “ฟ้าย่อมเกื้อหนุนผู้ที่รู้จักข่มใจตนเอง”
เหลียงส่วงเงยหน้ามองฟ้า พยักหน้ายิ้มตอบ “สวรรค์ช่างทรงพลังยิ่งนัก คอยขานรับและตอบสนองต่อจิตใจอันดีงามของมนุษย์”
นักพรตโช่วชุนยังคิดร่างคำพูดเหมาะๆ อยู่ในหัว
เหลียงส่วงกลับยิ้มเอ่ยว่า “ไม่ถ่วงเวลาการทำธุระสำคัญของเจ้าแล้ว
มาเยือนครั้งนี้หลักๆ แล้วเพราะนักพรตโช่วชุนต้องการจะมอบของขวัญให้เจ้า
พวกเจ้าคุยกันไปเถอะ ผินเต้าจะไปเดินเล่นที่ลานเรือนชั้นสอง
ใช่แล้ว ที่นี่มีกฎระเบียบเยอะหรือไม่? มีข้อห้ามอะไรที่ต้องระวังหรือไม่?”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “เจินเหรินย่ำเดินบนแผ่นดิน ปราศจากข้อห้ามทั้งปวง”
เหลียงส่วงหัวเราะเสียงดัง ยกนิ้วชี้ราชครูหนุ่ม “สหายเฉินไม่ไปอยู่ในวงการขุนนางของศาลบุ๋นก็ช่างน่าเสียดายจริงๆ”
เหลียงส่วงไปที่เรือนชั้นสอง นี่คือ “เรื่องในบ้าน” ของอิ่นกวานหนุ่มกับผู้ฝึกกระบี่เฒ่าคนหนึ่ง
เจินเหรินผู้เฒ่าคิดว่าตัวเองไม่ได้หน้าใหญ่พอที่จะชี้นิ้วบงการอะไรพวกเขาได้
ได้ยินคำว่า “มอบของขวัญ” เฉินผิงอันกลับไม่ได้รู้สึกประหลาดใจมากนัก
ในเมื่อนักพรตโช่วชุนที่มาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่มาเยือนจวนราชครู ย่อมไม่ใช่การมาซักไซ้กล่าวโทษอะไร
อีกทั้งนักพรตโช่วชุนยังไม่ใช่คนที่ชอบต้อนรับขับสู้ผู้คน ถ้าอย่างนั้นก็ได้แต่พูดคุยเรื่อง “การค้า” แล้ว
เกาะแห่งหนึ่งที่อยู่ใกล้กับทะเลทางทิศเหนือของเกราะทองทวีป
ด้านบนนั้นมีตำหนักเสียเฟิงที่ชื่อค่อนข้างประหลาดอยู่แห่งหนึ่ง
คงเป็นเพราะเมื่อสามร้อยปีก่อนได้เลื่อนเป็นจวนเซียนอักษรจง
แต่ว่าตำหนักเสียเฟิงที่อยู่ในเกราะทองทวีปนั้นไม่ถือว่าเป็นกองกำลังชั้นสูง
รากฐานธรรมดา แล้วก็ไม่มีผู้ฝึกตนห้าขอบเขตที่โดดเด่นมากเป็นพิเศษ
นับตั้งแต่ที่เปิดภูเขาจนมาถึงกลายเป็นสำนักและจนกระทั่งถึงทุกวันนี้ เคยมีขอบเขตหยกดิบแค่สองคน
เรื่องที่ทำให้คนพูดคุยกันอย่างออกรสมากที่สุดก็คือ
ในประวัติศาสตร์ของตำหนักเสียเฟิงเคยมีการ “ปล่อยให้หลุดมือ” จากการดูคนไม่ออกอยู่หลายครั้ง
พลาด ‘เซียนกระบี่” หลายคนที่ภายหลังเรื่องจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าทั้งคุณสมบัติและวาสนาล้วนยอดเยี่ยม
เดิมทีพวกเขาอยากอยู่กับตำหนักเสียเฟิงที่มีชื่อเสียงบนภูเขาไม่เลว
มีทั้งผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตกลางที่นำวิชาความสามารถเดิมมาขอฝากตัวเป็นศิษย์สองคน
แล้วก็มีผู้ฝึกกระบี่เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่พรสวรรค์โดดเด่น ออกทะเลมาเยี่ยมเยือนเซียน
ผลคือดอกไม้ไปหล่นในลานบ้านคนอื่นเสียนี่