กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1203.2 ส่งถ่านท่ามกลางหิมะ
บนภูเขาเล่าลือกันว่า “เซียนกระบี่สวีจวิน” ที่ทุกวันนี้มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วไพศาล
ก็คือเด็กหนุ่มที่ตอนนั้นเคยถูกตำหนักเสียเฟิงทำให้เสียใจ
แล้วก็ไม่มีใจคิดอยากจะเป็นผู้ฝึกตนบนทำเนียบอะไรอีก
เพียงแค่เพราะบรรพบุรุษบุกเบิกภูเขาเคยตั้งกฎเหล็กไว้ข้อหนึ่ง ไม่รับผู้ฝึกกระบี่
นักพรตโช่วชุนไม่ได้ใช้เสียงในใจ แต่เอ่ยโดยตรงว่า
“อิ่นกวาน ข้าอยากจะให้ตำหนักเสียเฟิงมาเป็นของภูเขาลั่วพั่ว ผู้ฝึกตนทุกคนต้องเปลี่ยนทำเนียบ”
ลังเลเล็กน้อย นักพรตโช่วชุนก็ยังฝืนนิสัยอธิบายว่า
“ไม่ใช่ว่าเอาอย่างสำนักกระบี่หลงเซี่ยงจริงๆ ข้ามาที่แจกันสมบัติทวีปครั้งนี้เดิมก็มีความต้องการเช่นนี้อยู่แล้ว
การที่คราวก่อนไม่ได้พูดเรื่องนี้ตอนอยู่ที่ท่าเรือชุนจวงก็เพราะไม่รู้ว่าควรจะเปิดปากอย่างไรถึงจะเหมาะสมจริงๆ”
เดิมที่ผู้เฒ่าก็ยังมีความมั่นใจอย่างมาก เพราะไม่ว่าอย่างไรตำหนักเสียเฟิงก็เป็นสำนักอักษรจงแห่งหนึ่ง
เพียงแต่ว่ารอกระทั่งเห็นงานพิธีการครั้งนี้กับตาตัวเอง
ได้ยินว่าฉีถิงจี้ถึงกับมอบสำนักกระบี่หลงเซี่ยงทั้งแห่งซึ่งไม่นับรวมตัวเขาให้กับเฉินผิงอัน
จิตแห่งมรรคาของนักพรตโช่วชุนก็เหมือนจะแตกสลายไปโดยตรง
เฉินผิงอันสามารถอาศัยเบาะแสที่ร้อยเรียงเชื่อมโยงกันเดาออกถึงสายการสืบทอดที่นักพรตโช่วชุนสร้างขึ้นมาก็จริง
เพียงแต่ว่าการที่อีกฝ่ายบอกว่าจะยกประคองส่งสำนักทั้งแห่งให้กับภูเขาลั่วพั่วด้วยสองมือ
เฉินผิงอันก็ยังประหลาดใจมากอยู่ดี
นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยังปฏิเสธไปอย่างละมุนละม่อมว่า
“ได้รับความเมตตาจากท่านผู้อาวุโส ผู้เยาว์ขอขอบคุณ
เพียงแต่ว่าไม่อาจตอบตกลงกับเรื่องนี้ได้ ในมือมีงานให้ทำเยอะเกินไป ไม่มีเวลามาดูแลจริงๆ”
นักพรตโช่วชุนเอ่ย “ข้าเข้าใจ มีสถานะใหม่ ทั้งยังเพิ่งจะพิสูจน์มรรคาบินทะยาน
ไม่ว่าเปลี่ยนมาเป็นใครก็คงไม่มีเวลาเหลียวแลเรื่องอื่น
นึกอยากจะให้สองเท้าที่ไม่ว่าจะหยัดยืนอยู่ที่ใด ที่แห่งนั้นก็ล้วนเป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรม
ทว่าใจคนของตำหนักเสียเฟิงไม่ได้ซับซ้อน ข้าอยู่ที่นั่นก็เคยชินกับการตัดสินใจคนเดียวแล้ว
อิ่นกวานไม่ต้องไปเยือนตำหนักเสียเฟิงด้วยตัวเอง ไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด
แค่ส่งขอบเขตหยกดิบสักคนไปเป็นเจ้าสำนักคนใหม่ก็ได้แล้ว”
เฉินผิงอันส่ายหน้ายิ้มๆ “ก็ยังไม่ได้อยู่ดี”
นักพรตโช่วชุนทำท่าจะพูดแต่ก็หยุดไป ในที่สุดก็ไม่ได้พูดอะไร
เพียงหยิบยันต์นำทางสองแผ่นออกมาจากชายแขนเสื้อ ยื่นส่งให้กับเฉินผิงอัน ยิ้มเอ่ยว่า
“เดิมทีนึกว่าตำหนักเสียเฟิงจะได้กลายเป็นสำนักเบื้องล่างของภูเขาลั่วพั่ว
ข้าก็จะสามารถทำหน้าหนาเก็บยันต์นำทางสองแผ่นนี้ไว้ได้
ยันต์นี้ได้มาจากเทียนซือผู้เฒ่าเหลียง ว่ากันว่าสามารถช่วยนำทางให้ผู้ที่ถือยันต์ไปเยือนพื้นที่มงคลหรือถ้ำสวรรค์ที่ปริแตกของยุคโบราณได้
อีกทั้งถ้ำสวรรค์กับพื้นที่มงคลยังสามารถเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน
ยันต์แผ่นหนึ่งเป็นของข้า อีกแผ่นหนึ่งเป็นของเกาเหมี่ยน ล้วนไม่มีความเกี่ยวข้องกับทางสำนัก”
ผู้เฒ่ายื่นมือไปลูบศีรษะของนักพรตน้อยที่อยู่ข้างกาย ทั้งตัดใจไม่ได้ แล้วก็ทั้งละอายใจ
จึงเอ่ยเย้ยหยันตัวเองว่า “เงินที่ได้กำไรมาจากการขายลูกศิษย์ เอามอบให้คนอื่นก็ดีเหมือนกัน”
นักพรตน้อยทำหน้ายับย่น อาจารย์ท่านก็รู้เหมือนกันหรือว่าขายลูกศิษย์น่ะ
เฉินผิงอันรับยันต์สองแผ่นมา เอ่ยว่า
“อันที่จริงผู้อาวุโสกับเจ้าประมุขผู้เฒ่าเกาสามารถไปที่หอบูชากระบี่ของภูเขาลั่วพั่วสักรอบหนึ่งได้”
นักพรตโช่วชุนส่ายหน้า “ไม่ไปแล้ว อิ่นกวานไม่พูดอะไร
อย่างมากสุดก็แค่ทำให้พวกเราคิดฟุ้งซ่านไปสารพัดเรื่อง ยิ่งคิดใจก็ยิ่งไม่สบาย
แต่ไปพบพวกเขา ไม่เพียงแต่ต้องลำบากหู ยังอาจจะโดนซ้อมด้วย”
นักพรตโช่วชุนใช้เสียงในใจเอ่ยว่า “ข้ารู้จักสหายคนหนึ่ง นางก็เหมือนกับพวกเรา ชื่อจริงคือโจวซ่ง ทุกวันนี้ก็อยู่ที่เกราะทองทวีป
คือผีเซียนที่เก็บตัวอยู่ในภูเขาลึกอย่างสันโดษฉายาของนางคือ “ชิงเมี่ยว”
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมอยู่ในซากปรักโบราณแห่งหนึ่งที่ชื่อว่าหมางซาน
ในเกราะทองทวีปแทบไม่มีใครรู้ถึงการดำรงอยู่ของนาง
การทรยศของหวานเหยียนเหล่าจิ่ง นางทายดวงชะตาคาดการณ์ได้ล่วงหน้านานแล้ว
ก่อนหน้านั้นที่สวีเซี่ยไปกราบข้าเป็นอาจารย์ที่ตำหนักเสียเฟิงก็เป็นการแอบชักนำอย่างลับๆ จากโจวซ่ง
สวีเซี่ยไปปรากฏตัวที่สนามรบของเกราะทองทวีปก็คือการมุ่งไปหาคมกระบี่ของหวานเหยียนเหล่าจิ่ง
คิดดูแล้วก็น่าจะเป็นการจัดการของโจวซ่งเช่นกัน”
เฉินผิงอันจดจำไว้ในใจ พยักหน้าเอ่ยว่า
“รอให้ข้าได้ไปเยือนเกราะทองทวีปแล้วคงต้องรบกวนให้ผู้อาวุโสช่วยนำทางด้วย”
นักพรตโช่วชุนกุมหมัดเอ่ย “หากเปลี่ยนใจเมื่อไหร่ก็ส่งกระบี่บินแจ้งข่าวไปที่ศาลบรรพจารย์ของตำหนักเสียเฟิง”
เฉินผิงอันไม่ได้เอ่ยอะไร
นักพรตโช่วชุนไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกว่าเป็นการเอาหน้าร้อนๆ ไปแนบกันเย็นๆ
กลับกันยังรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง ในอดีตตอนที่อยู่บ้านเกิด ผู้ฝึกกระบี่ส่วนใหญ่ก็ล้วนมีนิสัยเช่นนี้
นักพรตน้อยหวงฉางยืนอยู่ข้างกายนักพรตโช่วชุนตลอดเวลา เขาปลุกความกล้าถามว่า
“เจ้าขุนเขาเฉิน กานซิ่งอยู่ที่นี่หรือไม่?”
ก่อนหน้านี้เด็กน้อยได้เจอกับกานซิ่งที่ศาลเทพภูเขาเก่า และไม่นานก็กลายมาเป็นเพื่อนกันได้
ตอนลงจากภูเขา อาจารย์ก็บอกกับเขาว่าชายหญิงคู่ที่มาถึงตอนท้าย
ฝ่ายชายคือเจ้าขุนเขา ฝ่ายหญิงก็คือเซียนกระบี่อย่างที่กล่าวถึงในตำราเรื่องเล่าประหลาด
สรุปก็คือพวกเขาคือบุคคลที่มีความรับผิดชอบอย่างมาก คือคู่สร้างคู่สม
เด็กน้อยมึนๆ งงๆ เข้าใจอย่างครึ่งๆ กลางๆ เจ้าขุนเขาก็น่าจะเป็นเทพเซียนที่ได้ครอบครองภูเขาลูกหนึ่งกระมัง
ภูเขาไม่ใช่สิ่งแปลกใหม่สำหรับเด็กน้อย หลายปีมานี้แบกหูฉินขึ้นเหนือล่องใต้ติดตามอาจารย์ไปก็เดินอยู่ในภูเขาใหญ่ตลอด
อาจารย์แก่มากแล้ว ผอมจนเหมือนจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก
อาจารย์ยังบอกด้วยว่าภูเขาบางลูกตายไปแล้ว บางลูกก็ยังมีชีวิตอยู่
แต่ภูเขาที่มีชีวิตอยู่ วันหนึ่งก็อาจจะตายไปได้เหมือนกัน
ภูเขาที่ตายไปแล้ว วันหนึ่งก็อาจจะฟื้นคืนชีพกลับมาได้เหมือนกัน
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “กานซิ่งกับอาจารย์ของเขาไปที่ภูเขาลั่วพั่วบ้านข้า
เจ้าเองก็สามารถพาอาจารย์ทั้งสองไปหาสหายที่นั่นได้เหมือนกัน ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะตอบตกลง”
หวงฉางรู้สึกหวั่นไหวอยู่บ้าง เพียงแต่พอคิดดูแล้วก็ช่างมันเถอะ
ขออย่าให้ไม่ทันระวังอาจารย์คนเก่าไม่ต้องการตนแล้ว อาจารย์คนใหม่ก็เริ่มรำคาญตนด้วย
เฉินผิงอันพานักพรตโช่วชุนไปส่งที่เรือนชั้นสอง ฝ่ายหลังยิ้มเอ่ยว่า
ไม่ต้องไปส่งแล้ว ราชครูส่งถึงแค่ตรงนี้ก็พอ
เจินเหรินผู้เฒ่ายืนอยู่ท่ามกลางเงาต้นสน กำลังดูขุนนางหนุ่มสองคนประลองหมากกัน
พวกเขาได้ยินคำพูดของผู้เฒ่าร่างผอมแห้งก็รีบหยุดเล่น
ทั้งไม่กล้าลุกขึ้นเดินกลับไปในห้องทำงานทันที แล้วก็ไม่กล้าเล่นต่อ
รอกระทั่งแขกผู้สูงศักดิ์จากไปแล้ว ราชครูก็หมุนตัวกลับเข้าไปในเรือนชั้นสามแล้ว
พวกเขามองสบตากันก็ยังคงตัดสินใจว่าจะเล่นหมากกระดานนี้ให้จบ
ออกจากจวนราชครู เดินไปได้ไกลมาก หวงฉางหันกลับไปมองสิ่งปลูกสร้างใหญ่โตมโหฬาร
ที่เหมือนสิ่งมีชีวิตร่างใหญ่ยักษ์นอนขดตัว ถามเสียงเบาว่า “อาจารย์อะไรคือราชครูหรือ”
นักพรตโช่วชุนเก็บอารมณ์ความคิดของตัวเอง พลันคืนสติกลับมา อธิบายว่า
“จักรพรรดิไร้ความสามารถก็คืออาจารย์ของจักรพรรดิ จักรพรรดิทรงพระปรีชาก็คือสหายของจักรพรรดิ”
หวงฉางรู้สึกอิจฉายิ่งนัก เอ่ยชื่นชมว่า “ขุนนางใหญ่! เท่ห์มากเลย!”
นักพรตร่างผอมแห้งหัวเราะ อันที่จริงบัณฑิตที่เสนอแนวคิดนี้ขึ้นมาคนแรกสุด คือบิดาของสหายคนหนึ่ง
สหายคนนี้มีชื่อว่าเมิ่งเหลียง นามปู้กวง ชอบเรียกตัวเองว่าอาเหลียง
เหลียงที่แปลว่าดีงาม คือมือกระบี่คนหนึ่ง
จำได้ว่าตอนที่เพิ่งจะรู้จักกับเขา เคยได้เดินทางท่องเที่ยวในเกราะทองทวีปอยู่ด้วยกันระยะเวลาหนึ่ง
ทั้งสองฝ่ายต่างก็เข้าใจหลักการเหตุผลที่ว่าคบกันอย่างตื้นเขินไม่ควรพูดจาลึกซึ้งเกินควร
นักพรตเฒ่าจึงบอกไปว่าตัวเองอยู่ในเกราะทองทวีปไม่มีอาจารย์ไม่มีที่พึ่งอะไร ไม่มีสายสืบทอดใดๆ
ชายฉกรรจ์เนื้อตัวมอมแมมชอบทำตัวเอ้อระเหยลอยชาย
เวลาดื่มเหล้ามักจะดื่มแต่เหล้าราคาแพงเสมอ พอดื่มไปแล้วก็หน้าแดงหูแดงได้ง่าย
ตอนที่ต้องจ่ายเงินดวงตาจะปรือด้วยความเมา พูดอ้อแอ้ฟังไม่ชัด
รอกระทั่งนักพรตเฒ่าจ่ายเงินเสร็จแล้วก็ราวกับว่าวิญญาณกลับเข้าร่างในทันทีอย่างไรอย่างนั้น
หดคอ ไหล่สั่น สะดุ้งเฮือกพริบตาเดียวก็กลับมามีกำลังวังชาอีกครั้ง
มีครั้งหนึ่งเขาพูดถึงชาติตระกูลของตัวเองอย่างที่หาได้ยาก
บอกว่าบิดาของเขาก็คือลูกศิษย์ลัทธิขงจื๊อคนหนึ่ง อ่านตำรา สอนหนังสือ เขียนหนังสือมาชั่วชีวิต
ชีวิตนี้เป็นแค่บัณฑิตคนหนึ่งเท่านั้น
เขายังพูดอย่างปลงอนิจจังว่า ข้าสอนหนังสือไม่เป็น ยิ่งเขียนหนังสือไม่ได้
แต่อันที่จริงข้าก็คือบัณฑิตที่แท้จริงคนหนึ่งเหมือนกันนะ ไม่ได้โกหกจริงๆ
ตลอดชีวิตมีแต่ความใจกว้างและความองอาจ ไม่เคยพร่ำบ่นหรือตัดพ้อ
พอออกจากร้านเหล้าไอ้หมอนั่นก็พูดจาห้าวเหิมพลางแยกเขี้ยวรังเกียจว่าอาหารเค็มไปจืดไป
ในเหล้าผสมน้ำเปล่าเข้าไป เดือดร้อนให้พี่ชายต้องกลายเป็นหมูที่ถูกเชือด
คงเป็นเพราะสัมผัสได้ว่าสายตาของนักพรตเฒ่าที่อยู่ข้างกายไม่ค่อยเป็นมิตร
บุรุษที่ส่งเสียงเรอเพราะฤทธิ์สุราก็เลยเริ่มอวดรู้อ้างตำรา
ไม่รู้ว่าเป็นคำพูดที่ไปคัดลอกมาจากตำราหายากเล่มใด
โลกมนุษย์จะบอกว่าใหญ่ก็ไม่ใหญ่ จะบอกว่าเล็กก็ไม่เล็ก
ล้วนเป็นการบันดาลและขับเคลื่อนของหยินหยางตามกลไกแห่งฟ้า
วิถีทางโลกหากจะบอกว่ากว้างก็ไม่กว้าง จะบอกว่าแคบก็ไม่แคบ
ความกว้างความแคบล้วนอยู่ในจักรวาลที่พลิกกลับหัวในจอกเหล้าทั้งนั้น
ภายหลังทั้งสองฝ่ายเริ่มสนิทกันมากขึ้นแล้ว นักพรตเฒ่ายังไปเยือนฝูเหยาทวีปเป็นเพื่อนเขรอบหนึ่ง
ทุกวันนี้มาย้อนนึกดูก็ยังเสียใจภายหลังไม่หาย
การดื่มเหล้าครั้งสุดท้ายของสองฝ่าย นอกร้านเหล้ามีหิมะใหญ่เท่าขนห่านปลิวปราย
ดูเหมือนว่าบุรุษจะดื่มจนเมาจริงๆ ถึงได้โหวกเหวกว่าจะออกเดินทางไกล
เถ้าแก่เนี้ยของร้านเหล้าคือสตรีวัยกลางคนที่ยังคงมีเสน่ห์อยู่เต็มเปี่ยม
บุรุษจึงตะเบ็งเสียงเอ่ยไปประโยคหนึ่งว่า
วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า การเรียนรู้ประหนึ่งการค่อยๆ รวมแสงจนรุ่งโรจน์
ชะตาชีวิตหาได้ง่ายไม่ จึงควรเคารพและถนอมรักษาไว้
เถ้าแก่เนี้ยคือคนที่ดูของออก นางจึงถามบุรุษที่ดูเหมือนว่าความสามารถจะตรงข้ามกับหน้าตาอย่างสิ้นเชิงผู้นี้ว่า
มียศศักดิ์ชื่อเสียงหรือไม่
อาจเป็นเพราะบุรุษหน้าบาง จึงทำท่าเหนียมอาย พูดจาอึกๆ อักๆ
บอกว่าเขาคือมือกระบี่ในยุทธภพที่พเนจรไปทั่วสารทิศ
อากาศด้านนอกหนาวเหน็บ ดื่มเหล้าไปสามรอบจนท้องไส้เริ่มอุ่นขึ้นมาแล้ว
เดินออกมาจากร้านเหล้า หิมะใหญ่ยังไม่หยุดตก
ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายกำลังจะจากลากัน จุดที่สายตามองไปเห็น ดอกเหมยผลิบานแล้ว
เขาบอกว่าตัวเองจะไปเยือนสถานที่แห่งหนึ่งที่อยู่ห่างไปไกลมาก
ไปหาคนที่ในชื่อมีอักษรคำว่า “ซี” ดูว่าวิชาความรู้ของเขาสูงหรือไม่
ดูว่าอีกฝ่ายอ่านตำราได้เป็นหรือตาย
ถือโอกาสดูด้วยว่าในบ้านของเขามีแม่นางดีๆ ที่ทั้งงดงาม ทั้งอ่อนโยน ทั้งเพียบพร้อมแล้วยังไม่ได้ออกเรือนหรือไม่
นักพรตเฒ่าเอ่ยสัพยอกไปประโยคหนึ่งว่า หากเป็นสตรีที่ดีขนาดนี้ แต่ดันแต่งงานแล้วล่ะ
อาเหลียงจับประคองงอบแล้วเช็ดปาก ในดวงตาฉายประกายเจิดจ้า หัวเราะดังหึหึ
บุรุษที่ไม่ทำตัวเอ้อระเหยลอยชายอีกต่อไปเอ่ยกับสหายว่าถนอมตัวด้วย
แล้วเดินไปท่ามกลางพายุหิมะเพียงลำพัง หิมะที่กองทับถมกันอยู่บนพื้นส่งเสียงดังสวบสาบ
บุรุษหันหลังให้กับนักพรตเฒ่า เขายกมือขึ้นกำเป็นหมัดหลวมๆ แสดงถึงการอำลา
นักพรตโช่วชุนรู้สึกเสียใจเหลือเกิน
ผลคือรอกระทั่งวันที่สองที่นักพรตเฒ่าบังเอิญเดินผ่านตรอกที่อยู่ใกล้เคียงพอดี
ก็ได้ยินน้ำเสียงที่คุ้นเคยดังมาแต่ไกล ก็เลยไปที่ร้านเหล้าแห่งนั้น
เห็นว่าเจ้าหมอนั่นนั่งหันหลังให้กับประตู ยกเท้าข้างหนึ่งวางไว้บนม้านั่ง
กำลังทายหมัดดื่มเหล้ากับเถ้าแก่เนี้ยที่หัวเราะเบิกบานดั่งกิ่งบุปผาส่ายไหว
เรื่องราวในอดีตยังแจ่มชัดต่อสายตา ราวกับกำลังเปิดอ่านหนังสือเก่าเล่มบางๆ
เดินอยู่ในระเบียงพันก้าว นักพรตโช่วชุนคิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ
ไหนบอกว่าเมื่อไม่กี่ปีก่อนที่บ้านเกิดมีคำกล่าวอย่างหนึ่ง มองไกลๆ มองใกล้ต่างก็เหมือนอะไรแล้วนะ?
ได้เจอกับอิ่นกวานหนุ่มแล้วก็ไม่เห็นจะเหมือนเลยนี่นา