กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1203.3 ส่งถ่านท่ามกลางหิมะ
เรือนด้านหลังของจวนราชครู เด็กสาวสวมหมวกขนเดียวยกสองมือเท้าเอว
เงยหน้าขึ้นมองซ่งอวิ๋นเจียนที่ตัวสูงมาก และยังมีต้นท้อที่สูงยิ่งกว่าที่เมื่อครู่นี้ดอกไม้พลันบานสะพรั่ง
เสี่ยวโม่นั่งอยู่บนบันได วางไม้เท้าเดินป่าพาดขวางไว้บนหัวเข่า
เฉินผิงอันอยู่ในห้องของหลินโส่วอี
พูดคุย “เคล็ดวิชาทางใจที่สืบทอดในตระกูล” บางอย่างกับเฉาฉิงหล่าง
ไม่เกี่ยวพันไปถึงหลักการเหตุผลของอริยะปราชญ์
ล้วนเป็นเคล็ดลับในการอยู่ร่วมสังคมกับผู้อื่นและการคบค้าสมาคมกับพวกบัณฑิต
ยกตัวอย่างเช่น ต้องไปหาอาจารย์ผู้เฒ่าคนหนึ่งมีผลงานเขียนมากมายจนกองสูงท่วมหัว
หากตอนแรกไม่เข้าใจ คืนก่อนวันจะไปก็เปิดตำราของเขาอ่านให้ละเอียดก่อน
วันต่อมาเมื่อเจอหน้ากันถึงจะพูดคุยกันได้ง่าย
เฉินผิงอันวางตำราเล่มหนึ่งลง คือรวมเล่มบทกวีคำว่า “หิมะ” ที่หลินโส่วอีอยู่ว่างๆ
ไม่มีอะไรทำจึงเรียบเรียงขึ้นมาเอง แล้วก็ให้คำวิจารณ์ไปว่า “เทียบกับพ่อครัวเฒ่าแล้วยังขาดความหมายไปบ้าง”
หลินโส่วอียิ้มเอ่ย “จะเทียบได้อย่างไร”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน ถามว่า “ข้าจะไปหาเกี๊ยวน้ำกินสักหน่อย ไปด้วยกันไหม?”
หลินโส่วอีที่สุภาพอ่อนโยนมาโดยตลอดตอบว่า “ข้าไม่นั่งร่วมโต๊ะกับเศษสวะ”
ออกจากห้องนี้ไปแล้ว เขาก็เดินเนิบช้าไปบนระเบียงทางเดินที่สามารถได้ยินเสียงปลายพู่กันตวัดลงบนกระดาษดังแกรกกรากเป็นระลอก
เหล่าขุนนางหนุ่มที่ง่วนทำงานอยู่ในแต่ละห้องยังคงง่วนทำงานกันต่อไป
อันที่จริงเฉินผิงอันไม่ได้ชอบหิมะตกช่วงฤดูหนาวมากนัก
ก็เหมือนอย่างปีนั้นที่เขาเคยพาเผยเฉียนเดินทางผ่านเมืองหลวงของราชสำนักต้าเฉวียน
อยู่บนยอดเขาแล้วมองไกลๆ ไปเห็นนครเซิ่นจิ่ง คือภาพอันงดงามราวกับแดนเซียวแก้วใสอย่างไรอย่างนั้น
ภูเขากับนครอันที่จริงห่างกันแค่ไม่กี่ก้าวเท่านั้น แต่เฉินผิงอันก็ไม่ได้ไปเดินเล่นที่นั่น
ไม่ใช่แค่ว่าต้องการใช้วิธีการเช่นนี้เป็นฝ่ายขีดเส้นแบ่งกับเหยาจิ้นจือเท่านั้น
ยังเป็นเพราะแท้จริงแล้วเฉินผิงอันหวาดกลัววันที่หิมะตกหนักมาโดยตลอด
ต่อให้ได้ฝึกหมัดได้เรียนกระบี่แล้ว ยิ่งนานขอบเขตก็ยิ่งสูงมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่ทุกครั้งที่เจอกับหิมะใหญ่ปลิวปราย ก็ยังคงมีความรู้สึกซับซ้อนที่ยากจะใช้ถ้อยคำใดมาบรรยายได้อยู่ดี
ต่งสุ่ยจิ่งเงยหน้าขึ้น รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง คือแขกไม่ได้รับเชิญที่คาดไม่ถึงจริงๆ
ต่งสุ่ยจิ่งวางตะเกียบลง ยิ้มเอ่ย “มาได้อย่างไร”
คนที่มาก็คือเฉินผิงอันที่ร่ายเวทอาพรางตา
เขาหยิบตะเกียบคู่หนึ่งออกมาจากกระบอกไม้ไผ่บนโต๊ะ สั่งเกี๊ยวน้ำใส่ขึ้นฉ่ายหนึ่งชาม
ต่งสุ่ยจิ่งเอ่ย “ขอแสดงความยินดีด้วย”
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ ยิ้มเอ่ยว่า “ทำตัวห่างเหินกันถึงเพียงนี้
ทั้งๆ ที่ไปถึงจวนราชครูแล้ว แต่กลับไม่เข้าประตูไป ทำไม รู้สึกว่าข้าเป็นขุนนางแล้วก็ต้องแยกย้ายกันไปทางใครทางมันแล้วหรือ”
ต่งสุ่ยจิ่งลังเลเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า “วันนี้ไม่เหมือนวันวาน ต้องหลีกเลี่ยงข้อครหาสักหน่อย”
อาจารย์สวี่ที่นำพาเขาเดินไปบนเส้นทางของคนเชื่อดาบเคยบอกว่า
เงินกับอำนาจหากทั้งสองอย่างนี้ต่างก็บริสุทธิ์ ก็สามารถเป็นวิญญูชนผู้มีคุณธรรมกับสตรีผู้รักษาพรหมจรรย์ได้
แต่หากสัมผัสเข้าด้วยกันก็คือฟืนแห้งกับไฟร้อนแรง ชายเป็นโจรหญิงเป็นคณิกา
ต่งสุ่ยจิ่งพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “กิจการของข้าในทุกวันนี้ไม่ค่อยจำเป็นต้องพึ่งพาอำนาจบารมีของราชครูเท่าไรแล้ว”
เฉินผิงอันเอ่ยอย่างไม่เห็นเป็นสำคัญ
“แม้จะเป็นหลักการเหตุผลข้อนี้ แต่ต้องห่างเหินกันเพราะแค่จะหลีกเลี่ยงข้อครหาก็คงไม่ดีกระมัง”
ต่งสุ่ยจิ่งกล่าว “ก็แค่ต้องระวังตอนอยู่ในเมืองหลวงต้าหลีเท่านั้น
อยู่ในสถานที่อื่นๆ ควรเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องถึงขั้นยิ่งเดินก็ยิ่งห่างกันไปไกล”
เฉินผิงอันยิ้มถาม “เจ้าห่างเหินกับข้า แต่ข้าไม่เกรงใจเจ้าหรอกนะ
ขอถามหน่อยเถอะ ศัตรูในจินตนาการของต่งครึ่งเมืองคืออาจารย์ฟานหรือเทพเจ้าแห่งโชคลาภหลิว?”
ในเรื่องของการหาเงิน อย่างน้อยที่สุดคนวัยเดียวกันที่เฉินผิงอันละอายใจว่าตัวเองสู้ไม่ได้ก็มีต่งสุ่ยจิ่งเป็นหนึ่งในนั้น
การหาเงินทั้งต้องอาศัยความจมูกไวแล้วก็ต้องอาศัยลางสังหรณ์
ใต้หล้านี้มีอาชีพใดบ้างที่ไม่ต้องพิถีพิถันในเรื่องบรรพบุรุษประทานข้าวให้กิน?
เห็นได้ชัดว่าต่งสุ่ยจิ่งมีการเตรียมคำพูดไว้ก่อนแล้ว
“ทั้งไม่อยากเอาอย่างอาจารย์ฟ่านที่เป็นบรรพบุรุษบุกเบิกสำนักก่อตั้งพรรค
แล้วก็ไม่ได้มีความคิดที่อยากจะสร้างตระกูลให้แข็งแกร่งอย่างเทพเจ้าแห่งโชคลาภหลิว
ข้าหาเงินก็แค่หาเงินอย่างเดียวเท่านั้น เพราะชอบขั้นตอนของการหาเงิน
แต่ระหว่างนั้นจะหาเงินได้มากน้อยแค่ไหน ข้าก็มีการคิดคำนวณอยู่เหมือนกัน
คิดมาโดยตลอดว่าวันใดวันหนึ่งแค่เงินจากการขายเกี๊ยวน้ำไม่กี่ถ้วยที่นอนอยู่บนสมุดบัญชีซึ่งได้มาจากฟ้าดินก็จะคืนให้กับฟ้าดิน”
เฉินผิงอันกัดแผ่นแป้งย่างคำใหญ่ พูดเสียงอู้อี้ “คำพูดทำนองนี้ แค่ฟังก็รู้สึกว่ากวนโอ๊ยแล้ว ใครจะไปเชื่อ”
ต่งสุ่ยจิ่งยิ้มเอ่ย “เมื่อก่อนก็ไม่เคยเอ่ยความในใจแบบนี้กับใคร คนอื่นไม่เชื่อ แต่เจ้าต้องเชื่อ”
เฉินผิงอันถาม “ยังอ่านหนังสืออยู่ไหม?”
ต่งสุ่ยจิ่งพยักหน้า “แน่นอน แต่ส่วนใหญ่จะอ่านตำราเบ็ดเตล็ด ไม่เกี่ยวพันกับหลักความหมายและคติธรรมในคัมภีร์”
เฉินผิงอันพูดโน้มน้าวว่า “คนอื่นนั้นช่างเถอะ จะอ่านหรือไม่อ่านตำรา จะอ่านตำราอะไร จะต้องมีความสนใจมาก่อนเป็นอันดับแรก
แต่เจ้านั้นไม่เหมือนกัน เงินเยอะก็ต้องคู่ควรกับคุณธรรมยิ่งใหญ่
อย่างน้อยที่สุดก็ต้องคู่ควรกับวิธีการที่แข็งกร้าว อย่างไรก็ต้องอ่านตำราให้มากหน่อย
เมื่อก่อนคิดมาตลอดแต่ก็ไม่เคยเข้าใจ ทำไมทุกครั้งที่ข้าถามคำถามเกี่ยวกับการศึกษาวิชาหาความรู้จากอาจารย์
เสนอความคิดของตัวเองออกไปอาจารย์อดทนฟังจนจบ ให้คำวิจารณ์แล้วก็มักจะพูดว่าดี หรือไม่ก็ดีมาก เยี่ยมมากอยู่เสมอ”
ต่งสุ่ยจิ่งมีสีหน้าประหลาด
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “ตอนนี้เจ้าคิดอย่างไร ตอนนั้นข้าก็คิดเหมือนกัน
ดังนั้นภายหลังมีวันหนึ่งอยู่บนหัวกำแพงเมือง นอกจากจะฝึกกระบี่แล้วก็ยังถามศิษย์พี่จั่วด้วย
ถึงได้รู้สาเหตุที่แท้อาจารย์รู้สึกว่าสิ่งที่ได้จากการอ่านตำรา ไม่ว่าจะเป็นความสงสัย การใคร่ครวญ หรือความคิดเห็น
ก็คือดีจริงๆ ไม่ได้หลอกข้า แล้วก็ไม่ใช่เพราะว่าข้าคือลูกศิษย์คนสุดท้าย เขาถึงได้พูดว่าดี
อีกอย่างก็คือคนที่อาจารย์เคยเจอและเรื่องราวที่เคยประสบพบมาก็มีมากมายความใจกว้างของเขาไม่ใช่แค่กว้างเพราะการอ่านตำรา
แต่ยังถูกเรื่องราวหลากหลายในโลกมนุษย์บังคับถ่างดันให้กว้างขึ้นด้วย”
ต่งสุ่ยจิ่งเงียบงัน
เฉินผิงอันคีบเกี๊ยวน้ำชิ้นหนึ่งขึ้นมาเคี้ยวอย่างละเอียด กลืนช้าๆ เอ่ยเนิบช้าว่า
“การศึกษาหาวิชาความรู้ ทั้งต้องทุ่มเทบากบั่นอย่างโดดเดี่ยว อดทนต่อความเปลี่ยวเหงาได้และขณะเดียวกันก็ต้องแผ่ไอคุกคามอันดุดัน
เหมือนกับการพบเจอศัตรูในตรอกแคบ พบเจอกันบนทางแคบ ปาดมีดไปบนลำคอต้องได้เห็นเลือด ถึงจะยอมหยุดมือ”
“เคยอ่านเจอข้อคิดและความเข้าใจที่ได้จากการอ่านหนังสือที่เขียนด้วยลายมือของศิษย์พี่ชุยจากในตำราบันทึกการท่องเที่ยวเล่มหนึ่งที่อยู่บนโต๊ะของจวนราชครู”
“ศึกษาวิชาความรู้ต้องมีกลิ่นอายดุดัน อ่านตำราก็ต้องมีสุดยอดเคล็ดวิชา ตำราดี ตำราทั่วไป ล้วนต้องบุกสังหารไปให้ปรุโปร่ง
วีรบุรุษและอริยะปราชญ์บนตำรา คนชั่วโจรผู้ร้าย ล้วนต้องสังหารให้หมดสิ้น”
บุรุษคนหนึ่งที่ไม่เคยเรียนหนังสือที่โรงเรียนแม้แต่วันเดียว กับบุรุษคนหนึ่งที่ตั้งแต่เด็กมาก็ตัดสินใจแล้วว่าจะหาเงินให้ได้เยอะๆ
พวกเขากินเกี๊ยวน้ำกันอยู่ข้างทาง พูดคุยเรื่องของการศึกษาวิชาความรู้
ต่งสุ่ยจิ่งมองคนวัยเดียวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะด้วยสายตาลึกล้ำ “มีข้อคิดและความเข้าใจของตัวเองไหม”
เฉินผิงอันยกมือขึ้นโบกเรียกเถ้าแก่ ยื่นชามที่ว่างเปล่าในมือส่งไปให้ สั่งเกี๊ยวน้ำมาอีกชาม
ยิ้มเอ่ยว่า “มี จะไม่มีได้อย่างไร ใคร่ครวญหาวิธีโง่ๆ ออกมาได้
ก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในหอตำราของทะเลสาบหัวใจก็ได้สะสมกระดาษบันทึกไว้ได้หลายล้านแผ่นแล้ว
น่าเสียดายที่…หายไปหมดแล้ว แต่ไม่เป็นไร ทำใหม่ก็ได้
สรุปก็คือต้องเอาชนะที่จำนวนก่อน แล้วค่อยเอามากลั่นกรอง ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป
คัมภีร์หลัก คัมภีร์ประวัติศาสตร์ คัมภีร์ปรัชญา และคัมภีร์วรรณกรรมของลัทธิขงจื๊อ
สามคัมภีร์หลักและสี่คัมภีร์ประกอบของลัทธิเต๋า ไม่ได้คุยโวกับเจ้านะ
หลายปีมานี้ข้าตั้งใจศึกษาหนังสือเฉพาะทางจำพวกบรรณานุกรม ฉบับพิมพ์ต้นฉบับ และเอกสารอ้างอิงมาอย่างดี
วิธีการนี้ของข้าแน่นอนว่าต้องมีหลักฐานมาก สร้างสรรค์น้อย คัดลอกมาก แต่สรุปประมวลผลน้อย
คือคำกล่าวที่ใช้บรรยายว่าวัดใหญ่ประตูกว้างจนควบม้าผ่านได้
ในอดีตครั้งแรกที่ได้เห็นคำกล่าวนี้ก็ถึงกับตะลึงงันไปทันที
ภายหลังก็อ่านเจอเรื่องเล่าของลัทธิพุทธที่บอกว่าซ่อนตำราไว้ในวังมังกร ก็ยิ่งรู้สึกเหลือเชื่อเข้าไปใหญ่
ดังนั้นวิธีในการอ่านตำราของข้า เคล็ดลับเฉพาะตัวก็เรียบง่ายอย่างถึงที่สุด ในบางช่วงเวลาคือต้อง “อ่านตำราเสร็จแล้ว” ตามความหมายหน้าตัวอักษร หึ นี่ก็คือข้อดีของการฝึกบำเพ็ญตนแล้ว”
ต่งสุ่ยจิ่งพยักหน้า “เมื่อก่อนเคยได้ยินคนเฒ่าคนแก่เล่าว่า ชั่วชีวิตนี้พวกเราหาเงินได้มากน้อยแค่ไหนก็ล้วนเป็นการสะสมมาจากชาติก่อน
ความโชคดีและเคราะห์ร้ายของชาติหน้าก็ล้วนเป็นความดีและความผิดของชาตินี้”
ออกจากบ้านเกิด ต่งสุ่ยจิ่งก็เคยได้ยินหลักการเหตุผลทำนองเดียวกันนี้
ยกตัวอย่างเช่นสติปัญญาความเฉลียวฉลาดของชาตินี้ ก็คือ “ทรัพย์สิน” ที่พวกเราสะสมมาในแต่ละชาติ
ต่งสุ่ยจิ่งใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “บางครั้ง แค่บางครั้งนะ ก็รู้สึกเสียใจภายหลังอยู่เล็กน้อยที่ปีนั้นไม่ได้เรียนหนังสือต่อ
คิดว่าหากติดตามพวกเจ้าไปขอศึกษาต่อที่สำนักศึกษาซานหยาจะดีกว่านี้หรือไม่”
ปีนั้นเขากับสือเจียซุนต่างก็ละทิ้งเส้นทางของการไปศึกษาต่อซึ่งถูกลิขิตมาแล้วว่ารายล้อมไปด้วยอันตรายรอบด้าน
นับแต่นั้นมาก็เดินไปบนเส้นทางที่แตกต่างจากพวกหลี่เป่าผิงหลินโส่วอีอย่างสิ้นเชิง
ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่า หลี่ไหวที่แค่ท่องตำราก็ทำท่าจะหลับมิหลับแหล่
พอเลิกเรียนก็สดใสร่าเริงได้ทันใด จะกลายมาเป็นนักปราชญ์ของสำนักศึกษาอย่างแท้จริงแล้ว
ต่งสุ่ยจิ่งเอ่ยเย้ยหยันตัวเอง “บอกตามตรง ก็ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าตัวเองจะเป็นเศรษฐีบ้านอกที่มีเงินหมื่นก้วนร้อยเอว
แต่ละคนต่างก็มีชะตาต่างกันไป พวกเราต่างก็โชคดีกันมาก”
เฉินผิงอันเงียบไปนาน ก่อนจะพูดกลั้วหัวเราะเบาๆ ว่า “ไม่เป็นไร ความรู้อยู่ในตำรา แล้วก็อยู่นอกตำราด้วย”
ต่งสุ่ยจิ่งอึ้งตะลึง
เฉินผิงอันเอ่ยว่า “อันที่จริงอาจารย์ฉีเป็นคนพูด ข้าก็แค่ยกคำกล่าวเขามาเท่านั้น”
ต่งสุ่ยจิ่งหัวเราะ “เหมือน”
ก็เหมือนอย่างที่พวกต่งสุ่ยจิ่งยากจะเรียกเขาว่าอาจารย์อาน้อย และดูเหมือนว่าเขาเฉินผิงอันเองก็ยากจะเรียกว่าศิษย์พี่ฉีเหมือนกัน
ห่างไปไกล ข้างร้านขายเครื่องประทินโฉมแห่งหนึ่ง กู้ช่านถามว่า “ทำไมไม่ไปขอกินดื่มกับเขาด้วยล่ะ?”
หลิวเสี้ยนหยางยิ้มเอ่ย “แม้ว่าจะเป็นคนบ้านเดียวกันที่มีความสัมพันธ์ไม่เลว แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่คนบนเส้นทางเดียวกัน”
คนหนึ่งหาเงินเก่งเกินไป มักจะรู้สึกว่าพรุ่งนี้จะกินข้าวไม่อิ่ม
คนหนึ่งใช้เงินเก่งเกินไปมักจะเชื่อว่าพรุ่งนี้ต้องไม่มีทางหิวโหย
แม้ว่าหลิวเสี้ยนหยางจะอายุมากกว่าต่งสุ่ยจิ่งเล็กน้อย แต่พวกเขาต่างก็เคยเรียนอยู่ในโรงเรียนของอาจารย์ฉีด้วยกัน
พอจะถือว่าเป็นเพื่อนร่วมห้องเรียนกันได้ครึ่งตัว
กู้ช่านเอ่ย “จะว่าไปแล้วก็คือยอมรับว่าความสามารถในการหาเงินของตัวเองสู้คนอื่นเขาไม่ได้
ไม่มีหน้าจะไปอยู่ใกล้ต่งครึ่งเมือง”
หลิวเสี้ยนหยางพยักหน้า “ความสามารถในการหาเงินของต่งสุ่ยจิ่งก็เหมือนกับพรสวรรค์ในการฝึกกระบี่ของข้าที่ไม่อาจหาเหตุผลมาอธิบายได้”
จำต้องพูดว่าบ้านเกิดของพวกเรามีแต่คนมากความสามารถจริงๆ
กู้ช่านเอ่ย “เจ้าคนนี้ชอบทำตัวสนุกสนานร่าเริง แต่แท้จริงแล้วใจที่คิดอยากเอาชนะกลับมีมากกว่าใคร
แม้จะไม่ได้ขี้เหนียว ไม่ว่าอะไรก็ยอมสอนให้เฉินผิงอัน รอกระทั่งเขาแข็งแกร่งกว่าเจ้าแล้ว
เจ้ากลัวจะแพ้ก็เลยไม่คิดจะสัมผัสความรู้ในด้านนี้เสียเลย”
หลิวเสี้ยนหยางพยักหน้า “มีนิสัยเสียๆ เช่นนี้อยู่จริง ขอน้อมรับไว้อย่างถ่อมตัว แต่ยืนกรานว่าจะไม่เปลี่ยน”
กู้ช่านเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะยังฝึกกระบี่ไปอีกทำไม?”
หลิวเสี้ยนหยางได้แต่เรียกท่าไม้ตายออกมาใช้ “อย่าบีบให้ข้าต้องปล่อยเฉินผิงอันออกมาด่าเจ้านะ”
กู้ช่านเบ้ปาก
เจ้าของร้านคือแม่นางอายุน้อยที่รูปโฉมงามน่ามอง นางเอ่ยกับบุรุษร่างสูงใหญ่ว่า
“ลูกค้าท่านนี้ หากไม่ซื้อของก็ขยับไปทางอื่น ขวางการทำการค้าอยู่นานแล้ว”
หลิวเสี้ยนหยางจึงได้แต่ขยับหลบให้ กู้ช่านก็เดินตามมาด้วย
คิดไม่ถึงว่าแม่นางคนนั้นจะยิ้มเอ่ยว่า “พี่ชายน้อย ไม่ได้หมายถึงท่านนะ”
ต่งครึ่งเมืองที่คิดว่าชีวิตนี้มองคำว่า “ชื่อเสียง” ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง แต่กลับมองทะลุคำว่า “เงิน” ไปไม่ได้
ก็เหมือนเดินอยู่บนเส้นทางแห่งทรัพย์สินที่มีเงินทองไหลมาเทมาเส้นหนึ่ง
ในทะเลสาบหัวใจของเขามีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ต่งสุ่ยจิ่ง หาเงินให้ได้มากกว่านี้อีกสักหน่อย
รอให้ใต้หล้าห้าสีเปิดประตูอีกครั้ง พวกเร่วมมือกันเปิดร้านสักร้าน ข้ายังเป็นเถ้าแก่รองเหมือนเดิม”
ต่งสุ่ยจิ่งหยุดเดิน หันหน้ากลับไปมอง ยิ้มเอ่ยว่า “ตกลง!”
เฉินผิงอันเดินไปหาหลิวเสี้ยนหยางกับกู้ช่าน แล้วก็พากันเดินเล่นไปอย่างไร้จุดหมาย
บังเอิญที่ตรงมุมเลี้ยวของหัวถนนมีหญิงสาวหน้าตาเย็นชาคนหนึ่งเดินออกมา มาเจอกับพวกเขาสามคนพอดี
จากลากันนานหลายปี พอได้เจอกับหวังจูอีกครั้งก็ไม่เหลือความคิดเพ้อฝันอะไรอีกแล้ว
หลิวเสี้ยนหยางกุมมือยิ้มเอ่ยด้วยท่าทางสง่างาม “แม่นางจื้อกุย ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ คิดถึงๆ”
หวังจูยื่นมือออกมา “ได้ยินว่าเจ้าจะจัดงานมงคล เอาเทียบเชิญมาสิ”
หลิวเสี้ยนหยางหัวเราะเสียงดัง “เทียบเชิญไม่มีหรอก แต่เงินใส่ซองยังต้องมีนะ
วันหน้าหากข้ากับคนรักผ่านจวนวารีมหาสมุทรบูรพาก็ต้องไว้หน้ากันให้มากๆ ด้วย”
หวังจูยิ้มเอ่ย “ยังคงรักศักดิ์ศรีหน้าตาเหมือนเดิมเลยนะ”
กู้ช่านที่อยู่ข้างๆ พูดเหน็บว่า “คนบ้านเดียวกันมาเจอกันในต่างถิ่นต่างแดน น้ำตาไหลนองอาบเต็มหน้า
แล้วนับประสาอะไรกับที่ยังเคยถูกโยงด้ายแดงไว้ด้วยกัน ต่อให้มีบุพเพแต่ไร้วาสนา
ไม่ได้หลับนอนด้วยกันก็ควรจะกุมหัวร้องไห้ให้เต็มที่ด้วยกันสักคราถึงจะถูก”
หวังจูยิ้มตาหยี “การที่ปีนั้นพื้นของตรอกหนีผิงนับว่ายังสะอาด
ต้องยกคุณความชอบให้กับปากเหม็นๆ ของเจ้าขี้มูกยืดบางคนที่เป็นสุนัขไม่เปลี่ยนนิสัยกินอาจม”
กู้ช่านแสร้งทำท่ากระจ่างแจ้ง “พวกเราสองคนนัดหมายกันไว้เรียบร้อยแล้วว่า
ตรอกหนีผิงตรอกหนึ่ง ขี้หมาเป็นของข้า ขี้ไก่เป็นของเจ้า
ไม่รู้ว่าใครที่ชอบเอาเปรียบคนอื่นเสียเหลือเกิน ถึงได้กินเยอะสุด เอาไปมากสุด”
หวังจูแสร้งทำท่าครุ่นคิด ยิ้มเอ่ยว่า “จำได้ว่าฤดูร้อนปีหนึ่ง
ไม่รู้ว่าใครที่ทนแสงแดดแผดเผานอนคว่ำกระดกก้นอยู่ริมคันนาติดกันสิบกว่าวัน
แต่ก็ยังตกปลาไหลขึ้นมาไม่ได้สนุกไหมล่ะ?”
กู้ช่านร้องอ้อ “ปลาไหลที่โผล่หัวออกมาตัวนั้นน่ะหรือ ข้าตั้งชื่อมันว่าซ่งจี๋ซิน มันก็เจ้าเล่ห์อยู่บ้างจริงๆ”
หลิวเสี้ยนหยางรีบกระแอมทันใด หวังจูถลึงตาใส่กู้ช่าน
เฉินผิงอันไม่เอ่ยอะไรสักคำ
กระบวนท่าพวกนี้ธรรมดาสามัญอย่างมาก อยู่ไกลเกินกว่าจะทะเลาะกันหน้าดำหน้าแดง
หลิวเสี้ยนหยางยกมือขึ้นโบก จุ๊ปากเอ่ยอย่างประหลาดใจ
“นี่มันวันอะไรกัน ออกจากบ้านมาก็ได้เจอผู้สูงศักดิ์ติดๆ กันหลายคน ซ่งปันไฉ ทางนี้ ทางนี้!”
รอกระทั่งอ๋องเจ้าเมืองซ่งมู่เดินเข้ามาใกล้ กู้ช่านก็กระตุกมุมปาก จี้ปากหนึ่งที
“สารรูปยังเหมือนเดิม ปลอมตัวมาตรวจเยี่ยมเป็นการส่วนตัวเพื่อรับรู้ความทุกข์ยากของชาวบ้านเหมือนอย่างในบทงิ้วหรือ?
เจ้ารู้หรือไม่ว่าซาลาเปาไส้เนื้อลูกหนึ่งราคากี่เหวิน?”
ซ่งจี๋ซินปรายตามองกู้ช่าน ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า
“ก่อนจะออกจากบ้านก็เปิดปฏิทินเหลืองดูก่อนแล้ว วันนี้ไม่เหมาะจะตีลูก”
กู้ช่านถาม “จะตายเมื่อไหร่ล่ะ ข้าจะได้สืบทอดกิจการต่อ”
หลิวเสี้ยนหยางหัวเราะดังลั่น
ซ่งจี๋ซินเอ่ยเตือน “เจ้าคนแซ่หลิว ดูเหมือนว่ามีแต่เจ้าที่ไม่ได้มาจากตรอกหนีผิงนะ”
หลิวเสี้ยนหยางหัวเราะร่วน “จะได้ดื่มสุรามงคลของเจ้ากับจื้อกุยเมื่อไหร่ล่ะ ข้าเตรียมเงินใส่ซองไว้ล่วงหน้านานแล้วนะ”
กู้ช่านหัวเราะเสียงเย็นชา เคยเป็นพี่น้องคู่ทุกข์คู่ยากที่เป็นคนใบ้กินหวงเหลียน
ความขมมีเพียงตัวเองที่รู้กันมาก่อน พี่ใหญ่อย่าว่าพี่รองสิ”
หวังจูกะพริบตาปริบๆ “หมายความว่าอย่างไร?”
เฉินผิงอันเอ่ย “กว่าจะได้มารวมตัวกันไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเจ้าหัดเอาอย่างข้าบ้างสิ พูดจาประชดประชันกันให้มันน้อยๆ หน่อย”
ซ่งจี๋ซินจุ๊ปาก หลิวเสี้ยนหยางร้องเพ้ย หวังจูร้องอ้อ กู้ช่านหัวเราะหึหึ
หนทางแห่งการศึกษา ต้องตั้งปณิธานมั่นต่อการเรียนรู้ คำว่าวิชานั้น คือเรียนแล้วจึงถาม
เรียนแล้วถามซ้ำไม่หยุดยั้ง ดั่งสายน้ำไหลไม่ขาด สรรพสายน้ำหลั่งไหลรวมเป็นมหานที
ราชครูเฉินผิงอัน เซียนกระบี่หลิวเสี้ยนหยาง เจ้าสำนักกู้ช่าน อ๋องเจ้าเมืองซ่งจี๋ซิน สุ่ยจวินหวังจู
พวกเขาพากันเดินไปบนถนนกว้างขวางที่ไม่ได้คึกคักจอแจเท่าก่อนหน้านี้ แต่กระนั้นถนนสายนี้ก็ยังยาวมาก