กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1204.1 ก็แซ่เฉินเหมือนกัน
ชีวิตคนก็เหมือนการนั่งกินข้าวโต๊ะร่วมกัน โต๊ะหนึ่งมีคนผลัดเปลี่ยนกันมาและจากไปไม่ขาดสาย
บางคนได้นั่งกินของดีบนโต๊ะ บางคนกลับต้องกล้ำกลืนความลำบากอยู่ตลอด
มีคนกินอิ่มแล้วก็ยังไม่ยอมลุก มีคนได้แต่มองตาละห้อย บางคนถึงขั้นไม่มีเก้าอี้ให้นั่งต้องถือชามยืนกินอยู่ข้างโต๊ะ
บางคนถือชามเปล่า อดอยากหิวโหย แต่บางคนถือชามเล็กๆ กลับเติมข้าวได้ไม่รู้จบ
ผู้คนบนโต๊ะนี้ บ้างก็แต่งหน้าแต่งตัวขึ้นเวที มีคำเกริ่นนำ มีบทส่งท้าย
มีคนกินจนอึดอัด มีคนอดตาย มีคนเมาจนหมดสติ และมีคนจากไปอย่างเงียบงันโดยไม่เอื้อนเอ่ยคำใด
เหลียงส่วงพานักพรตโช่วชุนและนักพรตน้อยหวงฉางออกจากเรือนแห่งนี้ไปด้วยกัน
ลานบ้านที่เคยครึกครื้นจอแจจึงเหลือเพียงสหายเก่าอย่างเกาเหมี่ยนและหลิวเหล่าเฉิง
การดื่มสุรา ไม่เคยกลัวว่าจะมีคนธรรมดามานั่งร่วมโต๊ะ สิ่งที่กลัวที่สุดกลับเป็นคนนอก
เมื่อไม่มีคนนอกแล้ว เกาเหมี่ยนจึงเปิดใจพูดกันตรงๆ ว่า
“ขอแค่เจ้าสามารถรีบพิสูจน์มรรคาบินทะยานได้ ก็จะไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ปัญหาทุกเรื่องจะคลี่คลายไปเอง ภัยแฝงทั้งหลายก็จะสลายสิ้น”
“เฉินผิงอันเป็นอิ่นกวาน เจ้าคือสหายเก่าแก่ของข้ามานานหลายปี ข้าไม่เข้าข้างใครทั้งนั้น พูดแต่ข้อเท็จจริง จะตีเหล็ก ตัวเองก็ต้องแข็งแรงก่อน”
“หากหลิวเหล่าเฉิงสามารถเป็นขอบเขตบินทะยานได้จริง ทั้งราชวงศ์ต้าหลีและสำนักกุยหยกก็ล้วนต้องให้เกียรติเจ้าอยู่หลายส่วน”
หลิวเหล่าเฉิงเกือบจะสบถคำหยาบออกมา เขากระดกสุราอีกหนึ่ง กลืนความอัดอั้นไว้ในอก พูดอย่างคับข้องใจว่า
“ข้าไม่อยากบินทะยานอย่างนั้นหรือ?”
ก่อนถึงขอบเขตหยกดิบ ความเร็วในการฝ่าทะลุขอบเขตของหลิวเหล่าเฉิงไม่อาจเรียกได้ว่าเร็วจัด แต่ทุกขอบเขตล้วนมั่นคงแน่นหนา
เลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนก็ใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี จากนั้นก็กลายเป็นเซียนเหริน ถือว่าเร็วมากแล้ว
เกาเหมี่ยนหัวเราะลั่น เพื่อนรักนี่นะ เดิมทีสหายแท้ก็มีไว้หยอกเย้าแก้เหงาอยู่แล้ว
ชีวิตคนมีเรื่องมากมายที่แท้จริงแล้วไม่มีอะไรให้พูดให้อธิบาย นี่ก็น่าจะเป็นความน่าเบื่ออย่างแท้จริง
เกาเหมี่ยนลูบหน้าตัวเอง เก็บรอยยิ้มแล้วเงยหน้าขึ้น คล้ายจะนึกถึงคนบางคนของสถานที่แห่งหนึ่งขึ้นมา พึมพากับตนเองว่า
“ขอบเขตของข้าต่ำกว่าเจ้า แต่ข้ารู้ดีที่สุดว่าสิ่งที่เรียกว่า “พรสวรรค์” นั้นคืออะไรกันแน่”
“เรื่องของการฝึกตน หากมีพรสวรรค์ดี ก็ขึ้นเขาได้เร็ว เร็วมาก เร็วจนถึงขั้นที่ว่าวิ่งพรวดเดียวก็ไปถึงครึ่งเขาแล้ว”
“เร็วเสียจนแทบไม่เห็นหน้าคนคุ้นเคยเลยสักคน ทุกคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ได้แต่สูดผายลมของเจ้า”
“ขอแค่พรสวรรค์ดีพอ ทัศนียภาพของการฝึกตนตั้งแต่ครึ่งเขาขึ้นไปก็ยังเป็นเช่นนี้ กระทั่งเมื่อเจ้าใกล้ถึงยอดเขาถึงค่อยๆ เริ่มรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล”
“รอบกายล้วนมีแต่ศัตรูผู้แข็งแกร่ง ใครบ้างที่ไม่ใช่อัจฉริยะโดดเด่นกันทั้งนั้น และจนถึงวินาทีนั้นเอง เจ้าถึงค่อยตระหนักได้ว่าพรสวรรค์ของตน ดูเหมือนจะเริ่มไม่โดดเด่นเอาเสียแล้ว”
ฟังมาถึงตรงนี้ หลิวเหล่าเฉิงก็เปิดปากเอ่ยว่า “สืบสาวราวเรื่องกันแล้ว ยังคงเป็นพรสวรรค์ของพวกเราที่ไม่ดีพอ ไม่ได้โดดเด่นเป็นเลิศอย่างแท้จริง”
เกาเหมี่ยนเอ่ย “นักพรตโช่วชุนก็เป็นเช่นนี้ ผ่านการสะสมของกาลเวลา หยุดอยู่ที่ขอบเขตหยกดิบไม่อาจเดินหน้า ให้ตายอย่างไรก็ฝ่าทะลุคอขวดออกไปไม่ได้”
“นานวันเข้าเขาก็แทบเปลี่ยนจากสิ้นหวังกลายมาเป็นสิ้นหวังอย่างสิ้นเชิง ผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของกำแพงเมืองปราณกระบี่ต่างก็มีความยึดมั่นถือมั่นต่อ “เซียนเหริน””
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักพรตโช่วชุน เขาอยากจะไปเยือนใต้หล้าไพศาลสักครั้ง เมื่อไม่มีแรงกดดันจากมหามรรคาของบ้านเกิดแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าตัวเบาขึ้นได้ในชั่วพริบตาเลยหรอกหรือ? แล้วก็จะทำลายรั้วกั้นขวางเลื่อนเป็นเซียนเหรินได้แล้ว?”
“เมื่อความคิดนี้บังเกิดก็เหมือนน้ำที่ท่วมทำนบ พอไหลทะลักทลายแล้วก็ยั้งไว้ไม่อยู่อีก ดังนั้นกำแพงเมืองปราณกระบี่จึงมีผู้ฝึกกระบี่น้อยลงไปหนึ่งคน ใต้หล้าไพศาลมีนักพรตโช่วซุนเพิ่มมาหนึ่งคน”
“เคยมีสหายล่างภูเขาคนหนึ่งเพิ่งจะเริ่มหลอมเครื่องกระเบื้องตอนอายุสี่สิบกว่าปี ตอนที่เขาอายุยังน้อยก็เคยดำนาปลูกข้าวโดยที่ไม่มีโคลนเปื้อนบนร่างแม้แต่นิดเดียว”
“ยามที่ว่างจากการทำนาก็มักจะไปนั่งอยู่บนคันนา แล้วก็ทำของเล็กๆ น้อยๆ ได้สมจริงมีชีวิตชีวา พออายุห้าสิบปี ในสายอาชีพนี้เขาก็เป็นแบบนี้แล้ว…”
เกาเหมี่ยนหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยกนิ้วโป้งขึ้น “นี่เรียกว่าพรสวรรค์ที่แท้จริง”
หลิวเหล่าเฉิงจึงคิดไปถึงคนคนหนึ่ง น่าเสียดายหลี่จิ่งถวนยิ่งนัก
เกาเหมี่ยนพูดด้วยสีหน้าหม่นหมอง “ในอดีตอยู่ที่ภูเขาห้อยหัว บอกกับตัวเองอย่างหนักแน่นน่าเชื่อถือว่า ขอแค่เลื่อนเป็นเซียนเหรินก็จะกลับบ้านเกิดไปสังหารปีศาจ ผลคือผ่านไปนานหลายปีขนาดนี้แล้วก็ยังคงเป็นหยกดิบที่ใช้นามแฝงมาหลอกตัวเองอยู่นั่นเอง”
หลิวเหล่าเฉิงเอ่ย “ฟ้าดินกว้างใหญ่ การมีชีวิตอยู่ใหญ่ที่สุด รักตัวกลัวตาย พอเข้าใจได้”
เกาเหมี่ยนยกจอกเหล้าขึ้น เอ่ยอย่างขันๆ ปนฉุนว่า “พูดกับเจ้าก็เหมือนดื่มฉี่ม้าเป็นเพื่อนเจ้าเลย”
ทุกวันนี้สภาพการณ์ของหลิวเหล่าเฉิงลุ่มลึกมีนัยชวนขบคิดอย่างมาก สำนักเบื้องบนไม่มีที่พึ่งที่แข็งแกร่ง เจียงซ่างเจินก็ไม่เคยเห็นเขาเป็นคนกันเอง
เนื่องจากสำนักเบื้องบนและเบื้องล่างแยกกันอยู่คนละทวีป สำนักเจินจิ้งที่อยู่ในมือหลิวเหล่าเฉิงก็เหมือนเจ้าเมืองที่แบ่งแยกดินแดนปกครองตัวเอง
แม้ว่าสำนักเจินจิ้งจะตั้งอยู่ในอาณาเขตของราชสำนักต้าหลี ก่อนหน้านี้ไม่นานยังมีหูจวินที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องจากทางราชสำนักเพิ่มมาคนหนึ่ง
หลายปีมานี้การ “บุกเบิกที่ดิน” บนภูเขาของสำนักเจินจิ้งค่อนข้างเชื่องช้า แต่หากจะคิดบัญชีกันจริงๆ สำนักเบื้องบนก็ไม่อาจหาข้อตำหนิใดๆ ในตัวหลิวเหล่าเฉิงได้
คงเป็นเพราะชาติกำเนิดของหลิวเหล่าเฉิงยากที่จะทำให้สำนักกุยหยกวางใจได้อย่างแท้จริง
ใต้หล้านี้มีผู้ฝึกตนอิสระมากมายดุจขนวัว แต่ผู้ฝึกตนอิสระของทะเลสาบซูเจี่ยนกลับเป็นป้ายอักษรทองที่ชื่อเสียงเลื่องลือป้ายหนึ่ง
และนับประสาอะไรกับที่หลิวเหล่าเฉิงยังนั่งเก้าอี้อันดับหนึ่งของผู้ฝึกตนอิสระของทะเลสาบซูเจี่ยนด้วย
การประชุมในศาลบรรพจารย์ของยอดเขาเสินจ้วนสำนักกุยหยกมีธรรมเนียมอย่างหนึ่ง เจียงซ่างเจินไปไหนต่อไหนไกลมากแล้ว ก็ต้องหาคนสักคนมาไว้ด่า
หลิวเหล่าเฉิงจึงกลายมาเป็น “ตัวสำรอง” ในทันที หลายปีมานี้มีคำซุบซิบไม่น้อย
ยกตัวอย่างเช่นคนที่เคยนั่งเก้าอี้อันดับหนึ่งของสำนักเจินจิ้งอย่างเจียงซ่างเจิน และเหวยอิ๋ง ต่างก็ได้เลื่อนเป็นมือหนึ่งของสำนักเบื้องบนกันมาก่อน
อิงตามธรรมเนียมนี้ เจ้าสำนักเบื้องล่างของสำนักกุยหยกคงหนีไม่พ้นหลิวเหล่าเฉิงสินะ?
และคำพูดประชดประชันเหน็บแนมยิ่งกว่านี้ก็ยังมีอีกเยอะมาก เพราะถึงอย่างไรหลิวเหล่าเฉิงก็ยังมี “สหายใหม่” ในสำนักกุยหยกหลายคนที่พอจะช่วยแจ้งข่าวให้เขาทราบอย่างลับๆ ได้
หลิวเหล่าเฉิงได้เป็นเจ้าสำนักของสำนักเบื้องล่างแล้ว หากขยับขึ้นไปอีกนิด ก็มีตำแหน่งอยู่อีกแค่ไม่กี่ตำแหน่งแล้ว
เลื่อนขั้นเป็นบรรพจารย์ผู้คุมกฎของสำนักเบื้องบน เป็นไปได้หรือ? สำนักกุยหยกอยากจะรักษาชื่อเสียงบนภูเขาไว้อีกหรือไม่?
เกาเหมี่ยนวางจอกเหล้าลง เอ่ยว่า “ข้าจะไปที่ย่านหลิวหลีฉ่างสักหน่อย ดูสิว่าจะสามารถซื้อตำราเป็นการเป็นงานสักสี่ห้าเล่มมาได้หรือไม่ จะไปพรุ่งนี้ เจ้าไม่ต้องสนใจข้าจะดื่มเหล้าพูดคุยกับใครก็ล้วนทำได้ตามสบาย”
หลิวเหล่าเฉิงพยักหน้ารับ แล้วทันใดนั้นเขาก็พลันตระหนักได้ ในที่สุดเขาก็คิดจนเข้าใจแล้วว่าทำไมเกาเหมี่ยนถึงได้ให้เขาช่วยหาที่พักในเมืองหลวงต้าหลีไว้ให้
เกาเหมี่ยนมาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ เฉินผิงอันคืออิ่นกวานคนสุดท้าย เฉินผิงอันเคยไปหาเกาเหมี่ยนที่ท่าเรือชุนจวง เกาเหมี่ยนก็มาร่วมงานพิธีที่เมืองหลวงต้าหลี
มองดูเหมือนเป็นการตอบแทนน้ำใจไมตรี แต่แท้จริงแล้วไม่ได้เป็นอย่างนั้น!
สำหรับราชครูคนใหม่อย่างเฉินผิงอันแล้ว ทะเลสาบซูเจี่ยนก็คือปมทางใจอย่างหนึ่ง ผู้ฝึกบำเพ็ญตน ขอบเขตก่อกำเนิดกลัวจิตมารมากที่สุด ผู้ที่บรรลุมรรคา ขอบเขตบินทะยานยากจะพัฒนารุดหน้าไปอีกขั้นก็กลัวว่าจิตแห่งมรรคาจะมีจุดด่างพร้อย
นี่หมายความว่าในอนาคตวันใดวันหนึ่ง เฉินผิงอันจะต้องปลีกตัวไปปิดฉากกับ “ทะเลสาบซูเจี่ยนทั้งแห่ง” ซึ่งเป็นด่านทางใจของตน!
เกาเหมี่ยนรู้สึกว่าหลิวเหล่าเฉิงหนีไม่รอด ก็ได้แต่มาทักทายกับเฉินผิงอันที่นี่
ดูเหมือนเป็นการเอ่ยประโยคหนึ่งกับเซียนกระบี่หนุ่มที่เป็นทั้งอิ่นกวานเป็นทั้งราชครูว่า หลิวเหล่าเฉิงคือสหายของข้า
นี่ไม่ใช่นิสัยการกระทำของเกาเหมี่ยน ไม่สอดคล้องกับนิสัยของเขาเลย แต่เกาเหมี่ยนก็ยังคงมา
ได้พบอิ่นกวานหนุ่มเหมือนกัน ทว่ากระบี่ส่วนตัวที่ไปเยือนเปลี่ยวร้างที่อยู่ทางใต้ของหัวกำแพง กับกระบี่ส่วนตัวที่เดินทางผ่านภูเขาห้อยหัวมายังใต้หล้าไพศาล อารมณ์ย่อมไม่มีทางเหมือนกันอย่างแน่นอน
สุดท้ายแล้วหลิวเหล่าเฉิงก็เอ่ยคำว่าขอบคุณออกจากปากไม่ได้ เขากระดกเหล้าดื่มแรงๆ แล้วกลืนลงท้อง
สาวใช้ในห้องข้างที่กำลังชั่งน้ำหนักของยันต์แผ่นนั้นซ้ำไปซ้ำมาว่าสรุปแล้วมีค่ามากแค่ไหนกันแน่ ได้ยินเสียงเคาะประตูจากห่วงทองแดงดังขึ้นอีกครั้ง
นางก็ได้แต่เก็บยันต์ไว้ในชายแขนเสื้อแล้วเดินเร็วๆ ไปเปิดประตู นางรู้สึกอัดอั้นอย่างมาก
เวลาปกติเรือนแห่งนี้เงียบสงบอย่างมาก ประหลาดยิ่งนักไฉนวันนี้ถึงได้มีแขกมากมายขนาดนี้มาเยือน? ต่อให้เป็นวันปีใหม่ในหมู่ชาวบ้านคนธรรมดาก็ยังไม่น่าจะเป็นแบบนี้เลยกระมัง?
เปิดประตูแล้วก็เห็นว่าด้านนอกมีชายวัยกลางคนที่รูปโฉมดีเยี่ยมคนหนึ่งยืนอยู่ สวมชุดกว้าตัวยาวสีเขียวกับรองเท้าผ้า
เขาประสานมือคารวะพลางเอ่ยว่า “ข้าชื่อโจวโซ่ว ฉายาฮู้ฮวา คือผู้ฝึกตนอิสระแห่งป่าเขา เมื่อก่อนเคยได้รับการดูแลจากเกาะกงหลิ่วของทะเลสาบซูเจี่ยนมาก่อน จึงตั้งใจมาที่นี่เพื่อเยี่ยมเยือนเทพเซียนผู้เฒ่าหลิวและเจ้าประมุขผู้เฒ่าเการบกวนแม่นางช่วยไปรายงานให้หน่อย”
เจียงซ่างเจินคือคนที่ชอบร่วมวงความครึกครื้น เขาจึงตามเสี่ยวโม่ย้อนกลับทางเดิมกลับมายังเมืองหลวงด้วย
เจียงซ่างเจินพูดกับตัวเองว่า “ที่แท้ก็สามารถคุยเรื่องการค้ากันอย่างนี้ได้ ได้เปิดหูเปิดตาแล้ว”
นางอึ้งตะลึง เพิ่งจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรกว่ามีคนบอกว่าตัวเองคือผู้ฝึกตนอิสระของทะเลสาบซูเจี่ยน
หากเป็นในอดีต หรือก็แค่เมื่อประมาณยี่สิบสามสิบปีก่อน หากนางเป็นผู้ฝึกตนทำเนียบที่มาจากจวนเซียนที่แท้จริง เดินอยู่บนถนนแล้วรู้ว่าใครมาจากทะเลสาบซูเจี่ยน ก็คงไม่มีความลังเลใดๆ จะเอามีดแทงเขาให้ตายก็ดี หรือจะใช้เวทคาถากระแทกเขาให้ตายก็ช่าง
วางใจได้เลย รับรองว่าไม่เป็นการใส่ร้ายคนดีอย่างเด็ดขาด
ยังดีที่ทุกวันนี้ในทะเลสาบซูเจี่ยนมีคนอยู่ทุกประเภท ไม่มีแค่ผู้ฝึกตนอิสระเท่านั้น สาวใช้เก็บความรังเกียจชิงชังในใจลงไป พาเขาเข้าไปในเรือน
นางขมวดคิ้วน้อยๆ พลันหันกลับไปมอง เห็นเพียงว่าบุรุษร่างผอมโปร่งท่าทางสุภาพผู้นั้นเหลียวซ้ายแลขวาอย่างอยากรู้อยากเห็น เหมือนหญิงบ้านนอกที่เข้าเมืองมาเที่ยวชมสวนดอกไม้มีชื่อเสียง คงไม่ใช่ว่าเข้าใจเขาผิดหรอกนะ?
นางหันหน้ากลับไปอีกครั้ง แต่กลับเห็นว่าหลิวเหล่าเฉิงยืนอยู่ห่างไปไม่ไกล นางจึงรีบเก็บอารมณ์ความคิด กำลังจะอ้าปากพูด หลิวเหล่าเฉิงก็โบกมือ บอกเป็นนัยว่าตรงนี้ไม่มีธุระของนางแล้ว
สาวใช้เดินจากไปอย่างแช่มช้อย กลับไปที่ห้องอีกครั้งแล้วก็ศึกษายันต์แผ่นนั้นต่อ
เจียงซ่างเจินพลันสะบัดกายเปลี่ยนร่าง เอาสองมือไพล่หลัง เดินเตร็ดเตร่ไปทั่วเรือนหลังนี้ หลิวเหล่าเฉิงเหมือนลูกสมุนของเขาที่คอยติดตามมา
เจียงซ่างเจินเอ่ย “โอ้โห เบียดบังผลประโยชน์ส่วนรวมเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน เอาเงินของสำนักมาซื้อบ้านเลี้ยงหญิงงามซ่อนไว้ หากเซียนกระบี่ใหญ่เหวยรู้เข้าต้องเป็นเรื่องแน่ๆ”
หลิวเหล่าเฉิงหัวเราะ ทั้งไม่ถือสาแล้วก็ไม่ตอบโต้
คิดได้ว่าเฉินผิงอันต้องจัดการกับทะเลสาบซูเจี่ยน ก็แค่คิดไม่ถึงว่าจะมาเร็วขนาดนี้ คิดจะเอาตนมาเชือดไก่ให้ลิงดูอย่างนั้นหรือ?
ก็จริงนะ หากสามารถหิ้วหัวของหลิวเหล่าเฉิงไปโยนที่ทะเลสาบซูเจี่ยนได้ ถึงเวลานั้นมีหัวของพวกหลิวจื้อเม่าไปเป็นเพื่อนด้วย ยังจะมีเรื่องอะไรที่ปล่อยผ่านไปไม่ได้อีกเล่า?
เพียงแต่ว่าให้เจียงซ่างเจินอดีตเจ้าสำนักเจินจิ้งคนก่อนมาลงมือสังหารเจ้าสำนักคนปัจจุบัน ออกจะโหดร้ายต่อจิตใจกันเกินไปหรือไม่?
จิตสังหารในใจของหลิวเหล่าเฉิงพลันเหมือนคลื่นยักษ์ที่ถาโถม แต่ว่าถึงอย่างไรเขาก็เป็นขอบเขตเซียนเหรินแล้ว จึงปิดบังได้อย่างมิดชิด
เห็นเกาเหมี่ยนที่คร้านจะลุกขึ้นต้อนรับ เจียงซ่างเจินก็กุมสองมือเป็นหมัดแล้วเขย่า คลี่ยิ้มกว้างเอ่ยว่า
“ได้ยินชื่อเสียงมานานไม่สู้ได้พบหน้า ไม่เสียแรงที่เป็นเจ้าประมุขผู้เฒ่าเกาที่กันกับเก้าอี้ “ผสานมรรคา” เข้าด้วยกัน ชื่อเสียงช่างสมคำเล่าลือ จริงแท้แน่นอน”
เกาเหมี่ยนนั่งอยู่ตลอด ปรายตามองเจ้าคนเสเพลที่ชื่อเสียงฉาวโฉ่ผู้นี้ สามทวีปทางทิศตะวันออกของไพศาล ชื่อเสียงของเจียงซ่างเจินในแจกันสมบัติทวีปถือว่าดีหน่อย นี่ยังเป็นเพราะพึ่งใบบุญของภูเขาลั่วพั่ว
ก่อนจะนั่งลง เจียงซ่างเจินพูดด้วยสีหน้าจริงใจว่า “พวกเจ้าต่างก็เข้าใจข้าผู้แซ่เจียงผิดแล้ว อันที่จริงข้าคือบุคคลที่มีจิตใจร้อนแรง เปี่ยมไปด้วยน้ำใจคนหนึ่งนะ”
เกาเหมี่ยนอึ้งตะลึง อดไม่ไหวด่าว่า “แม่งน่าขยะแขยงจริงๆ”
หลิวเหล่าเฉิงกลับไม่กล้าพูดคล้อยตาม
การกระทำของเจียงซ่างเจินในสำนักเจินจิ้ง หลิวเหล่าเฉิงรู้ชัดเจนดี คนที่ทรยศจากสำนักใบถงมาอยู่สำนักเจินจิ้งผู้นั้นตายอย่างไร? หลิวเหล่าเฉิงก็ยิ่งเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด
เจียงซ่างเจินยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เรื่องแรกที่สามารถทำได้ในชีวิตก็คือไม่ทำให้คนอื่นต้องคิดไม่ตก”
ในเมื่อมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อข้า ถ้าอย่างนั้นก็ให้พวกเจ้าเจอข้าแล้วรู้สึกว่า “สมคำเล่าลือ” ไปแล้วกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต้องถือสาว่าเป็นห้าขอบเขตบนหรืออดีตเจ้าสำนักอะไรแล้ว
เกาเหมี่ยนพยักหน้า ถือว่าพอจะมีฝีมืออยู่บ้าง
เจียงซ่างเจินก่อนที่จะเป็นมือหนึ่งของเจ้าสำนักกุยหยก กับเจียงซ่างเจินหลังจากเป็นเจ้าสำนักกุยหยก ราวกับเป็นคนละคน
หากไม่เป็นเพราะเมื่อครู่นี้คิดจนเข้าใจถึงความตั้งใจของเกาเหมี่ยน หลิวเหล่าเฉิงก็คงคิดไปว่าเจียงซ่างเจินมาเพราะเกาเหมี่ยน
สถานะของเกาเหมี่ยนกับนักพรตโช่วชุนเหมือนน้ำลดหินผุดแล้ว หากเจียงซ่างเจินใช้สถานะของผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของภูเขาลั่วพั่วมาช่วยเฉินผิงอัน “ระลึกความหลัง” อยู่ที่นี่ เดิมก็สามารถอธิบายได้แล้ว
แต่ตอนนี้หลิวเหล่าเฉิงกลับคิดแล้วว่าควรจะทำอย่างไรให้เกาเหมี่ยนไปให้ไกลห่างจากสถานที่อันตรายแห่งนี้
เจียงซ่างเจินสามารถไล่เกาเหมี่ยนไปได้ด้วยประโยคเดียว
“เจ้าประมุขผู้เฒ่า ขอยืมสถานที่ใช้หน่อยได้หรือไม่ ข้าผู้แซ่เจียงต้องการคุยเรื่องธุระในสำนักกับเจ้าสำนักหลิวสักหน่อย เกี่ยวพันกับเรื่องส่วนตัว ไม่สะดวกจะให้คนนอกมาอยู่ด้วย โปรดอภัยด้วย”
เกาเหมี่ยนลุกขึ้นยืน “พวกเจ้าคุยกันไปเถอะ”
คนเก่าแก่ในยุทธภพต่างก็รักษากฎเป็นอย่างดี จะบอกว่าคร่ำครึก็ดี หัวโบราณเกินไปก็ช่าง พวกเขายินดีจะเคารพพื้นที่เล็กๆ ที่มีชื่อว่า “คุณธรรมน้ำใจในยุทธภพ” นั้น
รอกระทั่งเกาเหมี่ยนออกไปจากลานบ้านแล้ว เจียงซ่างเจินก็พูดกลั้วหัวเราะว่า
“พี่ใหญ่หลิว ไม่ต้องตื่นเต้นหรอก ทำไม กลัวว่าข้าจะฆ่าคนกะทันหันหรือ? ทุกวันนี้ข้าไม่ใช่เจ้าสำนักของสำนักเบื้องบนแล้วสักหน่อย”
“อยู่ดีไม่ว่าดีสังหารเจ้าสำนักของสำนักเบื้องล่าง ศาลบรรพจารย์ของยอดเขาเสินจ้วนจะไม่เด็ดหัวของข้าเอาไปทำเป็นกระโถนฉี่หรอกหรือ พื้นที่มงคลถ้ำเมฆายังจะเอาไว้ไหม สถานะบนทำเนียบยังจะเอาไว้ไหม?”
หลิวเหล่าเฉิงเงียบงัน ทั้งตึงเครียด เขากังวลจริงๆ ว่าเจียงซ่างเจินจะเปลี่ยนสีหน้ากะทันหัน และก็โล่งอกที่เกาเหมี่ยนไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย
ขณะเดียวกันในใจก็หวังว่าจะโชคดี หรือว่าเจียงซ่างเจินมาที่นี่ไม่เกี่ยวข้องกับเฉินผิงอัน?
เพียงแต่ว่าเจียงซ่างเจินจะคุยธุระอะไรกับตนได้ ในอดีตตอนที่อยู่ในทะเลสาบซูเจี่ยนอันที่จริงน้อยครั้งนักที่ทั้งสองฝ่ายจะได้พบเจอกัน
ทำไม อดีตเจ้าสำนักเจียงแห่งสำนักกุยหยกคิดจะก่อกบฏกับเหวยอิ๋ง นี่ก็ไม่ใช่ว่าไท่ซ่างหวง (ฮ่องเต้ที่สละราชบัลลังก์ไปแล้ว) คิดอยากจะกลับมานั่งบัลลังก์มังกรอีกครั้งหรอกหรือ?
หากเป็นเช่นนี้จริง หลิวเหล่าเฉิงก็รู้สึกสนใจอยู่บ้าง หากไม่สำเร็จ ต่างคนต่างก็หนีเอาชีวิตรอด สำเร็จ ก็นั่งลงแบ่งสมบัติกัน เจียงซ่างเจินได้ครอบครองสำนักกุยหยก สำนักเจินจิ้งเป็นของข้า หลิวเหล่าเฉิง!
นี่ก็น่าจะเป็นผู้ฝึกตนอิสระตามความหมายที่แท้จริงแล้ว
เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย “ข้าไม่ได้ตัวคนเดียว ไม่มีอะไรให้ต้องห่วงพะวงอย่างเจ้า พื้นที่มงคลถ้ำเมฆามีคนตั้งมากมายขนาดนั้นที่ต้องอาศัยข้าในการหาเงินเลี้ยงชีวิต”
“พวกเขาต้องการชีวิตที่มั่นคงสงบสุข ไม่ยอมเอาหัวไปผูกไว้บนเข็มขัดเพื่อแสวงหาความร่ำรวยสูงศักดิ์หรอก ขอโทษด้วย ทำให้หลิวเซียนเหรินต้องผิดหวังครั้งใหญ่แล้ว”