กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1204.2 ก็แซ่เฉินเหมือนกัน
หลิวเหล่าเฉิงจับปลายคาง “น่าเสียดายนัก” อยู่กับเจียงซ่างเจินก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้งใดๆ
เจียงซ่างเจินยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “พี่ใหญ่หลิว ข้าคิดจะกัดฟันเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนแซ่แล้วไม่สู้ท่านก็เอาอย่างข้า ยอมลงทุนหน่อย ปฏิวัติโฉมหน้าใหม่ ลองเปลี่ยนสถานะดูบ้าง”
หลิวเหล่าเฉิงไม่ใช่คนโง่ ได้ยินคำกล่าวนี้ก็ใช้ความคิดอย่างว่องไว แต่กระนั้นก็ยังอดสงสัยไม่ได้ จึงได้แต่สอบถามว่า “หมายความว่าอย่างไร?”
เจียงซ่างเจินสะบัดชุดกว้าตัวยาวสีเขียว ยกขานั่งไขว่ห้าง เอ่ยว่า “นับแต่นี้ไปพื้นที่มงคลถ้ำเมฆาจะไม่ได้แซ่เจียง แซ่เหวยแล้ว แต่ลูกหลานสกุลเจียงกลับยังนอนนับเงิน รับส่วนแบ่งได้อยู่ทุกวันเหมือนเดิม”
หลิวเหล่าเฉิงก็ยังสนเท่ห์ไม่หายอยู่ดี “ต้องการอะไร?”
เจียงซ่างเจินเอ่ย “เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยน นับแต่นี้เป็นต้นไป สำนักเจินจิ้งทะเลสาบซูเจี่ยนจะต้องแซ่เจียงแล้ว แน่นอนว่าอาจจะต้องเปลี่ยนชื่อสำนักด้วย”
หลิวเหล่าเฉิงสีหน้าเป็นปกติเหมือนเดิม แต่ไม่เปิดปากพูดอะไรอีกแล้ว
เจียงซ่างเจินกล่าว “เดาไม่ผิดหรอก อีกไม่นานเจ้าก็ต้องไสหัวออกไปจากสำนักเจินจิ้งแล้ว หากเปลี่ยนคำพูดให้น่าฟังกว่านี้ก็คือ ต้นไม้ย้ายที่ตาย คนย้ายถิ่นรอด สถานที่แห่งนี้ไม่รั้งนายท่านไว้ ย่อมต้องมีที่อื่นที่ต้องการตัวนายท่าน”
เมื่อก่อนสำนักเจิ้นจิ้งสามารถยอมรับหลิวเหล่าเฉิงได้ ทว่าทะเลสาบซูเจี่ยนในวันหน้ากลับไม่มีพื้นที่ให้หลิวเหล่าเฉิงได้หยัดยืนแล้ว
หลิวเหล่าเฉิงจ้องเขม็งไปที่เจียงซ่างเจิน ถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “ขอถามโจวอันดับหนึ่งหน่อยว่า คิดจะให้ข้าย้ายรังไปอยู่ที่ไหน?”
อ้อมเป็นวงกว้างขนาดนี้ ที่แท้ก็ต้องการให้เจ้าสำนักหลิวอย่างข้าสูญเสียสถานะทำเนียบของสำนักเจินจิ้ง? หรือว่าจะให้หลิวเหล่าเฉิงเป็นฝ่ายลาออกด้วยตัวเอง? สำนักกุยหยกหรือจะรั้งตัวเขาไว้
เจียงซ่างเจินกล่าว “เชื่อข้าเถอะ ไม่ได้ข่มขู่ให้เจ้ากลัวจริงๆ หลิวเหล่าเฉิงอยู่ในทะเลสาบซูเจี่ยนก็คือเส้นทางหัวขาด ไม่ใช่เรือนกายดับสลายก็เป็นจิตแห่งมรรคาที่ต้องตาย เซียนเหรินได้มาง่าย แต่บินทะยานกลับไขว่คว้าได้ยาก”
หลิวเหล่าเฉิงพูดด้วยน้ำเสียงเฉยเมย “บังเอิญยิ่งนัก ข้าไม่ได้ตกใจกลัวสักเท่าไร”
ความนัยนอกเหนือจากประโยคนี้ก็คือ เจียงซ่างเจินเตรียมทางถอยไว้อย่างไร คิดจะให้เขาย้ายไปอยู่ที่ไหน หลิวเหล่าเฉิงคร้านจะฟังแล้ว คิดว่าข้าหลอกได้ง่ายเหมือนเด็กสามขวบหรืออย่างไร คิดจะหลอกผีกันที่นี่หรือ
ใบหน้าเจียงซ่างเจินฉายความเสียดาย ถอนหายใจเอ่ยว่า “คุยยาก”
บนหัวกำแพงมีศีรษะหนึ่งโผล่มา หัวเราะร่าเอ่ยว่า “แย่แล้ว แย่แล้ว” (เปิงเลอะๆ)
เด็กหนุ่มชุดขาวผู้มีไฝแดงกลางหว่างคิ้วปีนข้ามกำแพงเข้ามา ใช้ท่าเหยี่ยวพลิกตัวพลิ้วกายลงบนพื้น สองมือกางออก เรือนกายส่ายสะบัด “มั่นคง!”
เจียงซ่างเจินหันหน้าไปหาเด็กหนุ่ม ยกฝ่ามือข้างหนึ่งขึ้นทำท่าปาดตรงลำคอของตัวเอง ความหมายก็ชัดเจนอย่างยิ่ง ในเมื่อเจรจากันไม่สำเร็จ ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็จัดการเขากันเถอะ
เด็กหนุ่มคล้ายคนสมองไม่สมประกอบ พูดด้วยสีหน้าเลื่อนลอยว่า “ขอถามเปิงเลอะเจินจวินหน่อยเถิดว่าหมายความว่าอย่างไร พวกเราคือคนดีนะ ข้าไม่เข้าใจหรอก”
ขอบเขตเซียนเหรินคู่หนึ่งที่เหมือนสมบัติมีชีวิต คนหนึ่งคือผู้ฝึกกระบี่ที่ในอดีตสามารถสังหารปีศาจใต้เปลือกตาของปีศาจใหญ่บนบัลลังก์ได้ อีกคนหนึ่งก็เหมือนกุมารมากสมบัติ
หลิวเหล่าเฉิงนั่งอยู่ที่เดิม สองนิ้วขยับจอกเหล้าให้หมุนเบาๆ เหล้าในจอกกระเพื่อมเป็นระลอก ประหนึ่งน้ำวนที่ผุดขึ้นมาในทะเลสาบหัวใจ
ชีวิตนี้เขาไม่ยอมทำการค้าขาดทุน ท่าไม้ตายก็ย่อมต้องมีอยู่บ้าง หากเป็นสถานการณ์ตายที่ไม่อาจคลี่คลายได้ก็ต้องลากใครสักคนมาช่วยหนุนหลัง
ดีมาก สนามรบก็ให้เป็นที่เมืองหลวงต้าหลีแห่งนี้ งานพิธีแต่งตั้งราชครูเพิ่งจะสิ้นสุดลง ยังไม่ทันถึงเที่ยงวันของวันนี้ ยังมีเวลาอีกมากนักก่อนที่หนึ่งวันจะสิ้นสุดลง
เจียงซ่างเจินกับชุยตงซาน แน่นอนว่าไม่ใช่ขอบเขตเซียนเหรินทั่วไป ถึงขั้นที่สามารถพูดได้ว่าพวกเขาก็คือยอดฝีมือในบรรดาเซียนเหรินของโลกทั้งใบ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญาตบะ ทางหนีทีไล่ ล้วนโดดเด่นล้ำเลิศ
แต่ข้าหลิวเหล่าเฉิงคือมะพลับนิ่มในบรรดาขอบเขตเซียนเหรินอย่างนั้นหรือ?
ตรงหัวกำแพงมีเด็กหนุ่มสีหน้าเย็นชาคนหนึ่งโผล่มาจากความว่างเปล่า ก็คือจิตหยางกายนอกกายของหลิวทุ่ย เขาปรากฏตัวอย่างเงียบเชียบ ไม่เสียแรงที่เป็นขอบเขตบินทะยาน ภาพบรรยากาศรอบกายคือมรรคาผสานรวมเป็นหนึ่งกับฟ้าดิน
ขอบเขตของหลิวทุ่ยสูง ทว่าคำพูดคำจากลับไม่ยี่หระทั้งยังแฝงไว้ด้วยความอำมหิตแล้งน้ำใจ
“ตกลงกันแล้วว่าให้ข้าเป็นคนฆ่า ส่วนพวกเจ้าต้องรับผิดชอบเก็บกวาดเรื่องเละเทะ อย่าให้เกี่ยวพันไปถึงเทียนเหยาเซียงได้ย่อมดีที่สุด”
“แต่ข้าไม่อยากเอาอย่างหยางเชียนกู่ที่ต้องไปกินข้าวคุกอยู่ที่ศาลบุ๋น หลิวเหล่าเฉิงแห่งทะเลสาบซูเจี่ยนคือของแข็ง ไม่ใช่หมูกินง่าย”
“สหายทั้งสองคอยคุมสถานการณ์อยู่ข้างๆ ก็พอ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับหลิวทุ่ยแม้แต่ครึ่งเหรียญทองแดง”
ชุยตงซานดีดปลายเท้าพลิ้วกายไปยืนอยู่เหนืออ่างปลา ปรบมือเอ่ยชื่นชมว่า “ไม่ว่าพูดจาหรือลงมือล้วนว่องไว จริงดังคาด ผู้ฝึกตนอิสระยังคงต้องยกให้ผู้ฝึกตนอิสระจัดการกันเอง”
“หนึ่งบินทะยานสองเซียนเหริน” หลิวเหล่าเฉิงหลุดหัวเราะพรืด “ไม่เสียเกียรติเลยสักนิด”
หลิวทุ่ยก้มหน้าลงมองหลิวเหล่าเฉิง ยิ้มเอ่ย “ชีวิตนี้ข้าผู้อาวุโส ทนเห็นคนที่มืออ่อนแต่ดันปากแข็งไม่ได้เป็นที่สุด เห็นคนหนึ่งก็ต้องจัดการคนหนึ่ง ดี ดีมาก จำไว้ว่าอีกเดี๋ยวอย่าไข่หดเสียล่ะ!”
ส่วนทำไมเฉินผิงอันถึงไม่ให้เสี่ยวโม่หรือเซี่ยโก่วลงมือสังหารหลิวเหล่าเฉิงโดยตรง รวมไปถึงอดีตช่วงนั้นที่เฉินผิงอันเคยไปอยู่ทะเลสาบซูเจี่ยน หลิวทุ่ยล้วนไม่สนใจ ไปคารวะฝากตัวกับผู้มีอำนาจ ก็ไม่ควรต้องยื่นหนังสือสวามิภักดิ์หรอกหรือ?
ชุยตงซานยกนิ้วโป้งให้ “เจ้าสำนักหลิวพูดจาแข็งกร้าว ชีวิตนี้ไม่เคยกลัวใครมาก่อน”
ศาลเทพีบุปผาที่อยู่ห่างไปไม่ไกล อันดับแรกก็เป็นเหล่าเทพีบุปผาที่มารวมตัวกัน จากนั้นก็มีภาพเหตุการณ์ประหลาดปรากฏขึ้น
เจียงซ่างเจินถอนหายใจ “เจ้าขุนเขาของพวกเรายังคงรักหยกถนอมบุปผาเหมือนในอดีตเลยนะ”
ทางฝั่งนั้นร้อยบุปผาบานสะพรั่งงดงาม ทางฝั่งนี้กลับตกอยู่ในบรรยากาศตึงเครียด การต่อสู้พร้อมปะทุขึ้นทุกเมื่อ ห่างกันแค่ไม่กี่กำแพงกางกั้นเท่านั้น กลับเป็นความต่างระหว่างความเป็นกับความตาย ความเศร้าโศกความยินดีในโลกมนุษย์ไม่อาจเชื่อมโยงถึงกันได้จริงๆ
คิดไม่ถึงว่าเกาเหมี่ยนจะย้อนกลับมา เห็นภาพในลานบ้านแล้วก็เอ่ยประโยคที่เป็นการตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่า “ถือโอกาสสังหารขอบเขตโอสถทองไปพร้อมกันด้วยเลย ทุกท่านอย่าได้รังเกียจว่าจะทำให้มือสกปรก”
ทุกวันนี้มีตบะแค่ขอบเขตโอสถทอง เกาเหมี่ยนจึงไม่ได้ยินเนื้อหาที่ทางฝั่งนี้พูดคุยกันแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าสายตาและประสบการณ์ของคนเก่าแก่ในยุทธภพกลับยังคงมีอยู่
ชุยตงซานยกมือขึ้นนวดคลึงหว่างคิ้ว ยิ้มเอ่ยว่า “ใครจะกล้า ข้าคือลูกศิษย์ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจของอาจารย์ข้าเชียวนะ ส่วนท่านก็เป็นคนของกำแพงเมืองปราณกระบี่ อย่าว่าแต่เจ้าประมุขผู้เฒ่าเกาคือโอสถทองเลย ต่อให้เป็นเศษสวะที่ไร้ซึ่งพลังตบะใดๆ มาขวางอยู่เบื้องหน้าหลิวเหล่าเฉิง ยืนอยู่ที่เดิมยืดคอรอให้ข้าสังหาร ข้าก็ไม่อาจลงมือได้เด็ดขาด”
เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย “จอกเหล้าอย่างมิตรภาพของสหายจอกนี้จะต้องเต็มอยู่ตลอด น่าเสียดายที่บ้านเกิดเป็นแค่ชามที่ว่างเปล่า โอ้ คงไม่ใช่ว่านี่ก็คือบุปผาบานในกำแพง แต่ส่งกลิ่นหอมไปนอกกำแพงอย่างที่กล่าวถึงในตำราหรอกนะ”
ชุยตงซานร้องเฮ้อแล้วพูดบ่นว่า “คำพูดนี้ช่างทำร้ายจิตใจกันเหลือเกิน”
หลิวทุ่ยมองลงมาจากที่สูง หัวเราะหยัน “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง มิน่าเล่าอิ่นกวานถึงต้องไปเยือนท่าเรือชุนจวงรอบหนึ่ง ที่แท้ก็เพื่อไปเจอคนบ้านเดียวกัน”
เกาเหมี่ยนสีหน้าหม่นหมอง ไม่ได้โต้กลับ ผู้เฒ่าไม่มีหน้าจะเถียง
หลิวเหล่าเฉิงไม่พูดพร่ำทำเพลงก็สะบัดชายแขนเสื้อดึงเกาเหมี่ยนกลับไปที่เดิม ฝ่ายหลังหมดสติไปทันที เรือนกายเหมือนถูกลมพายุหอบหุ้มเอาไว้ ลอยไปตรงลานบ้านด้านหน้าฝั่งของห้องยาม ประหนึ่งคนเมาที่นั่งบนขั้นบันไดมองเงาดอกไม้ด้วยดวงตาปรือปรอย
จากนั้นใช้จอกเหล้าในมือเคาะพื้นผิวโต๊ะเบาๆ เหล้าในจอกพลันหายวับไป ทว่ากลับไปสร้างค่ายกลอยู่ที่เกาเหมี่ยน ปกป้องโอสถทองเฒ่าผู้นี้เอาไว้
ต่อจากนี้ก็คือการนองหั่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย หมัดเท้าไร้ตา เวทคาถาไร้ปรานี จะเดือดร้อนให้สหายเก่าแก่ต้องขอบเขตถดถอยอีกไม่ได้
หลิวทุ่ยใช้เสียงในใจถาม “เจ้าสำนักชุย ผู้ถวายงานโจว ไอ้หมอนี่กำลังเล่นละครหรือนี่คือนิสัยที่แท้จริง?”
เจียงซ่างเจินหัวเราะฮ่าๆ “หลิวเหล่าเฉิงมีสหายอยู่แค่ไม่กี่คน เกาเหมี่ยนถือเป็นคนหนึ่งในนั้น ไม่ใช่ว่ากำลังเล่นละครให้พวกเราดูจริงๆ”
หลิวทุ่ยพยักหน้า “ถ้าอย่างนั้นข้าก็จะให้เขาตายเร็วหน่อย”
ชุยตงซานบ่น “พวกเจ้าทำแบบนี้ พวกเราก็เหมือนพวกตัวร้ายจริงๆ แล้ว”
หลิวทุ่ยจำต้องยอมรับว่าอยู่กับเฉินผิงอัน ตัวเองมีแรงกดดันอย่างมาก แต่อยู่กับเจ้าสองคนนี้กลับผ่อนคลายสบายอารมณ์ยิ่ง
ชุยตงซานปรบมืออย่างแรง ก็ไม่รู้ว่าเป็นการเตือนหลิวทุ่ยว่าสามารถลงมือได้ หรือเร่งหลิวเหล่าเฉิงว่าสามารถออกเดินทางได้แล้ว เขาตะโกนเสียงดังว่า
“เริ่มงานได้!”
อยู่ในทะเลสาบซูเจี่ยน ผู้ฝึกตนอิสระไม่ว่าจะขอบเขตสูงหรือต่ำ การสืบทอดของสำนักเป็นเช่นไร หากไม่มีวิชาอภินิหารแห่งสายน้ำที่เป็นสุดยอดเคล็ดวิชาติดตัวบ้างสักบทสองบทก็ถือว่าไม่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
ยกตัวอย่างเช่น “คัมภีร์สกัดคงคา” ที่ถือว่าเป็นหนึ่งในรากฐานมหามรรคาของหลิวจื้อเม่าเล่มนั้น ปิดด่านฝึกตนอย่างยากลำบากอยู่บนเกาะชิงเสียมาหลายต่อหลายครั้ง
บางครั้งหลิวเหล่าเฉิงยังรู้สึกร้อนใจแทนเขา คิดอยากจะเผยตัวไปให้คำชี้แนะสักสองสามประโยคด้วยซ้ำ
ปลาทองในอ่างปลาใต้ฝ่าเท้าของชุยตงซานพลันกระโดดพ้นผิวน้ำขึ้นมา พริบตาเดียวก็ทำให้ฟ้าดินจำแลงเป็นภาพลวงตา ชายแขนเสื้อสองข้างของชุยตงซานห้อยตกลง กวาดตามองไปรอบด้านก็คือฟ้าดินเล็กแห่งหนึ่ง
ปลาทองที่เดิมทียาวประมาณนิ้วมือพวกนั้น พอมาอยู่ในดินแดนแห่งนี้ก็เหมือนวัตถุใหญ่ยักษ์ที่สามารถแบกมหาบรรพตแหวกว่ายไปในฟ้าดินได้ แต่ละตัวหนวดยาวพลิ้วไสวก่อให้เกิดแสงสีทองเป็นระลอก
เจียงซ่างเจินที่อยู่ท่ามกลางภาพมายาสองเท้าเหยียบอยู่บนผิวน้ำทะเลสาบที่ราบเรียบราวกับกระจก ริ้วน้ำกระเพื่อมแผ่ออกไปข้างนอกเป็นวง
ห่างไปไกลคือยอดของเกาะสี่แห่ง มียันต์สีเขียวมรกตสี่แผ่นลอยอยู่ ถึงกับเป็นสายแยกของยันต์กักกระบี่ของอวี๋เสวียนหรือนี่?
ด้วยรากฐานของแจกันสมบัติทวีปในอดีต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ฝึกตนอิสระของทะเลสาบซูเจี่ยน ไม่อาจซื้อของดีที่มีราคาแต่ไร้ตลาดประเภทนี้ได้ เว้นเสียจากว่าเป็นพรรคที่ถูกทำนองคลองธรรมอย่างสำนักโองการเทพ หรือเป็นตระกูลชนชั้นสูงที่มีชื่อเสียงอย่างสกุลเจียงอวิ๋นหลิน ถึงจะมีโอกาสเก็บรักษาไว้สี่ห้าแผ่น
ยันต์พวกนี้หลิวเหล่าเฉิงเป็นคนทำเลียนแบบขึ้นมาเองหรือ?
ยันต์กักกระบี่เลียนแบบสี่แผ่น วัสดุทั้งมีคุณภาพและไม่มีคุณภาพ “ลายมือ’ ที่วาดอักขระก็มีสูงต่ำต่างกัน จิตวิญญาณที่ซุกซ่อนอยู่ในยันต์ก็มีการแบ่งแข็งแกร่งกับอ่อนด้อย
เจียงซ่างเจินเคยเห็นลายมือของหลิวเหล่าเฉิงมาก่อน พอมองเส้นลายอักษรเหนี่ยวฉงที่วาดพาดพลิ้ว และลวดลายเมฆที่ทอดขึ้นลงเป็นคลื่น ก็เป็นลายมือของหลิวเหล่าเฉิงอย่างไม่ต้องสงสัย
สิ่งเหล่านี้ล้วนพิสูจน์ให้เห็นเรื่องจริงที่ว่าหลิวเหล่าเฉิงคือผู้ฝึกตนสายยันต์ที่อำพรางตัวตนคนหนึ่ง
เจียงซ่างเจินไม่รีบร้อนทำลายค่ายกล เขาประกบสองนิ้ววาดไปเบื้องหน้าเบาๆ หนึ่งที กระชากเอาใบหลิวหนึ่งท่อนที่ซ่อนอยู่ในช่องโพรงแห่งชะตาชีวิตออกมา
ต้องทุ่มเงินเทพเซียนไปมากมาย บวกกับวิธีการลับอีกบางส่วน มันจึงมีแนวโน้มว่าจะเข้าใกล้ใบหลิวที่สมบูรณ์แบบใบหนึ่งแล้ว
เจียงซ่างเจินประกบสองนิ้วตั้งขึ้นแล้วส่ายเบาๆ ใบหลิวก็เริ่มบินล้อมวน ส่วนตัวเขาก็ร้องตะโกนเรียกอยู่หลายที “น้องชุย ได้ยินหรือไม่”
“ไม่ได้ยินเลย พี่โจวได้ยินไหม”
“ข้าก็ไม่ได้ยินเหมือนกัน”
“บังเอิญยิ่งนัก สมกับเป็นพี่น้องที่รู้ใจกันจริงๆ”
“หลิวทุ่ยแค่ส่งจิตหยางมารับมือกับหลิวเหล่าเฉิงที่นี่ จะได้เรื่องไหม? เรื่องอื่นหลิวเหล่าเฉิงอาจจะไม่เท่าไร แต่เขาคือผู้ฝึกตนอิสระห้าขอบเขตบนคนแรกของแจกันสมบัติทวีปตลอดเวลาหลายพันปีที่ผ่านมา บนร่างมีโชคชะตาอยู่”
“ต่อสู้ประลองวิชาคาถากับคนประเภทนี้ยุ่งยากมาก ขออย่าให้เสียเรื่องในตอนท้าย เดือดร้อนให้หลิวทุ่ยได้เลื่อนขั้นขอบเขตแล้วต้องขอบเขตถดถอยอีกครั้งเลย”
“แข่งกันเรื่องดวงหรือ? ลืมไปแล้วหรือว่าหลิวทุ่ยคือผู้ฝึกตนที่ช่วย “บุกเบิกฟ้าคลี่คลายปัญหา” ให้กับฝูเหยาทวีป? อยู่ในแจกันสมบัติทวีป หลิวทุ่ยอาจมีเสื่อมมีลด หลิวเหล่าเฉิงมีเพิ่มมีบวก โดยภาพรวมแล้วก็ถือว่าสูสีกันพอดี”
“นิสัยของหลิวทุ่ยถูกใจข้ามากเลยนะ วันหน้าขออย่าให้กู้ช่านแย่งตำแหน่งเจ้าผู้ครองทวีปกับเขาเลย ถึงเวลานั้นพวกเราจะช่วยใครดีล่ะ?”
บนและล่างภูเขาของฝูเหยาทวีปล้วนมีขนบธรรมเนียมของการชอบใช้กำลัง ชอบเอาชนะด้วยความรุนแรง ผู้ฝึกตนห้าขอบเขตกลางของใบถงทวีปต่างก็หนีกันไปหมดแล้ว ฝูเหยาทวีปก็แทบจะถูกเล่นงานจนเกลี้ยงแล้ว
“ง่ายเลย พวกเราสองพี่น้องต่างก็ลงเดิมพันกับทั้งสองฝ่าย ไม่เอาไข่ใส่ไว้ในตะกร้าใบเดียว เจ้าช่วยหลิวทุ่ย ข้าช่วยกู้ช่าน”
“ข้าต้องขอบคุณเจ้านะ”
พวกเขาทำลายค่ายกลออกมาจากดินแดนมายาได้แทบจะพร้อมกัน จิตหยางกายนอกกายของหลิวทุ่ยนั่งดื่มเหล้าอยู่ข้างโต๊ะเพียงลำพัง
อดทนอยู่นาน สุดท้ายก็ทนไม่ไหวถุยเลือดลงไปในจอกเหล้า แขนทั้งแขนไหม้เกรียม ลำพังแค่ยกจอกเหล้าก็มีขี้เถ้าร่วงลงมาเผลาะๆ หลิวทุ่ยไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน อับอายขายหน้าเหลือเกินแล้ว
เจียงซ่างเจินถามอย่างสงสัย “หลิวเหล่าเฉิงล่ะ กลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้วหรือ?”
หลิวทุ่ยทำหน้าเหี้ยมเกรียม สบถด่าไปคำหนึ่ง ก่อนตอบว่า “ถูกร่างจริงของข้าไล่ตามไปทันที่ชานเมืองหลวงแล้ว วางใจได้ หนีไปไหนไม่รอดหรอก”
วิธีการโจมตีบางอย่างของบนภูเขา ต่อให้จะแปลกประหลาดแค่ไหน น่าเหลือเชื่อเท่าไร หลิวทุ่ยก็ยังพอจะรับมือได้ กองทัพมาเอาขุนพลต้าน น้ำมาเอาดินกลบก็เท่านั้น หากจะพูดกันถึงวิธีการอันเป็นฝีมือกันกรุ หลิวทุ่ยมีน้อยนักหรือ
เพียงแต่ว่าหลิวเหล่าเฉิงจงใจแสร้งทำท่าว่าจะให้พินาศวอดวายกันไปทั้งสองฝ่าย เรียกสมบัติแห่งชะตาชีวิตชิ้นหนึ่งออกมา ทำท่าว่าจะทำลายอาณาเขตของศาลเทพีบุปผาในเมืองหลวงต้าหลีให้ราบเป็นหน้ากลอง
ส่วนคนอื่นจะบาดเจ็บหรือล้มตาย ขนาดชีวิตเขาหลิวเหล่าเฉิงก็ยังไม่เหลือแล้ว ยังจะต้องสนใจเรื่องพวกนี้ไปทำไม จะต้องให้หลิวทุ่ยรับผลลัพธ์ที่ตามมาไว้ หากไม่ต้องไปอ่านตำราในสวนกงเต๋อของศาลบุ๋น ก็ต้องให้ชีวิตนี้หลิวทุ่ยอย่าได้หวังว่าจะกลับมาเหยียบแจกันสมบัติทวีปอีก
หลิวทุ่ยจึงได้แต่เปลี่ยนจากโจมตีมาเป็นป้องกัน แค่ช่วงจังหวะช่องว่างเพียงแค่ชั่วพริบตานี้ก็ปล่อยให้หลิวเหล่าเฉิงคว้าโอกาสเอาไว้ได้
อาศัยวิชาการหลบหนีด้วยการ “ถอดเปลือก” ซึ่งเป็นวิชานอกรีตคล้ายกับการยืนสละร่าง ควบคู่กับวิชาหดย่อพื้นที่ ถึงกับพาทั้งกายเนื้อและจิตวิญญาณหนีไปพร้อมกันได้
ชุยตงซานสัมผัสได้ถึงท่วงทำนองที่ลี้ลับมหัศจรรย์ขุมหนึ่งในลานบ้าน ตวัดชายแขนเสื้อรวบรวมร่องรอยพลังแห่งมรรคาที่หลงเหลืออยู่ให้กลายเป็นสีทองหนึ่งจุด
สองนิ้วบดขยี้แสงสีทองก็ปลดปล่อยพลังแห่งความเที่ยงธรรมไพศาลเป็นเส้นๆ ออกมา ชุยตงซานเอ่ยอย่างตกตะลึง
“แบบนี้ก็ได้ด้วยหรือ? เจ้าตัวดี ถึงกับใช้วิชานอกรีตเอาอย่างอริยะปราชญ์ลัทธิขงจื๊อ สร้างวัตถุแห่งชะตาชีวิตเลียนแบบขึ้นมาสองตัว ผู้มีพรสวรรค์ หลิวเหล่าเฉิงก็คือผู้มีพรสวรรค์จริงๆ! ต้องขอความรู้จากเขาดีๆ สักหน่อยแล้ว”
หลิวทุ่ยพยักหน้า กระดกเหล้าสีแดงฉานจอกนั้นดื่มจนหมด
“ดูจากวิธีการแล้วก็คือวัตถุแห่งชะตาชีวิตที่มีการรื้อถอนตัวอักษรก่อนแล้วค่อยรวบตัวอักษรขึ้นมา ปลอมมาก แต่ก็ใช้ได้ผลดีมาก”
“สิ่งศักดิ์สิทธิ์สวมเกราะทองสองตนหนึ่งบุ๋นหนึ่งบู๊ที่ถูกเขาอัญเชิญเทพลงมาแยกกันอยู่ในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมอย่างศาลบุ๋นและศาลบู๊ ดูเหมือนว่าจะเป็นเทพทวารบาลสององค์ที่แปะไว้หน้าประตูบ้านทุกบ้านของราชวงศ์ต้าหลีพวกเจ้า”
“คิดดูแล้วไอ้หมอนี่คงจะแอบหลอมศาลบุ๋นศาลบู๊ที่พังเสียหายของอำเภอและมณฑลต่างๆ โดยไม่ให้ใครรู้ สองฝ่ายร่วมมือกัน พลังอำนาจก็ไม่ธรรมดา ข้าประมาทไปจริงๆ ไม่ทันระวังถึงได้หลงกลเขา”
กล่าวมาถึงตรงนี้ หลิวทุ่ยก็ฝืนกลืนเลือดสดที่ตีขึ้นมาจุกลำคอ “มารดามันเถอะ อีกเดี๋ยวข้าผู้อาวุโสจะต้องถลกหนังเขาทั้งเป็น!”
หลิวทุ่ยมองพวกเขา “กลายเป็นความแค้นส่วนตัวแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องห้าม”
เจียงซ่างเจินหัวเราะ ไม่ได้เอ่ยอะไร
ชุยตงซานยิ้มตาหยี “จะห้าม จะทำไม?”
หลิวทุ่ยหรี่ตาเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นมิตรภาพก็จะจืดจางลงแล้ว แต่ความเป็นพันธมิตรยังคงเดิมไม่เปลี่ยน”