กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1204.3 ก็แซ่เฉินเหมือนกัน
และเวลานี้เอง หลิวทุ่ยก็พลันหน้าเปลี่ยนสีอย่างรุนแรง ด่ากราดว่าไอ้แม่…. ที่แท้เจ้าหลิวเหล่าเฉิงก็ถึงกับฝืนแบกรับมรรคกถาบทหนึ่งไว้ได้แล้วเผ่นหนีไปอีกครั้ง แต่กลับไม่ได้หนีไปที่อื่น แต่ตรงดิ่งไปยังระเบียงพันก้าว…หน้าประตูจวนราชครู!
หลิวเหล่าเฉิงที่ร่างท่วมไปด้วยเลือดยังคงมีสีหน้าท่าทางสุขุม นั่งลงตรงหน้าประตูโดยตรง คนมากมายพากันพุ่งมาล้อมเขาเอาไว้ ขณะเดียวกันค่ายกลบางส่วนที่ถูกอำพรางไว้ของเมืองหลวงก็ได้ถูกเปิดใช้
หลิวเหล่าเฉิงนั่งอยู่บนขั้นบันได แม้ว่าปราณที่เฉียบคมของค่ายกลพวกนั้นจะทำให้เจ้าสำนักขอบเขตเซียนเหรินที่หนีตายอย่างกระเซอะกระเซิงผู้นี้รู้สึกเสียวสันหลังวาบ แต่กระนั้นหลิวเหล่าเฉิงก็ยังเอ่ยประโยคหนึ่งด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“หากต้องการให้ข้าตาย รบกวนราชครูลงมือด้วยตัวเอง”
“คนตายหงายขึ้นฟ้า ควรต้องทิ้งชื่อเสียงที่ดีงามไว้เบื้องหลังสักหน่อย”
“เฉินผิงอัน ข้ารู้ว่าร่างจริงของเจ้าอยู่ที่นี่!”
การป้องกันอันเข้มงวดของเมืองหลวง ค่ายกลใหญ่แต่ละแห่งถูกเปิดใช้ ร่างจริงของหลิวทุ่ยที่ไล่ฆ่ามาจนถึงชานเมืองหลวง ถึงกับไม่อาจติดตามหลิวเหล่าเฉิงเข้ามาในเมืองหลวงได้ ไม่กล้า และก็ทำไม่ได้ด้วย
ชุยตงซานเอ่ยเสียงเบา “แย่แล้วๆ”
เจียงซ่างเจินนวดคลึงปลายคาง เจ้าหลิวเหล่าเฉิงชาติสุนัข กระทั่งบัดนี้เจียงซ่างเจินถึงได้เกิดจิตสังหารขึ้นมาจริงๆ
คนหนุ่มสวมหมวกเหลืองรองเท้าเขียวคนหนึ่งโบกมือ พูดกับผู้ถวายงานลับสกุลซ่งต้าหลีเหล่านั้นว่า “ทุกคนกลับไปเถอะ”
พวกเขาหรือจะกล้าประมาท ไม่กล้าจากไปจริงๆ ปล่อยให้หลิวเหล่าเฉิงของสำนักเจินจิ้งหนีมาจนถึงหน้าประตูจวนราชครู ก็หมายความว่าฮ่องเต้จะต้องเอาผิดแล้ว
ผลคือนาทีถัดมา เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวคนหนึ่งโผล่มาบีบคอหลิวเหล่าเฉิง แล้วพลันยกร่างอีกฝ่ายขึ้นสูง
จากนั้นนางใช้กระบี่สั้นที่อยู่ในชายแขนเสื้อแทงไปที่หัวใจด้านหลังแทงทะลุหน้าอกของเขาออกไป
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวชักกระบี่สั้นออกแล้วจ้วงแทงหลิวเหล่าเฉิงซ้ำอีกหลายที ชักกระบี่ออกเร็ว แทงกระบี่เร็วยิ่งกว่า
หลิวเหล่าเฉิงในเวลานี้บาดเจ็บสาหัส สุดท้ายถูกนางโยนออกไป กลิ้งตลบไปตลอดทาง หลิวเหล่าเฉิงอยากจะลุกขึ้นมา วังหลวงเหนือศีรษะของเขามีน้ำวนทะเลเมฆปรากฏขึ้นมา ปณิธานกระบี่ที่เข้มข้นซึ่งรวมตัวกันอยู่ในลักษณะเหมือนน้ำตกพลันกระแทกเข้าใส่เขา
ทะเลเมฆร้อยเรียงกันเป็นวง น้ำตกหล่นลงมาจากฟากฟ้า
เสี่ยวโม่กล่าว “พอเถอะ”
เซี่ยโก่วแยกเขี้ยว นางน้ำลายสอจริงๆ จิตแห่งมรรคาของนางเกิดความหิวโหยเพราะไม่มีอาหารตกถึงท้องมาเนิ่นนาน
เสี่ยวโม่ใช้เสียงในใจเตือน “อย่าให้ทุกอย่างที่ทำมาต้องเสียเปล่าไปกลางคัน”
เซี่ยโก่วพยักหน้า
บุรุษที่เปลี่ยนจากชุดราชการมาสวมชุดสีเขียวเดินออกมาจากจวนราชครู ยิ้มถามว่า “เจ้าเกาะหลิว เล่นอะไรนี่?”
หลิวเหล่าเฉิงดิ้นรนลุกขึ้นนั่ง หันหน้าเข้าหาบุรุษที่ยืนอยู่บนขั้นบันไดของจวนราชครู
รอกระทั่งราชครูมาที่นี่ด้วยตัวเอง พวกผู้ถวายงานเชื้อพระวงศ์ถึงพากันจากไปอย่างเงียบเชียบ
ได้ยินคำเรียกขานที่ไม่ได้ยินมานานหลายปี หลิวเหล่าเฉิงก็เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะยิ้มเอ่ยว่า “นักบัญชีเฉิน จะฆ่าจะแกงก็ตามใจ ไยต้องจงใจหมิ่นเกียรติกันด้วยเล่า”
เซี่ยโก่วได้ยินอย่างนี้ก็ไม่พอใจทันใด เจ้าพูดจาเหน็บแนมข้าอย่างนั้นหรือ หมิ่นเกียรติเจ้า? จะขย้ำเจ้าน่ะสิ!
เสี่ยวโม่ได้แต่ยื่นมือไปรั้งแขนนางไว้ เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวคล้ายจะสลัดไม่หลุดจึงยกเท้าถีบไปทางด้านนั้น
ตอนที่เดินเล่นอยู่ในเมืองหลวงนางได้เรียนรู้ภาษาถิ่นบางคำมาด้วย “จะถีบเจ้าให้ตายเลย”
เฉินผิงอันถาม “ดูเหมือนว่าจวนราชครูจะหาเจอง่ายกว่าเกาะกงหลิวนะ?”
หลิวเหล่าเฉิงตอบกลับด้วยการย้อนถาม “ในอดีตเกาะกงหลิ่วขึ้นไปไม่ง่าย แล้วทุกวันนี้จวนราชครูเข้าได้ง่ายนักหรือไร?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “ก็จริงนะ”
หลิวเหล่าเฉิงที่กายเนื้อเละเทะยับเยิน บนร่างมีรูมากมาย พยายามที่จะทำให้เรือนกายมั่นคง ถอนหายใจเอ่ยว่า
“หากจะบอกว่าลมและน้ำหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนเป็นเรื่องปกติ แต่นี่ก็เร็วเกินไปหน่อยหรือไม่?”
เฉินผิงอันเอ่ย “ก็ต้องดูว่าเป็นใคร เจ้าเกาะหลิวเปลี่ยนมาเป็นเจ้าสำนักหลิว ก็เพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น เป็นชาติใหม่ของคนมากมายแล้ว เจ้าและข้าต่างก็ยากจะปฏิเสธความผิด”
ไม่รู้ว่าเหตุใดจู่ๆ หลิวเหล่าเฉิงก็พลันเดือดดาลอย่างหนัก ก่นด่าไม่ยั้งปาก “ทะเลสาบซูเจี่ยนของข้าผู้อาวุโส เกี่ยวผายลมอะไรกับเจ้าด้วย?!”
เซี่ยโก่วหยุดการกระทำ รู้สึกว่าคำพูดประโยคนี้ของหลิวเหล่าเฉิงมีนัยชวนให้ขบคิด
เสี่ยวโม่ชื่นชมอยู่ในใจ ไม่เสียแรงที่เป็นคนที่ได้นั่งเก้าอี้อันดับหนึ่งของทะเลสาบซูเจี่ยน ฉลาดจริงๆ
ทางฝั่งของเรือนหลังนั้น ชุยตงซาน “หาม” เจ้าประมุขผู้เฒ่าเกากลับมาที่เรือนด้านหลัง จากนั้นจึงสลายตราผนึกที่หลิวเหล่าเฉิงร่ายไว้
ชุยตงซานไม่มีสีหน้าทะเล้นอารมณ์ดีอีกแล้ว เขาพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“ตำราเล่มหนึ่งของซูเจี่ยน บทตอนเกี่ยวกับหลิวเหล่าเฉิงถือว่าจบลงแล้ว เกาเหมี่ยน เจ้าเองก็กลับไปเถอะ”
เกาเหมี่ยนลุกขึ้นยืน ดื่มเหล้าที่อยู่บนโต๊ะให้หมดกา กุมหมัดคารวะอย่างเงียบงัน แล้วหมุนกายจากไป
ชุยตงซานพลันตะโกนเรียก “เจ้าประมุขผู้เฒ่าเกา”
เกาเหมี่ยนหันกลับมามองด้วยความสงสัย เด็กหนุ่มชุดขาวไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ ราวกับว่าแค่ทักทายเท่านั้น
แต่ผู้เฒ่ากลับโล่งใจขึ้นมาทันใด ปมหนักอึ้งในใจก็สลายไปสิ้น หันหน้ากลับแล้วจากไป
เจียงซ่างเจินมองแผ่นหลังของผู้เฒ่าแล้วรู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง ก่อนจะจากลากัน ชุยตงซานเรียกเกาเหมี่ยนว่าเจ้าประมุขผู้เฒ่าเกา
ความหมายคร่าวๆ ก็คือไม่พูดถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้ว พูดถึงแค่เกาเหมี่ยนที่อยู่ในแจกันสมบัติทวีป อย่างน้อยก็ไม่เลวกระมัง
เจียงซ่างเจินจึงอดนึกไปถึงตาเฒ่าสวินไม่ได้ นึกจะไปก็ไป พาความลับและความกลัดกลุ้มพวกนั้นจากไปด้วย ไม่เอ่ยอะไรกับคนนอกสักคำ
ชุยตงซานยิ้มมองไปทางหลิวทุ่ย “พันธมิตรหลิว มีโอกาสก็ลองชดเชยดูสักหน่อย กลับมาเป็นสหายกันอีกดีไหม?”
หลิวทุ่ยยิ้มเอ่ย “เพราะถึงอย่างไรอายุลวงก็มากกว่าหลายปี เรียกข้าว่าพี่ใหญ่หลิวก็แล้วกัน”
จู่ๆ ก็ตระหนักได้ว่าไม่ถูกต้อง ดูเหมือนว่าหลิวเหล่าเฉิงก็ถูกเจียงซ่างเจินเรียกว่าพี่ใหญ่หลิวเหมือนกัน? หลิวทุ่ยจึงอดไม่ไหวพึมพำว่าอัปมงคลจริงๆ
ชุยตงซานเอ่ย “พี่หลิวก็แค่ขายหน้าเล็กน้อย หลิวเหล่าเฉิงกลับต้องเสียเปรียบครั้งใหญ่ ไม่รู้คิดซะว่าแล้วกันไป?”
หลิวทุ่ยเอ่ย “วันหน้าขอแค่เขาเดินอยู่บนถนน เจอข้าแล้วเดินอ้อมไปทางอื่น ข้าก็จะคิดซะว่าไม่มีคนอย่างเขาอยู่”
เจียงซ่างเจินยิ้มอย่างรู้ทัน สำหรับคนอย่างพวกเขาแล้ว ยอมรับปากเช่นนี้ก็ถือว่ามีความจริงใจอย่างมากแล้ว
ชุยตงซานพลิ้วกายไปที่อ่างปลาอีกครั้ง ประกบสองนิ้วชี้ขึ้นฟ้า “น้องชายจะต้องช่วยนำคำของพี่หลิวไปบอกต่ออย่างแน่นอน!”
“ตกใจเก้อกันไปรอบหนึ่ง แม้ว่าจะยังหวาดผวาไม่หาย แต่ก็ถือว่าไม่มีเรื่องอะไรแล้ว แม้หนทางจะยากลำบาก แต่เมื่อพ้นเงามืดก็พบแสงสว่าง ท้ายที่สุดก็มีที่ให้หยุดพัก”
“หากอยากรู้ว่าต่อไปจะเป็นอย่างไร โปรดติดตามต่อตอนหน้า!”
ชุยตงซานยืนอยู่บนอ่างน้ำ พูดเจื้อยแจ้วพลางออกหมัดเดินมวยไปด้วย แล้วยังคอยตั้งท่าไก่ทองยืนขาเดียวอยู่เป็นระยะ
คนประเภทนี้ออกจากบ้านไม่ถูกซ่อม ไม่กลัวว่าจะโดนตีตายก็เป็นเรื่องประหลาดเหมือนกัน
ในอดีตเดินวนไปเวียนมาเหมือนถูกผีบังตา ต่อให้ต้องเดินอ้อมเส้นทางไปไกลแค่ไหน ใช้สติปัญญาความสามารถทุ่มเทแรงกายแรงใจจนหมดสิ้น ก็ยังถูกลิขิตมาแล้วว่าจะไม่อาจข้ามผ่านเหวสวรรค์ไปได้ ทว่าจู่ๆ เหวสวรรค์ที่ว่านั้นกลับกลายมาเป็นเหมือนพื้นราบเรียบ
หลิวทุ่ยพลันเอ่ยว่า “พูดความจริงที่ไม่น่าฟังสักคำ ภูเขาลูกหนึ่งไม่ใช่ว่ายิ่งมีพรรคใต้อาณัติหรือแดนดินมากเท่าไรก็จะยิ่งดีมากเท่านั้น”
“หากมีเยอะ ใจคนก็ซับซ้อน ง่ายที่จะกลายเป็นภาระ ในเมื่อเซียนกระบี่เฉินมีปณิธานว่าอายุสี่สิบจะไม่หยุดอยู่แค่บินทะยานเท่านั้น ถ้าอย่างนั้นก็ต้องคอยระมัดระวังให้มากขึ้น”
“นับแต่โบราณมา เรื่องราวก็ยากที่จะสมบูรณ์พร้อมได้ทุกเรื่อง ดวงจันทร์ไม่ควรเต็มดวง น้ำก็ไม่ควรล้นเกินไป จะต้องพร่องไปสักนิดสักหน่อยถึงจะดีที่สุด”
เจียงซ่างเจินพยักหน้า “เป็นความเห็นที่ดี”
ชุยตงซานเอ่ยคล้อยตาม “จริงดังว่า”
ภูเขาลั่วพั่วแห่งหนึ่งได้ครอบครองสำนักวิถีกระบี่สองแห่ง อีกเดี๋ยวก็จะมีจวนเซียนอักษรจงสำเร็จรูปแห่งที่สาม
ต่อให้ไม่ใช่ตำหนักเสียเฟิงเกราะทองทวีปของนักพรตโช่วชุน ต่อให้ไม่ใช่สำนักเจินจิ้งที่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนไปใช้แซ่เจียง ก็ต้องมีสำนักแห่งอื่นเข้ามาแทนที่
ในยุทธภพมีการพกพาวิชาความรู้ไปกราบอาจารย์ จากนั้นก็สร้างชื่อระบือไกลไปหมื่นลี้ บนภูเขา การยกทั้งสำนักไปสวามิภักดิ์ก็ถือเป็นหัวข้อพูดคุยที่งดงาม
การก่อตั้งของสำนักกระบี่ชิงผิงใบถงทวีปคือเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นแน่นอนอยู่แล้ว การสวามิภักดิ์ของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงแห่งทักษิณาตยทวีป ก็คือเรื่องดีเรื่องหนึ่ง มีเพียงสำนักแห่งที่สามที่จะมีหรือไม่มีที่กลายเป็นดาบสองคม
สรุปแล้วภูเขาลั่วพั่วจะมีกิจการเป็นสำนักใต้อาณัติแห่งที่สี่หรือไม่ ก็ต้องดูว่าภายในเวลาหลายร้อยปี ดวงของสำนักแห่งที่สามขึ้นหรือลง
ในยุคโบราณก็มีผู้ฝึกตนใหญ่หลายคนที่อาศัยกลยุทธ์การผูกพันธมิตรและถ่วงดุลขั้วอำนาจ ทดลองสร้างพื้นที่ประกอบพิธีกรรมที่มีสำนักมากเกินกว่าสี่แห่งขึ้นมา
แต่นอกจากภูเขาเถาฝูของอวี๋เสวียนแล้ว ทุกแห่งล้วนลงเอยอย่างหม่นหมองเหมือนกันหมดโดยไม่มีข้อยกเว้น
และอวี๋เสวียนที่ได้คำว่ายันต์ไปครองเพียงลำพัง บนภูเขาก็มีคำกล่าวเกี่ยวกับเขาเหมือนกัน ต่อให้พลังตบะของอวี๋เสวียนจะสูงแค่ไหน จิตแห่งมรรคาของคนคนหนึ่งก็เหมือนกระถางธูป บรรจุควันธูปซับซ้อนของจิตมรรคาจำนวนนับไม่ถ้วนที่ไม่ขยับเคลื่อนเอาไว้
ภูเขาและสำนักมากมายขนาดนั้น ผู้ฝึกตนทำเนียบที่มีนับหมื่นคน ไม่ใช่แค่ซี่โครงไก่เท่านั้น แต่กลายมาเป็นตัวถ่วงบนเส้นทางการผสานมรรคาของอวี๋เสวียนด้วยซ้ำ
ก็เหมือนอย่างที่นักพรตโช่วชุนพูดไว้ บรรพบุรุษผู้บุกเบิกขุนเขาอย่างเขาอยู่ในตำหนักเสียเฟิงก็เคยชินกับการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จตัดสินใจเพียงลำพังเหมือนกัน….
ชุยตงซานอึ้งตะลึง เอ๊ะ ทำไมถึงมีคำว่า “เหมือนกัน” ล่ะ?!
หากไม่เป็นเช่นนี้ นักพรตโช่วชุนจะสามารถตัดสินใจเปลี่ยนทำเนียบของสำนักเองได้อย่างไร ภูเขาลั่วพั่วจะรับเอาตำหนักเสียเฟิงที่ใจคนแตกฉานซ่านเซ็นมาทำไม? เพื่อให้เหมือนการต่อยตีกันบนถนนที่พอคนเยอะก็เสียงดังได้อย่างนั้นหรือ?
ต้องรู้ว่าผู้ฝึกบำเพ็ญตน คิดจะจุดธูปคารวะอยู่ในศาลบรรพจารย์บนภูเขา มีชื่อเข้าไปอยู่ในทำเนียบหยกทอง ล้วนไม่ใช่เรื่องง่าย
บรรพจารย์ในฟ้าดินกับจิตแห่งมรรคาของตัวเองล้วนกำลังมองอยู่ เกี่ยวพันไปถึงการขึ้นลงของโชคชะตาของตัวเองกับพื้นที่ประกอบพิธีกรรมทั้งแห่ง การบันทึกลงทำเนียบและการจุดธูปคารวะก็คือการฝากชีวิตไว้บนมหามรรคา
โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งเป็นลูกศิษย์ของสำนักเบื้องล่าง ยิ่งไม่ใช่ลูกศิษย์ผู้สืบทอด ในเรื่องของโชคชะตาที่ลี้ลับมหัศจรรย์นี้ “ส่วนแบ่ง” ก็จะยิ่งมีน้อย
ผู้ฝึกตนที่ไม่มีใจต่อบนมหามรรคาก็ยังไม่เท่าไร สามารถกอดขาใหญ่ขาหนึ่งไว้ได้ ก็แค่ต้องนอนเสวยสุข หวังเพียงว่าจะฝึกตนอย่างสงบสุขไปก็พอ
แต่ไม่ว่าผู้ฝึกตนคนใดก็ตามที่มีใจอยู่กับการเดินขึ้นสู่ที่สูง หรือแม้กระทั่งเดินขึ้นไปถึงยอดสูงสุด ในใจก็ล้วนปฏิเสธการจัดการที่ต้องไปพึ่งพาอยู่ใต้ชายคาของผู้อื่น ไร้อิสระเสรี ครั้นที่จะสังเกตสีหน้าท่าทาง ทำให้พื้นที่ประกอบพิธีกรรมกลายเป็นวงการขุนนาง
คนเหล่านี้ก็เหมือนมานั่งที่โต๊ะเดิมพันซึ่งสวรรค์เป็นเจ้ามือ หวังว่าเดิมพันมากแล้วจะชนะมาก นี่ก็เรียกว่ายอมเป็นหัวไก่ แต่ไม่ยอมเป็นหางหงส์
หลิวทุ่ยเอ่ย “เจ้าหลิวเหล่าเฉิงผู้นี้พอจะมีของอยู่บ้าง”
เจียงซ่างเจินยิ้มกล่าว “เป็นคนบนเส้นทางเดียวกันกับพวกเรา ย่อมไม่อ่อนด้อยอยู่แล้ว”
เด็กหนุ่มชุดขาวยืนนิ่งอยู่บนอ่างน้ำ จีบนิ้วเป็นท่าดัชนีดอกกล้วยไม้ ร้องบทงิ้วขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า หันกลับมามองความเป็นอมตะนิรันดร์ในฉับพลัน สุดท้ายกลับอิจฉาคู่รัก ไม่อิจฉาเทพเซียน
……
ก่อนหน้านี้ไม่นาน นอกอำเภอแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ชานเมืองหลวงต้าหลี ข้างทางมีต้นอูจิ้ว (ต้นตะเคียนจีน) อยู่ต้นหนึ่ง
มีนักพรตพเนจรมาหยุดพักอยู่ที่นี่ เงยหน้ามองกิ่งไม้สูง
นักพรตวัยกลางคนผู้นี้มีสง่าราศีที่ไม่ธรรมดา บนศีรษะสวมกวานหยกสีเขียวมรกต บนร่างสวมชุดเต๋า สวมรองเท้าสาน ในมือถือแส้หางกวาง
ข้างกายนักพรตมีหญิงสาวสวมชุดสีเหลืองคล้ายสาวใช้ติดตามมาด้วย หน้าตาของนางธรรมดา ผิวพรรณขาวนวล รูปร่างโดดเด่นมากเป็นพิเศษ หน้าอกอวบอิ่ม ขายาว ดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี
ก็คือหวงฮวาเสินและเถียนหูจวินที่มาจากทะเลสาบซูเจี่ยน
หวงฮวาเสินมาเสี่ยงดวงที่นี่ ดูว่าจะมีวาสนาได้เจอกับอาจารย์หรือไม่ และอาจารย์ของเขาก็บังเอิญว่าเป็นศิษย์น้องในอดีตของเถียนหูจวินพอดี
ที่น่าสนใจก็คือทุกวันนี้หวงฮวาเสินพอจะถือว่าเป็นผู้ถ่ายทอดมรรคาครึ่งตัวของเถียนหูจวินได้แล้ว
ทำไมถึงได้กราบกู้ช่านเป็นอาจารย์ ก็ง่ายเลย ก็เหมือนกับคำกล่าวโบราณประโยคนั้น คนชั่วย่อมต้องมีคนชั่วจัดการ
ไม่ว่าผู้ฝึกตนอิสระคนใดก็ตามที่สามารถกลายมาเป็นขอบเขตหยกดิบได้ ล้วนไม่อาจดูแคลน นี่คือความเห็นพ้องต้องกันของบนภูเขา
คำสั่งสอนของอาจารย์ในสำนักใหญ่ นอกจากการถ่ายทอดมรรคกถา การอธิบายเรื่องตำราลับแล้ว มักจะต้องมี “วิชาลับไม่แพร่งพราย” บางอย่างที่ไม่อาจป่าวประกาศให้ใครรู้
ยกตัวอย่างเช่น เจียงซ่างเจินที่ล้มลุกคลุกคลาน กระโดดโลดเต้นอยู่ในอุตรกุรุทวีปมานานหลายปี เคยได้เรียบเรียง “ผลงานที่มีชื่อเสียง” มาแล้วหลายเล่ม
ไม่พูดถึงนิยายรักที่หอมหวานอ่อนช้อย ในบรรดานั้นยังมีตำราเฉพาะทางเล่มหนึ่งที่เนื้อหาเต็มไปด้วยภาษาลับและรหัสลับ ล้วนเป็นความเข้าใจและการตระหนักรู้ที่เจียงซ่างเจินสอนผู้ฝึกตนอิสระว่าควรจะรับมือกับผู้ฝึกตนทำเนียบอย่างไร
อันที่จริงมีผู้ฝึกตนทำเนียบของสำนักบนภูเขาจำนวนไม่น้อยที่จะต้องมีตำราเล่มนี้วางไว้บนโต๊ะหนังสือ หรือไม่ก็เคยวางไว้มาก่อน แล้วค่อยเอาไปเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี นั่นก็เพราะเนื้อหาด้านในนั้นล้ำค่ามากจริงๆ
เถียนหูจวินไม่มีปณิธานที่ยิ่งใหญ่ใดๆ ต่อให้จะอยู่ในทะเลสาบซูเจี่ยนที่กินคนไม่คายกระดูก ก็แค่ก้มหน้าก้มตาฝึกตนไปเท่านั้น
พื้นที่ประกอบพิธีกรรมคือเกาะเหมยเซียน ภายหลังในมือของนางก็มีเกาะซู่หลินเพิ่มมาอีกหนึ่งเกาะ นางทั้งไม่มีจิตใจของสิงห์ร้ายผู้เห่อเหิม มีกลอุบายลึกล้ำอย่างหลิวจื้อเม่าผู้เป็นอาจารย์ของนาง และก็ไม่อาจเอาอย่างเยี่ยนชูที่ตั้งใจฝึกตน วางตัวให้บริสุทธิ์ไม่ข้องเกี่ยวกับเรื่องเสื่อมเสีย
สรุปคือไม่ไปทางใดทั้งนั้น ไม่ได้ดีสักเท่าไร แต่ก็ไม่เลวร้ายไปยังไง หลิวจื้อเม่าผู้เป็นอาจารย์รังเกียจที่นางไม่มีความสามารถพอจะทำเรื่องให้สำเร็จ จึงไม่เคยไว้วางใจให้นางเป็นมือขวา เถียนหูจวินที่เป็นลูกศิษย์ก็แค่เชื่อฟังว่าง่ายเท่านั้น
สหายเก่าแก่คนหนึ่งของอาจารย์ก็เคยเอ่ยสัพยอกนางว่า เจ้าเกิดมาก็ควรต้องเป็นผู้ฝึกตนทำเนียบ กลายมาเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของหลิวจื้อเม่า มาเกิดผิดครรภ์ผิดสถานที่แล้ว ทำเอานางตกใจหน้าซีดขาวในทันที กลัวว่าอาจารย์ได้ยินแล้วจะไม่สบอารมณ์
ก่อนหน้านี้อยู่ที่เกาะซู่หลิน หวงฮวาเสินได้โยนตำราลับเล่มหนึ่งให้กับนาง คือตำราลับที่มีมูลค่าควรเมือง เขาไม่เก็บเงินนาง ทว่าทุกครั้งที่นางถามคำถามจะต้องจ่ายเขาด้วยเงินเหรียญทองแดงแก่นทองหนึ่งเหรียญ
เรื่องของการฝึกตนก็ต้องดูที่นิสัยใจคอของผู้ฝึกตนด้วย หากเป็นพวกนิสัยรักสันโดษ ชอบเก็บตัวอยู่ในสถานที่ฝึกบำเพ็ญตนที่เงียบสงบ ฝึกไปถึงยอดเขาก็ยังต้องมีสภาพการณ์ที่สุขเพียงลำพัง ทุกข์เพียงลำพัง อยู่ตัวคนเดียวเดียวดายไปตลอดเส้นทาง
และก็มีผู้ฝึกตนใหญ่บางส่วนที่ยามอยู่ในจวนเซียนมักจะมีสหายมานั่งกันอยู่เต็มห้องโถง เสียงชนจอกดื่มกินกันครึกครื้น สหายรักคนรู้ใจมีอยู่ทั่วใต้หล้า ชอบท่องไปในโลกโลกีย์ คลุกคลีอยู่ในกลุ่มคน แสวงหามรรคาในท่ามกลางความสนุกสนานคึกคัก หวังจะได้เห็นจิตดั้งเดิม
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ควรต้องมีหินทดสอบทองก้อนหนึ่งที่สามารถแยกแยะว่าเป็นสหายที่แท้จริงหรือเพื่อนกินเพื่อนดื่ม นั่นก็คือต้องดูว่ายามที่ปิดด่านฝ่าหายนะ จะสามารถหาสหายสักคนสองคนมาช่วยปกป้องด่านให้ได้หรือไม่
ผู้ที่ปิดด่าน ต่อให้มีความมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าจะสามารถข้ามผ่านหายนะไปได้ ก็ยังจะยินดีขอความช่วยเหลือจากสหาย เพราะถึงอย่างไรเจตนารมณ์แห่งสวรรค์ก็ยากจะคาดเดา
ผู้ฝึกบำเพ็ญตนกลัวเรื่องไม่คาดฝันมากที่สุด หากผู้ฝึกตนที่ปิดด่านไม่อาจแบกรับทัณฑ์สวรรค์ได้ไหว เกิดลางว่ากายเนื้อจะหลอมละลาย ผู้ปกป้องด่านก็จะต้องลงมือช่วยเหลือ ยอมให้ตบะถูกผลาญไปอย่างไม่เสียดาย
หากขี้เหนียวตบะ หรือขี้ขลาดกลัวเกิดเรื่อง เลือกที่จะนิ่งดูดายอยู่เฉยๆ หรือไม่ก็จากไปทั้งอย่างนั้น ถ้าอย่างนั้นชื่อเสียงบนภูเขาในภายหลังก็ต้องพังป่นปี้แล้ว
ฝ่ายหนึ่งไหว้วานฝากชีวิตไว้ให้ อีกฝ่ายหนึ่งกลับถอยหนีเมื่อเจออันตราย ก็ไม่มีคุณธรรมใดๆ ให้กล่าวถึงอีกต่อไป ทั้งยังทำร้ายไปถึงชีวิตบนมหามรรคาของผู้อื่นด้วย