กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1204.4 ก็แซ่เฉินเหมือนกัน
หวงฮวาเสินเงยหน้ามองต้นอูจิ้วต้นนั้นแล้วพึมพากับตัวเองว่า
“ตอนเด็กๆ ทุกครั้งที่ถึงหน้าหนาวก็จะต้องถูกพ่อแม่เรียกให้ไปปีนต้นไม้เพื่อตัดกิ่งไม้ เด็ดผลของมันมา หรือไม่ก็ใช้ลำไม้ไผ่ท่อนยาวๆ ตีกิ่งไม้”
กล่าวมาถึงตรงนี้ หวงฮวาเสินก็ยกมือที่ขาวนวลราวกับหยกขึ้น แต่ไหนแต่ไรมาผู้ที่ฝึกตนได้สำเร็จก็ถูกขนานนามว่ากิ่งทองใบหยก นี่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล
“ตอนนั้นล้วนมีแต่แผลเล็กๆ น้อยๆ เต็มไปหมด ไม่มีเหตุผลให้ร้องไห้ระบายทุกข์ด้วยซ้ำ”
หวงฮวาเสินพึมพาว่า “เกลียดต้นอูจิ้วพวกนี้จริงๆ”
“สามารถคั้นเอาน้ำมันมาทำเป็นเทียน ตระกูลยากจนสามารถเอาไปใช้แลกเงินได้ ภายหลังถึงได้เห็นถ้อยคำในตำราโบราณที่กล่าวไว้อย่างหนักแน่นน่าเชื่อถือ บอกว่าเอาไปถูเส้นผมแล้วสามารถทำให้ผมดำกลายเป็นผมขาวได้”
“ดังนั้นภายหลังพอขึ้นเขา กลายเป็นผู้ฝึกตนอิสระที่พอจะเป็นเวทคาถาเล็กน้อย เรียนรู้ที่จะสวมรอยผู้ฝึกตนทำเนียบเป็นแล้ว ก็ตั้งฉายาให้ตัวเองง่ายๆ ว่า “อูจิ้ว””
เถียนหูจวินปลุกความกล้าถามว่า “ผู้อาวุโสมาอยู่กับเจ้าสำนักกู้ได้อย่างไร?”
หวงฮวาเสินเอ่ยเยาะเย้ยตัวเองว่า “กู้ช่านไล่ฆ่าข้ามาตลอดทาง ใช้เวลานานถึงสองปีกว่า เขาฆ่าข้าไม่ได้ ข้าเองก็สลัดเขาไม่หลุด”
“คาดว่าสมองเขาน่าจะมีปัญหา นอกจากจะประลองวิชาเข่นฆ่ากันแล้ว ยังจะให้ข้ายอมรับผิดให้ได้ด้วย จะต้องถกเถียงเหตุผลไร้สาระพวกนั้นกับข้า”
“ข้ายอมรับผิดแล้ว แต่เขากลับบอกว่าข้าไม่จริงใจ ไม่นับ ครั้งที่สองข้ายอมรับผิด เขาก็ถามว่าแล้วจะแก้ไขอย่างไร ข้าตอบไปแล้ว เขาดันบอกว่าไม่ถูกอีก คำตอบครั้งที่สาม เขาก็บอกว่ายังไม่ดี….”
“สรุปก็คือหากถ่วงเวลาไปเรื่อยๆ เช่นนี้ หากไม่ถูกเขาฆ่าตายก็ต้องถูกเขาบีบให้เป็นบ้า ข้าก็เลยได้แต่ยอมรับชะตากรรม หลังจากนั้นมา ช้าก็ได้แต่ทำตามสัญญา ตอนที่อยู่กันเป็นการส่วนตัวจะต้องยึดหลักปฏิบัติของคนเป็นลูกศิษย์ เรียกเขาว่าอาจารย์”
“เจ้าอย่าได้รู้สึกตลก มันอันตรายมาก บอกว่าประลองความกล้าหาญประลองสติปัญญา ต่างคนต่างเดิมพันด้วยชีวิตก็ไม่เกินกว่าเหตุเลยสักนิด”
“ยกตัวอย่างก็คือกว่าเจ้าจะได้หายใจหายคอไม่ใช่เรื่องง่าย นั่งยองอยู่ในห้องส้วมแต่กลับมีคนโผล่มาจากในหลุมส้วม เอามีดผ่าฟืนแทงเข้ามาที่ก้นเจ้า เอ่ยประโยคที่ไม่น่าฟัง อย่าว่าแต่ง่วงจะหลับไม่ได้หลับเลย ขนาดอึก็ยังอึได้แค่ครึ่งท่อน”
“เถียนหูจวินกลัวกู้ช่าน อันที่จริงข้ากลัวยิ่งกว่า แต่กู้ช่านที่เจ้ากลัวกับกู้ช่านที่ข้ากลัวอันที่จริงไม่ใช่คนคนเดียวกันแล้ว เข่นฆ่ากันมาตลอดทาง”
“ตบะของข้าไม่เพิ่มขึ้น กลับกันยังได้รับบาดเจ็บไม่เบา เขากลับดีนัก วิชาคาถาต่างๆ ที่เอาออกมาใช้ ยิ่งขัดเกลาก็ยิ่งใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว ผสานเชื่อมโยงกันได้อย่างดี เหมือนเอาข้ามาซ้อมมือ”
“กู้ช่านในภายหลังไม่ใช่แค่พึ่งพาสถานะของนครจักรพรรดิขาวอย่างเดียวแล้ว พลังตบะ จิตแห่งมรรคา เหตุผลของเขา ล้วนขยับขึ้นสู่เบื้องบน นี่ต่างหากคือจุดที่น่ากลัวที่สุดของกู้ช่าน ราวกับว่าฟ้าดินไม่มีอะไรที่ถูกเขาเอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้”
“หาไม่แล้วบีบให้ข้าร้อนใจขึ้นมา ข้าก็ไม่สนหรอกว่าเจ้าคือศิษย์น้องของฟู่จิ้น หรือจะเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเจิ้งจวีจง ต่อให้เป็นเจิ้งจวีจงเอง กล้าเอาชีวิตข้า ข้าก็ต้องสู้สุดชีวิตสักตั้ง ใต้หล้านี้มีผู้ฝึกตนอิสระคนใดที่รู้ดีว่าตัวเองต้องตายแล้วยอมอยู่เฉยๆ ให้อีกฝ่ายมาฆ่า!”
รับฟังคำพูดของหวงฮวาเสินอย่างมีน้ำอดน้ำทนจนจบ เถียนหูจวินก็รู้สึกไม่ต่างจากอีกฝ่าย
บนต้นอูจิ้วมีเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาเย็นชาคนหนึ่งปรากฏตัว ก็คือร่างจริงของหลิวทุ่ยที่ไล่ฆ่าหลิวเหล่าเฉิงมาถึงที่นี่
มีรูปโฉมเป็นเด็กหนุ่ม ทว่ากลับเป็นคนที่อายุการฝึกตนยาวนานที่สุดของฝูเหยาทวีป ถึงขั้นที่ว่ามีอายุมากยิ่งกว่าหยางเชียนกู่แห่งโฮ่วซานด้วยซ้ำ
เขาทอดสายตามองไปไกล ถามว่า “เห็นหลิวเหล่าเฉิงแห่งสำนักเจินจิ้งบ้างหรือไม่?”
หวงฮวาเสินไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็ยังยอมถอยให้หลายก้าว “ไม่กล้าปิดบังผู้อาวุโส ไม่เคยเห็นเขา”
หลิวทุ่ยก้มหน้าพูดหัวเราะเยาะ “สหายหวงช่างมีอารมณ์สุนทรีย์เหลือเกิน มาระลึกความหวานความขมอยู่ที่นี่หรือ”
หวงฮวาเสินเพิ่งจะเตรียมคำพูดเหมาะๆ หลิวทุ่ยกลับจากไปเสียแล้ว ตัวอยู่ห่างไปไกลแต่ยังตวาดกร้าวผ่านกลางอากาศมา “หนีรึ?!”
สตรีสามคนเดินอยู่ในตรอกเส้นหนึ่งของเมืองหลวงที่ร้านสองข้างทางล้วนขายเครื่องประทินโฉมและเสื้อผ้าอาภรณ์
เซียวผูแห่งเรือนจู๋หลัน กงซุนหลิงหลิงที่รับหน้าที่เป็นแม่ครัวต่ออยู่ในจวนราชครู และเจี่ยนจู๋ผู้ถวายงานขั้นสามของกรมอาญาต้าหลี พวกนางต่างก็เป็นนักฆ่า หรือไม่ต่างก็เคยเป็นนักฆ่าของสายอิงเถาชิงอี
ดูจากรูปร่างหน้าตาแล้ว กงซุนหลิงหลิงไม่ใช่สตรีที่งามเพริศพริ้งอะไร แต่นางให้ความรู้สึกเปราะบางแบบที่ใครเห็นก็อดเอ็นดูสงสารไม่ได้
คาดว่าบุรุษพบเจอนางแล้วก็น่าจะมีความรู้สึกสองอย่างผุดขึ้นมา หากไม่อยากปกป้อง ก็ต้องอยากย่ำยีนาง
กงซุนหลิงหลิงมีรูปร่างอวบอิ่มของสตรีโตเต็มวัย แต่กลับมีลักษณะเหมือนเด็กสาวที่ยังไม่เข้าใจเรื่องทางโลก สายตาของนางมักจะแฝงความสับสนและเขินอายอยู่ตลอดเวลา
คิดดูแล้วเมื่อบุรุษมองจ้องตากับนางก็คงจะรู้สึกว่านางเป็นสตรีอ่อนโยน ขี้ขลาด บอบบาง “ท่วงทำนอง” เช่นนี้เป็นทั้งลักษณะพิเศษที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และเป็นการอบรมบ่มเพาะอย่างตั้งใจของอิงเถาชิงอีในภายหลังด้วย
หากใช้ศาสตร์เปลี่ยนหน้าที่เป็นเวทลับสืบทอดกันอยู่ในยุทธภพ หรือเวทอำพรางตาของตระกูลเซียน ถึงอย่างไรก็เป็นแค่วิธีการระดับล่างเท่านั้น
ดังนั้นนับตั้งแต่เซียวผู่ มาถึงกงซุนหลิงหลิง มาจนถึงเจี่ยนจู๋ อันที่จริงพวกนางต่างก็มีรูปโฉมที่ไม่ต่างกันสักเท่าไร ไม่ได้มอบความรู้สึกว่าเป็นโฉมสะคราญให้กับคนมอง
หากสวยเกินไป รูปโฉมสะดุดตาเกินไป เดินอยู่บนถนนก็มักจะถูกคนมอง แล้วยังจะเป็นนักฆ่าได้อย่างไร
ดังนั้นพวกนางจึงเป็นสตรีที่เลือกจะถูกลืมเลือน ถูกมองข้าม แน่นอนว่าก็มีข้อยกเว้นบางส่วน อย่างเช่นสาวใช้คนใหม่ที่อยู่ข้างกายของฝูหนันหัว
ปราณสังหารผุดขึ้นมากะทันหันอย่างไม่มีลางบอกเหตุ กงซุนหลิงหลิงจะใช้วิธีป้องกันตามจิตใต้สำนึก เพียงแต่ว่าพริบตานั้น สีหน้าของกงซุนหลิงหลิงกลับซีดขาว แววตาหม่นหมอง
หันกลับมามองเด็กสาวเจี่ยนจู๋ ไม่เพียงแต่สัมผัสได้ถึงปราณสังหารและการลอบโจมตีของเซียวผู่ในเสี้ยววินาที อีกทั้งเด็กสาวยังทำท่าแแว้งกลับไปสังหารอีกฝ่ายในทันที
การกระทำของเจี่ยนจู๋อยู่ในการคาดการณ์ของเซียวผู่ที่เลือกจะลงมือแล้วหยุดแต่พอสมควร นางแค่ตบฝ่ามือที่ตั้งท่าเป็นมือมีดของเด็กสาวเบาๆ ก่อนจะหันไปมองกงซุนหลิงหลิงที่รู้ดีว่าตัวเองทำพลาดมหันต์ต่อการทดสอบครั้งนี้
เซียวผู่ส่ายหน้า “ถือเป็นผู้ฝึกตนทั่วไปแล้ว”
คำพูดไม่รุนแรง น้ำเสียงไม่ใส่อารมณ์ แต่สำหรับอดีตนักฆ่าของสายอิงเถาชิงอีแล้วกลับเป็นการปฏิเสธที่ใหญ่ที่สุด
เจี่ยนจู๋ดึงฝ่ามือกลับมา เปลี่ยนมาเป็นเด็กสาวใสซื่ออีกครั้งได้ในทันที นางกวาดตามองไปรอบด้าน เลือกร้านที่ตัวเองถูกใจ
กงซุนหลิงหลิงถาม “ข้ายังกลับไปที่เรือนจู๋หลันได้อีกไหม?”
คำพูดไร้สาระประโยคนี้ทำให้โทสะของเซียวผู่ผุดขึ้นมา “จะกลับไปได้หรือไม่ ข้าเป็นคนตัดสินอย่างนั้นหรือ? ออกจากเรือนจู๋หลัน คิดว่าข้าเป็นคนขับไล่เจ้าออกไปจริงๆ หรือ?!”
เจี่ยนจู๋ปรายตามองกงซุนหลิงหลิง ในใจของเด็กสาวไม่เข้าใจเอาเสียเลยว่าคนประเภทนี้มีชื่อติดอันดับต้นๆ ของเรือนจู๋หลันได้จริงหรือ?
สายอิงเถาชิงอีมีข้อเรียกร้องเป็นของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่นการเข่นฆ่าของคนขอบเขตเดียวกันต้องสามารถเอาบาดแผลมาแลกชีวิตได้ เรือนกายแก่ชราที่เหมือนเปลวเทียนท่ามกลางสายลม เมื่อสู้อย่างสุดชีวิตก็ต้องสามารถแลกชีวิตได้
เซียวผู่เอ่ย “รอฟังข่าวแล้วกัน”
กงซุนหลิงหลิงกลับไปที่จวนราชครู ชักนำสายตาที่จ้องมองอย่างหิวกระหายมาตลอดทาง เพียงแต่ว่าไม่มีใครกล้าเข้ามาเกี้ยวพาราสีนาง
เซียวผู่เห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่มีกลิ่นอายของความสูงศักดิ์ ฝ่ายหลังเอ่ยว่า “จวนราชครูให้มาเชิญ”
เซียวผู่พยักหน้า ไม่มีความสงสัยและความลังเลใดๆ อีกฝ่ายบอกว่าตัวเองชื่อหรงอวี๋ คือสาวใช้ของจวนราชครู
เจี่ยนจู๋เดินผ่านตรอกผ่านถนนไปซื้อขนม กินพลางเดินไปด้วย เงยหน้ามองก้อนเมฆและท้องฟ้า
คำพูดโบราณเอ่ยว่า ท้องฟ้าที่อยู่เหนือศีรษะนั้น ผู้คนมากมายต่างก็แบกรับไว้เหมือนกัน แต่แท้จริงแล้ว เป็นฟ้าแผ่นเดียวกันจริงหรือ?
เจี่ยนจู๋ถูกผู้เฒ่าคนหนึ่งพามาที่เมืองหลวงต้าหลี อีกหลายปีให้หลังนางถึงจะรู้ว่าตัวตนของตัวเองไม่ธรรมดาอย่างมาก หมวกขุนนางไม่ใหญ่ แต่กลับกุมอำนาจยิ่งใหญ่
ก่อนหน้านี้นางใช้ชีวิตอยู่ที่นี่มาหลายปี อ่านตำรารู้จักตัวอักษร ได้กินดื่มของดี กินอาหารที่เป็นยา ยังสอนให้นางเรียนวรยุทธฝึกหมัด
ภายหลังถูกจับโยนไปไว้ที่แคว้นชิว ช่วงเวลาระหว่างนั้น ภายใต้วาสนาอำนวย นางจึงกลายมาเป็นอิงเถาชิงอี
ร้อยขุนนางในราชสำนักไม่มีทางรู้จักพวกเขา ชาวบ้านไม่มีทางรู้จักพวกเขา นอกจากบันทึกในเอกสารของกรมอาญาแล้ว ก็มีแค่ตัวพวกเขาเองเท่านั้นที่รู้ว่าตัวเองคือใคร
ชื่อเจี่ยนจู๋นี้ยังคงเป็นผู้เฒ่าที่ช่วยตั้งใจ นางมีงานอดิเรกอย่างหนึ่งนั่นคือชอบรวบรวมบันทึกการเดินทางที่ไม่มีการพิมพ์ขายอีกแล้ว
ไปถึงร้านขายของเบ็ดเตล็ดแห่งหนึ่ง ในนามนางคือญาติผู้น้องของเถ้าแก่ร้านนี้
เถ้าแก่คือชายหนุ่มคิ้วหนาตาโตคนหนึ่ง ตัวตนที่แท้จริงก็คือหัวหน้าของเจี่ยนจู๋ เป็นผู้ถวายงานขั้นสามของกรมอาญาเหมือนกัน
บุรุษถาม “อนุญาตให้เจ้าตัดสินใจโดยพิจารณาตามสถานการณ์ แล้วเจ้าก็ทำแบบนี้น่ะหรือ? เนื้อหาที่ต้องรายงานควรเขียนอย่างไร คิดไว้หรือยัง?”
เจี่ยนจู๋เพิ่งจะเลื่อนขั้นเป็นผู้ถวายงานขั้นสามของกรมอาญา ได้ผ่านการตรวจสอบจากกรมอาญามาแล้วจึงสามารถรับคนมาเป็นการภายใน และนางก็จะมีภูเขาลูกเล็กเป็นของตัวเอง
นางอยู่ที่แคว้นชิวสามารถทำได้อย่างงดงาม แต่ห่างจากการที่จะได้รับป้ายสงบสุขจากกรมอาญา ดูเหมือนว่ายังขาดความหมายอีกเล็กน้อย
แต่ดูเหมือนว่าตอนอยู่บนเรือกระบี่ลำหนึ่ง มีบุคคลยิ่งใหญ่ค้ำฟ้าคนหนึ่งที่เหมือนว่าแค่พูดถึงคำเดียว กองตรวจสอบของกรมอาญาก็เก็บไปใส่ใจแล้ว ผ่านการปรึกษาที่ทุกคำพูดต้องจดลงบันทึก
เจี่ยนจู๋ไม่เพียงแต่ได้รับป้ายสงบสุขขั้นสามแผ่นหนึ่ง ยังถูกเรียกตัวกลับมาที่เมืองหลวงต้าหลี เข้าร่วมการรวบแหอย่างลับๆ ในงานพิธีแต่งตั้งราชครูครั้งนี้
เจี่ยนจู๋เอ่ย “เจ้าคนผู้นั้นคือตะพาบกินตุ้มเหล็ก ข้ายังจะมีวิธีการอะไรได้อีก”
บุรุษถาม “ประโยคสุดท้ายของชาติก่อน เขาพูดว่าอะไร ตอนนั้นดูท่าทางเจ้าแปลกไป”
สายลับของแคว้นอื่นที่แฝงตัวอยู่ในเมืองหลวงต้าหลีมานานหลายสิบปีคนนั้น ใจคิดจะตายอยู่แล้ว ไม่มีความคิดว่าจะไปสวามิภักดิ์ต่อต้าหลี
ในเมื่อพร้อมตาย เขาจึงด่าเด็กสาวมาคำหนึ่งว่า “สายลับต้าหลีระยำ!”
พอรู้เรื่องนี้ สีหน้าของบุรุษก็คลายลงได้หลายส่วน เขาเอ่ยว่า “ไม่เป็นไร ไม่ถึงขั้นถูกบันทึกความผิดลงในเอกสารหรอก อย่างมากก็แค่ไม่มีคุณความชอบอะไร”
เจี่ยนจู๋ถาม “ศิษย์พี่รอง ข้าไปพบกู้ช่านได้ไหม? แค่มองเขาไกลๆ ก็พอ”
บุรุษเอ่ยเสียงทุ้มหนัก “ไม่ได้!”
เจี่ยนจู๋ไม่แสดงท่าทีใดๆ
บุรุษเอ่ย “เจี่ยนจู๋ ฟังข้าสักคำ อย่าไปรนหาที่ตาย!”
เจี่ยนจู๋เอ่ย “ข้าไม่ได้ไปแก้แค้นสักหน่อย จะต้องไปรนหาที่ตายทำไม”
บุรุษเอ่ยด้วยสีหน้าซับซ้อน “ปีนั้นพรรคที่ท่านแม่เจ้าอยู่ เกาะแห่งนั้นถูกเจ้า….สัตว์เดรัจฉานตัวนั้นทำให้น้ำท่วมทับ ตายอย่างอเนจอนาถ กู้ช่านคือเจ้าของสัตว์เดรัจฉานตัวนั้น คือแค้นเลือดที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้ากันได้จริงๆ”
“แต่ต่อให้เจ้าจะไม่ชอบฟังแค่ไหน ข้าก็ต้องพูดสักหน่อย ข้ากับอาจารย์ของเจ้ามีความเห็นเหมือนกัน พรรคแห่งนั้นของแม่เจ้าตั้งแต่บนลงล่าง ล้วน…สกปรกเกินไป”
“สักวันหนึ่งก็ต้องถูกราชสำนักต้าหลีกวาดล้าง จะต้องถูกผู้ฝึกตนของสำนักเจินจิ้งกลุ่มนั้นจัดการเหมือนกับคนมากมายและพรรคบนเกาะมากมายอยู่ดี”
“เอาหัวของพวกเขาไปสวามิภักดิ์ต่อแม่ทัพที่ประจำการอยู่ที่นั่น ด้วยนิสัยของแม่เจ้า หากสำนักถูกคิดบัญชีย้อนหลัง นางมีหรือจะนิ่งดูดาย ขอแค่นางทำอะไรบุ่มบ่าม ด้วยสถานการณ์อย่างในเวลานั้นก็ต้องตายอยู่ดี”
เด็กสาวเงียบไม่เอ่ยอะไร นางฟุบตัวอยู่บนโต๊ะคิดเงิน ดีดลูกคิดเสียงดังป๊อกแป๊ก
บุรุษเอ่ย “ก่อนที่แม่เจ้าจะตายได้บอกไว้แล้วว่าห้ามไม่ให้เจ้าไปแก้แค้นกู้ช่าน!”
นั่นคืออดีตที่หักเหซับซ้อนอย่างมาก แม่ของเจี่ยนจู๋ไม่ได้ตายเพราะหายนะหรือเพราะสงครามครั้งนั้น นางเกิดข้อผิดพลาดใหญ่บนเส้นทางของการฝึกตน ทว่าภัยแฝงร้ายแรงของจิตแห่งมรรคากลับถูกฝังกลบไว้นานแล้ว
เด็กสาวหยุดคิดคำนวณ พลันคลี่ยิ้มกว้างเอ่ยว่า “ท่านแม่จากไปแล้ว แต่ข้ายังมีท่านน้าอีกสองคนนะ เมื่อก่อนพวกนางรักและเอ็นดูข้าเป็นที่สุด เพียงแต่ไม่รู้ว่าหลายปีมานี้พวกนางมีชีวิตที่ดีหรือไม่”
บุรุษโล่งอก “ต้องยังมีโอกาสได้พบพวกนางอีกแน่นอน”
เจี่ยนจู่เอนกายพิงโต๊ะคิดเงิน เหม่อมองไปนอกประตู
บุรุษที่รู้ภูมิหลังของนางเข้าใจเป็นอย่างดีว่า ประโยคที่บอกว่าทำให้สายลับไม่อาจมีชีวิตรอดไปถึงคุกใหญ่ของกรมอาญา จุดสำคัญนั้นไม่ได้อยู่ที่ราชสำนักต้าหลี แต่อยู่ที่สามคำแรกสุด
เวลาสั้นๆ แค่สามสิบปี ทะเลสาบซูเจี่ยนก็เกิดการเปลี่ยนแปลงพลิกฟ้าพลิกดินถึงสองครั้ง ครั้งหนึ่งคือถูกราชวงศ์ต้าหลีรุกรานเข้าไปในดินแดน อีกครั้งหนึ่งคือถูกสำนักเจิ้นจิ้งเลือกเป็นที่ก่อตั้งพรรค
ดวงของคนไม่มีทางใหญ่เท่าดวงของแคว้น ดวงแคว้นก็เล็กกว่าดวงแห่งใต้หล้า ต่อให้ผู้ฝึกตนอิสระของทะเลสาบซูเจี่ยนจะไร้ชื่อไร้แซ่แค่ไหน ความใจกล้าก็ยังหดเล็กลงเรื่อยๆ
ผู้ฝึกตนทุกคนต่างก็จำต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่ของแจกันสมบัติทวีป จึงต้องถูกร่อนทิ้งถูกคัดออก หรือไม่ก็ถูกพลิกบัญชีเก่า บางทีเมื่อวานเพิ่งจะนั่งดื่มเหล้าที่โต๊ะเดียวกัน พรุ่งนี้ก็จากไปอย่างเงียบเชียบไร้เสียงแล้ว
ดังนั้นต่อให้เป็นผู้ฝึกตนของเกาะต่างๆ ในทะเลสาบซูเจี่ยนที่เข้าใจเรื่องราวในประวัติศาสตร์ดีที่สุด ก็อาจจะค่อยๆ ลืมไปแล้วว่าบนเกาะชิงเสียเคยมีแม่นางเปิดสาบเสื้อกลุ่มหนึ่งที่งดงามดุจบุปผาดุจหยก
เมื่อเทียบกับบุคคลที่อยู่สูงบนฟ้าอย่างกู้ช่าน สกัดคงคาเจินจวินหลิวจื้อเม่า เซียนเหรินหลิวเหล่าเฉิง เจียงซ่างเจิน และเหวยอิ๋งแล้ว สตรีเหล่านี้ต่ำต้อยจนไม่มีค่าพอให้พูดถึง
พวกนางก็เหมือนดอกไม้หลายสิบดอกที่ร่วงลงบนผิวน้ำของทะเลสาบซูเจี่ยน ล่องลอยไปตามสายน้ำ ตายดับ จมดิ่ง
เรื่องใหญ่ในโลกมนุษย์ที่เกี่ยวพันกับความเป็นความตาย ความอัปยศและเกียรติยศมีเยอะเกินไป นั่นก็ยิ่งทำให้พวกนางยิ่งเล็กจ้อย ไม่ได้สำคัญ ไม่มีน้ำหนักอะไร
เด็กสาวสูดน้ำมูก หันหน้าไปอีกทาง เอามือเท้าคางข้างเดียว ดีดลูกคิดคำนวณต่ออีกครั้ง
ราวกับว่าไม่ว่าใครก็มาเยือนโลกนี้ด้วยเสียงร้องไห้ ต่างคนต่างก็ได้อ่านตำราไร้ตัวอักษรที่ชื่อว่าโลกมนุษย์ บางคนรู้สึกว่ามีสีสัน บางคนรู้สึกว่าน่าเบื่อ บางคนรู้สึกว่าขมขื่นเหลือเกิน
บุรุษลังเลเล็กน้อย ก่อนเอ่ยว่า “แล้วก็มีสตรีบางคนที่ต้องประสบพบเจอเหตุการณ์เหมือนกับแม่ของเจ้า พวกนางต่างก็ซาบซึ้งในบุญคุณของคนคนหนึ่ง”
เขาไม่กล้าเอ่ยชื่อนั้นออกมาง่ายๆ
เจี่ยนจู๋พยักหน้า “อันที่จริงท่านแม่ข้าก็พูดเหมือนกันว่าเขาไม่เหมือนกับพวกกู้ช่านและหลิวจื้อเม่า คือคนดีคนหนึ่ง ท่านแม่และพวกท่านน้าต่างก็รู้สึกว่าเขาไม่ควรไปอยู่ทะเลสาบซูเจี่ยน”
บุรุษกึ่งเชื่อกึ่งกังขา “นางเคยพูดแบบนี้จริงๆ หรือ?”
เจี่ยนจู๋ไม่ได้ตอบคำถามนี้ ท่านแม่ของนางเคยเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าเกาะซู่หลินทะเลสาบซูเจี่ยน
ท่านน้าสองคน คนหนึ่งเคยมาจากตระกูลขุนนางของแคว้นสือหาว เจี่ยนจู๋จำได้ว่านางนิสัยอ่อนโยน น้ำเสียงยามพูดจาก็อ่อนนุ่ม
ท่านน้าเย่อีกคนหนึ่งนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นลูกศิษย์ฝ่ายนอกของเกาะสู่คู ชอบปลูกดอกไม้ต้นไม้ มาภายหลังต้องทำสงคราม พวกนางก็เหมือนฝุ่นบนถนนที่ต่างคนต่างลอยเคว้งกระจัดกระจาย
เรือนอีกหลังหนึ่งของศาลเทพีบุปผา เย่ม่านคนเฝ้าศาลรวบคอเสื้อผ้าแพรเข้าหากัน นางนึกถึงภาพหนึ่งของในอดีตขึ้นมาได้
มีบุรุษร่างผอมแห้งสวมชุดผ้าฝ้ายคนหนึ่งที่มักจะเดินออกมาจากห้องบัญชีกลางดึกเงียบสงัด มักจะเดินวนไปวนมาที่ท่าเรือเพียงลำพัง เขาเองก็แซ่เฉินเหมือนกัน