กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1205.1 ในเมื่อแสวงหาผลงาน ไยต้องถามถึงค่าตอบแทน
บอกว่าเป็ นเรือนสามชั้น แต่แท้จริงแล้วกินอาณาบริเวณกว้างขวางอย่างมาก
รูปแบบและขนาดสามารถทัดเทียมกับจวนอ๋องได้เลย
หลังคาทรงอู่เตี้ยนประดับชื่อเหว่ย มุงด้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกต
ตัวโถงหลักซึ่งเป็ นศาลาว่าการมีหน้ากว้างเจ็ดช่วงเสา
เข้ามาในจวนราชครู เข้าไปในห้องข้างทางฝั่งตะวันออกของเรือนชั้นสามซึ่งเอาไว้ประชุม เอาไว้รับรองแขก
เฉินผิงอันมองไปยังเก้าอี้สองตัว ครั้นจึงแยกย้ายกันนั่งลง นั่งหันหน้าเข้าหากัน
พวกเขาเปลี่ยนฐานะแขกกับเจ้าบ้านกันแล้ว
ปีนั้นเกาะกงหลิ่วขึ้นไปได้ยาก แต่ในที่สุดเฉินผิงอันก็ได้ขึ้นไป
ทุกวันนี้จวนราชครูเข้ามายาก หลิวเหล่าเฉิงก็ยังคงได้มานั่งลง
หลิวเหล่าเฉิงร่ายเวทอำพรางตา สวมชุดคลุมอาคมตัวหนึ่งที่เตรียมไว้ชั่วคราวเอามาใช้ปิดบังบาดแผลที่น่าอกสั่นขวัญผวาพวกนั้น
แล้วยังต้องร่ายวิชาน้ำปิดบังกลิ่นคาวเลือดบนร่าง
สภาพเรียกได้ว่ากระเซอะกระเซิงอย่างยิ่ง
นับตั้งแต่ที่เลื่อนเป็ นห้าขอบเขตบนก็ไม่เคยต้องทุกข์ทรมานขนาดนี้มาก่อน
เซี่ยโก่วเข้ามาในห้อง นางไม่ยกเก้าอี้มานั่ง
แต่ไปดึงหนังสือมาจากชั้นวางหนังสือที่ค้ำฟ้ายันดิน แสร้งทำท่าเปิดอ่าน
เฉินผิงอันใช้สายตาบอกเป็ นนัยแก่นางว่าไม่จำเป็ นต้องอยู่ที่นี่
เซี่ยโก่วกลับพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “หากไอ้หมอนี่เกิดใจเคียดแค้น คิดฆ่าคนกะทันหัน ข้าก็จะได้ช่วยปกป้องราชครู”
หนังตาของหลิวเหล่าเฉิงกระตุกเบาๆ
เฉินผิงอันโบกมือ เซี่ยโก่วจึงได้แต่เอาหนังสือเล่มนั้นสอดกลับไปไว้ในชายแขนเสื้อ
ดูเหมือนว่าจะเป็ นตำราลับของกองโหราศาสตร์เมืองหลวงต้าหลี คือตำราล้ำค่ามีเพียงเล่มเดียวที่ต่อให้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้
เฉินผิงอันถลึงตาใส่ เซี่ยโก่วจึงได้แต่เอาวางกลับไปไว้ที่เดิม
รอกระทั่งเซี่ยโก่วเดินออกจากห้องไปแล้ว
เฉินผิงอันก็สะบัดชุดกว้าตัวยาวสีเขียว ยกขานั่งไขว่ห้าง เอ่ยว่า
“เจ้าเกาะหลิวเชิญตามสบาย พวกเรามีเวลาคุยกันได้หนึ่งเค่อ”
หลิวเหล่าเฉิงเงียบไม่ตอบ ยื่นมือไปกุมบาดแผลตรงหัวใจ
ถูกเด็กสาวสวมหมวกขนเตียวใช้กระบี่แทงมาจากด้านหลังหลายที
แม้ว่าจะเป็ น “แผลภายนอก” ไม่ถึงตาย แต่ก็ทำร้ายไปถึงจิตหยินและจิตหยาง
หากโดนเพิ่มอีกหนึ่งที เกรงว่าคงจะต้องส่งผลกระทบต่อรากฐานมหามรรคาแล้ว
และอาจต้องเป็ นกังวลว่าขอบเขตจะถดถอย อีกทั้งยังไม่มีทางถอยแค่ขอบเขตเดียวแน่
ด้วยเหตุนี้นี่จึงแสดงให้เห็นว่าผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่วที่สามารถยืนอยู่ด้านหลังเสี่ยวโม่ซึ่งเป็ นขอบเขตสิบสี่อย่างเซี่ยโก่วผู้นี้
เมื่อเทียบกับผู้ฝึกกระบี่บนยอดเขาสูงสุดของขอบเขตบินทะยานอย่างที่หลิวเหล่าเฉิงคาดการณ์ไว้แล้ว พลังตบะของนางยังสูงกว่าอีกเล็กน้อย
ก่อนหน้านั้นประลองวิชากับจิตหยางกายนอกกายของหลิวทุ่ยแล้วจึงถูกร่างจริงของหลิวทุ่ยไล่ตามไปฆ่า
แล้วยังมาโดนเซี่ยโก่วเล่นงานอีก ตบะที่หลิวเหล่าเฉิงสะสมมาอย่างยากลำบากหลังจากเลื่อนเป็ นขอบเขตเซียนเหรินล้วนมลายหายไปกับสายน้ำ
วิชากันกรุที่เอามาใช้รักษาชีวิตและต่อสู้สุดชีวิตก็ถูกนำมาใช้จนเกือบจะหมดเกลี้ยงแล้ว
บอกว่าไม่เสียดายนั่นคือหลอกผีแล้ว
แล้วนับประสาอะไรกับที่หลิวเหล่าเฉิงในเวลานี้ยังเสียดายตามความหมายตรงตัวจริงๆ
อันที่จริงระหว่างที่หนีตาย หลิวเหล่าเฉิงก็คิดจนเข้าใจแล้วว่าแผนการสุ่มสังหารตนในครั้งนี้
เป็ นเจ้าประมุขสกุลเจียงแห่งพื้นที่มงคลถ้ำเมฆาที่ตัดสินใจเองโดยพลการ ไม่เกี่ยวข้องกับเฉินผิงอัน
หลิวเหล่าเฉิงกล่าว “อย่าให้ความสัมพันธ์กับเกาเหมี่ยนต้องเลวร้ายลง”
เฉินผิงอันเอ่ย “แน่นอน”
หลิวเหล่าเฉิงพลันไม่รู้ว่าจะเปิดปากอย่างไรดี เอนหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างอ่อนระโหยโรยแรง
มีชีวิตรอดหลังหายนะก็ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่กันคนละโลก
เฉินผิงอันไม่ได้คิดจะสังหารเขา และบางทีเจียงซ่างเจินก็อาจจะแค่จงใจเตือนให้เขารู้ตัว
เพื่อให้กดราคาได้สะดวก เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดในใจของเขา
ทว่าเจ้าหมาบ้าของเทียนเหยาเซียงหลิวทุ่ยกลับคิดจะฆ่าเขาหลิวเหล่าเฉิงจริงๆ
หากจะบอกว่าตอนที่อยู่ใกล้กับเรือนส่วนตัวของศาลเทพีบุปผา หลิวทุ่ยยังมีความคิดที่จะชั่งน้ำหนักฝีมือของเขาหลิวเหล่าเฉิงว่าสูงหรือต่ำอยู่บ้าง
รอกระทั่งถึงชานเมืองหลวง ร่างจริงเผยกาย สองฝ่ายก็ถือว่าได้ผูกปมแค้นกันอย่างสิ้นเชิงแล้ว
หลิวทุ่ยไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ระหว่างที่ประลองเวทคาถากันตรงชานเมือง
ทั่วร่างของมังกรข้ามแม่น้ำจากฝูเหยาทวีปผู้นี้แผ่กลิ่นอายที่อำมหิตโหดเหี้ยมอย่างถึงที่สุด
ไม่มีการกระทำของคนเป็ นผู้ฝึกตนทำเนียบที่ห่วงหน้าพะวงหลัง ชั่งน้ำหนักผลได้ผลเสียเลยสักนิด
ไม่เคยคิดถึงเรื่องหน้าตาหรือมาดของเจ้าแห่งทวีปเลยด้วยซ้ำ
สรุปได้ด้วยประโยคเดียวว่า วันนี้ข้าจะเอาเจ้าให้ถึงตาย!
เท่ากับว่าได้ถูกหลิวเหล่าเฉิงปั่นหัวถึงสองครั้ง หลิวทุ่ยไม่มีทางยอมเลิกราง่ายๆ แน่นอน
สำหรับเรื่องนี้หลิวเหล่าเฉิงไม่มีความอาฆาตหรือไม่พอใจใดๆ
ทั้งไม่กลัวหลิวทุ่ยนับแต่นี้ต้องใช้ชีวิตอย่างระแวดระวัง แล้วก็ไม่เกลียดชังเจียงซ่างเจิน เพราะถึงอย่างไรตัวเองก็ไม่ใช่คนดีอะไร
เดิมทีเจียงซ่างเจินก็เป็ นคนหลายหน้าที่ยากจะคาดเดานิสัยอยู่แล้ว
โจวเฝยผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของภูเขาลั่วพั่ว อดีตเจ้าสำนักของสำนักกุยหยก เจ้าประมุขสกุลเจียงอวิ๋นหลิน
ยามที่อยู่ในสถานะทั้งหลายเหล่านี้ เจียงซ่างเจินก็จะเอ่ยคำพูดที่แตกต่างกันไป ทำเรื่องที่แตกต่างกันไป
ส่วนการลงมือของเซี่ยโก่วก็น่าจะเหมือนเด็กน้อยในครอบครัวชาวบ้านที่พอโมโหก็แค่ยกเท้าถีบโต๊ะให้ล้มคว่ำเท่านั้น?
หาไม่แล้วหากนางคิดอยากจะชักกระบี่ฆ่าคนจริงๆ ต่อให้หลิวเหล่าเฉิงจะไม่ยอมรับชะตากรรมแค่ไหนก็ต้องยอมรับชะตากรรมแต่โดยดี
หลิวเหล่าเฉิงหยิบขวดกระเบื้องใบหนึ่งออกมาจากชายแขนเสื้อ
เทยาตระกูลเซียนออกมาหลายเม็ดแล้วโยนเข้าปากเคี้ยวกร้วมๆ
สำหรับผู้ฝึกตนอิสระที่มีนิสัยอย่างเขาแล้ว คลื่นมรสุมของวันนี้ข้าผู้อาวุโสไม่ตาย ก็ไม่รู้สึกทดท้อเลยแม้แต่น้อย
กลับกันยังรู้สึกสาแก่ใจ คิดอยากจะดื่มเพียงลำพังให้เต็มคราบ!
เฉินผิงอันรู้สถานการณ์ของเรือนที่อยู่ใกล้กับศาลเทพีบุปผาดีเหมือนรู้ลายมือของตัวเอง
ไม่เพียงแค่เพราะเป็ นขอบเขตบินทะยานแล้วเท่านั้น
การที่มีซ่งอวิ๋นเจียนเป็ นผู้พิทักษ์จวนราชครูก็ทำให้เขาได้เห็นรูปโฉมของเมืองหลวงอย่างถ้วนทั่ว
ใช้ได้ผลยิ่งกว่าวิชาอภินิหารมองขุนเขาสายน้ำผ่านฝ่ามือใดๆ
แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางการลงมือของหลิวทุ่ย เพียงแค่บอกให้เสี่ยวโม่หรือไม่ก็เซี่ยโก่วลงมือในช่วงเวลาสำคัญ
ทะเลสาบซูเจี่ยนคือทะเลสาบซูเจี่ยนของเจ้าหลิวเหล่าเฉิง แล้วเมืองหลวงต้าหลีไม่ใช่เมืองหลวงต้าหลีของข้าหรือ?
หลิวเหล่าเฉิงโคจรลมปราณเงียบๆ ใช้เวทลับปะชุนซ่อมแซมภูเขาสายน้ำร่างกายมนุษย์และรักษากายเนื้อ
ภายใต้ชุดคลุมอาคมสองตัว สามารถมองเห็นเส้นเอ็นและเลือดลมที่พลุ่งพล่าน มองเห็นเลือดเนื้อที่ผุดขึ้นมาจากกระดูกขาวได้ด้วยตาเปล่า
ฉินผิงอันเห็นหลิวเหล่าเฉิงไม่มีท่าทีจะเปิดปากพูดก็เป็ นฝ่ายเอ่ยว่า
“ทะเลสาบซูเจี่ยนไม่เพียงแค่สำนักเจินจิ้งเท่านั้นที่ต้องเปลี่ยนใหม่ หูจวินคนปัจจุบันก็ต้องถูกเปลี่ยนตัวเหมือนกัน แต่ว่าเจียงซ่างเจินรีบร้อนลงมือไปสักหน่อย”
หากจะบอกว่าเจียงซ่างเจินประพฤติตัวเสเพล ทำอะไรตามอำเภอใจ ถ้าอย่างนั้นก็ใส่ร้ายเขาจริงๆ
แล้วเจียงซ่างเจินต้องการจะทำให้เสร็จในรวดเดียวก็เพราะเฉินผิงอันที่ตอนนี้เป็ นบินทะยานใหม่ บนร่างยังมีโชคชะตาของแจกันสมบัติทวีปขุมหนึ่งอยู่
ถ้าอย่างนั้นหากตัดสินใจในเวลานี้ สำหรับราชสำนักต้าหลีหรือภูเขาลั่วพั่วแล้ว ก็ยิ่งง่ายที่จะลงแรงครึ่งเดียวแต่ได้ผลเป็ นสองเท่า
โอกาสอันดีงามที่พันปีก็ยากจะพานพบเช่นนี้ ผ่านไปแล้วก็ไม่รอคอยอีก
หากพลาดไปต่อให้พรุ่งนี้ตัดสินใจแบบเดียวกัน ก็ใช่ว่าจะทำให้สำเร็จไม่ได้ แต่ก็อาจจะลงแรงมากแต่ได้ผลน้อย
เจียงซ่างเจินคือคนทำการค้า ควรจะใช้เงินอย่างไรก็คือเรื่องที่ทำได้สมดังใจปรารถนา
แต่สรุปแล้วจะหาเงินได้อย่างไร เจียงซ่างเจินก็มีความยึดติดเป็ นของตัวเองเช่นกัน
มนุษย์ธรรมดาสัมผัสไม่ได้ถึงโชคชะตาแคว้นที่เป็ นมายาล่องลอย ผู้ฝึกตนใหญ่กลับมีการตระหนักรู้ที่มองไม่เห็นได้ด้วยตัวเอง
หลิวเหล่าเฉิงพยายามจะฟื้นคืนสติกลับมาให้เร็วที่สุด เป็ นฝ่ายมาเยือนจวนราชครูด้วยตัวเอง ขวางหลิวทุ่ยไว้นอกค่ายกลใหญ่ของเมืองหลวง
หลิวเหล่าเฉิงเพียงแค่ได้รับยันต์คุ้มครองชีวิตแผ่นหนึ่งมาชั่วคราว
วันนี้รอให้เขาออกไปจากจวนราชครูแล้วจะเป็ นภาพเหตุการณ์เช่นไร จะสามารถเดินออกไปจากเมืองหลวงต้าหลีได้หรือไม่ก็ยังต้องดูกันต่อไป
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เจ้าก็ใจร้อนฉุนเฉียวไปสักหน่อย จะดีจะชั่วก็ควรรอให้เจียงซ่างเจินพูดให้จบ ลองฟังดูก่อนว่าเขาคิดจะย้ายเจ้าไปอยู่ที่ไหน”
“ดูเหมือนว่านี่ไม่ใช่นิสัยการกระทำปกติของเจ้า”
“ใช่แล้ว กลางวันแสกๆ ยังระแวงไปเสียทุกเรื่อง เอาแต่หวาดกลัวเหมือนวัวสันหลังหวะ หากในใจไม่มีผี แล้วจะกลัวความมืดไปไย”
ฟังมาถึงตรงนี้ หลิวเหล่าเฉิงก็ลังเลเล็กน้อย อธิบายคร่าวๆ ว่า
“ข้าใช้วิธีการนอกรีตด้วยการเลียนแบบวัตถุแห่งชะตาชีวิตของลัทธิขงจื๊อ เรียกสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของศาลบุ๋นบู๊สองตนออกมา”
“อันที่จริงประคับประคองไว้ได้ไม่นานเท่าไร แต่ครั้งแรกที่ข้าเห็นเจียงซ่างเจินก็ได้ร่ายวิชาอภินิหารบทนี้แล้ว”
“ทั้งไม่มีอารมณ์ แล้วก็ไม่กล้าพูดคำพูดไร้สาระกับเจียงซ่างเจินไปเรื่อยเปื่อยด้วย”
“ข้าทั้งกลัวว่าเขาจะรู้เรื่องวงใน แล้วก็รู่นิสัยของข้า รู้ว่าข้าจงใจถ่วงเวลา”
เฉินผิงอันพยักหน้า แล้วก็ไม่ได้ซักไซ้ไล่เรียงกับเรื่องของ “ตัวอักษรแห่งชะตาชีวิต” ต่อแต่เปลี่ยนไปพูดเรื่องอื่นว่า
“ขอละลาบละล้วงถามสักคำ รากฐานของยันต์เลียนแบบยันต์กักกระบี่พวกนั้นมาจากไหน?”
หลิวเหล่าเฉิงเอ่ย “ข้ามีลูกศิษย์คนหนึ่งเป็ นลูกอนุภรรยาของสกุลเจียงอวิ๋นหลิน ชื่อว่าเจียงอวิ๋น ราชครูต้องจำเขาได้แน่นอน”
“เขามียันต์กักกระบี่ผลงานจริงของเงินเหรินผู้เฒ่าอวี๋อยู่แผ่นหนึ่ง ข้าตั้งใจศึกษาหลายสิบปีถึงจะสร้างเลียนแบบขึ้นมาได้อย่างถูไถ”
เฉินผิงอันเอ่ย “พรสวรรค์ในด้านยันต์ของเจ้าเกาะหลิว ไม่ถือว่าสุดยอด”
หลิวเหล่าเฉิงกระตุกมุมปาก นิ่งคิดไปพักใหญ่
“ไม่ลองถามหน่อยหรือว่าทำไมข้าถึงสามารถสร้างวิชาอภินิหารของวัตถุแห่งชะตาชีวิตเลียนแบบขึ้นมาได้?”
“ไม่ใช่ว่าข้าประเมินตัวเองสูงเกินไป ต่อให้เจ้าจะมองอยู่ด้านข้างอย่างตั้งใจแค่ไหน คิดอยากจะแอบเรียนเอาไว้ สุดท้ายก็ต้องเหนื่อยเปล่าอยู่ดี”
เฉินผิงอันกล่าว “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ดูหมิ่นเหยียดหยามเจ้าจริงๆ แล้ว”
หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง เฉินผิงอันก็ยิ้มเอ่ยเสริมมาว่า “ข้าคงไม่ทำการค้าเรื่องนี้กับเจ้าแล้ว”
อยู่ในจวนราชครู ข้าปล้นชิงเอาท่าไม้ตายของเจ้าหลิวเหล่าเฉิงด้วยกำลังและอำนาจคือการหมิ่นเกียรติเจ้าแห่งทะเลสาบซูจี่ยนในอดีต
แต่หากจะบอกว่าเจ้าเป็ นฝ่ายเอามรรคกถาบทนี้มาแลกเปลี่ยนเป็ นยันต์คุ้มกันกายแผ่นหนึ่ง ก็อย่าหวังเลย
หลิวเหล่าเฉิงหันหน้าไปมองต้นท้อและนักพรตสวมกวานสีทองในลานเรือนด้านนอกเอ่ยเสียงเบาว่า
“ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ ประโยคสุดท้ายนอกประตูนั่นก็เป็ นความในใจที่แท้จริงของข้า”
หวนนึกถึงปีนั้น นักบัญชีหนุ่มของเกาะชิงเสีย ต้องพกป้ายหยกที่แกะสลักประโยคว่า
“ข้าเชี่ยวชาญการบ่มเพาะคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ไพศาล” ไว้ติดตัวถึงจะขึ้นไปบนเกาะได้ ถึงจะมีชีวิตรอดออกไปจากเกาะกงหลิ่ว
เฉินผิงอันพยักหน้า “ข้าเชื่อ แต่ข้าก็ยังยืนยันในประโยคนั้น พวกเราต่างก็มีความผิดอย่างที่ยากจะปฏิเสธ”
หลิวเหล่าเฉิงหัวเราะพรืด ต่อจะให้มีกลอุบายล้ำค่าแค่ไหน มีโชควาสนาดีเท่าไร ฝ่าทะลุขอบเขตเร็วแค่ไหน
สุดท้ายแล้วก็มีพื้นฐานเป็ นบัณฑิตอยู่ดี
หรงอวี๋ยืนอยู่หน้าประตูห้องหนังสือ เอ่ยเสียงเบาว่า “ราชครู เซียวผูแห่งเรือนจู๋หลันมาถึงแล้ว”
เฉินผิงอันพยักหน้า “บอกให้นางรอสักครู่”
หลิวเหล่าเฉิงเอ่ย “บอกมาให้ชัดเจนสักคำ เจ้าคิดจะจัดการข้าอย่างไร?”
เฉินผิงอันกล่าว “กลับไปรอที่ทะเลสาบซูเจี่ยนของเจ้าก่อน”
หลิวเหล่าเฉิงขมวดคิ้ว “นี่ถือว่าชัดเจนแล้วหรือ?”
เฉินผิงอันเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็เปลี่ยนคำพูดใหม่ พรุ่งนี้ก่อนยามซวี (ช่วงหนึ่งทุ่มถึงสามทุ่ม) หลิวเหล่าเฉิงต้องไปถึงเกาะกงหลิ่วรอฟังคำสั่ง นี่ถือว่าชัดเจนพอหรือไม่?”
หลิวเหล่าเฉิงสะอึกอึ้ง
เฉินผิงอันกล่าว “ตอนนี้ข้าแค่คิดได้คร่าวๆ เท่านั้น อดทนรอไปก่อน วางใจเถอะ พวกเจ้าต่างก็ไม่ต้องรอกันนานเท่าไรหรอก”
หลิวเหล่าเฉิงถอนหายใจ ยากที่จะจินตนาการได้ว่า เมื่อบุรุษที่อยู่ตรงหน้าเยียบย่างไปเยือนทะเลสาบซูเจี่ยนอีกครั้ง จะเป็ นภาพเหตุการณ์แบบใด
เฉินผิงอันหันไปมองทัศนียภาพในลานบ้าน เอ่ยอย่างเฉยเมยว่า
“ต่างคนต่างสองมองเพียงมุมแคบของตน แทบไม่มีผู้ใดแลเห็นถนนหลวงอันกว้างใหญ่”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน หลิวเหล่าเฉิงก็ได้แต่ลุกขึ้นตาม ต่อให้เฉินผิงอันจะไม่ได้พูดให้กระจ่างชัดเจนเลยก็ตาม
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เจ้าเกาะหลิวไม่เป็ นกังวลระหว่างที่ต้องเดินทางกลับหรือ?”
ความนัยนอกเหนือความหมายก็คือเจ้าหลิวเหล่าเฉิงไม่ยอมอ่อนข้อไม่ยอมก้มหัวให้
ขอให้ข้าเดินไปเป็ นเพื่อนเจ้าถึงหน้าประตูจวนราชครู หรือแม้กระทั่งลากข้าพาไปที่ศาลเทพีบุปผาด้วยกันหรอกหรือ?
ยกตัวอย่างเช่นพอออกไปจากเมืองหลวงต้าหลีอาจถูกหลิวทุ่ยที่รวบเก็บทั้งจิตหยินจิตหยางมาแล้วมาขวางทางไป
หรือยกตัวอย่างเช่นไม่กล้าออกจากเมืองไปเผชิญหน้ากับหลิวทุ่ย แต่กลับถูกชุยตงซานกับเจียงซ่างเจินจับตัวไว้แล้วเค้นถามถึงทรัพย์สมบัติที่มี
หลิวเหล่าเฉิงด่าขำๆ “แม่งเจ้าคิดเจ้าแค้นจริงๆ”
เฉินผิงอันเดินก้าวข้ามธรณีประตูนำไปก่อน หลิวเหล่าเฉิงเดินตามออกไปนอกห้องกุมหมัดอำลา
เฉินผิงอันเอาสองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อ พยักหน้ารับ
หลิวเหล่าเฉิงเดินก้าวยาวๆ ลงจากขั้นบันไดไป แต่กลับถูกฝ่ามือหนึ่งตบเข้าที่ท้ายทอยด้านหลังจนหลิวเหล่าเฉิงเซถลา
หลิวเหล่าเฉิงหันกลับมาอย่างอึ้งตะลึง แต่แล้วก็เข้าใจได้ในทันที
เจ้าตัวดี นี่ต่างหากถึงจะเรียกว่าเจ้าคิดเจ้าแค้นที่แท้จริง!
ที่แท้ปีนั้นหลิวเหล่าเฉิงก็เคยตบหัวเฉินผิงอันเหมือนกัน
หลังจากนั้นท่ามกลางฟ้าดินที่กว้างใหญ่ไพศาล ริ้วน้ำกระเพื่อมเป็ นระลอก เรือแจวลำหนึ่งกับเมล็ดงาอีกสองเมล็ด
คนหนุ่มที่สวมชุดผ้าฝ้าย สองข้างแก้มเว้าตอบรับหน้าที่ถ่อเรือ
หลิวเหล่าเฉิงนั่งเรือชมทัศนียภาพของภูเขา ปล่อยให้อีกฝ่ายได้เป็ นจิ้งจอกที่แอบอ้างบารมีเสือ
ระหว่างนั้นเรือลำเล็กก็ไปหยุดอยู่ใจกลางทะเลสาบ ตกปลาด้วยกัน
ต่างคนต่างก็เอาข้าวของสำหรับที่ต้องใช้ยามออกท่องยุทธภพออกมา ตุ๋นปลาจี้ฤดูหนาวขนาดเท่าฝ่ามือห้าตัวด้วยกัน
สองฝ่ายที่ก่อนหน้านี้ยังฆ่าฟันกันอย่างเอาเป็ นเอาตาย กลับมาดื่มเหล้าพูดคุยกันอย่างมีความสุขอยู่บนเรือ
เฉินผิงอันเอ่ย “คราวหน้ารอข้าได้กลับไปทะเลสาบซูเจี่ยนจะคืนปลาจี้ฤดูหนาวตัวหนึ่งให้กับเจ้าหลิว”
ในใจหลิวเหล่าเฉิงพอจะมั่นใจได้แล้ว “ทางฝั่งของเจียงซ่างเจินกับชุยตงซานล่ะ?”
เฉินผิงอันยิ้มบางๆ “ข้าเป็ นคนตัดสินใจ”
หลิวเหล่าเฉิงถามต่อ “หลิวทุ่ยล่ะ?”
เฉินผิงอันกล่าว “ข้าก็ยังคงเป็ นคนตัดสินใจ”
เดินกลับไปที่ห้อง เพียงไม่นานหรงอวี๋ก็พาเซียวผูที่สวมกระโปรงปักปิ่นไม้เหมือนหญิงชาวบ้านธรรมดามาที่นี่
สามสายของผู้ชำระมลทิน นอกจากศูนย์ใหญ่แล้ว สายซีซานเจี้ยนอิ่นมีหลิวเถาจือเป็ นหัวหน้า นักฆ่าสายอิงเถาชิงอี
ตำแหน่งหัวหน้าถูกเว้นว่างมานานหลายปี เซียวผูที่เป็ นผู้ดูแลเรือนจู๋หลันไม่เคยได้แทนที่ตำแหน่งที่ว่างอยู่นี้
ส่วนฝ่ายของช่างซ่อมชาม กลับไม่มีใครรู้แน่ชัด
เซียวผูเอ่ย “ได้มอบสมุดรายชื่อให้กับหรงอวี๋แล้ว”
เฉินผิงอันพูดคล้ายล้อเล่น “คงไม่มีตกหล่นกระมัง?”
เดิมทีเซียวผูอยากจะพูดรับรอง แต่หลังจากลังเลอยู่แค่เล็กน้อยก็เปลี่ยนคำพูดเสียใหม่ว่า
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะลองติดต่อไปที่ศูนย์ใหญ่ อีกที ตรวจสอบเอกสารลับดูอีกครั้ง หลีกเลี่ยงไม่ให้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น”
เฉินผิงอันพูดเข้าประเด็นโดยตรงว่า “ข้าอนุญาตให้พวกเจ้าเข้ามาที่แจกันสมบัติทวีปได้ แต่มีเงื่อนไขอยู่สองข้อ”
เซียวผูสีหน้าตื่นตะลึง “ท่านราชครูเชิญพูดมาได้เลย”
เฉินผิงอันกล่าว “ข้อแรก พวกเจ้าจำเป็ นต้องเคลื่อนไหวอย่างลับๆ อยู่ทางทิศใต้ของลำน้ำใหญ่”
“ข้อสอง ต้องมีการติดต่อกับกรมอาญาของต้าหลีอยู่ตลอด ยกตัวอย่างเช่นมีการพูดคุยอย่างลับๆ ทุกๆ สามปี”
เซียวผูแยกเขี้ยว ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “พอดีกับที่สามารถเอาสองเรื่องนี้รายงานทางศูนย์ใหญ่ไปพร้อมกัน ท่านราชครูจะรอข่าวจากข้าใช่ไหม?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “เจ้าเรือนเซียว ให้คำตอบที่ชัดเจนกับข้าก่อนจะถึงยามโหย่ว (ห้าโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม) ได้หรือไม่?”
เซียวผูตอบ “ได้!”
เฉินผิงอันยิ้มถาม “ค่าตอบแทนล่ะ?”
เซียวผูย้อนถาม “เงื่อนไขข้อที่สองของราชครูก็ไม่ใช่การตอบแทนอย่างหนึ่งหรือไร?”
เฉินผิงอันพยักหน้า “แน่นอนว่าคือการตอบแทน จากนั้นล่ะ?”
เซียวผูเอ่ยอย่างอ่อนใจ “ต้องรายงานเรื่องที่สามกับทางศูนย์ใหญ่เร็วขนาดนี้เลยหรือนี่”