กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1205.2 ในเมื่อแสวงหาผลงาน ไยต้องถามถึงค่าตอบแทน
เฉินผิงอันกล่าว “ดูท่าพวกเจ้าคงไม่ค่อยชินกับการพูดเรื่องการค้ากับผู้อื่น”
เซียวผูรู้สึกว่าตัวเองถูกจูงจมูกให้เดินอยู่ตลอดเวลา นางจึงรู้สึกโมโหอยู่บ้าง
เฉินผิงอันเอ่ยเนิบช้าว่า “บอกไว้ก่อนว่า พวกเจ้ามีโอกาสในการเปิดราคาแค่ครั้งเดียวเท่านั้น”
“หากเจรจากันได้สำเร็จ เรื่องนี้ก็ถือว่าได้ข้อสรุปแล้ว”
“พวกเราทั้งสองฝ่ายทั้งสามารถรักษาความสัมพันธ์ที่เป็ นดั่งน้ำบ่อไม่ยุ่งกับน้ำคลอง ขณะเดียวกันก็สามารถติดต่อพูดคุยกันได้”
“หากมีผลประโยชน์ก็มารวมตัวกัน ไม่มีผลประโยชน์ก็แยกย้าย ชัดเจนตรงไปตรงมา”
“ทั้งไม่พูดถึงเรื่องคุณธรรมอะไร แล้วก็ไม่ต้องพูดถึงสถานการณ์ของบ้านเมืองและใต้หล้า”
“แต่หากข้าไม่พอใจกับราคาที่พวกเจ้าเสนอมา ถ้าอย่างนั้นพวกเจ้าก็ไม่ต้องมาคุยกับข้าอีก”
“พวกเจ้ายุ่งมาก ข้าเองก็ไม่ใช่คนว่างงาน”
“พวกเจ้าคุ้นเคยกับข้าอย่างถึงที่สุดแล้ว แต่อันที่จริงข้ากลับยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกเจ้าเลย”
“หากผู้ชำระมลทินรู้สึกว่าข้าเสนอราคาสูงเกินไป คุยกันไม่รู้เรื่อง แล้วคิดว่าจะสามารถอ้อมผ่านราชสำนักต้าหลีไปลงหลักปักฐานอยู่ทางทิศใต้ได้”
“ราชสำนักต้าหลีไม่สนกิจธุระของทางใต้ เพราะไม่ถูกต้องชอบธรรม ดังนั้นพวกเจ้าจึงคิดจะยื่นมือไปทางใต้ของแจกันสมบัติทวีป”
“ถึงเวลานั้นเกิดข้อพิพาทขึ้นมา ศูนย์ใหญ่ของผู้ชำระมลทินคิดว่าการทะเลาะครั้งนี้ ต่อให้ทะเลาะไปถึงศาลบุ๋นของแผ่นดินกลางก็ยังไม่ใช่ฝ่ายที่ไร้เหตุผล”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเราก็…มาลองดูกัน?”
เซียวผูยิ้มเจื่อน “หากรู้แต่แรกคงให้ศิษย์พี่หลิวมาคุยเรื่องการค้ากับเจ้าที่นี่แล้ว เขาพูดเก่งกว่า แล้วเขาก็หน้าหนากว่าข้า”
เฉินผิงอันนวดขมับ ยิ่งกว่า? อีกแล้วหรือ พวกเจ้าแต่ละคนปรึกษากันมาแต่แรกแล้วสินะ?
เซียวผูถามหยั่งเชิง “ให้โอกาสพวกเราได้เสนอราคาครั้งที่สองไม่ได้จริงๆ หรือ?”
เฉินผิงอันตอบ “ได้สิ อย่าว่าแต่ครั้งที่สองเลย ถึงเวลานั้นพวกเจ้าสามารถเสนอราคาได้ร้อยสองร้อยครั้งที่ริมทะเลแจกันสมบัติทวีปด้วยซ้ำ ลองดูสิว่าฮวงจุ้ยของที่ไหนดีกว่ากัน”
เซียวผูไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกว่าเป็ นการข่มขู่หรืออะไร นางยังรู้สึกว่าคำพูดประโยคนี้เอ่ยได้น่าสนใจมาก
จึงหัวเราะดังลั่น ยกนิ้วโป้งเอ่ยว่า “เป็ นคนชัดเจนไม่เยิ่นเย้อ!”
เฉินผิงอันรวบฝ่ามือเข้าด้วยกันเบาๆ ยิ้มถามว่า
“ทางฝั่งของอารามเต๋าในเมืองหลวงแคว้นอวี้เซวียน ต้องให้ต้าหลีช่วยคุ้มกันหรือไม่?”
“อาจจะช่วยอะไรมากมายไม่ได้ แต่น่าจะยังพอช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ได้”
เซียวผูเกือบจะหลุดปากเอ่ยไปว่า ราชสำนักต้าหลีของพวกเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิ่นกวานหนุ่มอย่างเจ้า ไฉนจึงจะช่วยอะไรมากมายไม่ได้เล่า
เซียวผูแห่งเรือนจู๋หลันจะต้องไปพูดคุยกับศูนย์ใหญ่ นางจึงรีบขอตัวลาออกไปจากจวนราชครู
เทพีบุปผาดอกเพิ่งเซียนก็มาเป็ นแขกเพียงลำพัง นำของขวัญมามอบให้ราชครูหนุ่มที่ไม่ว่าการกินการอยู่ก็ล้วนเรียบง่าย
นางเองก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าเจ้าแห่งบุปผาฉีจะมอบภารกิจยิ่งใหญ่ขนาดนี้ให้กับนาง
ก่อนหน้านี้เดินอยู่บนระเบียงพันก้าวที่บรรยากาศเคร่งขรึมเข้มงวด อู๋ไฉ่ก็ตื่นเต้นจนเหงื่อเปียกซึมฝ่ามือ
เพราะถึงอย่างไรการที่ราชสำนักต้าหลีสามารถขัดขวางเผ่าปีศาจของเปลี่ยวร้างได้ ก็อาศัยการวางแผนและกลยุทธ์ของเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ที่อยู่ในที่ว่าการพวกนี้
สกุลซ่งต้าหลีเคยเป็ นหนึ่งแคว้นคือหนึ่งทวีป ในประวัติศาสตร์ของไพศาลไม่เคยมีวีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อน
มาถึงจวนราชครู อู๋ไฉ่ก็เข้าไปในลานบ้านลานแล้วลานเล่า พร้อมกับพี่สาวหน้าตางดงามชื่อว่าหรงอวี๋
ในดวงตาของเด็กสาวเทพีบุปผาเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ นี่ก็คือสถานที่ที่เซียนกระบี่เฉินเป็ นขุนนางหรือ
ในวัตถุฟางชุ่นชิ้นหนึ่งที่มีลักษณะเป็ นปิ่นปักผมลายดอกไม้ บรรจุจอกเทพีบุปผาสิบสองเดือนลายครามผสมห้าสีครบชุดทั้งสิบสองใบเอาไว้
และยังมีจอกร้อยบุปผาที่ล้ำค่ามากที่สุดอีกสามชุด
อู๋ไฉ่กดเสียงต่ำเอ่ยว่า “เซียนกระบี่เฉิน เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าดูเหมือนเจ้าแห่งบุปผาไม่ได้บอกว่าให้เอาวัตถุฟางชุ่นชิ้นนี้กลับไปด้วยหรือไม่ ท่านคิดว่าอย่างไร”
เฉินผิงอันพูดหยอก “ทำไมข้าถึงจำได้ว่าเทพบุปผาอู๋มาเยือนครั้งนี้ไม่ได้นำวัตถุฟางชุ่นมาด้วยล่ะ”
“แบกห่อของชิ้นใหญ่ชิ้นเล็กมาด้วยกัน เหนื่อยจนหอบแฮกๆ จวนราชครูรู้สึกว่ามีความจริงใจอย่างมาก”
อู๋ไฉ่อึ้งตะลึง ยกนิ้วโป้งให้ เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวที่อยู่ตรงหน้าประตูยิ้มรับคำด้วยประโยคว่า เจ๋งสุดๆ ไปเลย
เซี่ยโก่วเสนอตัวเองอย่างกล้าหาญไปของานรับผิดชอบหน้าที่ส่งแขกจากพี่หญิงหรงอวี๋
พอได้ยินว่าอู๋ไฉ่คือเทพีบุปผาขั้นเจ็ดชะตาสาม นางก็พูดอย่างตกตะลึงว่าระดับสูงขนาดนี้เลยหรือ? อู๋ไฉ่ตอบด้วยคำว่า หา สูงหรือ?
เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวยกนิ้วโป้งให้สองนิ้ว ต้องสูงสิ แข็งแกร่งมากเลยนะ
อู๋ไฉ่เหนียมอาย แค่บอกให้คนวัยเดียวกันที่บอกว่าตัวเองชื่อเซี่ยโก่วเก็บนิ้วโป้งข้างหนึ่งลงไปบอกว่าตัวเองแค่แข็งแกร่งธรรมดาเท่านั้น
เฉินผิงอันเดินยิ้มออกมาจากในห้อง บอกให้หรงอวี๋ไปยกเอกสารคดีความที่เกี่ยวกับตำหนักฉางชุนมา
อ่านเอกสารลับจบไปปึกใหญ่ก็เป็ นยามชื่อสามเค่อแล้ว (ประมาณ 10 นาฬิกา 45 นาที)
เมื่องานพิธีการสิ้นสุดลง พวกซ่งอวี่เซาก็ออกไปจากเมืองหลวงแล้ว
คงเป็ นเพราะชั่วชีวิตที่ผ่านมาผู้เฒ่าดื่มเหล้ามาหลายชนิด มีเพียงเหล้าที่ “รบกวนคนอื่น” เท่านั้นที่ไม่คิดจะดื่ม
ทางฝั่งของอุตรกุรุทวีป นอกจากกลุ่มของอาจารย์และศิษย์เฮ้อเสี่ยวเหลียงแห่งสำนักชิงเหลียงแล้ว
อันที่จริงยังมีผู้ฝึกตนที่มา “ร่วมงานพิธี” อีกกลุ่มหนึ่งที่มาจากสำนักอักษรจงเช่นเดียวกัน
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่ขาดเงิน เข้าพักในโรงเตี๊ยมตระกูลเซียนที่ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้มีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองหลวงต้าหลี
ไม่ได้มีขนาดใหญ่ที่สุด แต่ต้องมี “เสียงเล่าลือในหมู่ผู้คน” มากที่สุดอย่างแน่นอน
ผู้ฝึกตนของต่างถิ่นมักจะมาเยือนเพราะได้ยินชื่อเสียงมานาน หากจะบอกว่าต้องกลับไปพร้อมกับความผิดหวัง ก็คงไม่ถึงขั้นนั้น
โรงเตี๊ยมที่ว่ากันว่าทั้งเถ้าแก่และเถ้าแก่รองล้วนเป็ นสตรีแห่งนี้ คำประเมินในราชสำนักต้าหลีนับว่าพอใช้ได้
หากจะพูดว่าไม่ดี ก็คงเป็ นเพราะรู้สึกว่าราคาแพงเกินเหตุ เหมือนเชือดหมูชัดๆ
ส่วนที่บอกว่าดี ก็บอกว่าอย่างน้อยก็มีราคาระบุไว้ชัดเจน อีกทั้งยังไม่หลอกคนกันเอง หลอกแค่พวกเศรษฐีบ้านนอกจากต่างถิ่นเท่านั้น
ทางฝั่งของโรงเตี๊ยมจะต้องดูเอกสารผ่านด่าน หากเป็ นผู้ฝึกตนในท้องถิ่นของต้าหลีก็จะแอบบอกลูกค้าว่า
พักอยู่ที่แห่งนี้ของพวกเรามีค่าใช้จ่ายไม่น้อย อย่าได้เข้าใจผิดนะ ไม่ใช่ว่าดูถูกท่านลูกค้าจริงๆ
ก็แค่ว่าคนกันเองควรต้องประหยัดเงินแทนคนกันเอง…
บวกกับที่พวกนางต่างก็เป็ นดรุณีน้อยงดงามดั่งบุปผาดั่งหยก น้ำเสียงอ่อนนุ่ม สีหน้าจริงใจ
ทำให้ผู้ชายบางคนต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หลังจากมาเข้าพักแล้วออกไปจากโรงเตี๊ยม
ก็จะต้องเอ่ยอย่างสะเทือนใจว่า แม่งแพงจริงๆ!
เนื่องจากเป็ นผู้ฝึกตนที่มาจากอุตรกุรุทวีป ทางโรงเตี๊ยมก็เห็นเป็ นคนกันเองเหมือนกัน ทว่าอีกฝ่ายดันไม่รับน้ำใจ
เนื่องจากทำเนียบของอีกฝ่ายอยู่ที่ทะเลสาบกระบี่ฝูผิง พวกนางก็เลยไปปรึกษาเรื่องราคากับเถ้าแก่สาม
พอกลับมาแล้วพวกนางก็บอกว่าสามารถลดได้ห้าส่วน คิดไม่ถึงว่าลูกค้ากลุ่มนั้นจะยังคงบอกว่าไม่ต้อง
คนกลุ่มนี้ก็คือลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเจ้าสำนักแห่งทะเลสาบกระบี่ฝูผิง
ลูกศิษย์คนแรกฉางหรง สุยจิ่งเฉิง เฉินหลี่ เกาโย่วชิง บวกกับคนนอกเพียงหนึ่งเดียว ตู้อวี๋แห่งตำหนักขวานผี
หรงช่างยังกังวลว่าจะมาเสียเที่ยวหรือไม่ ดังนั้นจึงโดนลี่ไฉ่สั่งสอนไปรอบหนึ่ง
ด่าเขาเสียจนไม่เหลือชิ้นดี สกุลซ่งตัาหลีไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย ไม่เลือกอิ่นกวานเป็ นราชครู จะให้เลือกเซียนกระบี่หรงอย่างเจ้าหรือ?
แน่นอนว่าหรงช่างไม่กล้าเถียง เห็นเพียงว่าอาจารย์ไม่มีท่าทีอยากจะออกไปข้างนอกด้วยกัน
หรงช่างจึงถามว่าไฉนถึงไม่ไปที่เมืองหลวงต้าหลีด้วยกัน
ลี่ไฉ่บอกว่าหากไม่ใช่เฉินอิ่นกวานที่เป็ นราชครู ก็เท่ากับว่าเหล่าเหนียงไปให้การสนับสนุนคนนอก แบบนั้นจะไม่อัปมงคลแย่หรือ?
หรงช่างยังคงไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่พูดติดๆ กันว่ามีเหตุผล
ไม่เสียแรงที่มาครานี้ ไม่ได้จ่ายเงินอย่างเสียเปล่าจริงๆ ทางโรงเตี๊ยมสร้างหอสูงหลายหลังขึ้นมาชั่วคราว
ก็ไม่แปลกที่โลกภายนอกต่างก็เดากันว่าโรงเตี๊ยมแห่งนี้มีเส้นสายค้ำฟ้า
หาไม่แล้วมีหรือจะกล้ากระทำการที่เป็ นการ “ล้ำเส้น” เช่นนี้?
ทางโรงเตี๊ยมเองก็บอกกับลูกค้าทุกคนที่จ่ายเงินขึ้นไปบนหอสูงว่า ขอแค่งานพิธีจบลงก็จะถอนเวทคาถาออกทันที
คิดอยากจะขึ้นสู่ที่สูงมองไปไกล เห็นงานพิธีครั้งนั้นอย่างครบถ้วน แน่นอนว่าก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มเติมมาก้อนหนึ่ง
ถึงอย่างไรโรงเตี๊ยมของพวกเราก็ไม่ได้เอามีดไปบังคับให้ใครต้องควักเงินจ่ายอยู่แล้ว
พวกเจ้าห้ามเอาไปฟ้องทางการนะ แต่ไหนแต่ไรมาโรงเตี๊ยมก็หาเงินอย่างบริสุทธิ์ถูกต้องมาโดยตลอด
ไม่เคยทำเรื่องอย่างการต้มตุ๋นหลอกลวง
รองเจ้ากรมเฉาของกรมขุนนางไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับพวกเราเลยสักนิดเดียว…
ไปๆ มาๆ นานวันเข้า ทางฝั่งของเมืองหลวงก็มีคำกล่าวบางอย่าง
เป็ นเหตุให้มีครั้งหนึ่งในตระกูลสกุลเฉาทำการประชุมกันในห้องหนังสือ
บิดาของเฉาเกิงซินถามแสกหน้าเขามาประโยคหนึ่งว่า “เจ้าขาดเงินใช้ขนาดนี้เลยหรือ?!!
เฉาเกิงซินงงงันกับคำถามนี้ ประเด็นสำคัญคือตัวเขาเองก็ใจฝ่ออยู่บ้างจริงๆ
เพราะถึงอย่างไรรองเจ้ากรมเฉาก็คือคนที่กล้าส่งกระบี่บินมาถึงภูเขาลั่วพั่ว นำส่วนแบ่งมามอบให้กับเจ้าขุนเขาเฉิน
ชายแต่งกายซอมซ่อไม่ใส่ใจรูปลักษณ์คนหนึ่งเบื่อหน่ายอย่างมาก
จึงออกจากโรงเตี๊ยมของต่งครึ่งเมืองมาแล้วก็มาชมทัศนียภาพที่หอสูงของโรงเตี๊ยมแห่งนี้อีกครั้ง
บังเอิญกับที่มีผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งที่กำลังจะเดินทางไปเยือนใบถงทวีป แต่เพราะเดินทางผ่านเมืองหลวงต้าหลีจึงได้มาเข้าพักอยู่ที่โรงเตี๊ยมแห่งนี้นานแล้ว
ดังนั้นพวกเขาจึงมาเจอกันที่หอสูงชั้นหนึ่ง
นักพรตเกาเจี้ยนฝู หนึ่งในตัวสำรองเจ้าสำนักของสำนักโองการเทพ
ผู้ฝึกกระบี่สวีเซวี่ยน ลูกศิษย์ผู้สืบทอดเพียงหนึ่งเดียวของป่ายฉางผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตบินทะยาน
สองฝ่ายเจอหน้ากันแล้วต่างก็มีสีหน้าซับซ้อน ต่างก็ไม่รู้ว่าควรจะเห็นใจกันเพราะเผชิญชะตากรรมแบบเดียวกัน หรือว่าควรจะต้องทะนุถนอมเห็นค่ากันดี
สวีเซวี่ยนเปิดปากขึ้นมาก่อน “เจ้าคนขี้ขลาด”
เกาเจี้ยนฝูหัวเราะหยัน “เจ้าคนบ้าบิ่น!”
พวกเขาไม่ได้ดูงานฉลองของจวนราชครู รอกระทั่งเห็นเงาร่างอรชรอ้อนแอ้นของนักพรตหญิงกลุ่มหนึ่งออกไปนอกเมือง พวกเขาก็พากันลงมาจากหอเรือน
ชั้นบนสุดของหอสูงที่อยู่ติดกันในเวลานั้น หรงช่างยิ้มเอ่ย
“สถานการณ์ยิ่งใหญ่เช่นนี้ พวกเราต่างก็ได้เห็นกับตาได้ยินกับหูกันแล้ว จะได้เจอราชครูคนใหม่ของต้าหลีหรือไม่ก็ต้องดูว่าในบรรดาพวกเราใครหน้าตาใหญ่กว่ากันแล้ว?”
ถึงอย่างไรเขาก็จำได้ว่าครั้งแรกที่ได้เจอเฉินผิงอัน คือตอนที่อยู่ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งริมทะเลของบ้านเกิด
ความทรงจำที่ล้ำลึกที่สุดก็คืออีกฝ่ายเป็ นคนดื้อดึงคนหนึ่ง?
เกาโย่วชิงสีหน้าสดใส หลุดปากพูดไปว่า “อิ่นกวานช่างมีบารมีจริงๆ!”
อิ่นกวานแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ของพวกเรา กว่าจะได้กลับมาบ้านเกิดได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเป็ นแบบนี้สิถึงจะถูก ต้องเป็ นแบบนี้ถึงจะดี
เฉินหลี่เอ่ย “ล้วนเป็ นสิ่งที่อิ่นกวานสมควรได้รับ”
นั่นคือความมีหน้ามีตาอย่างไร้ที่สิ้นสุดต่อหน้าผู้คนหลังจากต้องเป็ นคนใบ้กินหวงเหลียน
เกาโย่วชิงกลัวเฉินหลี่มาโดยตลอด นางจึงไม่เอ่ยอะไรอีก
ไม่เหมือนกับป่ายเสวียนที่พูดจาเหมือนคนแก่ เฉินหลี่ที่มีฉายาว่า “อิ่นกวานน้อย”
ไม่ว่าจะพูดจาหรือทำการใดล้วนหนักแน่นอย่างมาก
ขนาดลี่ไฉ่ผู้เป็ นอาจารย์ ยามที่นางเจอกับเรื่องไม่เล็กไม่ใหญ่ก็มักจะให้เฉินหลี่ช่วยวางแผนให้
เสียงเพี้ยะดังลั่น ที่แท้ตู้อวี๋ก็ตบบ้องหูตัวเอง
หรงช่างถามทั้งที่รู้ดี “สหายตู้ทำอะไรน่ะ?”
ตู้อวี๋ยิ้มกระอักกระอ่วน เอ่ยด้วยท่าทีขุ่นเคือง “ข้ากลัวว่าตัวเองจะฝันไปน่ะสิ”
เมื่อหลายปีก่อนพเนจรอยู่ในยุทธภพ ตู้อวี๋ได้ซื้อตำราตราประทับสองร้อยเซียนกระบี่ที่จัดพิมพ์อย่างหยาบๆ มาเล่มหนึ่ง
เขาค้นพบด้วยความตกตะลึงว่าตราประทับชิ้นหนึ่งในนั้น ตัวอักษรด้านล่างตราประทับคือคำว่า ‘ยอมให้สามกระบวนท่า’
ตัวอักษรเหล่านี้เคยทำให้ตู้อวี๋รู้สึกว่าความบังเอิญบนโลกใบนี้ ช่างมหัศจรรย์จนเกินบรรยายเหลือเกิน
ตอนนั้นเขายังมีความสุข เดาเอาว่าเป็ นเซียนกระบี่ใหญ่ที่ร้ายกาจท่านใด? เป็ นปรมาจารย์ผู้กล้าคนใด?
ถึงกับสามารถทำให้อิ่นกวานท่านนั้นมีแรงบันดาลใจเช่นนี้ได้?
สุดท้ายตู้อวี๋ถึงได้ค้นพบว่า เจ้าตัวดี! ที่แท้ก็คือข้าเอง?!
บนถนนกว้างใหญ่ ฝูหนันหัวกับไช่จินเจี่ยน และยังมีหวงจงโหว พวกเขาเดินเคียงไหล่กันมา ต่างคนต่างคิดไปคนละทาง
นครมังกรเฒ่ากับภูเขาเมฆาเรื่องคือสหายบนภูเขาที่มีมิตรภาพระหว่างตระกูลสืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนตามแบบฉบับ
หาไม่แล้วตอนนั้นฝูหนันหัวกับไช่จินเจี่ยนก็คงไม่มีทางจับคู่กันไปเยือนถ้ำสวรรค์หลีจู ไปเยือนตรอกหนีผิงเส้นนั้นด้วยกัน
หลังจากที่พวกเขาสองคนออกมาจากเมืองเล็กแล้ว ต่างคนต่างก็ได้รับโชควาสนา
อันดับแรกฝูหนันหัวก็สู่ขอทายาทหญิงสกุลเจียงอวิ๋นหลินมาเป็ นภรรยา ทุกวันนี้เขาก็ยิ่งได้เป็ นเจ้านครของนครมังกรเฒ่าแล้ว
ไช่จินเจี่ยนก็เป็ นก่อกำเนิดแล้ว ทั้งยังเป็ นเจ้าแห่งยอดเขาลวี่กุ้ย
ทว่าหวงจงโหวแห่งยอดเขาเกิงอวิ๋นที่เป็ นแค่ขอบเขตโอสถทอง กลับชิงโอกาสเป็ นเจ้าขุนเขาคนใหม่ได้ก่อน
นอกภูเขาพากันวิพากษ์วิจารณ์ไปหลากหลาย ต่างก็รู้สึกไม่เป็ นธรรมต่อไช่จินเจี่ยน
อันที่จริงหวงจงโหวเองก็รู้สึกประหลาดใจเหมือนกัน ก่อนหน้านี้คิดไปคิดมาก็ดูเหมือนว่าจะต้องยกคุณความชอบให้กับการที่ตนได้เจอสองคนนั้น?
คนหนึ่งคือนักพรตหนุ่มที่พูดหว่านล้อมเก่งท่าทางลึกลับ กับอีกคนหนึ่งคือคนติดเหล้าที่พูดเก่งยิ่งกว่า แต่กลับไม่มีคำไหนเป็ นความจริงสักคำ?
ฝูหนันหัวยิ้มถาม “รู้สึกอย่างไร?”
ไช่จินเจี่ยนยิ้มเอ่ย “ยังดีกระมัง”
นางเคยได้พบกับเฉินผิงอันที่ยอดเขาลวี่กุ้ยซึ่งเป็ นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมของตัวเองมาก่อนแล้ว
ปีนั้นเผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างยึดครองใบถงทวีปได้ก่อน ข้ามทะเลบุกโจมตีมายังแจกันสมบัติทวีป สงครามดุเดือด
ต่อสู้กันจนนครมังกรเฒ่าไม่เหลืออยู่แล้ว อีกทั้งยังเป็ นการหายวับไม่เหลือตรงตามความหมายหน้าตัวอักษรจริงๆ
ผลคือรอกระทั่งสงครามปิดฉากลง สกุลฝูและตระกูลใหญ่แห่งอื่นๆ ไม่ได้ขอกำลังคนและทรัพย์สินจากราชสำนักต้าหลีแม้แต่นิดเดียว
แต่ใช้การทุ่มเงินฟื้นคืนนครมังกรเฒ่าทั้งแห่งขึ้นมา
นครมังกรเฒ่าที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้สุดของแจกันสมบัติทวีปคือเรื่องของส่วนรวม ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว
จนถึงทุกวันนี้ก็ยังรักษาความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับราชสำนักต้าหลี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลั่วจิงเมืองหลวงสำรองเอาไว้อย่างแน่นหนา
อันที่จริงฮ่องเต้สกุลซ่งต้าหลีไม่เคยย่างกรายไปเยือนดินแดนของนครมังกรเฒ่า มีเพียงอ๋องเจ้าเมืองซ่งมู่เท่านั้นที่เคยไปที่นั่น
ทว่าคนทั้งบนและล่างภูเขาล้วนรู้ชัดเจนดีว่านครมังกรเฒ่าไม่ใช่ “ที่พำนักชั่วคราว” ของราชสำนักต้าหลี แต่เหนือกว่า “ที่พำนักชั่วคราว”
หวงจงโหว นำเหล้าขุ่นคุ้นของยอดเขาเกิงอวิ๋นมาด้วยกาหนึ่ง คิดอยากจะมอบให้กับผู้เฒ่าจันทราที่ช่วยผูกด้ายแดงให้
เพียงแต่ว่าสองฝ่ายสถานะแตกต่างกัน ไม่แน่เสมอไปว่าจะได้พบหน้ากันอีกแล้ว
ฝูหนันหัวพึมพำกับตัวเองว่า “วีรกรรมที่ยิ่งใหญ่ในอดีตกลับกลายมาเป็ นเรื่องตลก เรื่องน่าอายในปีนั้นกลับกลายมาเป็ นเรื่องเล่าขานอันงดงาม”
หากจะบอกว่าซิ่วหูชุยฉานคอยใช้ความมีเหตุผลที่ใหญ่ที่สุด ระงับความเดือดดาลที่ใหญ่ที่สุดในใจของตัวเองอยู่ตลอด
ถ้าอย่างนั้นเฉินผิงอันที่มารับหน้าที่ต่อล่ะมีจิตแห่งมรรคาที่แท้จริงเป็ นอย่างไร?
ดูเหมือนว่าคนนอกจะไม่มีทางรู้ได้แล้ว สวรรค์เท่านั้นที่รู้
จวนราชครู เฉินผิงอันพลันวางงานในมือลง ยืนอยู่หน้าประตู มองห้องที่อยู่ฝั่งตรงข้ามห้องหนังสือของศิษย์พี่ใหญ่ชุยฉาน
หลังจากที่เขากลับจากใต้หล้ามืดสลัวมายังเมืองหลวงต้าหลีก็คอยใคร่ครวญถึงปัญหาข้อหนึ่งที่เป็ นกุญแจสำคัญมาโดยตลอด
ใต้ดอกท้อ ซ่งอวิ๋นเจียนพลันหันหน้ามาถาม “ท่านราชครู คิดเรื่องใหญ่อะไรอยู่หรือ”
เงียบงันไปนาน เฉินผิงอันก็คลายหัวคิ้วออก ยกสองมือขึ้นมาเป่าลม
ในเมื่อแสวงหาผลงาน ไยต้องถามถึงค่าตอบแทน?
ในเมื่อรากฐานแรกของทฤษฎีการสร้างผลงานและลาภยศที่ชุยฉานสร้างขึ้น คือห้ามขี้เหนียวการมอบค่าตอบแทนอย่างเด็ดขาด
ถึงขั้นที่ว่าต้องให้มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ด้วย
ถ้าอย่างนั้นศิษย์พี่ใหญ่ก็ย่อมต้องเก็บค่าตอบแทนส่วนหนึ่งไว้ให้กับตัวเอง มันจะต้องมีอยู่
ก็เหมือนปริศนาข้อหนึ่ง แต่กลับต้องให้ศิษย์น้องเล็กอย่างตนไปไขปัญหาเอาเอง ตามหาคำตอบของปริศนาเอาเอง
ต้องทำให้ได้แน่นอน ขอแค่เฉินผิงอันหาเจอ คำตอบนั้นก็จะต้องน่าตกใจอย่างมากแน่นอน