กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1206.1 เปิดประตูพบโลกใบใหม่
ห้องทรงพระอักษร ฮ่องเต้ซ่งเหอที่กำลังอ่านฎกาวางพู่กันสีชาดไว้บนที่วางพู่กันกระเบื้องเคลือบรูปเต่าทะเลยักษ์แบกสามภูเขา
คือของใช้ในราชสำนักที่ผลิตจากเตาทางการแห่งหนึ่งในอำเภอซีโถว เขตเป่าซี
ซ่งเหอนวดคลึงข้อมือ หยิบเอาบันทึกลับของกรมอาญาฉบับหนึ่งที่เพิ่งถูกส่งมาให้มาอ่าน
แน่นอนว่าเนื้อหาด้านในต้องกระชับตัดทอนเหลือแต่ส่วนสำคัญ
ฮ่องเต้อ่านอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่ำ “ขอบเขตเซียนเหริน แล้วยังเป็นเซียนเหรินที่รู้จักเลือกวันเวลาเลือกสถานที่เสียด้วย”
ในห้องเวลานี้ ขันทีผู้กุมตราประทับสองคนของกองซือหลี่เจียนและกองอวี้หม่ำเจียน
และยังมีผู้บัญชาการกองตรวจตราทหารม้า ผู้รับผิดชอบความสงบเรียบร้อยของนครหลวง
เซียนซืออาวุโสผู้ถวายงานของราชวงศ์สกุลซ่ง รวมไปถึงรองหัวหน้าจากกองโหราศาสตร์
พวกเขาต่างก็กลั้นหายใจทำสมาธิ รอคอยให้มังกรพิโรธอยู่เงียบๆ
ซ่งเหอพลิกเปิดอ่านไปอีกหลายหน้า หน้าหนังสือส่งเสียงดังพึ่บพั่บ
ซ่งเหอพลันยกแขนขึ้นขว้างสมุดฎีกลงบนโต๊ะทรงพระอักษรแรงๆ
“พวกเศษสวะไร้ประโยชน์ ต้องการให้กวั่เหริน (คำเรียกแทนตัวของจักรพรรดิ) ลากตัวพวกเจ้าไปที่จวนราชครู ไปขออภัยราชครู อธิบายให้ดีๆ ว่าทำไมถึงเกิดข้อผิดพลาดเช่นนี้ไหม?!”
ขันทีผู้กุมตราประทับกองอวี้หม่ำเจียนที่ประสบการณ์ยังตื้นเขิน และหงจี้ที่เพิ่งจะเลื่อนเป็นขุนนางในกองตรวจตราทหารม้าได้ไม่ถึงเดือน
พวกเขาตื่นเต้นกันเป็นพิเศษ ปากคอแห้งผาก
ฝ่ายแรกกำลังจะเปิดปากอธิบายถึงวิธีการหลบหนีของหลิวเหล่าเฉิงว่าทำไมถึงสามารถอ้อมผ่านค่ายกลใหญ่สามชั้นของเมืองหลวงไปได้
ทำไมแม้กระทั่งที่กองโหราศาสตร์ก็ยังปล่อยให้เขามุดช่องโหว่ได้…
เพียงแต่ว่าหางตาเหลือบไปเห็นความเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ จากเปลือกตาของผู้คุมตราประทับกองซือหลี่เจียนเสียก่อน
ขันทีผู้เป็นหัวหน้าใหญ่ของกองอวี้หม่ำเจียนจึงรีบกลืนคำพูดทั้งหมดกลับลงท้องไปทันใด
เคี้ยวทุกคำให้ละเอียด จะไม่เอ่ยถึงแม้แต่ครึ่งคำ
แต่ไหนแต่ไรมา ฮ่องเต้ซ่งเหอก็เป็นคนที่ปฏิบัติกับคนอื่นอย่างใจกว้างอยู่แล้ว น้อยครั้งนักที่จะเดือดดาล
วันนี้คือข้อยกเว้น เป็นพวกเขาที่ทำพลาดกันไปจริงๆ
และเวลานี้เองก็มีขันทีชั้นสูงที่สวมชุดหม่ำงซึ่งทั้งเส้นผมและหนวดเคราล้วนเป็นสีขาวโพลนเดินก้าวเร็วๆ เข้ามา
ขันทีเฒ่ามีสีหน้าประหลาด ค้อมตัวรายงานว่า “ฝ่าบาท เพิ่งจะได้รับข่าวมาว่าที่จวนราชครูมีนักฆ่าปีนกำแพงเข้าไป…”
ต่อให้เวลาปกติซ่งเหอจะอารมณ์ดีแค่ไหนก็ทนฟังต่อไปไม่ไหวจริงๆ
ฮ่องเต้ต้าหลีพระองค์นี้โกรธจัดจนกลายเป็นขำ ยื่นนิ้วออกมาชี้พวกเขา
“ดีๆๆ กวั่เหรินคือกษัตริย์ที่ขยันหมั่นเพียรในการปกครอง พวกท่านล้วนเป็นขุนนางดีที่ทำงานคล่องแคล่วและมีความสามารถ
หากพูดเช่นนี้ก็เท่ากับราชครูเฉินอาจเอื้อมพวกเราแล้วใช่ไหม?!
นี่ก็คือราชสำนักต้าหลีที่คิดอยากจะช่วงชิงตำแหน่งราชวงศ์อันดับหนึ่งของไพศาลหรือ
นี่ก็คือเมืองหลวงของสกุลซ่งต้าหลี
นี่ก็คือของขวัญชดเชยที่พวกเรามอบให้กับกพารพิสูจน์มรรคาบินทะยานในขณะที่ราชครูเข้าร่วมงานพิธีและเข้าประชุมในท้องพระโรงอย่างนั้นหรือ?!”
หงจี้หน้าซีดขาว ขุนนางหนุ่มที่เป็นคนสนิทของโอรสวรรค์ผู้นี้ เวลานี้ไม่ใช่แค่คร่ำครวญถึงความยากลำบากอะไรแล้ว
แต่เขารู้สึกหมดอาลัยตายอยากอย่างสิ้นเชิงจริงๆ
เดิมนึกว่างานพิธีการครั้งนี้ควรจะจบลงอย่างราบรื่น ตนและที่ว่าการกองตรวจตราทหารม้าลาดตระเวนพระนครไม่มีคุณความชอบก็ยังพอจะมีคุณความเหนื่อยยากอยู่บ้าง
ดี ตอนนี้จบเห่แล้ว เจ้าหลิวเหล่าเฉิงระยำ เจ้าสำนักขอบเขตเซียนเหรินของสำนักเจินจิ้งใช่ไหม
ข้าผู้อาวุโสฝากไว้ก่อนเถอะ ขอแค่ไม่ได้เสียหมวกขุนนางไป วันนี้ต่อให้ถอดชุดขุนนาง
ขอแค่ข้าหงจี้ยังรับหน้าที่อยู่ในราชสำนัก ต่อให้ต้องถูกลดขั้นขุนนางอย่างไรชีวิตนี้ข้าก็เป็นศัตรูกับสำนักเจินจิ้งของพวกเจ้าแล้ว!
ขณะที่ลมฟ้าลมฝนกำลังจะโหมกระหน่ำ มีคนหนุ่มคนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายฮ่องเต้ซ่งเหออยู่หลายส่วนมาปรากฏตัวที่หน้าประตู
ก็คือองค์ชายรองซ่งซวี่ หนึ่งในสิบสองแผนภูมิดินของต้าหลี ผู้ฝึกกระบี่คอขวดขอบเขตโอสถทอง
ทุกวันนี้ผู้ฝึกตนสายแผนภูมิดินไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกเป็นสองภูเขาแล้ว
นับตั้งแต่ที่หยวนฮว่ำจิ้งผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตก่อกำเนิดไปเยือนหอบูชากระบี่ของภูเขาลั่วพั่วมารอบหนึ่งก็เริ่มตั้งใจหลอมกระบี่
ไม่มีความความคิดจิตใจจะแย่งชิงอำนาจอีกแล้ว
ดูเหมือนว่าหยวนฮว่ำจิ้งยังเคยพูดคุยความในใจกับพวกก่ายเยี่ยนเป็นการส่วนตัวด้วย
ดังนั้นสิบเอ็ดคนของแผนภูมิดินในเวลานี้ต่างก็ยอมรับให้ซ่งซวี่มารับตำแหน่งผู้นำต่อไปโดยปริยาย
ส่วนเฉาเกิงซินรองเจ้ากรมขุนนาง ในเมื่อเป็นคนที่ราชครูชุยเลือกตัวมา และราชครูเฉินก็ไม่ปฏิเสธ
รองเจ้ากรมเฉาจึงกลายมาเป็นผู้นำในนามของผู้ฝึกตนแผนภูมิดิน แต่พวกซ่งซวี่ก็ยังไม่ได้ถือว่ายอมรับในตัวเฉาเกิงซินสักเท่าไร
เหลือบตามองเงาร่างของซ่งซวี่ที่อยู่หน้าประตู ฮ่องเต้ซ่งเหอเก็บสีหน้าเดือดดาลสำหรับลูกชายคนนี้
ในใจของซ่งเหอรู้สึกติดค้าง นอกจากนี้ฮ่องเต้ก็ยังมีมีความลำเอียงที่ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยกับใครแม้กระทั่งฮองเฮาอวี่เหมี่ยนเอง
ซ่งซวี่ที่ช่วงนี้รับหน้าที่อารักขาพระราชฐานฝ่ายในเอ่ยว่ำ “ฝ่าบาท ผู้ฝึกตนของอุตรกุรุทวีปที่เมื่อครู่นี้ถูกสหายยุแยงให้ปีนกำแพงเข้าไป ไม่ใช่นักฆ่าอะไร
เขาแซ่ตู้นามอวี๋ ชื่อตั้งมาจากแซ่สกุลของพ่อและแม่ เขาคือผู้ฝึกตนทำเนียบของตำหนักขวานผี ยังไม่สร้างโอสถ
ตู้อวี๋มาเมืองหลวงพร้อมกับผู้ฝึกกระบี่ของทะเลสาบฝูผิง
ในอดีตอาจารย์เฉินเคยเดินทางท่องไปในอุตรกุรุทวีปเพียงลำพัง ก็ได้บังเอิญไปเจอกับตู้อวี๋ที่ทะเลสาบชางอวิ๋น
ทั้งสองฝ่ายถือว่าไม่ตีกันก็ไม่ได้รู้จักกัน สุดท้ายกลายเป็นสหายที่ดีต่อกัน
ว่ากันว่า แค่เล่าลือกันนะว่า ตู้อวี๋ยังเคยช่วยชีวิตอาจารย์เฉินด้วย แต่ว่ำเรื่องนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นจริงหรือเท็จ”
ใบหน้าของซ่งเหอเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ ยิ่งฟังก็ยิ่งมึนงง หมายความว่าอย่างไร?
ในเมื่อตู้อวี๋ผู้นั้นมีความสัมพันธ์อันดีกับเฉินผิงอัน คือสหายร่วมทุกข์ร่วมยากที่ฝากชีวิตให้กันได้
เจ้ายังติดตามสหายมาเข้าร่วมงานพิธีการในเมืองหลวงต้าหลี ต้องเดินเข้าประตูใหญ่ของจวนราชครูได้แน่นอน
จะปลอมตัวเป็นนักฆ่าปีนกำแพงเข้าไปทำไม?
ฮ่องเต้มองขันทีผู้คุมตราประทับกองซือหลี่เจียน ผู้เฒ่ารู้ใจจึงรีบออกไปจากห้องทันที
ไปเปิดอ่านเอกสารเกี่ยวกับตู้อวี๋และตำหนักขวานผีแห่งอุตรกุรุทวีปอย่างละเอียด
ซ่งซวี่อธิบายต่อ “คำว่ำ ยอมให้สามกระบวนท่า ในตำราตราประทับสองร้อยเซียนกระบี่ ดูเหมือนว่าคนที่พูดก็คือตู้อวี๋
ปีนั้นหลังจากที่ตู้อวี๋แยกกับอาจารย์เฉิน ดูเหมือนว่าจะเปลี่ยนนิสัย เริ่มผดุงคุณธรรมอยู่ในยุทธภพ ทวงความชอบเป็นธรรมแทนผู้อื่น
แต่ก็มีนิสัยที่ประหลาดอย่างหนึ่ง นั่นคือไม่เคยบอกชื่อและตัวตนของเขาให้ใครรู้
ทุกครั้งที่ทำเรื่องดีเสร็จก็จะเผ่นหนีไป
ในเมื่อตู้อวี๋ชอบทำเรื่องดีไม่ทิ้งนามอยู่ในยุทธภพ คาดว่าการมาเยี่ยมเยือนสหายก็คงไม่เดินเข้าประตูหน้า
ในจวนราชครูตอนนี้ พวกเขาน่าจะกำลังกินอาหารมื้อเที่ยงกันอยู่”
หงจี้ได้ยินแล้วก็รู้สึกว่าน่าสนใจ ได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ พี่ชายตู้อวี๋ผู้นี้ เป็นคนมหัศจรรย์จริงๆ
ฮ่องเต้ซ่งเหอหลุดขำอย่างอดไม่อยู่ “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง”
บรรยากาศในห้องที่ก่อนหน้านี้เหมือนบ่อสายฟ้าพื้นที่ต้องห้าม จึงเปลี่ยนมาเป็นผ่อนคลายมากขึ้น
ก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเรื่องน่าสนใจของจวนราชครูเรื่องนี้ หรือเป็นเพราะองค์ชายรองซ่งซวี่มายืนอยู่ที่นี่กันแน่
ซ่งเหอเอ่ยด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายลง “หงจี้ หาโอกาสไปจวนราชครูสักรอบ ไปอธิบายให้ราชครูฟังอย่างชัดเจน
เจ้าต้องเข้าใจว่าด้วยสถานะขุนนางของเจ้าตอนนี้ หากราชครูมีความคิดอะไรก็ไม่จำเป็นต้องปรึกษาในการประชุมเล็กหรือหารือในท้องพระโรงแล้ว”
หงจี้บากหน้าเอ่ยเสียงเบา “ฝ่าบาท ข้ากลัวว่าเจอราชครูแล้วจะพูดได้ไม่คล่อง ไม่สู้ให้รองหัวหน้าหม่ำไปจวนราชครูกับข้า?”
รองหัวหน้าหม่ำแห่งกองโหราศาสตร์ใจกระตุกเล็กน้อย เรื่องดีนี่นา ไปสิทำไมจะไม่ไปล่ะ
ขอแค่ฮ่องเต้พยักหน้าตอบตกลง ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟก็ไม่ปฏิเสธ
ผู้เฒ่าหันไปมองหงจี้แวบหนึ่ง ผู้ตรวจตราเมืองหง ขอบคุณนะ!
ฮ่องเต้ยิ้มเอ่ย “เจ้าหงจี้ไปคนเดียวนั่นแหละ ไปโดนด่าโดนสั่งสอนเพียงลำพัง”
หงจี้กุมหมัดรับคำสั่ง มองดูเหมือนทำหน้าอมทุกข์ แต่แท้จริงแล้วในใจกลับปีติยินดีอย่างบ้าคลั่ง
ขุนนางต้าหลีในทุกวันนี้ ใครเล่าจะมีโอกาสไปขอโดนด่าที่จวนราชครู?
ดูท่าแล้วฮ่องเต้จะพอใจกับการจัดวางกองกำลังของที่ว่าการหน่วยตรวจตราเมืองอยู่บ้าง
รอกระทั่งขันทีผู้คุมตราประทับกองซือหลี่เจียนกลับมา ฮ่องเต้ก็ถามว่ำ
“นอกจากตู้อวี๋แล้ว ตำหนักขวานผีมีเรื่องราวอะไรอยู่ในต้าหลีของพวกเราบ้าง?”
ขันทีเฒ่าวางเอกสารฉบับนั้นลงบนโต๊ะหนังสือ ส่ายหน้าเอ่ยว่ำ
“ตำหนักขวานผีเป็นแค่พื้นที่ประกอบพิธีกรรมขนาดเล็ก นอกจากตู้อวี๋แล้วก็ไม่มีผู้ฝึกตนคนใดเคยมาเยือนแจกันสมบัติทวีปอีก”
ฮ่องเต้หันไปมองซ่งซวี่ ถามเหมือนชวนคุย “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนเสนอให้ตู้อวี๋ปีนกำแพง?”
ซ่งซวี่เอ่ย “คือเด็กหนุ่มเฉินหลี่แห่งทะเลสาบกระบี่ฝูผิง เป็นผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของกำแพงเมืองปราณกระบี่ มีฉายาว่ำ “อิ่นกวานน้อย”
เฉินหลี่ยังไม่สวมกวานก็เป็นขอบเขตโอสถทองแล้ว”
ฮ่องเต้พึมพำ “ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่คนที่มีนิสัยซุกซนชอบแหกกรอบแล้ว”
ซ่งซวี่ตอบ “แน่นอน”
ฮ่องเต้เอ่ยอย่างสะท้อนใจ “เซียนกระบี่เด็กหนุ่มคนนี้จะต้องมีอนาคตยาวไกลอย่างไร้ขีดจำกัดแน่นอน”
จวนราชครูเปิดเตาเล็กทำอาหารมื้อหนึ่ง คนกลุ่มใหญ่ล้อมวงกันกินอาหารกลางวันด้วยกันเสียงดังคึกคัก
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “จอมยุทธใหญ่ตู้ เป็นยอดฝีมือที่ขวัญกล้าจริงๆ เลยนะ
เพื่อสร้างชื่อเสียงเล็กๆ น้อยๆ แม้กระทั่งหัวตัวเองก็ไม่ต้องการแล้ว? ยังปีนกำแพงเข้ามาด้วย ทำไมเจ้าไม่โยนหัวเข้ามาก่อนล่ะ”
หรงช่างรู้สึกอิจฉาอยู่บ้าง เฉินผิงอันสนิทกับตู้อวี๋จริงๆ
สุยจิ่งเฉิงได้ยินคำสัพยอกก็คืบอาหารขึ้นมาคำหนึ่ง นางเคี้ยวอย่างละเอียด ช่างเป็นความอร่อยที่คุ้นเคยจริงๆ
ตู้อวี๋อับอายอย่างหนัก นึกอยากจะขุดรูมุดหนีลงไป ได้แต่พูดว่ำจะดื่มลงโทษตัวเองสามจอก
เขายกจอกเทพีบุปผาขึ้นมาแล้วกระดกจอกสูดเหล้าดังชั่วบๆ รวดเดียวสามจอกติด
ก่อนหน้านี้เฉินหลี่ยุยงให้เขาทำตัวเป็นโจร ยังพูดอย่างหนักแน่นว่าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาจะเป็นคนแบกรับไว้ให้เอง
แต่หากว่ามีผลประโยชน์อะไรเพิ่มเติมขึ้นมา พวกเขาสองพี่น้องยังมีโอกาสมาแบ่งส่วนแบ่งกัน
ตู้อวี๋ถามว่ำทำเรื่องประเภทนี้จะไม่ถูกลากตัวไปตัดหัว แม้กระทั่งโอกาสที่จะอธิบายก็ไม่มีจริงๆ หรือ?
ส่วนเรื่องส่วนแบ่งอะไรนั่น ตู้อวี๋ไม่กล้าคิดด้วยซ้ำ แล้วก็คร้านจะถามด้วย
เฉินหลี่บอกว่าปีนเข้าไปเถอะ ต้องไม่มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นแน่นอน
ตู้อวี๋เชื่อใจอิ่นกวานน้อยที่มาจากกำแพงเมืองปราณกระบี่ผู้นี้ จึงกัดฟันทำ
ฮ่าๆ อย่างมากก็แค่โดนซ่อมรอบหนึ่ง แลกมาด้วยโอกาสในการสร้างชื่อเสียงระบือไกลอยู่ในแจกันสมบัติทวีป
กลับบ้านเกิดไปก็มีเงินทุนในการคุยโวไปได้อีกหลายสิบปีแล้ว
เจ้าคงไม่ใช่ตู้อวี๋ จอมยุทธใหญ่อวี๋ที่กล้าปีนกำแพงเข้าไปพบราชครูเฉินหรอกนะ?!
เพิ่งจะข้ามกำแพงพลิ้วกายลงบนพื้นก็ถูกหญิงสาวคนหนึ่งที่บอกว่าตัวเองคือสาวใช้ของจวนราชครูมาเฝ้าตอรอกระต่ายอยู่ก่อนแล้ว
ต่อให้ตู้อวี๋จะหน้าหนาแค่ไหนก็ยังรู้สึกกระอักกระอ่วนอย่างถึงที่สุด นี่มันต่างจากการไปนั่งถ่ายบนถนนอย่างไร?
ตอนนั้นในใจของหรงอวี๋ก็ตกตะลึงอย่างหนักเหมือนกัน
แน่นอนว่านางต้องรู้สถานะและภูมิหลังของกลุ่มคนที่มาจากทะเลสาบกระบี่ฝูผิง
เพียงแต่เจ้าตู้อวี๋ไม่ยอมเดินเข้าประตูใหญ่มาดีๆ ดันทำลับๆ ล่อๆ ปีนกำแพงเข้ามาทำไม?
ก่อนหน้านี้หลิวเหล่าเฉิงแห่งแจกันสมบัติทวีปมาขวางอยู่หน้าประตูอย่างเปิดเผย
จากนั้นก็เป็นตู้อวี๋แห่งตำหนักขวานผีอุตรกุรุทวีปที่แอบปีนกำแพงเข้ามา?
หรงอวี๋พลันกระจ่างแจ้งอยู่ในใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ทางฝั่งของฮ่องเต้และราชสำนักก็จะเห็นว่าเป็นแค่ความวุ่นวายที่ฟ้าร้องดังฝนตกเบาแล้ว ถือว่ามีบันไดลงแล้ว?
หลิวเหล่าเฉิงกับตู้อวี๋ต่างก็เป็นคนรู้จักเก่าที่มาเยี่ยมเยือน ก็แค่ว่ำใช้วิธีการไม่เหมือนกันเท่านั้น
จวนราชครูย่อมมีวิธีจัดการเป็นของตัวเอง ทางฝั่งของราชสำนักไม่จำเป็นต้องซักไซ้เอาความอะไรแล้ว
ข้างกายฝั่งซ้ายฝั่งขวาของเฉินผิงอันคือเฉินหลี่กับเกาโย่วชิง
เขาหยิบตะเกียบมาเคาะหัวเฉินหลี่ ด่าขำๆ ว่ำ “เจ้านี่มันเจ้าเล่ห์เหลือเกิน ไปเรียนรู้มาจากใคร”
เฉินหลี่ยิ้มเอ่ย “อิ่นกวาน วันหน้าข้าจะต้องแวะมาที่แจกันสมบัติทวีบบ่อยๆ อยู่แล้ว
ก็ต้องไปมาหาสู่กับที่ว่าการในแต่ละพื้นที่ของราชสำนักต้าหลีอย่างเลี่ยงไม่ได้
เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เข้าวัดแล้วต้องจุดธูป นี่ก็คือกฎระเบียบ
ถึงอย่างไรก็ต้องจุดธูปอยู่แล้วถ้าอย่างนั้นก็จุดธูปดอกที่ใหญ่ที่สุดไปเลย ไม่สู้ให้ฮ่องเต้ต้าหลีคุ้นหน้าคุ้นตากัน มีความประทับใจที่พอใช้ได้ไว้ก่อน”
เกาโย่วชิงไม่รู้ว่าเฉินหลี่พูดอะไร แต่สุยจิ่งเฉิงกลับกระจ่างแจ้งอยู่ในใจมานานแล้ว
ก่อนหน้านี้ที่ตู้อวี๋ปีนกำแพง ศิษย์พี่หรงช่างก็อึ้งไปอย่างสิ้นเชิงแต่นางกลับเดาออกแล้วว่ำต้องเป็นศิษย์น้องเฉินหลี่ที่ออกความคิดอย่างแน่นอน
เฉินผิงอันพยักหน้า เอ่ยเตือนว่ำ “แต่ก็ต้องระวังแรงไฟสักหน่อย”
เฉินหลี่เอ่ย “อิ่นกวานเคยพูดตอนอยู่ในคฤหาสน์หลบร้อนว่ำ นี่ก็เหมือนการยัดหมากเม็ดหนึ่งเข้าไปในโถเก็บเม็ดหมากที่เต็มแน่น
เสียงแกรกกรากที่ดังเบาๆ ก็ล้วนเป็นการหยั่งเชิงและอ่านใจผู้คน”