กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1206.2 เปิดประตูพบโลกใบใหม่
เฉินผิงอันเอ่ย “ข้าอยู่ที่คฤหาสน์หลบร้อนไม่เคยพูดแบบนี้สักหน่อย”
เฉินหลี่กล่าว “เอาเป็นว่านอกคฤหาสน์หลบร้อนต่างก็พูดกันว่าเป็นความเห็นเฉพาะของอิ่นกวาน”
เฉินผิงอันเอ่ย “จำได้แล้ว ดูเหมือนว่าจะเป็นเจ้าคนเล่นหมากล้อมห่วยแตกอย่างหลินจวินปี้ที่เป็นคนพูด”
เฉินหลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงกระจ่างแจ้ง “มิน่าเล่าข้าถึงได้รู้สึกว่าคำพูดประโยคนี้พูดได้ไม่สาแก่ใจมากพอ
ก่อนหน้านี้มักจะคิดว่าตัวเองคิดตื้นเขินเกินไปหรือไม่ถึงไม่เข้าใจความหมายลึกล้ำที่ซ่อนอยู่ได้มากกว่านี้
ตอนนี้มาลองดูแล้วยังคงเป็นเพราะหลินจวินปี้ที่จงใจพูดให้ฟังดูสวยหรู ไม่รู้จักพูดให้ดีๆ
แม้ว่าพอจะมีความหมายอยู่บ้าง แต่กลับมีไม่มาก”
เฉินผิงอันยิ้มตาหยี “จำผิดไป ใส่ความหลินจวินปี้แล้ว เป็นข้าที่พูดเองจริงๆ”
เฉินหลี่อึ้ง “หา?”
เฉินผิงอันด่าขำๆ ไปว่า หาอะไรของเจ้า กินข้าวไปเลย
เฉินหลี่เหล่ตามองเกาโย่วชิงที่อยากหัวเราะแต่ไม่กล้า ฝ่ายหลังดึงชายแขนเสื้อของอิ่นกวาน
เฉินผิงอันก็ยกฝ่ามือตบลงบนหัวเฉินหลี่ทันที ด่าไปอีกประโยคว่า ดีแต่ข่มขู่ศิษย์น้องของเจ้า ดูเจ้าภูมิใจเข้าสิ!
ในที่สุดเกาโย่วชิงก็หาที่พึ่งได้แล้ว เด็กสาวยิ้มตาหยี คีบอาหารให้อิ่นกวาน
เฉินหลี่พึมพำว่าเจ้าตัวขี้ประจบ แล้วรีบเอียงหัวหลบทันใดราวกับคาดเดาเหตุการณ์ได้ล่วงหน้า
คิดไม่ถึงว่าอิ่นกวานไม่มีท่าทีจะลงมือเลย เฉินหลี่ขุ่นเคือง ยกจอกเทพีบุปผาขึ้นมาดื่มเหล้าอีกอึก
เฉินผิงอันเล่าเรื่องของจวนเฉวียนฝู่ แห่งนครบินทะยานและเกาเย่โหวให้เกาโย่วชิงฟัง
เกาโย่วชิงเงี่ยหูตั้งใจฟัง พอได้ยินอิ่นกวานนำคำกำชับที่ค่อนข้างจะจู้จี้ของพี่ชายมาบอกต่อให้นางฟัง บอกให้นางระวังโน่นระวังนี่ เด็กสาวก็ยู่หน้า น้ำตาคลออยู่ในดวงตา
บนโต๊ะเหล้าล้วนมีแต่คนกันเอง แน่นอนว่าเรื่องที่พูดคุยกันย่อมไม่มีข้อห้ามอะไรบรรยากาศผ่อนคลายเหมือนงานเลี้ยงในบ้าน
พวกเขาถือโอกาสพูดไปถึงการขายชุดคลุมอาคมและกำไลข้อมือระหว่างทะเลสาบกระบี่ฝูผิงกับจวนไฉ่เชวี่ย
“เซียนกระบี่หรง มีความคิดที่จะมาเป็นผู้ถวายงานแขวนชื่ออยู่ในต้าหลีได้รับเงินเปล่าๆ บ้างหรือไม่?”
เซียนกระบี่หรง? หรงช่างที่เป็นผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตก่อกำเนิดทำสีหน้ามีเลศนัย
หากจะบอกว่าตนสามารถเป็นผู้ถวายงานบันทึกชื่อของราชสำนักต้าหลีได้จริง ได้รับป้ายสงบสุข ก็ถือเป็นเรื่องที่สร้างความมีหน้ามีตาให้กับอาจารย์
เฉินผิงอันอธิบาย “ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ เรียกขอบเขตหยกดิบว่าเซียนกระบี่นั่นคือคำด่า เรียกขอบเขตเซียนดินว่าเซียนกระบี่นั่นคือการอวยพรล่วงหน้า”
หรงช่างยิ้มพยักหน้าเอ่ย “ราชครูเชื้อเชิญด้วยตัวเอง ข้าเองก็ไม่เล่นตัวแล้ว จะรับเป็นผู้ถวายงานนี้ให้”
เฉินหลี่เอ่ย “ศิษย์พี่หรง ประโยคแรกของอิ่นกวานเป็นความจริง แต่ประโยคที่สองจะใช้ได้ผลก็ต่อเมื่ออยู่ในร้านเหล้าของเถ้าแก่รองเท่านั้น
ออกจากร้านเหล้าไปแล้วก็ยังมีความหมายเป็นคำด่าอยู่ดี”
หรงช่างไม่ถือสา เอ่ยว่า “มีโอกาสจะต้องไปที่ร้านเหล้าในนครบินทะยานร้านนั้นสักหน่อย อิ่นกวาน พวกเราดื่มหมดจอก?”
เฉินผิงอันยิ้มพลางชนจอกกับเขา หลังจากต่างคนต่างดื่มเหล้าในจอกแล้วก็เอ่ยประโยคหนึ่งว่า
“ผู้ฝึกกระบี่ของกำแพงเมืองปราณกระบี่และของอุตรกุรุทวีป จะดื่มเหล้ายังต้องการเหตุผลอีกหรือ?”
ประโยคนี้ดูเหมือนว่าจะมีฤทธิ์แรงยิ่งกว่าสุราใดๆ หรงช่างจึงตัดสินใจได้แล้วว่าจะดื่มให้เต็มคราบ
หรงช่างคอแข็งไม่เบา เพียงแต่พฤติกรรมหลังดื่มเหล้าออกจะแย่ไปสักหน่อย
ลูกศิษย์คนแรกของลี่ไฉที่เดิมทีทำอะไรหนักแน่น พูดจาระมัดระวัง ถึงท้ายที่สุดกลับเริ่มบ่นอาจารย์ของตัวเองแล้ว
เฉินหลี่กลอกตามองบน บอกกับเกาโย่วชิงว่าห้ามเอาไปฟ้องเด็ดขาด
ก่อนเขาจะพาศิษย์พี่ใหญ่ที่โวยวายว่าข้าไม่เมา ข้ายังดื่มได้อีกออกไป
สุยจิ่งเฉิงลังเลเล็กน้อย นางก็ลุกตามออกไปเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่าไม่ย้อนกลับมาที่โต๊ะเหล้านี้แล้ว
นางไปขอให้แม่ครัวในจวนราชครูที่ชื่อว่าอวี๋ชิ่งช่วย เหล้ามื้อนี้ยังต้องดื่มกันอีกนาน
นางช่วยทำกับแกล้มมาให้สองสามจาน แล้วยังแย่งยกไปที่โต๊ะด้วยตัวเอง ปากนางก็ยังบอกด้วยว่าฝีมือของพี่อวี๋ชิ่งไม่เลวเลยจริงๆ
ตู้อวี๋ดื่มจนเมากรึ่มๆ แล้ว จึงเตรียมจะสลัดรองเท้าหุ้มแข้ง นั่งขัดสมาธิบนม้านั่งยาว
แต่กลับนึกขึ้นได้กะทันหันว่าที่นี่คือจวนราชครู ไม่ใช่สถานที่ที่จะกินเนื้อชิ้นใหญ่ดื่มเหล้าชามโตอะไรได้
เฉินผิงอันบอกกับเขาว่าทำตัวตามสบายได้เลย ตู้อวี๋ลังเลเล็กน้อย สุดท้ายก็ทำตามคำบอก
จอมยุทธใหญ่ตู้ผู้นี้ ทุกวันนี้ยังคงไม่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในอุตรกุรุทวีป แต่กลับพอจะมีชื่อเสียงเล็กๆ น้อยๆ อยู่ในยุทธภพบ้างแล้ว
เป็นคนดีที่เห็นความอยุติธรรมเมื่อไหร่ก็ชักดาบเข้าช่วยเหลือ ระมัดระวังยิ่งกว่าคนที่เป็นโจรเสียอีก
ปิดหน้าปิดตาอยู่ตลอด แล้วยังไม่เอ่ยอะไรสักคำเดียว ช่วยคนเสร็จก็เผ่นหนี
ลงมือด้วยความเร็วที่ฟ้าผ่าไม่ทันป้องกันหู แต่กลับใช้ความเร็วทะยานลมหนีไปไวยิ่งกว่า
ปีนั้นเฉินคนดีได้ “ขอความรู้อย่างนอบน้อม” เรื่องยันต์สองแผ่นที่เป็นวิชาลับไม่แพร่งพรายและยิ่งเป็นวิชาสืบทอดมาจากทางตระกูลของตำหนักขวานผีจากตู้สามกระบวนท่าที่หากไม่ตีกันก็ไม่รู้จักกัน
ได้แก่ยันต์แบกศิลาและยันต์รอยหิมะ
คราวก่อนฝูลู่อวี๋เสวียนมาเป็นแขกที่ภูเขาลั่วพั่ว โอกาสหาได้ยาก เฉินผิงอันจึงจงใจปิดบังรากฐานของยันต์ วาดยันต์ให้ดูสองแผ่น ไม่สนใจเลยสักนิดว่าจะเป็นที่ขบขันของผู้อื่น
ผู้เชี่ยวชาญแค่ลงมือก็ทันทีรู้ว่ามีหรือไม่มีฝีมือ อวี๋เสวียนมีแววตาที่ยอดเยี่ยมถึงเพียงใด
เขาหยิบยันต์รอยหิมะแผ่นนั้นขึ้นมา ถามหยั่งเชิงว่ำ “ผินเต้าเคยแสดงฝีมือวาดยันต์ค้ำจุนขุนเขา สหายเฉินมีใจแล้ว ยังเพิ่มอักขระเฟยเหนี่ยวบางส่วนเข้ามาด้วย”
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เฉินผิงอันได้รู้ความลับที่ไม่คาดฝันเรื่องหนึ่งทางอ้อม
มีความเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าบรรพบุรุษผู้บุกเบิกภูเขาของตำหนักขวานผีจะเคยไปเยือนขุนเขาของหลิวเสียทวีปลูกนั้น แล้วได้เห็นยันต์แผ่นนั้นกับตาตัวเองมาก่อน
ภายใต้โชควาสนานำพาจึงเกิดความเข้าใจและความคิดบางประการ แล้วสร้างยันต์ขึ้นมาตามมุมมองของตัวเอง?
อวี๋เสวียนให้คำวิจารณ์ยันต์นี้ว่ำ “นับว่าพอใช้ได้ พอจะมีความหมายอันศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้าง”
เพราะถึงอย่างไรก็เป็นยันต์ที่สหายเฉินวาดขึ้นเองกับมือ ก็ควรต้องไว้หน้ากันบ้าง
จะพูดไปตรงๆ ว่าพอจะมีฝีมืออย่างผิวเผิน ยังไม่ถือว่าข้ามธรณีเดินเข้าห้องอย่างแท้จริงก็คงไม่ได้
แต่ด้วยนิสัยของอวี๋เสวียนและความหมายที่เขามีต่อสายยันต์ในไพศาล บวกกับความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกับเฉินผิงอันแล้ว
อวี๋เสวียนจึงยังอดไม่ไหวพูดความจริงอย่างนุ่มนวลว่ำชื่อเรียกของยันต์ทั้งสองล้วนดีกว่าตัวยันต์เอง
ความนัยที่ซ่อนอยู่ก็คือในด้านการตั้งชื่อ สหายเฉินถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆ
ส่วนระดับขั้นของยันต์สรุปแล้วว่าเป็นอย่างไร แค่เจ้ากับข้ารู้กันอยู่ในใจก็พอ
แต่ไม่รู้เลยว่าเฉินผิงอันกำลังรอฟังประโยคนี้จากเจินเหรินผู้เฒ่าอยู่
เฉินผิงอันจึงถือโอกาสนี้ขอให้อวี๋เสวียนวาดยันต์ทั้งสองแผ่น
แน่นอนว่าต้องให้มีความหมายอันศักดิ์สิทธิ์ที่สมบูรณ์แบบด้วย
แล้วเฉินผิงอันถึงได้บอกความเป็นมาของยันต์นี้ให้เจินเหรินผู้เฒ่าฟัง อวี๋เสวียนได้ยินแล้วก็หัวเราะเสียงดัง
ทั้งรู้สึกว่าน่าสนใจ แล้วก็รู้สึกมีความสุขด้วย
ต้องรู้ว่าสำหรับนักพรตที่บุญกุศลคุณูปการสมบูรณ์พร้อม ได้ผสานมรรคากับขอบเขตสิบสี่อย่างอวี๋เสวียนแล้ว
เรื่องน่าสนใจที่มองดูคล้ายเป็นเรื่องเล็กนี้ กลับเป็นการเกาถูกที่คันอย่างแท้จริงพอดี
ไม่อย่างนั้นพูดถึงแค่ศึกที่ฝูเหยาทวีป ในเมื่อคนอื่นเป็นคนพูด
ตัวของเจินเหรินผู้เฒ่าเองก็ไม่สะดวกจะทำอะไรมาก เพราะต้องรักษาท่าทีวางตัวให้เหมาะสม
แน่นอนว่าเจินเหรินผู้เฒ่าก็จดจำพรรคเล็กๆ อย่างตำหนักขวานผีที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนไว้แล้ว
ตอนนั้นเฉินผิงอันคิดว่าวันหน้าจะเอาไปมอบให้ตู้อวี๋ เป็นคนดีอยู่ในยุทธภพ นี่ก็คือของจำเป็นที่ต้องเตรียมไว้ใช้ในเวลาที่จำเป็น
แต่ก็พอจะเดาความคิดของตู้อวี๋ออก ยันต์คุ้มกันกาย ยันต์ช่วยชีวิตยามที่ลงจากภูเขาไปฝึกประสบการณ์?
คิดอะไรน่ะ ต้องเอายันต์เซียนยันต์ใหญ่สองแผ่นนี้ไปวางไว้บนโต๊ะบูชาในศาลบรรพจารย์ของตำหนักขวานผี บูชาให้ดีๆ อยู่แล้ว!
ในเมื่อได้เจอหน้ากันแล้ว เฉินผิงอันจึงตบยันต์สองแผ่นลงบนโต๊ะ
“กฎเดิม มอบให้เจ้าแล้ว โชคดีที่ข้าเก็บแยกไว้ ไม่อย่างนั้นเจ้าคงไม่ได้เห็นหน้ายันต์ดีๆ สองแผ่นนี้แล้ว”
ตู้อวี๋กระดกก้นยื่นมือไปหยิบยันต์มา บุรุษที่ดวงตาปรือปรอยเพราะความเมาสะบัดศีรษะอย่างแรง ถ่างเปลือกตาขึ้นมอง “ใครเป็นคนวาด?”
เฉินผิงอันตอบ “ฝูลู่อวี๋เสวียนวาดเองกับมือ”
ตู้อวี๋อึ้งตะลึง ตะโกนเสียงดังสนั่นฟ้ำ “อะไรนะ? ใครวาดนะ?!”
ทั่วทั้งจวนราชครูต่างก็ได้ยินเสียงตะโกนของ “นักฆ่า” คนนี้
พวกขุนนางหนุ่มที่กินอาหารกลางวันในโถงว่าการแล้วกลับมาเริ่มทำงานกันอีกครั้ง
พวกเขาต่างก็ประหลาดใจอย่างมากว่าเป็นเทพเซียนจากฝ่ายใด ถึงกับทำตัวตามสบาย พูดจาตามสบายได้ขนาดนี้?
หรงช่างถูกประคองให้มานั่งบนม้านั่งหินใต้ต้นสนของเรือนชั้นสอง เขานอนฟุบอยู่บนโต๊ะ ส่งเสียงกรนดังลั่นราวเสียงฟ้าร้อง
เกาโย่วชิงไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมศิษย์พี่หรงถึงได้ดื่มหนักขนาดนี้
เฉินหลี่สอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อเหมือนกำลังจีบหลับ แต่กลับเอ่ยว่า “ศิษย์พี่ใหญ่รู้สึกมาโดยตลอดว่าตัวเองไม่คู่ควรกับคำเรียกขานว่าลูกศิษย์คนแรก”
ทางฝั่งของห้องครัว อวี๋ชิ่งสะบัดมือ เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อน
นางมองสุ่ยจิ่งเฉิงที่ช่วยเก็บกวาดจานชามอยู่ตลอดเวลา สตรีลักษณะอ่อนโยนนุ่มนวลถามเสียงเบาว่า “สุยจิ่งเฉิง ไยต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยล่ะ”
สุยจิ่งเฉิงพลันคลี่ยิ้มกว้างดุจบุปผาผลิบาน แต่กลับถามคำถามประหลาดกับแม่ครัวคนนั้นว่า “แล้วเจ้าล่ะ”
อวี๋ชิ่งหลุดหัวเราะพรืด ส่ายหน้ากล่าว “อะไรกับอะไรกันนี่”
หลินโส่วอีขอความรู้เรื่องการสอบจากเฉาฉิงหล่างอยู่ในห้อง
พวกอวี๋สืออู้อยู่ในห้องโถงแห่งหนึ่งที่หรงอวี๋ยกให้พวกเขาโดยเฉพาะ
แต่ละคนแบ่งงานกันอย่างชัดเจน ต่างคนต่างตรวจสอบเอกสารคัดลอกลงสมุด
นอกจากนี้สวี่เจียวเชี่ยกับเซียวสิงก็มักจะด่ากันเองเสมอโดยที่ไม่ถ่วงรั้งการทำงาน
หน้าประตูห้องด้านข้าง เซี่ยโก่วเอ่ย “หากยังดื่มแบบนี้ต่อไป เจ้าขุนเขาต้องถูกมอมเหล้าจนเมาแน่ จะทำอย่างไรดี?”
เสี่ยวโม่ยิ้มเอ่ย “ถ้าอย่างนั้นก็ดื่มสิ เมาสิถึงจะดี”
เซี่ยโก่วกล่าว “เจ้าจับตามองเจ้าขุนเขาหน่อย ข้าจะไปเดินเล่นที่ระเบียงพันก้าว
จ้วงหยวนจิ้นซื่อหลายคนต่างก็อยู่ที่นั่น ไปสัมผัสกลิ่นอายบุ๋นสักหน่อย ไม่แน่ว่าวันหน้าที่ต้องเขียนบันทึกท่องเที่ยวอีกก็จะเหมือนมีเทพช่วยเหลือ ยิ่งมีวรรณศิลป์ไพเราะเปี่ยมด้วยชั้นเชิง…”
เสี่ยวโม่เอ่ย “เจ้าอยู่ที่นี่อย่างสงบ อย่าไปไหนเด็ดขาด”
ดื่มกันไปจนถึงท้ายที่สุด บนโต๊ะก็เหลือแค่เฉินคนดีกับจอมยุทธใหญ่ตู้เท่านั้น
จากลากันยามที่เมฆล่องลอย ฤดูใบไม้ร่วงในโลกมนุษย์ผ่านไปหลายครา ดอกไม้บานดอกไม้ร่วงไปหลายหน รวงข้าวเหลืองไปกี่รอบแล้ว?
ตู้อวี๋ดื่มจนเหมือนชายขี้เมาติดเหล้า บอกว่าหลายปีมานี้เขาท่องอยู่ในยุทธภพ ทำเรื่องดีที่น่าอกสั่นขวัญผวาก็รู้สึกว่าลำบากมากแล้ว
ถ้าอย่างนั้นพี่ชายคนดีล่ะ ลำบากหรือไม่ หากเจ้าบอกว่าไม่ลำบาก
ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ยังไม่เมา ดูแคลนข้าตู้อวี๋ ไม่เห็นข้าเป็นสหายอย่างแท้จริง พวกเราชนกันอีกรอบ…
ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะ บุรุษชุดเขียวมีสีหน้าอ่อนใจ สายตาอ่อนโยน แค่พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม
ยกจอกเหล้าขึ้น บอกว่าได้เลยๆ ชนกันหน่อย ชนกันหน่อย