กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1206.3 เปิดประตูพบโลกใบใหม่
เรือนส่วนตัวที่อยู่ใกล้กับศาลเทพีบุปผาหลังนั้น สาวใช้คนเฝ้าประตูพลันสังเกตเห็นว่าเจ้าของเรือนยืนอยู่บนถนนนอกประตู
ไม่รู้ว่าทำไมถึงไม่ได้บอกให้นางเปิดประตู อันที่จริงนางไม่รู้ตัวตนที่แท้จริงของเทพเซียนผู้เฒ่าท่านนี้ รู้แค่ว่าแซ่หลิว
ก่อนหน้านี้บุรุษสวมชุดลัทธิขงจื๊อที่บอกว่าตัวเองชื่อโจวโซ่ว ฉายาฮู้ฮวาคนนั้น
ตอนที่มาเยือนได้พูดถึงเกาะกงหลิ่ว ยังบอกด้วยว่ามาหาเทพเซียนผู้เฒ่าหลิวกับเจ้าประมุขผู้เฒ่าเกา
นางจึงเก็บมาใส่ใจ ในใจรู้สึกเป็นกังวล ต้องรู้ว่าบนเกาะกงหลิ่วทุกวันนี้ ผู้ฝึกตนทำเนียบแซ่หลิวที่มีชื่อเสียงมากที่สุด
แน่นอนว่าคือเจ้าประมุขรุ่นที่สามของสำนักเจินจิ้งหลิวเหล่าเฉิงอดีตผู้ครองทะเลสาบซูเจี่ยน!
นางพลันไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี หากผู้เฒ่าคือหลิวเหล่าเฉิงจริง ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่าชีวิตตนตกอยู่ในความเสี่ยงตลอดเวลาหรอกหรือ
ยังดี ยังไม่เคยได้ยินว่าหลิวเหล่าเฉิงมีงานอดิเรกชอบสร้างเตาหลอม
จะว่าไปแล้วหากเขาคือหลิวเหล่าเฉิงจริง ถ้าอย่างนั้นยันต์ที่นักพรตเฒ่าซึ่งมาเป็นแขกที่นี่มอบให้ ถูกนักพรตเฒ่าคุยโวจนถึงฟ้าแล้ว
คงไม่ใช่ว่าเป็นยันต์วิเศษที่มีมูลค่าควรเมืองชิ้นหนึ่งจริงๆ หรอกนะ?
สาวใช้ที่เฝ้าหน้าประตูสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุดนิ่ง นางถึงกับโง่งมไป ลืมไปแล้วว่าต้องเปิดประตู
รอกระทั่งนางคืนสติกลับมาแล้วก็เห็นว่าบุรุษสวมชุดลัทธิขงจื๊อที่ชื่อว่าโจวโซ่วผู้นั้นได้เปิดประตูแล้วมายืนอยู่บนขั้นบันไดแล้ว
บุรุษปรบมือพลางเอ่ยชื่นชมไปด้วยว่ำ “อันดับแรกก็ใช้ยันต์กักกระบี่มาสยบขวัญข้าผู้แซ่เจียง
ใช้วิชาน้ำกักตัวชุยตงซานเจ้าขุนเขาคนแรกของสำนักกระบี่ชิงผิง
จากนั้นต่อสู้ตัวต่อตัวกับหลิวทุ่ยเจ้าสำนักเทียนเหยาเซียงโดยที่ยังไม่ตกเป็นรอง
ต่างคนต่างร่ายวิชาอภินิหาร ผลัดกันสู้รบในพื้นที่พันลี้ มองเมินค่ายกลใหญ่ของเมืองหลวงต้าหลี
เดินอาดๆ ไปถึงนอกประตูของจวนราชครู
ถูกเซี่ยโก่วผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่วแทงไปหลายกระบี่ก็ยังไม่ตาย ยังมีชีวิตกระโดดโลดเต้นออกมาจากจวนราชครูได้
พี่ใหญ่หลิว นี่คือเซียนเหรินเสียที่ไหน เห็นได้ชัดว่าคือบินทะยานแข็งแกร่งที่ขาดอีกแค่ครึ่งก้าวก็สามารถผสานมรรคาได้แล้ว!”
บุรุษที่เรียกตัวเองว่าเป็นผู้ฝึกตนอิสระของทะเลสาบซูเจี่ยนไม่ได้ใช้เสียงในใจ
สาวใช้คนเฝ้าประตูได้ยินแล้วก็หน้าเผือดสี เวียนหัวตาลาย ยื่นมือไปจับประคองประตูไว้
นางน้ำตาคลอเจียนจะหยด ไฉนชีวิตตนถึงได้รันทดขนาดนี้นะ
บุคคลที่ชื่อเสียงฉาวโฉ่ระบือไกลทั้งยังมีวิชาอภินิหารเลิศล้ำค้ำฟ้าอย่างหลิวเหล่าเฉิง
ไม่ว่าเขาไปเยือนที่แห่งไหน ที่แห่งนั้นก็คือทะเลสาบซูเจี่ยน
เด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาที่มีไฝแดงกลางหว่างคิ้วยืนอยู่นอกประตูเรือน
ชายแขนเสื้อสีขาวหิมะสองข้างยาวมาก ยาวจนแทบจะสัมผัสพื้น ยิ้มพูดปลอบใจว่ำ
“พี่สาวท่านนี้ มีข้าอยู่ด้วย ไม่ต้องกลัวหรอกนะ
โจรเฒ่าที่ความชั่วมากมายจนต่อให้ใช้ไม้ไผ่เขียนจนหมดก็ยังบันทึกความชั่วร้ายไม่หมดอย่างหลิวเหล่าเฉิงผู้นี้ ใครเห็นก็อยากสังหาร
เจ้าและข้าสองพี่น้องแค่พบหน้าก็ถูกชะตากันทันใด ถ้าอย่างนั้นเราสองคนก็ร่วมแรงร่วมใจกัน ย่อมต้องจัดการเจ้าโจรชั่วผู้นี้ ช่วยกำจัดภัยร้ายให้กับชาวบ้านได้แน่นอน
นับแต่นี้ไปในยุทธภพก็จะมีเรื่องเล่าขานอันงดงามเกี่ยวกับจอมยุทธเด็กหนุ่มคนหนึ่งกับจอมยุทธเด็กสาวคนหนึ่งที่เป็รดั่งสองกระบี่ผสานเป็นหนึ่งสังหารโจรชั่วหลิวเหล่าเฉิง”
สาวใช้คนเฝ้าประตูมองประเมินเด็กหนุ่มชุดขาวซ้ำไปซ้ำมา นางอึ้งค้างไร้คำพูด เจ้าสมองมีปัญหาหรืออย่างไร
หลิวเหล่าเฉิงก็คร้านจะใช้เสียงในใจ เขาพูดอย่างตรงไปตรงมาว่ำ
“เจ้าขุนเขาและอาจารย์ของพวกเจ้าเพิ่งบอกแล้วว่าเขาติดค้างปลาจี้ฤดูหนาวข้าหนึ่งตัว หลังจากนั้นพวกเจ้าสองคนถึงจะมีโอกาสลงมือ”
เจียงซ่างเจินเอ่ยอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “พี่ใหญ่หลิวหนอพี่ใหญ่หลิว เจ้าคนนี้ช่างแยกแยะไม่ได้เสียเลย
ชอบเห็นความหวังดีเป็นประสงค์ร้าย ข้ามาเยือนครั้งนี้ จนถึงยามที่เจ้าชักสีหน้าไม่จำคนตั้งแต่ต้นจนจบ มีประโยคไหนที่บอกว่าจะฆ่าจะแกงกันบ้าง?
เดิมทีก็จะปรึกษากับเจ้าดีๆ ร่วมมือกันทำการค้าดีๆ อยู่แล้ว
สำนักเจินจิ้งและทะเลสาบซูเจี่ยนไม่มีพื้นที่ให้เจ้าหยัดยืน แต่นอกทะเลสาบซูเจี่ยนคือฟ้าสูงแผ่นดินกว้างใหญ่ถึงเพียงใด
ด้วยขอบเขต นิสัยใจคอและวิธีการของเจ้าหลิวเหล่าเฉิง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลงานการสู้รบที่สามารถต่อสู้กับเซียนเหรินสองคน บินทะยานสองคนตัวคนเดียวได้
ก็แค่ต้องเปลี่ยนหน้าตาและสถานะใหม่เท่านั้น ไม่ว่าไปอยู่ที่ไหน ภายในเวลาสองสามร้อยปีก็ล้วนสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้งไม่ใช่หรือ?”
หลิวเหล่าเฉิงกล่าว “จริงดังคาด พวกเจ้าจงใจบีบให้ข้าเป็นฝ่ายไปพบเฉินผิงอันที่จวนราชครูด้วยตัวเอง”
เจียงซ่างเจินชี้ไปยังเด็กหนุ่มชุดขาวที่กำลังเอนกายพิงประตูซุบซิบอยู่กับสตรี
“น่าจะเป็นความต้องการของเขา ข้าไม่ได้คิดอะไรยาวไกลขนาดนั้น
แรกเริ่มก็มาเพื่อคุยเรื่องการค้ากับเจ้า ในเมื่อข้ายอมเอาพื้นที่มงคลถ้ำเมฆามาแลกเปลี่ยนกับสำนักเจินจิ้ง
ถ้าอย่างนั้นข้าก็ย่อมยินดีจะเปิดราคาที่ดีแก่เจ้า
น่าเสียดายที่เจ้าขี้ระแวง จิตสังหารเข้มข้น ข้ายังจะมีวิธีอะไรอีกเล่า
แน่นอนว่านาทีที่เจ้าไปเยือนจวนราชครู ข้าก็คิดอยากจะสังหารหลิวเหล่าเฉิงจริงๆ แล้ว”
สตรีผู้นั้นได้ยินก็ยิ่งตกใจจนหน้าซีดขาว เรือนกายอรชรของนางสั่นเทิ้มราวร่อนตะแกรง [ สั่นเพิ่มราวร่อนตะแกรง ]
“โจวโซ่ว” ผู้นี้ถึงกับเป็นเจียงซ่างเจิน เจ้าประมุขสกุลเจียงพื้นที่มงคลถ้ำเมฆาท่านนั้น…..
ชุยตงซานยื่นมือมาป้องข้างปาก เอ่ยว่า “พี่สาว เจ้าวางใจได้เลย
อันที่จริงข้ากับเจ้าโจรสุนัขเจียงผู้นี้ไม่ใช่พวกเดียวกัน ภายนอกปรองดองภายในห่างเหิน แสร้งสวมรอยเป็นพี่น้องกันเท่านั้น
อันที่จริงข้าอดทนข่มกลั้นความอัปยศแบกรับภาระใหญ่หลวงมานานหลายปีแล้ว กำลังรอโอกาสเหมาะๆ ที่จะสังหารอีกฝ่ายให้ตายในคราเดียว”
สตรีพูดเสียงสะอื้นไห้ “เจ้าโกหก เจียงซ่างเจินคือผู้ถวายงานอันดับหนึ่งของภูเขาลั่วพั่ว
เจ้าชื่อชุยตงซาน คือเจ้าสำนักของสำนักกระบี่ชิงผิงในใบถงทวีป ข้าเคยได้ยินมาก่อน…”
“ที่แท้พี่สาวก็รู้ว่าข้าชื่อตงซานหรือนี่”
ชุยตงซานหัวเราะหึ ยื่นมือออกไป สาวใช้หยิบยันต์แผ่นนั้นออกมาจากชายแขนเสื้อยื่นส่งให้เขาแต่โดยดี
ชุยตงซานรับยันต์ที่ยามโอสถทองหมุนแปดรอบ ผู้ฝึกตนจะได้รับการชักนำจากเซียนให้ไปเยือนจวนสีม่วงตำหนักสีชาดมา
เดินก้าวข้ามธรณีประตูไป ไปนั่งแปะลงบนเก้าอี้ ยกมือขึ้นเอ่ยว่ามาปรนนิบัติหน่อย
ผู้ฝึกตนหญิงอึ้งตะลึง ก่อนจะรีบช่วยส่งพู่กันกระดาษ แท่นฝนหมึกไปให้
ชุยตงซานตวัดพู่กันรัวเร็วราวกับบิน เขียนคาถาลงไปบทหนึ่งเป่าเบาๆ ให้น้ำหมึกแห้ง หัวเราะหึหึแล้วยื่นส่งให้นาง
เมื่อครู่นี้สตรีลองเหลือบไปอ่านเนื้อหาก็ดูเหมือนว่าจะเป็นคำอธิบายอย่างละเอียดว่าควรจะใช้ยันต์อย่างไร?
นางลังเลใจ แต่ก็ปลุกความกล้ายื่นมือออกไปรับกระดาษแผ่นนั้น คาดไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มชุดขาวจะชักมือกลับ นางจึงอึ้งค้างอยู่กับที่
ชุยตงซานใช้เสียงในใจเอ่ย “พี่สาวเอ๋ย พวกเราคือใครกับใครกันล่ะ ไม่ต้องเสแสร้งแล้ว
ข้าคือลูกศิษย์ของอาจารย์ เจ้าคือสายลับของเขา หากจะพูดถึงความสัมพันธ์ก็ถือว่าเป็นญาติกันได้
พวกเราพี่สาวน้องชายอันที่จริงก็คือคนบนเส้นทางเดียวกันที่เดินออกมาจากตรอกหนีผิงเหมือนกันนะ”
นางทำหน้าเหลอหลา
ชุยตงซานลุกขึ้นยืน ยิ้มพลางยื่นกระดาษส่งไปให้ “รับไว้เถอะ ไม่ร้อนลวกมือ ลำบากพี่สาวแล้ว ถือเสียว่าเป็นค่าตอบแทนที่เบิกใช้ก่อนล่วงหน้าก็แล้วกัน”
ในใจหลิวเหล่าเฉิงพรั่นผวา สาวใช้คนเฝ้าประตูที่ไม่สะดุดตาคนนี้ถึงกับเป็นเจ้าตะพาบน้อยกู้ช่านที่ส่งตัวเข้ามา?
จะเป็นไปได้อย่างไร ตนซื้อเรือนที่อยู่ใกล้กับศาลเทพีบุปผาหลังนี้ เป็นความคิดที่เกิดขึ้นกะทันหัน
ไม่ถูกสิ คนที่กู้ช่านจับตามองอย่างแท้จริงก็คือสหายบนมรรคาที่ตนเคยเจอหน้าแค่ไม่กี่ครั้งผู้นั้น?
สืบสาวราวเรื่องกันแล้ว กู้ช่านก็ยังพุ่งเป้ามาที่ตนอยู่ดี?!
คนหนุ่มสวมชุดลัทธิขงจื๊อคนหนึ่งปรากฏตัวที่หัวมุม เดินมาทางนี้
เอ่ยกับสตรีคนเฝ้าประตูว่ำ “เจ้าออกไปจากที่นี่ทันที คราวหน้าข้าจะช่วยเปลี่ยนสถานะให้เจ้า”
ฝ่ายหลังพยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล แล้วไปจากตรอกเส้นนี้อย่างเงียบเชียบ
ชุยตงซานเอ่ยอย่างตกตะลึง “ทำได้อย่างไร?”
กู้ช่านพูดด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “หว่านแหกว้าง อาศัยดวง ขอแค่มีความอดทนดีพอ ปูพื้นมามากพอ เชื่อว่าจะต้องมีสักคนสองคนที่เอามาใช้งานได้ มีสักเรื่องสองเรื่องที่สำเร็จได้”
เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย “พี่ใหญ่หลิว คนที่อยากกำจัดเจ้าอย่างแท้จริงมาแล้ว”
กู้ช่านประสานมือโค้งตัวคารวะหลิวเหล่าเฉิงก่อนแล้วค่อยยืดตัวขึ้น
ยิ้มบางๆ เอ่ยว่า “เจ้าเกาะหลิว ไว้เจอกันใหม่”
หลิวเหล่าเฉิงคลี่ยิ้มอย่างสง่างาม “ถ้าอย่างนั้นหากมีโอกาสพวกเราก็ต้องได้พบกันอีก”
หลิวทุ่ยมาที่หน้าประตู เอ่ยว่า “กู้ช่าน หวงฮวาเสินลูกศิษย์ของเจ้าเหมือนจะกำลังตามหาเจ้าอยู่
ก็คือผู้ฝึกตนอิสระที่ใช้ฉายาว่ำอูจิ้วผู้นั้น”
กู้ช่านหยุดเดิน กุมมือเป็นหมัดหลวมๆ ยิ้มเอ่ย “ขอบคุณเจ้าแห่งทวีปหลิวที่บอกเรื่องนี้”
หลิวทุ่ยเอ่ย “สถานะของเจ้าแห่งทวีปบนหน้ากระดาษ หากเจ้าต้องการ ก็เชิญเอาไปได้เลย”
กู้ช่านยิ้มบางๆ “ผู้อาวุโสไม่จำเป็นต้องยกให้ ผู้เยาว์ไม่จำเป็นต้องแย่งชิง
ควรจะเป็นของใครก็ย่อมต้องเป็นของคนนั้น บังคับฝืนใจกันไม่ได้ ช่วงชิงมาด้วยกำลังก็ไม่ได้”
หลิวทุ่ยพยักหน้า “เป็นข้าพูดผิดไป กลับไปถึงบ้านเกิดจะส่งจดหมายไปแจ้งเทียนเหยาเซียง แล้วข้าจะไปเยี่ยมเยือนสำนักฝูเหยา”
กู้ช่านเอ่ย “ผู้เยาว์รอต้อนรับท่าน”
หน้าประตูภูเขาของภูเขาลั่วพั่ว เด็กชายชุดเขียวนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ไผ่ สีหน้าสดใสมีชีวิตชีวา
เอ่ยกับนักพรตหนุ่มที่อยู่ข้างกายว่ำ “พ่อครัวเฒ่าบอกแล้วว่าพรุ่งนี้พวกเราก็สามารถออกเดินทางได้แล้ว”
เซียนเว่ยรีบหันตัวมาหา สองมือกุมเป็นหมัด “ขออวยพรล่วงหน้าให้การเดินทางของสหายจิ่งชิงราบรื่น ได้กินดื่มเที่ยวเล่นอย่างสนุกไปพร้อมกับหมี่ลี่น้อย”
เฉินหลิงจวินโบกมือเป็นวงกว้าง “นั่นมันแน่อยู่แล้ว”
จากนั้นเขาก็หัวเราะหึหึ เอ่ยว่า “จะบอกข่าวอีกอย่างหนึ่งให้เจ้ารู้ พี่ใหญ่จงก็จะออกท่องยุทธภพไปกับพวกเราด้วย”
เซียนเว่ยอ้าปากค้าง พี่ใหญ่จงไม่อยู่ในภูเขาลั่วพั่ว นั่นก็ไม่เท่ากับว่าไร้เสาหลักยึดเหนี่ยว วันหน้าหากพวกเขาอยากกินอาหารมื้อดึกจะทำอย่างไร?
เฉินหลิงจวินหัวเราะฮ่าๆ “หมี่ลี่น้อยได้ปรึกษากับหน่วนซู่โง่และพ่อครัวเฒ่าแล้ว ต่อให้จงเชี่ยนไม่อยู่ในภูเขาก็รับรองว่าพวกเจ้าจะมีอาหารมื้อดึกให้กินทุกมื้อ!”
เซียนเว่ยยิ้มบางๆ “ภูเขาลั่วพั่วมีผู้ถวายงานพิทักษ์ภูเขาเช่นนี้ ช่างเป็นความโชคดีจริงๆ”
เฉินหลิงจวินโยนกุญแจพวงหนึ่งให้กับนักพรต พูดด้วยความหวังดีว่ำ “เซียนเว่ย ข้าไม่อยู่ในภูเขา เจ้าก็อย่ารู้สึกเหงา
ข้าแอบขโมยหนังสือบางส่วนมาจากหอเก็บตำราของพ่อครัวเฒ่า ถุงใหญ่เลยนะ ล้วนอยู่ในห้องของข้า
มอบกุญแจให้เจ้าแล้ว เจ้าก็ไปเปิดห้องอ่านเอาเอง ร้อยกว่าเล่มเลยนะ พอให้อ่านอยู่แล้ว
คราวหน้าหากพ่อครัวเฒ่าพบว่าตำราหายไปเต้นผางด่าคน ตามหาตัวโจรขโมยตำรา เจ้ากับพี่น้องต้าเฟิงก็ไม่ต้องกลัว
ให้ผลักภาระมาที่ข้าได้เลย เชิญเปิดโปงข้าได้ตามสบาย ไม่แน่ว่าคืนนั้นพี่น้องทั้งหลายอาจจะยังได้กินอาหารมื้อดึกที่อุดมสมบูรณ์ก็เป็นได้นะ”
เซียนเว่ยรับกุญแจพวงนั้นมา ใส่ไว้ในชายแขนเสื้อเบาๆ กุมหมัดเอ่ยขอบคุณติดๆ กัน
แต่กลับถูกเด็กชายชุดเขียวบ่นว่าพี่น้องคนกันเอง ชอบทำเรื่องไร้สาระพวกนี้ ไม่ใจกว้างเอาเสียเลย
เฉินหลิงจวินพลันเอ่ยเตือนว่ำ “เซียนเว่ย หมี่ลี่น้อยไม่ให้ข้าบอกกับพวกเจ้าก่อน
บอกว่าค่อยให้หน่วนซู่ไปบอกให้พวกเจ้าไปที่เรือนพ่อครัวเฒ่าคืนพรุ่งนี้ อยากจะมอบความเรื่องน่ายินดีให้กับพวกเจ้า
เจ้าห้ามหลุดปากพูดไปนะ เซียนเว่ยเอ๋ย ทุกวันนี้เจ้าก็เป็นอาจารย์ของคนอื่นแล้ว ทำอะไรต้องให้รอบคอบกว่าเดิม รู้หรือไม่ พูดจาก็ต้องระมัดระวัง รู้หรือไม่?”
เซียนเว่ยพยักหน้ารับแรงๆ
เฉินหลิงจวินกึ่งเชื่อกึ่งกังขา “ข้าไม่อยากถูกหน่วนซู่โง่บ่นเอานะ นักพรตเซียนเว่ย เจ้าสาบานสิ”
เซียนเว่ยประกบสองนิ้ว ปลายนิ้วชี้ขึ้นฟ้า ทำท่าจะสาบาน
เฉินหลิงจวินหัวเราะก๊าก จะสาบานอย่างโง่งมจริงๆ หรือนี่ พวกเราสองพี่น้องคือใครกับใครกัน เด็กชายชุดเขียยกฝ่ามือขึ้น
นักพรตหนุ่มเข้าใจทันที ตีมือกับอีกฝ่ายเบาๆ
ดวงตะวันลอยอยู่กลางนภา
เรือป่ายโจวขนาดใหญ่โตมโหฬารจนมิอาจบรรยายได้ลำหนึ่ง ขับเคลื่อนผ่านไท่ซวีที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตสิ้นสุดไปช้าๆ
ริ้วกระเพื่อมเป็นระลอกที่เกิดจากเรือป่ายโจวกลับกลายเป็นคลื่นแห่งมหามรรคาที่กลบทับดวงดาวจำนวนนับไม่ถ้วน
เล่าลือกันว่าปรมาจารย์มหาปราชญ์คัดสรรและเรียบเรียงบทกวีขึ้นมาด้วยตัวเอง
ดังนั้นภายหลังจึงเกิดคำกล่าวว่าบทกวีสามร้อยไร้นิวรณ์ และในบรรดานั้นก็มีบทหนึ่งซึ่งไม่ปรากฏนามผู้แต่ง คือบท “เรือป่ายโจว”
จวนราชครู เฉินผิงอันที่ทั่วร่างอบอวลไปด้วยกลิ่นสุรานวดคลึงหว่างคิ้ว เขาดื่มไปเยอะมากจริงๆ
ยกห้องที่เอาไว้ใช้พักผ่อนให้กับตู้อวี๋ไปแล้ว เขาจึงได้แต่ไปงีบหลับในห้องหนังสือครู่หนึ่ง
ระหว่างที่กำลังสะลึมสะลือ เฉินผิงอันค้นพบว่าตัวเองมาอยู่หน้าประตูใหญ่สีทองบานหนึ่งซึ่งราวกับเชื่อมโยงฟ้าและดินเอาไว้
หน้าประตูแกะสลักตัวอักษรและภาพที่เก่าแก่โบราณไว้นับไม่ถ้วน
ยืนใคร่ครวญอยู่ที่เดิมอยู่นาน แต่เฉินผิงอันก็ยังไม่เข้าใจความนัยลึกล้ำที่ซ่อนอยู่
สองจิตสองใจอยู่พักใหญ่ เฉินผิงอันก็ยังร่ายกายธรรมออกมา ผลักประตูใหญ่เบาๆ ผลักไม่ออก กายธรรมก็ถอยหลัง
จากนั้นใช้สองหมัดทุบไปบนประตูแรงๆ ท่ามกลางฟ้าดินที่เงียบสงัด พลันมีเสียงดังลั่นเหมือนเสียงระฆังดังขึ้นมา
ประตูใหญ่ยังคงไม่ขยับเขยื้อนหลังจากนั้นเฉินผิงอันก็ใช้ทุกวิธีการที่มี ใช้กระบวนท่าเทพตีกลองสายฟ้า
ถึงขั้นใช้กระบี่บินแห่งชะตาชีวิต ประตูบานยักษ์ที่เชื่อมฟ้าและดินให้ติดกันก็ยังคงมั่นคงไม่ขยับดุจภูผา
มือกระบี่ชุดเขียวปักปิ่นหยกหอบหายใจฮักๆ สองมือเท้าเอว ชี้ไปที่ประตูแล้วก่นด่า “ศิษย์พี่ใหญ่ อย่าบีบให้ข้าต้องด่าคนนะ”
ปิ่นหยกที่ปีนั้นไม่รู้ว่ามาปักอยู่บนมวยผมของเด็กหนุ่มตั้งแต่เมื่อไหร่ เวลานี้ก็ไม่รู้ว่าไปจากมวยผมของมือกระบี่ชุดเขียวตั้งแต่เมื่อใดเช่นกัน
ประตูใหญ่เปิดออกช้าๆ
แต่เห็นได้ชัดว่ายังมีปราการที่มองไม่เห็นอีกชั้นหนึ่งกั้นขวางอยู่
ดูเหมือนว่าจะเป็นการบอกกับเฉินผิงอันที่อยู่ข้างนอกว่า ให้เจ้ามองแค่แวบเดียวเท่านั้น
คิดอยากจะเข้ามาข้างใน ก็ยังต้องมีกุญแจอีกดอก
เฉินผิงอันเงยหน้าพรวด แค่เห็นภาพที่อยู่ด้านในก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ
เพียงแค่อึ้งค้างไปชั่วเสี้ยววินาทีก็ตวาดเสียงดังอย่างเดือดดาล “ปิดประตู!”
นาทีถัดมาเฉินผิงอันค้นพบว่าตัวเองได้กลับมาอยู่ที่ห้องหนังสือแล้ว และยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้
ชีวิตคนเหมือนฝัน นับแต่อดีตจวบจนปัจจุบันก็ไม่มีความต่าง
ฝันใหญ่คราหนึ่งใครตื่นก่อน จงเปิดประตูเพื่อเห็นโลก “มนุษย์” ใบใหม่