กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1207.1 ช่างใหญ่สอนคนด้วยแบบแผน
เฉินผิงอันยื่นนิ้วออกมาดันไว้บนโต๊ะหนังสือ ท่องคาถาเบาๆ ว่า
“หลอม”
แสงสีทองจุดหนึ่งปรากฏขึ้นมาตรงจุดที่นิ้วและผิวโต๊ะสัมผัสกัน
พริบตานั้นจุดแสงสีทองก็กลายเป็นเส้นใยเล็กละเอียดจำนวนหลายหมื่นเส้น เหมือนงูสีทองหลายตัวที่เลื้อยลงน้ำไปพร้อมกันแล้วกลายเป็นเจียว
ฉับพลันนั้นก็แผ่ขยายออกไป ปกคลุมไปทั่ววัตถุทุกอย่างในจวนราชครู ทั้งภาพแผนที่ ผนัง เก้าอี้นั่ง พื้นอิฐ ระเบียง เสาคาน กระเบื้องแก้วใสสีมรกตแผ่นแล้วแผ่นเล่า รูปปั้นสัตว์บนหลังคา เครื่องประดับชายคา ตำราและเอกสารทุกอย่าง ฯลฯ…
นอกจากคนจำนวนน้อยนิดอย่างพวกเสี่ยวโม่ เซี่ยโก่ว ซ่งอวิ๋นเจียนแล้ว คนอื่นๆ ที่เหลือต่างก็สัมผัสไม่ได้ถึงความเคลื่อนไหวส่วนนี้
พวกเลขาธิการฝ่ายบุ๋นยังคงยกพู่กันเขียนตัวอักษร เงาแสงสีทองยังคงลอดทะลุต้นไม้สาดแสงลงบนพื้นเหมือนริ้วน้ำที่กระเพื่อมไหว
หลินโส่วอียังคงปรึกษาเรื่องการเลือกอ่านตำราประวัติศาสตร์และตำราการปกครองกับเฉาฉิงหล่าง
บริเวณใกล้เคียงจวนราชครูพลันมีฝุ่นขมุกขมัวปกคลุมขึ้นมาในเสี้ยววินาที ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตเล็กจ้อยที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
ทว่าภาพเหตุการณ์ผิดปกตินี้ก็หายวับไปในชั่วพริบตา
ทางฝ่ายของศาลเทพีบุปผา หลิวทุ่ยบอกว่าจะไปส่งหลิวเหล่าเฉิงด้วยตัวเอง
หลิวเหล่าเฉิงอยากพิสูจน์มรรคาบินทะยานไม่ใช่หรือ? ถ้าอย่างนั้นหลักการเดียวกัน เขาจะไม่อยากให้หลิวทุ่ยไสหัวไปไกลๆ หรอกหรือ?
เจียงซ่างเจินยิ้มเอ่ย “ความสัมพันธ์หลายอย่างล้วนมาจากการไม่ตีกันก็ไม่ได้รู้จักกัน”
ชุยตงซานเอ่ยอย่างเจ้าเล่ห์ “มันสมองที่ไหลออกมาสามารถเอามาดื่มเป็นเหล้าได้”
หลิวทุ่ยยิ้มบางๆ “ตอนเป็นเด็กหนุ่มเคยตั้งกฎไว้ให้ตัวเองข้อหนึ่ง เก้าทวีปของไพศาลในอนาคตจะต้องผูกมิตรรู้จักกับงูเจ้าถิ่นคนสองคนของทุกทวีป ทุกวันนี้ก็ขาดแค่แจกันสมบัติทวีปกับใบถงทวีปแล้ว”
หลิวเหล่าเฉิงเอ่ย “อยู่ในแจกันสมบัติทวีป ข้าไม่ได้ติดอันดับ”
เจียงซ่างเจินร้องเอ๊ะ ชุยตงซานกระโดดออกมาขวาง จ้องหลิวเหล่าเฉิงด้วยสีหน้าถมึงทึง
“นับแต่โบราณมาการสร้างผลงานอย่างเป็นรูปธรรมและการเป็นบัณฑิตผู้รอบรู้นั้นทำได้ยาก อาจารย์ของข้ามีครบทั้งสองอย่าง”
“นับแต่โบราณมาการมีความรู้ยิ่งใหญ่กับการเป็นพ่อค้าใหญ่นั้นทำได้ยาก อาจารย์ของข้ามีครบทั้งสองอย่าง”
“นับแต่โบราณมาการเป็นเซียนกระบี่พร้อมกับเป็นปรมาจารย์นั้นทำได้ยาก อาจารย์ของข้าเป็นครบทั้งสองอย่าง”
“เจ้าลองดูสิ อาจารย์ของข้าเก่งกาจถึงเพียงนี้ มีเพียงตอนอยู่ทะเลสาบซูเจี่ยนเท่านั้นที่ลำบากมากที่สุด ทำไมเจ้าเกาะหลิวถึงได้ดูถูกตัวเองนักเล่า?”
“เจ้าดูแคลนตัวเองก็คือดูแคลนอาจารย์ของข้า ดูแคลนอาจารย์ของข้าก็คือดูแคลนข้าชุยตงซาน ดูแคลนข้าก็คือดูแคลนปรมาจารย์ผู้อาวุโสเจียงสหายรักที่ฆ่าคนไม่กะพริบตาของข้า…”
หลิวเหล่าเฉิงรู้สึกปวดหัวยิ่งนัก
เจียงซ่างเจินยิ้มบางๆ “ดูแคลนข้าไม่เป็นไร ชินแล้ว”
หลิวทุ่ยเอ่ย “ไปกันเถอะ หากยังคุยกันต่อ อาจารย์เฉินคงเกิดจิตสังหารจริงๆ แล้ว”
พกดาบมีคมย่อมต้องเกิดจิตสังหาร ประโยคนี้พูดถึงแค่คนที่มีอำนาจขึ้นมาอย่างฉับพลันเท่านั้นหรือ?
หลิวเหล่าเฉิงพยักหน้า ไม่โต้เถียงกับเด็กหนุ่มชุดขาวอีก
เมืองหลวงมีท่าเรือตระกูลเซียนอยู่แห่งหนึ่ง ชื่อว่าท่าเรือก่าวซู่
ในเมืองหลวงมีแค่จิตหยางกายนอกกายที่อยู่ “รับรองแขก’ รอกระทั่งออกจากเมืองหลวงแล้ว ร่างจริงของหลิวทุ่ยก็มารออยู่นานแล้ว
เขาจึงรีบเก็บจิตหยินจิตหยางมาทันที เพียงแค่วินาทีเดียวหลิวเหล่าเฉิงก็รู้สึกได้ว่าหลิวทุ่ยในเวลานี้น่าจะเป็นเจ้าแห่งทวีปของฝูเหยาทวีปที่แท้จริงแล้ว
ทั้งๆ ที่สามารถหลบอยู่ในเทียนเหยาเซียงไม่โผล่ออกมาแล้วก็จะสามารถหลบหายนะแห่งสงครามที่ม้วนหอบไปทั้งทวีปครั้งนั้นได้พ้น แต่เขาดันออกจากภูเขา ผลคือขอบเขตถดถอยไปหนึ่งขั้น
เดินอยู่ที่ท่าเรือด้วยกัน มีทั้งร้านตระกูลเซียนที่ทอดยาวไปหลายลี้ แล้วก็มีทั้งร้านผ้าห่อบุญที่กระจายอยู่ทั่วทุกหนแห่ง
ของจริงของปลอม ล้วนต้องอาศัยความสามารถในการดูของกันเอาเอง
หลิวเหล่าเฉิงกล่าว “เงื่อนไขที่อดีตเจ้าสำนักเจียงพูดกับข้า ไม่มีปัญหา วันหน้าขอแค่เจอหลิวทุ่ยบนถนนหนทาง หลิวเหล่าเฉิงต้องเป็นฝ่ายอ้อมเส้นทางไปเองอย่างแน่นอน”
คิดไม่ถึงว่าหลิวทุ่ยจะเอ่ยว่า “ไม่ต้องแล้ว”
เส้นเอ็นหัวใจของหลิวเหล่าเฉิงขึงตึงขึ้นมาทันที ไอ้ระยำหลิวทุ่ยพูดจาเชื่อถือไม่ได้เลยใช่ไหม?!
ผู้ฝึกตนอิสระยำเกรงผู้ฝึกตนอิสระ แต่ผู้ฝึกตนอิสระกลับเกลียดผู้ฝึกตนทำเนียบเข้ากระดูกดำจริงๆ
หลิวทุ่ยเอ่ย “ไม่ต้องจงใจแสร้งทำเป็นอ่อนแอให้ศัตรูเห็น พยายามจะให้ข้าประมาทหรอก”
“เจ้ามองหลิวทุ่ยที่เป็นขอบเขตบินทะยานอย่างไร ข้าก็มองหลิวเหล่าเฉิงที่เป็นขอบเขตเซียนเหรินอย่างนั้น ไม่ใช่เพราะว่าขอบเขตของข้าสูงกว่าเจ้าหนึ่งขั้นแล้วจะเป็นอย่างไร”
“ในความเป็นจริงแล้ว การที่ไม่สามารถจับตัวเจ้าตอนอยู่ชานเมืองหลวงได้ ข้าก็ได้ส่งกระบี่บินไปที่เทียนเหยาเซียง เรียกห้าขอบเขตบนสองคนที่ไม่ค่อยปรากฏตัวข้างนอกมา”
“คนหนึ่งคือบรรพจารย์ผู้คุมกฎ หากนับกันตามลำดับอาวุโส ข้าต้องเรียกเขาว่าอาจารย์อาน้อย อีกคนหนึ่งคือผู้ฝึกกระบี่ขอบเขตหยกดิบ คือลูกศิษย์ผู้สืบทอดของข้า ได้รับการถ่ายทอดวิชาที่แท้จริงไปจากข้าเจ็ดแปดส่วน”
“ข้าให้พวกเขาแยกย้ายกันไปที่ทะเลสาบซูเจี่ยนและตรอกหางผึ้งหาโอกาสลงมืออย่างลับๆ ทางที่ดีที่สุดคือหาตะเกียงแห่งชะตาชีวิตดวงนั้นของเจ้ามาโดยตรง”
หลิวเหล่าเฉิงเงียบงัน
หลิวทุ่ยเอ่ย “เจ้าอาจจะไม่รู้ถึงชื่อเสียงของข้าตอนเป็นหนุ่มในฝูเหยาทวีป ไม่ได้ด้อยไปกว่าหลิวเหล่าเฉิงแห่งทะเลสาบซูเจี่ยนเลย”
“ปีนั้นถูกขนานนามว่าผู้ฝึกตนอิสระที่แม้แต่ผีก็ยังกลัว ยกตัวอย่างเช่นมีครั้งหนึ่งลงจากภูเขา ในเวลาสามร้อยปี ข้าก็คอยจัดการกับพวกผู้ฝึกตนอิสระที่ตาไร้แววโดยเฉพาะ”
“แน่นอนว่าถือว่าได้รับทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์ ในทางลับข้าได้ปรึกษากับอวี่จิ่นและราชครูหญิงท่านนั้นไว้นานแล้ว ทุกวันนี้พวกคนอย่างหวงฮวาเสินก็แค่โชคดีเท่านั้น หากเกิดช้ากว่านี้สักสามพันปี ในอดีตเคยพบเจอข้าบนเส้นทาง หึหึ”
หลิวเหล่าเฉิงมองหลิวทุ่ยที่มีรูปโฉมเป็นเด็กหนุ่มแล้วรู้สึกว่าต้องมองเขาเสียใหม่ ที่แท้ก็เป็นคนบนเส้นทางเดียวกันจริงๆ
หลิวเหล่าเฉิงกล่าว “แจกันสมบัติทวีปของพวกเรามีผู้ฝึกกระบี่คนหนึ่งชื่อว่าหลี่ถวนจิ่งเขารู้สึกมาโดยตลอดว่าสถานะของผู้ฝึกตนทำเนียบกับผู้ฝึกตนอิสระแห่งป่าเขา ควรจะผลัดเปลี่ยนกันสักหน่อย”
หลิวทุ่ยพยักหน้า “คือความเห็นอันเฉียบคม”
เดินผ่านร้านผ้าห่อบุญร้านหนึ่ง เจ้าของร้านหยิบสมบัติวิเศษชิ้นหนึ่งที่มีลักษณะเป็นที่ล้างพู่กันกระเบื้องเคลือบขึ้นมา ตะโกนเรียก
“ท่านผู้อาวุโส ซื้อสมบัติอาคมเพิ่มโชคชะตาบุ๋นให้กับหลานชายท่านสักชิ้นสิ ต้องเก็บตกของดีได้แน่นอน ต้องได้กำไรแน่!”
“อีกเดี๋ยวก็จะมีการสอบหน้าพระที่นั่งของเมืองหลวงต้าหลีแล้ว หากขุนนางผู้หล่อเหลาคนนี้สอบติดจริงก็ค่อยมามอบเงินรางวัลให้ที่นี่ เป็นอย่างไร?”
หลิวเหล่าเฉิงหน้าดำทะมึน ดวงชะตาปีนี้ไม่เป็นใจ ต้องมีเรื่องซวยได้ทุกเรื่องเลยหรือ? ในใจหลิวเหล่าเฉิงพลันตกตะลึง เพิ่งจะคิดได้ว่าหลิวทุ่ยคือบุคคลผู้คลี่คลายปัญหาฟ้าดินของฝูเหยาทวีป
หลิวทุ่ยไม่สนใจ แค่โบกมือ พูดด้วยภาษาราชการต้าหลีอย่างคล่องปาก “ท่านปู่ข้ายากจน ในกระเป๋าไม่มีเงินให้เจ้าหลอก”
เจ้าของร้านพูดโน้มน้าว “วาสนาที่ทองพันชั่งก็ยากจะพานพบได้ ราคาย่อมปรึกษากันได้อยู่แล้ว”
หลิวทุ่ยก้มหน้ามองกระปุก ขวดไห ยันต์เหรียญเงินที่กองเรียงรายอยู่บนแผง…มารดาเจ้าเถอะ แม้กระทั่งกระบี่ของจวนเทียนซือภูเขามังกรพยัคฆ์ก็ยังมีด้วยหรือ? ทำไมเจ้าไม่ไปเปิดร้านผ้าห่อบุญที่หน้าประตูจวนเทียนซือเลยล่ะ?
หลิวทุ่ยไม่ขยับเท้า หลิวเหล่าเฉิงก็ได้แต่ยืนอยู่ที่เดิมเหมือนหุ่นขี้ผึ้ง
หลิวทุ่ยใช้เสียงในใจเอ่ย “อย่าคิดว่าข้าจะฆ่าเจ้าไม่ได้ ที่เรือนส่วนตัวแห่งนั้นมีแค่จิตหยาง อีกทั้งยังอยู่ในเมืองหลวง ตบะไม่ได้เรื่องจริงๆ เหมือนถูกมัดมือมัดเท้าจึงฆ่าเจ้าไม่ได้”
“แต่อยู่ชานเมืองหลวงด้านนอก ข้าสามารถเก็บจิตหยินที่ออกจากช่องโพรงเดินทางไกลมาได้ตลอดเวลา ฆ่าเจ้าอาจจะเปลืองแรงสักหน่อย ตบะถูกลดทอนไปไม่น้อย แต่ไม่ถึงขั้นปล่อยให้เจ้าหนีรอดไปได้อย่างแน่นอน”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ปล่อยให้เจ้าหนีไปถึงจวนราชครู เจ้ามีท่าไม้ตายที่งดงามหลายกระบวนท่า ข้าก็มีเหมือนกัน”
“ด้านหนึ่งคือตัดใจเอามาใช้กับเจ้าไม่ลง อีกด้านหนึ่งก็เพราะข้าเห็นดีในตัวเจ้าอย่างมาก เห็นดีอย่างมาก ดังนั้นถึงได้จูงลาลงเนิน ปล่อยให้เจ้าหนีเข้าเมืองหลวง ส่วนคำพูดเหล่านี้ของข้าหลิวทุ่ย จะมีความจริงกี่ส่วนเท็จที่ส่วน เจ้าก็คาดเดาได้ตามสบาย”
หลิวเหล่าเฉิงกล่าว “ผู้อาวุโสมีความคิดอยากจะดึงตัวข้ามาเป็นพวกหรือ?”
แล้วหลิวเหล่าเฉิงก็ส่ายหน้าอยู่กับตัวเอง “แต่บอกตามตรง ข้าไม่รู้สึกว่าเทียนเหยาเซียงมีเรื่องราวหรือสิ่งของใดที่มีค่าพอให้ข้าหวั่นไหว”
“หลิวทุ่ยทั้งไม่มีทางให้ข้ารับช่วงต่อตำแหน่งเจ้าสำนักของเทียนเหยาเซียง และเทียนเหยาเซียงก็ไม่มีตำราหรือสมบัติหนักอะไรที่ทำให้ข้าน้ำลายสออยากครอบครอง”
หลิวทุ่ยกล่าว “เจ้าอย่าได้ด่วนสรุปเกินไปนัก ความอันตราย ความประหลาด ความพิสดาร ความมีสีสันของวิถีทางโลกใบนี้ บางทีอาจจะเหนือกว่าที่เจ้าจะจินตนาการเอาไว้”
“ยกตัวอย่างเช่นตอนนี้ในที่สุดเทียนเหยาเซียงก็สามารถเก็บหาดลั่วเป่าทั้งแห่งไว้ในกระเป๋าได้แล้ว ในนั้นมีสมบัติที่ก่อนหน้านี้พวกเราไม่กล้าไปแตะต้อง แล้วก็ไม่กล้าให้คนนอกไปยุ่งซ่อนไว้มากมาย ทุกวันนี้กลับสามารถทำการขุดค้นได้อย่างเปิดเผยได้แล้ว”
“หรือยกตัวอย่างเช่นทางฝ่ายของหลิวเสียทวีป ข้ายังมีถ้ำสวรรค์ป่ายฉือที่เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวอยู่อีกแห่งหนึ่ง ด้านในซุกซ่อนปราณวิญญาณและสมบัติวิเศษแห่งฟ้าดินเอาไว้”
“ก่อนหน้านี้ข้าปิดด่านรักษาบาดแผลได้ใช้หมดไปครึ่งหนึ่ง แต่ก็ยังมากพอจะประคับประคองการพิสูจน์มรรคาบินทะยานของเซียนเหรินคนหนึ่ง สามารถสร้างขอบเขตให้มั่นคงพัฒนาตบะให้รุดหน้า แน่นอนว่าเงื่อนไขก็คือคนคนนี้สามารถบินทะยานได้”
หลิวทุ่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ข้ามีวาสนากับแจกันสมบัติทวีป แล้วก็ไม่แน่เสมอไปว่าเจ้าจะไม่มีวาสนากับสวรรค์ป่ายฉือ”
ถ้ำสวรรค์ป่ายฉือแห่งนั้น เดิมทีก็คือสถานที่ผสานมรรคาในจินตนาการของหลิวทุ่ย
หลิวเหล่าเฉิงถาม “ความนัยในประโยคนี้ของผู้อาวุโสก็คือยินดีจะเอาของด้านในถ้ำสวรรค์ป่ายฉือมาแลกเปลี่ยนกับหน้าตาของขอบเขตบินทะยานคนหนึ่งอย่างนั้นหรือ?”
หลิวทุ่ยกล่าว “คำโบราณบอกไว้ว่าเดิมพันสิบครั้งแพ้เก้าครั้งนั้นถูกต้องแล้ว ดังนั้นข้าคนนี้จึงไม่ชอบเดิมพัน แต่ขอแค่ขึ้นมานั่งบนโต๊ะเดิมพันแล้วก็จะต้องหวังว่าเดิมพันมากแล้วจะชนะมาก”
“ข้ากับหลิวเหล่าเฉิงบังเอิญแซ่หลิวเหมือนกันพอดี และยังมีอีกข้อหนึ่งที่สำคัญอย่างถึงที่สุด พวกเราต่างก็เป็นคนที่โชคไม่เลว”
“สิ่งที่ข้าเดิมพัน ไม่เพียงแค่หลิวเหล่าเฉิงขอบเขตเซียนเหรินที่ถูกบีบให้ไร้หนทางเดินต่อเท่านั้น ยังเป็นโชคชะตาของผู้ฝึกตนอิสระห้าขอบเขตบนคนแรกของแจกันสมบัติทวีปด้วย”
หลิวทุ่ยถอนหายใจ ปีนั้นขณะที่กำลังจะบินทะยาน เขาได้ช่วยสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับฝูเหยาทวีป คือภาพบรรยากาศที่ยิ่งใหญ่ถึงเพียงใด รู้สึกเพียงว่าเรื่องของการผสานมรรคา คนอื่นปรารถนาแต่ไม่ได้มาครอง แต่ข้าแค่เอื้อมมือก็คว้ามาได้
ผลคือรอกระทั่งเป็นยอดเขาของขอบเขตบินทะยาน ถึงเพิ่งจะรู้ว่าเรื่องของการผสานมรรคาที่เลื่อนลอยนั้น เหมือนกับการใช้ตะกร้าไม้ไผ่ตักน้ำ ดั่งการงมจันทร์ในน้ำ ทำให้จิตแห่งมรรคาทุกข์ทรมานเป็นที่สุด บั่นทอนกำลังใจและความฮึกเหิมเป็นที่สุด
หลิวทุ่ยเอ่ย “ไม่ต้องรีบร้อนให้คำตอบข้า แต่ก่อนที่อาจารย์เฉินจะกลับทะเลสาบซูเจี่ยน มอบปลาจี้ฤดูหนาวตัวนั้นให้กับหลิวเหล่าเฉิงแห่งเกาะกงหลิ่ว ทางที่ดีที่สุดเจ้าควรจะตัดสินใจให้ชัดเจนได้แล้ว”
“เจ้าและข้าต่างก็เป็นคนใจดำอำมหิต ยากที่จะเดินไปพร้อมกับพวกคนมีความรู้สึกที่ใบหน้าเย็นชาจิตใจอุ่นร้อนได้ถึงท้ายที่สุด”
“หากตัดสินใจแล้วเจ้าก็รีบทิ้งสถานะบนทำเนียบเสีย ใช้สถานะของผู้ฝึกตนอิสระเข้าไปในหลิวเสียทวีป ลองบุกเข้าไปในถ้ำสวรรค์ป่ายฉือที่ตอนนี้ยังไร้เจ้าของ ยึดครองมันเป็นของตัวเอง ทดลองพิสูจน์มรรคาดู!”
“ได้ประโยชน์แล้วก็อย่าทำเป็นน่าสงสาร ไม่ว่าจะเนื้อในหรือหน้าตา ข้าก็ต้องการทั้งหมด”
หลิวทุ่ยมีลางสังหรณ์อย่างหนึ่งว่า โลกแห่งการช่วงชิงที่แท้จริงไม่ได้ปิดฉากลงหลังจากที่เผ่าปีศาจแห่งเปลี่ยวร้างถอนกำลังออกไปจากไพศาล ผิดแล้ว ผิดมหันต์เลย เรื่องสนุกเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นต่างหาก!
ฟังมาถึงตรงนี้ หลิวเหล่าเฉิงก็พยักหน้า “เรียกท่านว่าผู้อาวุโสได้อย่างเต็มใจและจริงใจ”
หลิวทุ่ยหัวเราะหยัน “ตอนที่ข้าเป็นบัณฑิตปลายแถว กระทั่งกลายมาเป็นลูกพี่ใหญ่ของสองสายขาวดำในฝูเหยาทวีป เจ้ายังไม่เกิดเลย”
ในที่สุดหลิวเหล่าเฉิงก็ถามคำถามที่เขาคิดหลายตลบแล้วก็ยังไม่เข้าใจ “ท่านกับเขาไม่ใช่คนบนเส้นทางเดียวกัน ไฉนถึงเป็นฝ่ายเสนอตัวเข้าหา”
“รายละเอียดเรื่องนี้ เจ้าไม่รู้จะดีกว่า”
หลิวทุ่ยนวดคลึงจุดไท่หยาง เอ่ยอย่างอ่อนใจเป็นทบทวี “จะทำอย่างไรได้เล่า อ้อมก็อ้อมไม่พ้นเขา อำมหิตก็อำมหิตได้ไม่เท่าเขา แล้วยังแม่งฉลาดได้ไม่เท่าเขาอีก”
หลิวเหล่าเฉิงไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงแค่จู่ๆ ก็นึกถึงปีนั้นตอนที่คนหนุ่มซึ่งมีใบหน้าซูบตอบนั่งอยู่ในเรือ น้ำตานองหน้า เขาพึมพำประโยคหนึ่งซ้ำไปซ้ำมาว่า จะตัดใจได้อย่างไร
หลิวทุ่ยเชื่อมั่นอย่างถึงที่สุดว่าบนโลกมีคนประเภทหนึ่งที่ดวงแข็ง ความจำดี รู้จักพลิกแพลง มีความยืดหยุ่นและความอึดทนสูงจนน่าทึ่ง สามารถเรียนรู้เอาอย่างจากทั้งผู้อื่นและจากสรรพสิ่งในฟ้าดิน
ครั้นเมื่อดวงขึ้น ก็ย่อมถูกลิขิตให้ไม่มีอะไรมาขวางทางได้
ดาบช่วยชีวิต กระบี่ฆ่าคน ใจอ่อนดุจพระโพธิสัตว์ วิธีการเด็ดขาดรวดเร็วราวฟ้าผ่า
หากคนประเภทนี้ตัดสินใจจะฆ่าเจ้า เว้นเสียจากว่าเจ้าขอบเขตสูงกว่าเขาเยอะมาก หาไม่แล้วก็ต้องตายสถานเดียว