กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1207.3 ช่างใหญ่สอนคนด้วยแบบแผน
เสี่ยวโม่ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วอยู่ใต้ร่มเงาสนในลานบ้านชั้นสอง นางกลับไม่เป็นเช่นนั้น นางเหมือนดวงตะวันในโลกมนุษย์ ศีรษะที่เชิดหน้าแหงนสูงอยู่ตลอดนั้นคอยมองสถานที่ห่างไกลอยู่เสมอ
“อนาคต” ของเซี่ยโก่วอยู่ใกล้จนเหมือนการมาถึงของวันพรุ่งนี้ อนาคตของพวกซ่งอวิ๋นเจียนและชิงถงกลับห่างไกลจนเหมือนว่าตัวพวกเขาเองต่างก็ไม่เชื่อว่าพรุ่งนี้จะไม่เหมือนกับวันนี้อย่างไร
ซ่งอวิ๋นเจียนเก็บความคิดที่วุ่นวายกลับมา เอ่ยอย่างละอายใจว่า “ทำให้อาจารย์เสี่ยวโม่เห็นเรื่องตลกแล้ว”
เสี่ยวโม่ส่ายหน้า “หากเป็นเมื่อก่อน ข้าต้องรู้สึกว่าพวกเจ้าล้วนคือเศษสวะที่บังเอิญสามารถฝึกตนได้ ตอนนี้กลับพอจะให้อภัยได้บ้างแล้ว”
ซ่งอวิ๋นเจียนหันหน้าไปมองโถงว่าการ เหล่าขุนนางทั้งหลายนั่งกันอยู่เต็มห้องโถงเวลานี้ต่างก็กำลังเค้นความคิดกันอย่างหนัก
คัมภีร์ใหญ่เล่มหนึ่งของลัทธิเต๋ากล่าวไว้ว่า สามเดือนแห่งฤดูใบไม้ผลิ เรียกว่าการฟื้นตัวและผลิใหม่ (ฟาเฉิน) ฟ้าดินร่วมให้กำเนิด สรรพสิ่งล้วนเจริญงอกงาม ควรนอนดึกเล็กน้อยตื่นแต่เช้า เดินยืดกายในลานกว้าง ปล่อยผมคลายกล้ามเนื้อ เพื่อให้จิตใจและเจตจำนงได้งอกงามตามธรรมชาติ
คำว่า “ฟื้นตัวและผลิใหม่” นี้ช่างกล่าวได้ดีเหลือเกิน!
ศาลหงหลูที่ตั้งอยู่ฝั่งขวาของตรอกหนันซวิน เป็นเพื่อนบ้านกับที่ว่าการกรมโยธาของกวนอี้หราน
ขุนนางหนุ่มที่เดินทางจากศาลหงหลูมายังจวนราชครู คู่ควรกับคำเรียกขานอันไพเราะว่ามีสง่าราศีผุดผ่อง
สวินซวี่และเฉาชิงหล่างสอบเคอจวี่ในปีเดียวกัน ทว่าตำแหน่งของสวินซวี่กลับต่ำกว่าเฉาฉิงหล่างระดับใหญ่ คือจิ้นซื่ออันดับสองซึ่งลำดับรายชื่อค่อนไปช่วงท้าย
ทุกวันนี้ตำแหน่งขุนนางของสวินซวี่คือชวี่ปันในศาลหงหลู อยู่ในเมืองหลวงต้าหลีที่ขุนนางมากมายราวกับขนวัว ถือเป็นขุนนางเมล็ดถั่วเขียวเมล็ดงาที่มาจากที่ว่าการน้ำใส
ปีนั้นเฉาฉิงหล่างมาสอบที่เมืองหลวงก็ได้พักอยู่ในศาลแห่งหนึ่งของเมืองหลวงกับสวินซวี่ คนวัยเดียวกันสองคนถือว่ามีความคิดจิตใจตรงกัน ปณิธานสอดคล้องกัน
ดังนั้นคราวก่อนที่เฉินผิงอันเข้ามาเมืองหลวง ทางราชสำนักจึงตั้งใจส่งตัวสวินซวี่ให้มาท่องเที่ยวเยี่ยมชมเมืองหลวงเป็นเพื่อน “เจ้าขุนเขาเฉิน”
เฉินผิงอันออกมาจากห้องหนังสือ มาที่ห้องหนึ่งของเรือนชั้นสอง เดินข้ามธรณีประตูตรงดิ่งไปหยุดอยู่ข้างโต๊ะของอวี๋สืออู้ หยิบสมุดบัญชีเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดอ่าน
อวี๋สืออู้ยิ้มเอ่ย “เจ้าคือผู้เชี่ยวชาญ ดูสิว่ามีตกหล่นตรงไหนหรือไม่”
นับตั้งแต่คราวก่อนที่ได้เจอกับเจียงเช่อ ถือว่าได้รับโชคดีหลังเคราะห์ร้าย หลังจากได้รับโชควาสนาครั้งหนึ่งไปแล้ว ทุกวันนี้ร่างกายของอวี๋สืออู้ก็ใกล้เคียงกับคำว่าไร้มลทิน จิตแห่งมรรคาก็ยิ่งได้ปลดภาระหนักอึ้ง ไม่มีการอืดอาดชักช้าอีกแม้แต่น้อย
สวี่เจียวเชี่ยถามอิ่นกวานว่าต้องการดื่มชาหรือไม่ เซียวสิงก็หัวเราะขึ้นมาทันใด ทำไมไม่ช่วยอุ่นผ้าห่มให้โดยตรงเลยเล่า
สวี่เจียวเชี่ยถลึงตาใส่อย่างดุดัน ด่าไปคำหนึ่งว่านางหญิงแพศยาอย่าได้สามหาว
ผู้ฝึกกระบี่โต้วโค่วและเซียนฉา พวกนางต่างก็คลี่ยิ้มหวาน อวี๋สืออู้ถอนหายใจในใจหนึ่งที จริงๆ เท็จๆ ไม่อาจเอาจริงเอาจังได้แล้ว
ทางฝั่งหน้าประตู สวินซวี่ประสานมือคารวะ “สวินซวี่ ซวี่ปันแห่งศาลหงหลูคารวะท่านราชครู”
ระหว่างทางที่มา หรงอวี๋ได้บอกเล่าเหตุการณ์ให้สวินซวี่ฟังแล้ว แม้ว่าสวินซวี่จะมึนงงอยู่บ้าง แต่ในเมื่อเป็นการตัดสินใจของราชครูเอง ถ้าอย่างนั้นก็ลงมือทำงานไปตามระเบียบให้ดีก็พอ
จำได้ว่าคราวก่อนที่เจอกัน อาจารย์เฉินเคยเอ่ยสัพยอกตนว่า ไม่มีเงินคือเรื่องดี ผู้มีพรสวรรค์ทางอักษรมักมิได้สมหวังในยศศักดิ์หรือความสำเร็จทางโลก
สามารถจรดพู่กันดั่งบุปผาผลิบานได้ เจ้าก็ถือโอกาสนี้เป็นขุนนางใหญ่ ในอนาคตเมื่อเขามาที่เมืองหลวงอีกครั้งก็จะมีวงการขุนนางเป็นที่พึ่งแล้ว…
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “สวินซวี่ปัน ยังไม่ต้องทำงานที่อยู่ในมือ ข้าจะพาเจ้าไปเจออู๋ไฉ่เทพีบุปผาดดอกเฟิงเซียนจากพื้นที่มงคลร้อยบุปผาก่อน แล้วค่อยไประลึกความหลังกับเฉาฉิงหล่าง”
เซี่ยโก่วเบิกตากว้างมองเจ้าขุนเขา “คน” ประเภทนี้ ถูกจวนราชครูเรียกตัวมาทำงานได้จริงๆ หรือ? ไม่กลัวว่าเชิญเทพมาง่ายส่งเทพกลับไปยากหรือไร?
แต่ก็ยังดี เทพแห่งความยากจนก็ยังดีกว่าเทพแห่งโรคระบาด เพราะถึงอย่างไรจะว่าไปแล้วฝ่ายแรกก็ยังเป็นเทพมงคล
สวินซวี่ชาติกำเนิดยากจน นอกจากสถานะในวงการขุนนางภายนอกแล้ว เขายังเป็นผู้ฝึกตนคนหนึ่ง อาจารย์ก็คือหลางจงในกองชิงลี่ฝ่ายบวงสรวงซึ่งถูกขนานนามว่า “ขุนนางสวรรค์น้อย” อยู่ในกรมพิธีการ
นอกจากนี้สวินซวี่ยังมีสถานะที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เขาคือหนึ่งในเทพที่กลับชาติมาจุติใหม่ การ “ส่งเทพแห่งความยากจน” ตามประเพณีของชาวบ้าน ที่พูดถึงก็คือท่านผู้นี้
เฉินผิงอันยิ้มรับ ด้วยเงินเดือนส่วนนั้นของข้า จะต้องกลัวอะไร
นั่งลงข้างโต๊ะหินด้วยกัน สวินซวี่ฟังคำอธิบายจากอู๋ไฉ่อย่างละเอียดแล้วก็พยักหน้าเบาๆ พอจะเข้าใจได้แล้ว
พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าเฉาฉิงหล่างสหายรักมายืนอยู่ข้างๆ อู๋ไฉ่แอบผ่อนลมหายใจโล่งอก วันนี้ความคิดดีๆ ในหัวได้ถูกเอามาใช้หมดแล้ว หากยังคุยกันต่อไปก็จะกลับคืนร่างเดิมทำให้คนรู้ว่าตนคือคนโง่
นางหันไปส่งสายตาให้โก่วจื่อ เด็กสาวสวมหมวกขนเตียวรีบเรียกอู๋ไฉ่ไปจากโต๊ะหินทันที ทุกวันนี้เซี่ยโก่วก็ได้ห้องข้างมาห้องหนึ่งเช่นกัน เก็บกวาดอย่างสะอาดเอี่ยม วางตำราฉบับสมบูรณ์ฉบับที่หาได้ยากไว้เต็มห้อง
กลิ่นหอมของตำราแผ่อบอวล อู๋ไฉ่ทอดถอนใจด้วยความชื่นชม โก่วจื่อเจ้าเจ๋งจริงๆ เลย อยู่ในจวนราชครูก็ยังมีถิ่นของตัวเองด้วย
เซี่ยโก่วยกสองมือเท้าเอวด้วยความลำพองใจ โอ้อวดความรู้ โคลงศีรษะท่องจารึกสรรเสริญเรือนอันสมถะ
เพราะถูกเฉินผิงอันยุแยง เฉาฉิงหล่างจึงเล่นหมากล้อมกับสวินซวี่ตาหนึ่ง ระหว่างนั้นอาจารย์คิดอยากจะยื่นมือมาชี้แนะ แต่กลับถูกลูกศิษย์เอามือมาขวางไว้
เล่นกันอย่างเนิบช้าไปถึงกลางกระดาน เฉินผิงอันยังอยากจะช่วยวางหมากแบบเทพเซียนให้กับลูกศิษย์ เฉาฉิงหล่างได้แต่ใช้สายตาบอกเป็นนัยกับอาจารย์ว่าท่านอย่าช่วยให้เสียเรื่อง
เฉินผิงอันจึงได้แต่เอาสองมือสอดไว้ในชายแขนเสื้อแล้วเดินจากมา เพียงไม่นานก็มีเด็กหนุ่มชุดขาวคนหนึ่งเอาสองมือกอดต้นสนเอาไว้แล้วไถลตัวลงมาข้างล่าง
เหลือบตามองสถานการณ์บนกระดาน ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง ปรบมือร้องว่าดี แถมยังพูดจาประหลาดไม่ขาดปาก
ว้าว โบราณมีกระดานเมฆหลากสี วันนี้มีกระดานคลื่นสน ไม่เสียแรงที่เป็นเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่ในวงการหมากล้อม และวีรกรรมอันเกรียงไกรแห่งเวทีหมากล้อม…
สวินซวี่มึนงง เฉาฉิงหล่างแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน และก็จริงดังคาด เพียงไม่นานศิษย์พี่เล็กก็ถูกอาจารย์ขยุ้มคอเสื้อลากตัวไปยังเรือนด้านหลังด้วยกัน
เฉินผิงอันถาม “รองเจ้าขุนเขาเจียงล่ะ?”
ชุยตงซานหัวเราะร่วน “อาจารย์ โจวอันดับหนึ่งน่ะหรือ เขาไปศาลเทพีบุปผาที่มีสาวงามเจริญหูเจริญตาแล้ว”
“คิดว่าต่อให้ต้องเอาครึ่งชีวิตมาเดิมพัน ก็ต้องเป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ยให้กับสาวงามคนรู้ใจคนหนึ่งให้ได้ ดูสิว่าจะช่วยให้นางหวนกลับไปยังพื้นที่มงคลร้อยบุปผาได้หรือไม่ ก็คือเฉากั๋วฮูหยินที่ถูกชายใจดำทำให้เสียใจอย่างสุดซึ้งผู้นั้น”
เฉินผิงอันนวดคลึงหว่างคิ้ว ถามว่า “เขาคิดอย่างไร อยากจะยกพื้นที่มงคลถ้ำเมฆาที่เป็นกิจการบรรพบุรุษให้กับเหวยอิ๋งจริงๆ หรือ? วันหน้าเขาจะมีหน้าไปจุดธูปคารวะในศาลบรรพชนได้อย่างไร?”
ชุยตงซานเอ่ย “ก็ไม่ถือว่ามอบให้เปล่าๆ ลูกหลานสกุลเจียงยังได้รับค่าเช่าทุกปี คือเรื่องดีที่แค่ต้องนอนเสวยสุขเท่านั้น โจวอันดับหนึ่งบอกแล้วว่าสิงห์ร้ายอย่างหลิวทุ่ย ขอแค่กล้าเดิมพัน เขาก็จะต้องเดิมพัน”
กวักมือไปทางซ่งอวิ๋นเจียน เด็กหนุ่มชุดขาวกะพริบตาปริบๆ พูดอย่างเจ้าเล่ห์ว่า “ควรจะเรียกพี่ใหญ่ซ่ง หรือเรียกว่าพี่หญิงอวิ๋นเจียนล่ะ?”
ซ่งอวิ๋นเจียนยิ้มบางๆ “ถ้าอย่างนั้นข้าควรจะเรียกเจ้าว่าเจ้าสำนักชุยดี หรือว่า…”
ชุยตงซานทำท่าไก่ทองยืนขาเดียว ตวาดกร้าว “ไฮ้! เจ้าบัณฑิตชั้นต่ำเอ๋ย อย่าได้กล่าวหาผู้อื่นด้วยถ้อยคำใส่ร้ายป้ายสี! ทำให้นายน้อยโมโห จะตบเจ้าไปติดกำแพง งัดก็งัดไม่ลง”
ซ่งอวิ๋นเจียนรู้ใจ ไม่โกรธกลับยังขำ “ในเมื่อสหายชุยยกเอาหลวี่จู่มาแล้ว ข้าก็คงไม่โต้เถียงกับเจ้าแล้ว”
เล่าลือกันว่าฉุนหยางหลวี่จู่เคยทิ้งบทกวีไว้บนกำแพง มีประโยคหนึ่งบอกว่าบัณฑิตชั้นต่ำพูดมากไม่หยุด กลับลับหายเข้าสู่ห้วงเมฆขาวลึก
เด็กหนุ่มชุดขาวกระโดดลอยตัว สะบัดชายแขนเสื้อ คอยกำหมัดต่อยไปทางนักพรตสวมกวานสีทอง “ไม่ทะเลาะกันย่อมดีที่สุด ไม่สู้พิสูจน์กันด้วยการลงมือทำจริง”
ซ่งอวิ๋นเจียนมองเฉินผิงอัน ไม่รู้จริงๆ ว่าปีนั้นอดทนผ่านมาได้อย่างไร ขนาดนี้ก็ยังทนได้อีกหรือ?
เฉินผิงอันเอ่ย “เข้าไปคุยธุระกันในห้อง”
ชุยตงซานกระโดดถอยหลัง กระดิกนิ้วท้าทายซ่งอวิ๋นเจียนไม่เลิก
เข้ามาในห้องแล้ว เฉินผิงอันก็ร่ายตราผนึกชั้นหนึ่ง ถามว่า “สมมติ ข้าแค่บอกว่าสมมตินะ ชุยฉานทิ้งของไว้ให้เจ้า คล้ายคลึงกับกำไลข้อมือของลู่เจี้ยง เจ้าจะรับไว้หรือไม่?”
ชุยตงซานเซื่องซึมทันที เงียบงันอยู่นาน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วส่ายหน้า
เจ้าสำนักของสำนักกระบี่ชิงผิงคนต่อไปคือเฉาฉิงหล่าง ถ้าอย่างนั้นราชครูคนต่อไปของราชสำนักต้าหลี ขอแค่ตอนนี้ชุยตงซานพยักหน้าตอบตกลง เกินครึ่งก็น่าจะเป็น….เขาชุยตงซานแล้ว
เฉินผิงอันถาม “คิดดีแล้วหรือ?”
ชุยตงซานพยักหน้ารับด้วยสีหน้าหม่นหมอง
เฉินผิงอันหัวเราะ “อาจารย์เคารพการเลือกของเจ้า หากวันใดเปลี่ยนใจก็ค่อยมาบอกข้าใหม่ สรุปคือไม่ต้องรู้สึกเป็นภาระใดๆ”
ชุยตงซานกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันใด เพียงแต่ว่าแปบเดียวก็รู้สึกละอายใจขึ้นมาอีก ตอนนี้ความรู้สึกนับร้อยประดังประเดเข้าใส่ น้อยครั้งนักที่จะทั้งดีใจแต่ก็ไม่กล้าดีใจเช่นนี้
เฉินผิงอันยกมือขึ้นตบไหล่ ยิ้มเอ่ยว่า “คนอื่นไม่เชื่อ เจ้าควรจะเชื่อ อาจารย์น่าเชื่อถือเสมอมา”
ชุยตงซานยิ้มกว้างสดใส “ทำไมจะไม่เชื่อล่ะ ต้องเชื่ออยู่แล้ว ข้าคือลูกศิษย์ผู้เป็นที่ภาคภูมิใจของอาจารย์นี่นา!”
เฉินผิงอันจุ๊ปาก ยิ้มเอ่ย “ก็นั่นน่ะสิ ปราณกระบี่สามกลุ่มยังมอบให้เจ้าถึงสองกลุ่ม”
ชุยตงซานพยักหน้ารับรัวๆ ราวไก่จิกเมล็ดข้าวเปลือก “เฉาฉิงหล่างจะเปรียบเทียบกับข้าได้อย่างไร ห่างชั้นกันไกลนัก”
อาจารย์และศิษย์ต่างคนต่างยกเก้าอี้มาหนึ่งตัว เอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน แอบอู้ไปด้วยกัน ไม่คิดอะไรทั้งนั้น เพียงทอดสายตามองออกไปนอกเรือน ยิ้มรับสายลมวสันต์ ท่ามกลางดอกท้อเต็มต้นราวกับกำลังเสาะหามือกระบี่
……
หลังจากที่หงจี้ออกไปจากห้องทรงพระอักษรแล้วก็ไม่ได้ตรงกลับไป “ขอโดนด่า” ที่จวนราชครู แต่ไปที่ว่าการก่อนรอบหนึ่ง นั่งเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่ง
ระหว่างนั้นหงจี้เปิดเอกสารบางส่วนอ่าน อันที่จริงเขาจำเนื้อหาที่อยู่ด้านในได้ขึ้นใจแล้ว แต่เขาก็ยังจดจำชื่อและจำนวนตัวเลขอีกบางส่วนเพิ่มเติม
เตรียมรถม้าไว้นานแล้ว หงจี้สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง ลุกขึ้นเดินออกไปจากโถงที่ว่าการ ขึ้นนั่งบนรถม้า เริ่มหลับตาทำสมาธิ
ที่ว่าการของผู้บัญชาการกองทหารลาดตระเวนพระนครไม่ได้ตั้งอยู่สองฝากของระเบียงพันก้าว แต่ถูกสร้างขึ้นในอาณาเขตทางเหนือสุดของเขตวังหลวง มีหน้าที่รับผิดชอบป้องกันรักษาเมืองหลวง ควบคุมประตูเมือง ตรวจตราและจับกุม ตลอดจนภารกิจอื่นๆ อีกมากมาย
คือที่ว่าการที่มีอำนาจแท้จริง พูดง่ายๆ คือถนนใหญ่ตรอกเล็กในเมืองหลวง แม้กระทั่งตรอกอี้ฉือและถนนฉือเอ๋อร์ กองทหารม้าก็แทบจะควบคุมได้ทั้งหมด
ชาวบ้านในเมืองหลวงก็คุ้นเคยกับเสมียนขุนนางในกองทหารม้าดี ดังนั้นพวกชาวบ้านจึงเรียกที่ว่าการแห่งนี้ด้วยภาษาบ้านๆ โดยเฉพาะว่าที่ว่าการเหนือ
ทุกวันนี้หงจี้คือขุนนางชั้นสามชั้นโท ระดับขั้นขุนนางต่ำไป เรื่องง่ายๆ ก็กลายมาเป็นเรื่องที่ซับซ้อนได้
หงจี้สวมเสื้อเกราะไว้ด้านใน ด้านนอกทับด้วยชุดผ้าแพร ได้รับอนุญาตให้พกดาบเข้าร่วมการประชุมเล็ก อยู่ในท้องพระโรงก็เป็นเช่นเดียวกัน นี่คือเกียรติยศที่ไม่เล็ก มีพลังสยบขวัญดีกว่าตำแหน่งขุนนางชั้นสามชั้นโทเสียอีก
เรือนกายเล็กแต่กำยำ ผิวเกรียมเล็กน้อย มาจากกองทัพชายแดนต้าหลี ภูมิลำเนาอยู่ที่สถานที่มังกรลุกผงาดของสกุลซ่งต้าหลี
ไม่ใช่คนรู้ใจของโอรสสวรรค์ เพราะขุนนางผู้เป็นแขนขาตามความหมายที่แท้จริง ไม่มีทางมาเป็นขุนนางตำแหน่งนี้ได้
ชุยฉานไม่เคยแทรกแซงตัวเลือกของคนที่จะมาเป็นผู้บัญชาการกองทหารม้า นี่ก็น่าจะเป็นความรู้ใจโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ยอย่างหนึ่งที่จำเป็นต้องมี
แต่ก็เหมือนที่ฮ่องเต้กล่าว ไม่ว่าจะเป็นชุยฉานหรือเฉินผิงอัน ขอแค่พวกเขาอยากจะเปลี่ยนตัวขุนนางเมืองหลวงที่อยู่ขั้นสามชั้นโทสักคนก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายเหลือเกิน
นี่ยังเป็นครั้งแรกที่หงจี้ได้มาเยือนจวนราชครู ถูกหญิงสาวคนหนึ่งที่บอกว่าตัวเองชื่อหรงอวี๋พาเข้ามาในประตูใหญ่
สิ่งที่ปรากฏต่อคลองจักษุเป็นอันดับแรกก็คือ กำแพงบังตาลวดลายมังกรที่น่าสงสัยว่าจะล้ำฐานะ ผ่านผนังขนาดใหญ่โตมโหฬารที่ก่อด้วยอิฐกระเบื้องและแก้วใสหลากสีแห่งนี้แล้ว
ก็คือลานบ้านที่กว้างขวางซึ่งปูพื้นด้วยหินหยกฮั่นป่าย ตอนนี้ไม่มีขุนนางคนใดที่ถูกเรียกมาเข้าพบซึ่งในเวลาปกติต้องมารอราชครูอยู่ที่นี่ หลังจากจุดนี้จะเป็นเรือนสามชั้นซึ่งเป็นรูปแบบเรือนที่พบได้ทั่วไปของเมืองหลวง
เดินไปตามระเบียงที่มีช่องหน้าต่างงามประณีตแต่เรียบง่าย หงจี้ก็อดไม่ไหวมองประเมินหรงอวี๋ที่เดินนำอยู่ข้างหน้าอีกหลายที เกี่ยวกับตัวตนของนาง หงจี้ย่อมรู้ชัดเจนดี
ยืนอยู่เชิงบันไดนอกประตู หรงอวี๋รายงานเสียงเบา “ท่านราชครู หงจี้แห่งกองทหารม้ามาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
เฉินผิงอันพยักหน้า “พาเข้ามา”
ราชครูหนุ่มนั่งอยู่ด้านหลังโต๊ะหนังสือ กำลังถือพู่กันตรวจสมุดเล่มหนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยว่า “นั่งลง”