กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1207.4 ช่างใหญ่สอนคนด้วยแบบแผน
บทที่ 1207.4 ช่างใหญ่สอนคนด้วยแบบแผน
หงจี้นั่งตัวตรงอย่างสำรวม ลูกกระเดือกขยับเล็กน้อย แอบกลืนน้ำลาย เอ่ยว่า “ท่านราชครู ข้ามาขอรับโทษจากท่าน…”
เฉินผิงอันก้มหน้าเขียนต่อ แต่กลับตัดบทคำพูดของอีกฝ่ายด้วยการเอ่ยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “พูดเรื่องสำคัญ”
หงจี้ยืดเอวขึ้นตรงอีกเล็กน้อย แล้วก็รีบเพิ่มความเร็วน้ำเสียง อธิบายทันทีว่าทำไมถึงได้เกิดข้อผิดพลาดเช่นนั้น ปล่อยให้หลิวเหล่าเฉิงแห่งสำนักเจินจิ้งบุกเข้ามาในเมืองหลวงแล้วยังตรงดิ่งมาถึงหน้าประตูใหญ่ของจวนราชครูได้อย่างไร
ระหว่างนี้ที่ว่าการกองทหารม้าและฝ่ายในของกองโหราศาสตร์ ทำไมค่ายกลใหญ่สามชั้นของเมืองหลวงถึงไม่อาจขัดขวางขอบเขตเซียนเหรินผู้นี้ได้
เฉินผิงอันพยักหน้ารับ ดูเหมือนว่าจะไม่มีความคิดที่จะเอาผิดในเรื่องนี้ เขาถามเหมือนชวนคุยว่า
“เรื่องการสั่งห้ามขายตำราเฉพาะทั้งหลายที่เกี่ยวกับทฤษฎีชายแดนซึ่งเกี่ยวพันและพาดพิงถึงการปกครองของต้าหลีในร้านหนังสือแถวตรอกจินอวี๋ ได้ยินมาว่าตอนนั้นในหมู่ชาวบ้านมีคำวิจารณ์กันไม่น้อย”
“หลักๆ แล้วเป็นเพราะกั๋วจื่อเจียนและกรมพิธีการต่างก็ยึดมั่นในความเห็นของตัวเอง สุดท้ายแก้ไขปัญหานี้อย่างไร”
แม้ว่าในใจหงจี้จะรู้สึกประหลาดใจว่าทำไมราชครูถึงถามเรื่องปลีกย่อยที่ไม่สลักสำคัญพวกนี้ อีกทั้งในเรื่องนี้กองทหารม้าก็มีหน้าที่แค่รับผิดชอบป้องกันไม่ให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันก่อเรื่องเท่านั้น
ที่ว่าการอำเภอในพื้นที่และกองตรวจสอบของกรมพิธีการต่างหากที่เป็นคนดูแลเรื่องนี้อย่างแท้จริง แต่กระนั้นหงจี้ก็ยังอธิบายต้นสายปลายเหตุและข้อสรุปสุดท้ายเสียงดังฟังชัด
ทั้งไม่กล้าใส่เสริมเติมแต่งโทษใครตามอำเภอใจ และไม่กล้าลำเอียงเข้าข้างใครโดยหวังเอาใจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน
เฉินผิงอันเงยหน้าขึ้น วางตำราในมือลง ถามว่า “หงจี้ หากเจ้าเป็นคนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจ จะจัดการอย่างไร?”
หงจี้ใช้ความคิดอย่างรวดเร็ว คิดหาคำพูดเหมาะๆ ใคร่ครวญคำที่จะเอ่ยอย่างระมัดระวังแล้วเอ่ยเนิบช้าว่า
“หากข้าเป็นคนที่มีสิทธิ์ตัดสินใจก็ยังรู้สึกว่าสามารถควบคุมดูแลอย่างเหมาะสมโดยผ่อนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นเล็กน้อย ตัดเนื้อหายี่สิบสามจุดนั้นทิ้งไป ไม่จำเป็นต้องซักไซ้ถึงความผิดของปัญญาชนสองคน”
“ต้าหลีของพวกเราควรมีความใจกว้างของแคว้นที่แข็งแกร่งเป็นอันดับหนึ่งแห่งไพศาล บัณฑิตเอ่ยแค่ไม่กี่ประโยค บ่นแค่ไม่กี่คำ ไม่นับเป็นอะไรได้”
เฉินผิงอันหัวเราะ ไม่ได้พูดอะไร
หงจี้บากหน้าเอ่ยว่า “ตำราสามารถควบคุมอย่างผ่อนปรนได้ แต่ร้านขายหนังสือน้อยใหญ่และสำนักศึกษาตามสถานที่ต่างๆ ที่มีปัญญาชนรวมตัวกัน กลับต้องควบคุมให้เข้มงวด”
เฉินผิงอันเอ่ย “พูดต่อสิ”
หงจี้รู้สึกหัวโตเป็นสองเท่าขึ้นมาทันใด พูดต่อ? ท่านราชครู ข้าไม่มีอะไรจะพูดต่อแล้วนะ
เฉินผิงอันกล่าว “ผ่อนปรนภายนอก เข้มงวดภายในนั้นถูกต้องแล้ว แต่ก็ต้องระวังเรื่องความเหมาะสม ที่ว่าการที่ดูแลเรื่องต่างๆ ทั้งต้องควบคุมอย่างเข้มงวด แล้วก็ต้องให้ร้านหนังสือและสำนักศึกษาไม่ถึงขั้นรู้สึกว่าถูกงูกัดครั้งหนึ่งกลัวเชือกไปสิบปี”
“เป็นเหตุให้เกิดสถานการณ์สองอย่างที่ต่างกันอย่างสุดขั้ว หนึ่งคือทำให้นักประพันธ์และปัญญาชนไม่มีที่ให้หยัดยืน เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องลำบาก ร้านหนังสือก็อาจจะตัดทิ้งไปเลย”
“ส่วนสำนักศึกษาเพื่อให้มีคำอธิบายต่อที่ว่าการก็อาจจะเรียกตัวปัญญาชนเหล่านั้นมาพูดคุย มองดูเหมือนเป็นการพูดคุยเปิดอก แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นการตักเตือน”
“อีกสถานการณ์หนึ่งคือร้านหนังสือและสำนักศึกษามีศัตรูร่วมกับปัญญาชน ไม่พูดบ่นในตำรา แต่กลับหันมาด่าราชสำนักต้าหลีเพื่อเป็นทางลัดในการสร้างชื่อเสียงแทน”
หงจี้ใคร่ครวญอย่างละเอียด รู้สึกว่ามีเหตุผล เพียงแต่ว่าการคบค้าสมาคมกับปัญญาชนที่อยู่นอกระบบราชการคือเรื่องยากมาโดยตลอด เขาหงจี้ไม่เชี่ยวชาญเลยจริงๆ
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “วันนี้เจ้าไม่ต้องมาขอโทษอะไรข้า เดิมทีข้าก็ไม่ได้คิดจะคุยเรื่องเป็นการเป็นงานอะไรกับเจ้าอยู่แล้ว ก็แค่คุยเรื่องนอกประเด็นไม่ต้องใช้สมองกันอย่างสบายๆ เท่านั้น”
หงจี้ยิ้มกระอักกระอ่วน ราชครูท่านสบายได้ แต่ข้าหรือจะกล้าพูดจาสบายๆ คงเป็นเพราะมีชาติกำเนิดมาจากกองทัพชายแดน อีกทั้งยังพูดจาเป็นทางการที่ไพเราะอะไรไม่เป็น
หงจี้จึงรอฟังคำสั่งไล่แขกจากราชครูเงียบๆ ระหว่างที่เดินทางกลับ ตนจะได้ทบทวนให้ดีๆ ว่ามีคำพูดประโยคใดที่เอ่ยได้ไม่ดีพอ
คิดไม่ถึงว่าราชครูจะถามว่า “ดื่มชาหรือไม่?”
หงจี้เกือบจะหลุดปากพูดไปว่า ดื่มใบมีดก็ยังได้ แต่ยังดีที่ข่มกลั้นเอาไว้ พยักหน้าเอ่ย “ดื่ม”
เฉินผิงอันถาม “ดื่มชาอะไร มีข้อพิถีพิถันอะไรหรือไม่?”
หงจิ้ตอบ “มีแค่ใบชากับน้ำก็พอแล้ว”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “มีข้อพิถีพิถันไม่น้อยเลยนะ”
หงจี้กลั้นขำอย่างยากลำบาก
หรงอวี๋ยกน้ำชามาให้อย่างรวดเร็ว จอกเทพีบุปผาที่เอามาใช้แน่นอนว่าต้องเป็นของจริง
หงจี้นับจำนวนก้าวของนางได้อย่างแม่นยำ เขาลุกขึ้นยืน ใช้สองมือรับถ้วยชามา เอ่ยขอบคุณนาง รอกระทั่งนางผงกศีรษะยิ้มให้แล้วหมุนตัวกลับไป หงจี้ถึงได้นั่งลงเบาๆ
เฉินผิงอันโน้มกายไปด้านหน้า หยิบสมุดขนาดไม่หนาเล่มหนึ่งออกมา
หงจี้ตาแหลม เหลือบไปเห็นเก้าอี้ไม้จื่อถานที่งานฝีมือเรียบง่าย ฝังเลื่อมไว้ด้วยแผ่นกระเบื้องทรงกลมลายเมฆสีเขียวผลบ๊วยด้านหลังโต๊ะหนังสือตัวนั้น
แค่สีนี้กลับสามารถทำให้ห้องทำงานทั้งห้องที่เดิมทีเรียบง่ายจำเจเปลี่ยนมาเป็นสดใสมากขึ้น
เฉินผิงอันถาม “หงจี้ เจ้าอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวนพระนครนี้ อยู่มาได้สามปีสองเดือนแล้วกระมัง รู้สึกว่าพวกลูกหลานคนใดของของตรอกอี้ฉือ ถนนฉือเอ๋อร์ที่ควบคุมได้ยากที่สุด?”
หงจี้อึ้งตะลึง คำถามข้อนี้ของราชครู ตอบได้ไม่ง่ายเลยนะ
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “หากรู้สึกว่าควบคุมได้ง่ายทุกคน ถ้าอย่างนั้นก็เลือกคนที่ค่อนข้างจะควบคุมได้ยากมาสักหน่อย”
หงจี้หน้าแดงกะทันหัน นี่เป็นการมอบบันไดลงให้เสียที่ไหน เห็นได้ชัดว่าเป็นกาตบหน้าอย่างไร้เสียงชัดๆ
เฉินผิงอันยกบันทึกลับกรมอาญาที่อยู่ในมือขึ้นมา “ยามชวีสามเค่อของวันที่หกเดือนหนึ่งเมื่อปีก่อน บนพื้นของตรอกเสียงฝู คุณชายคนหนึ่งอาละวาดด้วยความเมามาย ชี้หน้าด่าหงจี้ว่าเป็นสุนัขเนรคุณ”
“ปีนั้นหากไม่เป็นเพราะบิดาของเขาคอยอุปถัมภ์เกื้อหนุนอย่างต่อเนื่องโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ไม่แน่ว่าหงจี้ในทุกวันนี้อาจจะเป็นนายทหารชั้นผู้น้อยดื่มฉี่ม้าอยู่ที่ชายแดนก็เป็นได้ หงจี้เจ้าว่าเขาใจกล้าหรือไม่? ควบคุมได้ง่ายหรือไม่?”
หงจี้ทำท่าจะพูดแต่ก็ไม่พูด วางสองมือที่กำเป็นหมัดแน่นไว้บนหัวเข่า ในศีรษะมีแต่เสียงอื้ออึง
เฉินผิงอันสอดสองมือไว้ในชายแขนเสื้อ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เอ่ยว่า
“บัณฑิตยากจนที่ยามเช้ายันเป็นชาวนาบ้านไร่ ครั้นยามเย็นกลับได้ก้าวขึ้นสู่ท้องพระโรงของจักรพรรดิ และนักรบผู้โลดแล่นอยู่บนสนามรบ”
“เมื่อมาอยู่ในวงการขุนนางที่ภายนอกแสดงออกว่าสามัคคีปรองดอง แต่แท้จริงแล้วกลับมีปราณสังหารซุ่มอยู่รอบทิศ ซ่อนมีดไว้ในรอยยิ้ม คงยากที่จะปรับตัวได้ในเร็ววัน”
“คนบางคนใช้เวลาทั้งชีวิตก็ยังไม่อาจเดินผ่านหัวเลี้ยวไปได้ แต่คนบางคนฝึกปรือฝีมืออยู่ในที่ว่าการกลับเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว”
เฉินผิงอันหัวเราะ “ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้าเพิ่งย้ายมาที่นี่ ได้เจอตำราเล่มหนึ่งบนโต๊ะของราชครูชุย น่าจะเป็นบันทึกท่องเที่ยวเล่มหนึ่งกระมัง เขียนตัวอักษรไว้นับแสนคำ”
“คือประสบการณ์อันน่าเศร้าของรองเจ้าขุนเขาคนหนึ่งที่บรรยายว่ายามเกิดสงครามสำนักศึกษาทั้งหลายต้องอพยพย้ายถิ่น และการระเหเร่ร่อนลี้ภัย สุดท้ายกลับมารวมตัวกันได้อย่างไร”
“แม้ว่าจะมีแต่ความยากลำบากและอุปสรรค แต่ทั้งเล่มก็เขียนได้อย่างเยือกเย็น อาจารย์ท่านนี้มีความรู้แล้วก็ทำอะไรมีระเบียบ เขาจัดการกับกิจธุระอย่างไรก็เขียนไว้อย่างละเอียด ความขัดแย้งระหว่างเพื่อนร่วมงาน การดูแคลนกันเองในหมู่ปัญญาชน ล้วนสะท้อนถึงความช่ำชองคล่องแคล่วจัดการได้อย่างสบายมือของเขา”
“แต่ก็มีรายละเอียดบางช่วงที่ใช้อักษรแค่ไม่กี่สิบคำก็ตัดบทไปอย่างรวบรัด เขียนถึงเจ้าขุนเขาคนหนึ่งที่เขานับถือมาก คนผู้นี้มีคุณธรรมชื่อเสียงสูงส่ง ก็คืออาจารย์ของเขา”
“อาจารย์ของเขาเกิดมีปากเสียงกับนักการในพื้นที่ ทะเลาะกันอย่างรุนแรง ถือว่าเป็นปัญหายากที่ไม่ใหญ่ไม่เล็กข้อหนึ่ง ทั้งต้องรักษาชื่อเสียงของเจ้าขุนเขา และก็ต้องคลี่คลายปัญหา แล้วก็ยังต้องทำให้คนสิบกว่าคนที่มาศึกษาหาความรู้อยู่ในสำนักศึกษาต่างก็รู้สึกว่าเป็นธรรม แล้วยังไม่เป็นเสื่อมเสียเกียรติของปัญญาชน”
“อ่านตำราของเขา เห็นตัวอักษรของเขา ข้าสามารถจินตนาการได้เลยว่าอาจารย์ผู้เฒ่าท่านนี้ ตอนนั้นจะต้องหัวคิ้วขมวดไม่คลาย ในใจอัดอั้นถึงเพียงใด”
หงจี้ฟังด้วยอาการปากอ้าตาค้าง ผู้บัญชาการกองทหารม้าพอจะรู้หนังสืออย่างถูไถตกใจมากจริงๆ ที่ราชครูพูดเช่นนี้
เฉินผิงอันกล่าว “ตำแหน่งนี้ของเจ้าสำคัญมาก สำคัญอย่างถึงที่สุด ฝ่าบาทยินดีวางเจ้าไว้ในตำแหน่งนี้ แน่นอนว่าเป็นเพราะเชื่อใจเจ้า ทั้งไม่มีทางให้เจ้าเป็นขุนนางผู้โหดเหี้ยมแล้วก็อยากให้เจ้าจัดการได้อย่างเหมาะสม”
“ถ้าอย่างนั้นวันหน้าเมื่อหงจี้เจอกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับที่ตรอกเสียงฝูอีกก็จัดการได้ง่ายแล้ว ง่ายมาก ให้ข้าเป็นคนชั่วนี้เอง ข้าจะจัดการแทนเจ้าเอง”
“หากไม่มีความมั่นใจจริงๆ ข้าก็สามารถปรึกษากับฝ่าบาทได้ ให้เจ้าไปอยู่มณฑลหนึ่งหวนกลับเข้ากองทัพ เชื่อว่าส่วนลึกในใจของเจ้าก็คงไม่รู้สึกว่านี่คือการลดขั้นอะไร แล้วนับประสาอะไรกับที่อีกไม่นานก็จะมีการรวมหลายเมืองเข้าเป็นมณฑลเดียวกัน เลื่อนขั้นขุนนางสักครึ่งขั้นก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร”
หงจี้ได้ยินแล้วก็เอ่ยว่า “ท่านราชครู ข้ารู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร ก่อนหน้านี้เป็นข้าที่ทำให้ฮ่องเต้ลำบากใจ”
“วันหน้าข้าจะยึดหลักการเดียวเท่านั้น ไม่สนหรอกว่าเจ้าคือลูกหลานของใคร ใครกล้าทำให้ข้าและกองทหารม้าลาดตระเวนพระนครต้องลำบากใจ ข้าก็จะยกท่านราชครูมาทำให้เขาลำบากใจบ้าง!”
เฉินผิงอันอึ้งตะลึง เจ้าตัวดี ต้องพูดจาตรงไปตรงมาขนาดนี้เลยหรือ?
หงจี้กรอกน้ำชาอีกใหญ่เข้าปาก ไม่ทันระวังดื่มไปจนเกือบหมดถ้วย หงจี้กลับไม่รู้สึกกระอักกระอ่วน ยิ้มกว้างเอ่ยว่า “ท่านราชครูเริ่มด่าได้แล้ว!”
เฉินผิงอันยิ้มเอ่ย “เพื่องานพิธีการครั้งนี้ พวกเจ้าต้องลำบากต้องทำงานยุ่งกันมานานขนาดนี้ คืนนี้สามารถไปที่ลำคลองชางผู ดื่มฉลองกันสักมื้อให้เต็มคราบได้”
หงจี้ลุกขึ้นยืน กุมหมัดเอ่ย “มีคำพูดประโยคนี้ของท่านราชครู ข้ากับเพื่อนร่วมงานก็จะดื่มเหล้าเคล้า…ดื่มสุรากันให้เต็มคราบเลย!”
เฉินผิงอันลุกขึ้นยืน มาส่งหงจี้ที่หน้าประตู พลันถามว่า “ได้ยินว่าเจ้าคือลูกชายของช่างไม้?”
หงจี้ที่เมื่อครู่ยังลิ้นพันกันสีหน้าเปลี่ยนมาเป็นสดใสทันใด พยักหน้ารับอย่างแรง “ปีนั้นฝีมือการทำไม้ของพ่อข้าเยี่ยมที่สุดในแปดหมู่บ้านทั่วรัศมีสิบลี้!”
ทุกวันนี้กลับบ้านเกิดไปเจอกับบิดาก็ยังเคารพและยิ่งกลัวเขา บิดาของเขาคือน้ำเต้าตันคนหนึ่ง ไม่เคยถามเรื่องของตน มีเพียงครั้งหนึ่งดื่มเหล้าด้วยกัน ผู้เฒ่าเอ่ยความจริงมาสามสี่ประโยค บอกกับหงจี้ว่าแค่ต้องทำสองเรื่องเท่านั้น เป็นขุนนางที่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีอย่าได้ทำผิดกฎหมาย อีกอย่างคืออย่าไปหาภรรยาน้อยจากข้างนอก ชีวิตนี้เขายอมรับลูกสะใภ้เพียงคนเดียวเท่านั้น
เฉินผิงอันพยักหน้า เอ่ยเสียงเบาว่า “ล้วนเป็นหลักการเหตุผลเดียวกัน ช่างใหญ่สอนผู้อื่นด้วยแบบแผน”
หงจี้อึ้งตะลึง มองไปยังราชครูหนุ่มที่อยู่ข้างกายอย่างเต็มตาเป็นครั้งแรก จากนั้นก็ก้าวยาวๆ เดินลงบันไดไป
เพิ่งจะผ่านยามเซิน (บ่ายสามถึงห้าโมงเย็น) เซียวผู่ก็มาที่จวนราชครูแล้ว มาถึงก่อนเวลาที่สองฝ่ายนัดหมายกันล่วงหน้านานมาก นางบอกว่าเงื่อนไขที่ราชสำนักต้าหลีเสนอไปทางฝั่งศูนย์ใหญ่ตอบตกลงอย่างรวดเร็ว
เพื่อเป็นการมอบผลท้อตอบแทนผลหลี เฉินผิงอันก็บอกว่าใกล้กับอารามเต๋าของเมืองหลวงแคว้นอวี้เซวียน อีกไม่นานจะมีผู้ฝึกตนสองคนเพิ่มมาอย่างลับๆ จากนั้นบอกให้เซียวผู่ไปหารองเจ้ากรมสองคนอย่างจ้าวเหยาและเฉาเกิงซินเพื่อปรึกษารายละเอียดกัน
เซียวผู่ขอตัวลาจากไปอย่างฉับไว งานจิปาถะมากมายสลับซับซ้อน พันเกี่ยวกันยุ่งเหยิงจนแทบหาจุดเริ่มต้นไม่ถูก เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ทั้งเหนื่อยกายเหนื่อยใจยิ่งกว่าลอบฆ่าใครเสียอีก
ก่อนจะออกมาจากโถงว่าการแห่งนั้น เซียวผู่ให้ความสนใจรายละเอียดของของตกแต่งทุกอย่างในห้อง เครื่องตกแต่งในห้องหนังสือมีอะไร บนชั้นวางหนังสือมีหนังสืออะไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสือใหม่ที่ถือเป็นความรู้ทั้งหมด
และอีกไม่นานก็จะมีคนช่างสังเกตตั้งใจศึกษาเพื่อหาช่องทาง อย่างเช่นว่าสามารถส่งอักษรภาพมาที่นี่ได้หรือไม่ วางเครื่องประดับที่เรียบง่ายงดงามไว้สักชิ้นสองชิ้น มีผลงานอะไรวางอยู่บนโต๊ะบ้าง ราชครูเคยอ่านอะไรบ้าง?
เซียวผู่ไปหา “อวี๋ซิน” ไม่รู้ว่าฝ่ายหลังคิดอย่างไร ถึงกับไม่มีความคิดที่จะกลับไปอยู่สายอิงเถาชิงอีแล้ว
เซียวผู่ไม่ได้รู้สึกอะไร ปล่อยให้กงซุนหลิงหลิงนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น โขกหัวอยู่หลายที ก่อนที่เซียวผู่จะประคองนางขึ้นมา บอกว่าแบบนี้ก็ดีมากแล้ว กงซุนหลิงหลิงยอบกายคารวะ น้ำตาคลอเจียนจะหยด เซียวผู่เอ่ยสัพยอกว่าน่าสงสารจริงๆ
เซียวผู่เดินออกจากจวนราชครูไปเพียงลำพัง นางหันกลับไปมองกำแพงบังตาเงียบๆ
ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้บนถนนของเมืองหลวงต้าหลีมีคนบ้านเดียวกันที่ทยอยกันออกมาจากถ้ำสวรรค์หลีจูได้กลับมาพบเจอกันอีกครั้ง ก่อนที่ต่างคนจะต่างแยกย้ายกันไปตามเส้นทางชีวิตและอนาคตของตนเอง
ต่อให้นางจะแค่เป็นผู้เฝ้ามองอยู่ข้างๆ ก็ยังรู้สึกจากใจจริงว่าสิ่งที่ประสบพบเจอในชีวิตมนุษย์นั้นช่างน่าเหลือเชื่อ
ก็เหมือนหมอดูคนหนึ่งที่เมื่อสามสิบปีก่อนเคยเดินผ่านตรอกหนีผิงของอำเภอไหวหวง