กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1208.1 จุดลึกในหมู่เมฆ
แสงอาทิตย์ส่องสว่าง ท้องฟ้าสีครามสะอาดราวถูกชะล้าง ดอกไม้ภูเขาเบ่งบานสดใส
ผู้ฝึกกระบี่กลุ่มนี้ก้าวเข้าสู่หุบเขาลึกสถานที่ที่เมฆขาวก่อกำเนิด ค่อยๆ ย่างเท้าเข้าสู่ดินแดนไร้ผู้คน
ตลอดทางเป็นถนนหินขรุขระ พฤกษาชาติเขียวทึบแน่นหนา มีเพียงร่องรอยฝีมือมนุษย์ปรากฏเป็นครั้งคราว
ทิวเขาทอดยาวลดหลั่น สันเขาดุจสันมังกรคดเคี้ยว แต่ก็ยังยอมเปิดทางสายหนึ่งให้ลำธารไหลออกจากหุบเขาได้
เหนือลำธารคือแผ่นไม้พาดขวางเป็นสะพานข้าม เหล่าเซียนกระบี่พากันข้ามสะพานระหว่างที่เดินผ่านแผ่นไม้ก็ส่งเสียงดังออดแอด
ใต้สะพานก็คือลำธารเส้นเล็กที่กระซิบเสียงแผ่วเบา ต้นชางที่เป็นพุ่มเป็นกออยู่บนก้อนหิน
ปลาที่แหวกว่ายในลำธารคล้ายจะตกใจเสียงฝีเท้าจากบนสะพานจึงสะบัดหางว่ายหนีไปไม่เห็นเงา
แผ่นไม้ของสะพานนี้เป็นไม้ใหม่ที่รอยผ่ายังชัดเจน เห็นได้ชัดว่ามีคนมาสร้างไว้เมื่อไม่นานมานี้
จริงดังคาด เกาส่วงสังเกตเห็นป้ายหินแผ่นหนึ่งแกะสลักประโยคว่า
‘สะพานแห่งนี้มีเจ้าประมุขกวอเป็นผู้คุมการก่อสร้าง เซี่ยโก่วและคงโหวร่วมแรงกันสร้างขึ้นมา ผู้ที่ผ่านทางมาควรรู้ไว้ จดจำไว้ จดจำไว้’
เจ้าประมุขกวอคือใคร? ทำไมดูจากน้ำเสียงบนตัวอักษรนี้แล้ว ดูเหมือนว่าป่ายจิ่งยังต้องนับอาวุโสจัดลำดับชั้นกันอีกครั้ง
บอกกับทุกคนว่าตัวเองตามหลังเจ้าประมุขกวอ อยู่เบื้องหน้าคงโหว?
แต่นี่ยังไม่ใช่จุดที่มหัศจรรย์ที่สุด ด้านข้างป้ายหินยังวางหินไข่ห่านไว้จำนวนมาก
เกาส่วงคิดเป็นร้อยตลบก็ยังไม่เข้าใจ คงไม่ใช่ว่านี่คือขนบธรรมเนียมในท้องถิ่นของถ้ำสวรรค์หลีจูหรอกนะ?
ฉีถิงจี้ยิ้มเอ่ย “คงโหวคือขุนนางผู้เรียบเรียงตำราของภูเขาลั่วพั่ว”
“เจ้าประมุขกวอก็คือกวอจู๋จิ่ว นางคือผู้ฝึกกระบี่สายอิ่นกวานของคฤหาสน์หลบร้อน ทุกวันนี้ยังเป็นลูกศิษย์ผู้สืบทอดของเฉินผิงอันด้วย”
ส่วนหินไข่ห่านพวกนั้นมีความหมายว่าอะไร ฉีถิงจี้ก็ไม่กล้ายืนยัน
เดาเอาว่าน่าจะเป็นการนับจำนวนที่ผู้พิทักษ์ขวาใช้นับยามที่ลาดตระเวนภูเขาผ่านที่แห่งนี้?
เพื่อแสดงความเคารพ? เพียงแต่ว่าการคาดเดาเช่นนี้ ฉีถิงจี้รู้สึกว่ามีความน่ารักน่าเอ็นดูของเด็กน้อย จึงไม่สะดวกจะเปิดปากพูดอะไร
ฉีถิงจี้กล่าว “ลำดับเก้าอี้ในศาลบรรพจารย์ที่อิ่นกวานจัดให้พวกเจ้ามีข้อพิถีพิถันอย่างมาก”
“ตอนนี้ขอบเขตของเส้าอวิ๋นเหยียนยังต่ำเกินไป อีกทั้งยังเป็นคนนอกของกำแพงเมืองปราณกระบี่ ต้องไม่อาจเป็นเจ้าสำนักได้แน่นอน”
“ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลส่วนรวมหรือเหตุผลส่วนตัวก็ล้วนไม่เหมาะที่เฉินผิงอันจะจัดวางเขาไว้ในตำแหน่งนั้น”
“หาไม่แล้วพวกเจ้าก็มีแต่จะยิ่งเป็นทรายที่กระจัดกระจาย เส้าอวิ๋นเหยียนเองก็จะวางตัวลำบาก”
“แต่มันมีอยู่ข้อหนึ่งที่เส้าอวิ๋นเหยียนแข็งแกร่งกว่าพวกเจ้า เขามีความรู้สึกยอมรับและรู้สึกว่าสำนักกระบี่หลงเซี่ยงเป็นบ้านของตัวเองจากใจจริง”
“ดังนั้นสำหรับการที่เขามาเป็นรองเจ้าสำนัก สำหรับการหลอมกระบี่ฝึกตนของตัวเขาเอง และสำหรับอนาคตของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงแล้ว ล้วนเป็นเรื่องดี”
เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีเดี๋ยวก็พูดว่าขอบเขตต่ำเกินไป เดี๋ยวก็พูดว่าพวกเจ้าไม่ยอมรับสำนักกระบี่หลงเซี่ยงมากพอ
คำพูดเหล่านี้เหมือนกระบองที่ฟาดกวาดมา
“ลู่จือเป็นเจ้าสำนักได้ไม่มีปัญหา แต่กลับไม่อาจเป็นเจ้าสำนักที่ดีได้”
“หากเกิดปัญหา พวกเจ้าทะเลาะกันแล้วไปปรึกษานาง ลู่จือก็มีแต่จะใช้สายตาถามพวกเจ้าว่ามาคุยกับเจ้าสำนักอย่างข้าทำไม ถึงเวลานั้นพวกเจ้าจะทำอย่างไร?”
“จู๋ซู่คุณสมบัติดี และใจที่คิดอยากจะแสวงหาชื่อเสียงลาภยศก็มีมาก”
“นอกจากตำแหน่งเจ้าสำนักรองเจ้าสำนักแล้ว ตำแหน่งสูงในศาลบรรพจารย์ก็หนีไม่พ้นเก้าอี้สามตัวอย่างผู้คุมกฎ ผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง คนดูแลเงิน”
“นางได้ตำแหน่งหนึ่งในนี้มาก็ถือว่ามีหน้ามีตามากแล้ว”
“เหมยคานฉลาดเฉลียว ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ที่แท้จริง ไม่แสวงหาชื่อเสียงเลื่อนลอย”
“โชควาสนาและสมบัติวิเศษแห่งฟ้าดินในพื้นที่มงคลแห่งหนึ่ง แท้จริงแล้วไม่ต่างอะไรจากข้าวสาร ฟืน เกลือ น้ำมัน ใบชาในครอบครัวคนทั่วไป”
“ให้นางดูแลพื้นที่มงคลเสวียนกงก็เหมาะสมที่สุด”
“หากเปลี่ยนมาเป็นเกาส่วงหรือหวงหลิงไปจัดการกิจธุระ จะขาดทุนหรือไม่ยังบอกไม่ได้ แต่ต้องไม่มีทางทำกำไรได้มากแน่นอน”
“พวกเจ้าอย่าลืมล่ะว่า “ศึกสร้างชื่อ” ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ของเฉินผิงอัน”
“หนึ่งคือศึกตัดสินเป็นตายกับหลีเจินลูกศิษย์ผู้สืบทอดของบรรพจารย์แห่งเปลี่ยวร้าง”
“สองก็คือการพูดคุยเรื่องการค้ากับเหล่าเจ้าของเรือและผู้ดูแลเรือที่เรือนขุนฟาน”
“พวกเจ้ามีแต่จะให้ความสำคัญกับอย่างแรก แต่เหมยคานกลับสนใจอย่างหลังมากกว่า”
“ดังนั้นเหมยคานได้รับตำแหน่งนี้มา ในใจนางย่อมยินดี”
“และใจหวาดระแวงป้องกันที่เกิดจากสถานะผู้ฝึกกระบี่เผ่าปีศาจของเหมยตั้นตั้งผู้เป็นลูกศิษย์ก็จะลดน้อยลงไปด้วย”
“จินเก้าภายนอกไม่แสวงหาชื่อเสียงและไม่แสวงหาผลประโยชน์ ทว่านับแต่เด็กมาก็มีนิสัยเสียๆ ที่ชอบทำตัวเป็นอาจารย์สั่งสอนผู้อื่น”
“ตอนนั้นก็ทำตัวเหมือนบัณฑิตน้อยที่คร่ำครึ เซวียนหยางมีความเคยชินอย่างหนึ่งมาโดยตลอด”
“นั่นคือชอบดื่มเหล้าคุยเรื่อยเปื่อยกับตัวอ่อนผู้ฝึกกระบี่ที่คุณสมบัติดีเยี่ยมเป็นที่สุด”
“เห็นพวกเขาแล้วมักจะรู้สึกคันยิบๆ ในใจเกินจะอดทน จะต้องถ่ายทอดเวทกระบี่ให้สักบทสองบทถึงจะยอมเลิกรา”
“นอกจากออกจากเมืองไปสังหารปีศาจแล้ว อันที่จริงเกาส่วงไม่ใช่คนที่กล้าได้กล้าเสีย (หาวส่วง) เลยสักนิด”
“เซวียนหยางดื่มเหล้า นั่นต่างหากถึงจะเป็นการดื่มอย่างแท้จริง”
คำพูดพวกนี้มีแค่ฉีถิงจี้เป็นคนพูดเท่านั้นที่ถึงจะเหมาะสม
คนเดียวที่เสียเปรียบ ดูเหมือนว่าจะมีแค่ถั่วเหยียนฮูหยินที่ถูกเหมยตั้นตั้งเข้ามาแทนที่ตำแหน่งผู้ถวายงานอันดับหนึ่ง
จนได้แต่เปลี่ยนไปเป็นเค่อชิงอันดับรองแทน
แต่ว่าจิตใจของสตรีเหมือนเข็มในมหาสมุทร ตัวของถั่วเหยียนฮูหยินเองย่อมมีสมุดบัญชีเล่มหนึ่ง
อย่างเช่นว่านอกจากความผิดหวัง ความไม่พอใจในใจแล้ว นางก็ยังมีความสุขความลำพองใจ มีความคิดที่เหมือนต้นหลิ่วที่แตกหน่อ
อิ่นกวานไม่เห็นตนเป็นคนนอกเลยจริงๆ
เหล่าเซียนกระบี่พลันเห็นน้ำตกเส้นหนึ่งที่แคบมากแต่ยาวมากไหลหลั่งลงมาจากซอกเขา เหมือนแขวนลอยกลางอยู่อากาศ
คั่นอยู่ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจี ดุจมังกรหยกยาวร้อยจั้งที่แนบพักพิงอยู่กับภูผา
พวกเขาหยุดเดินเพื่อชมทัศนียภาพ หวงหลิงพลันยื่นมือไปรับกระบี่บินส่งข่าวเปล่งประกายแสงแวววาวเล่มหนึ่งที่สร้างขึ้นด้วยกรรมวิธีลับมา
จดหมายลับนาบตราประทับของเจ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่หลงเซี่ยง
ที่แท้เฉินผิงอันให้เขาไปเยือนเกราะทองทวีปอย่างลับๆ รอบหนึ่ง
ไปยังสถานที่ที่ชื่อว่าหมางซาน ตามหากระบี่ส่วนตัวที่ชื่อว่าโจวซ่ง
ส่วนหลังจากที่หาผีเซียนหญิงตนนี้เจอแล้วจะคุยอะไรกัน ก็ให้หวงหลิงตามสบายได้เลย
ฉีถิงจี้ช่วยแพร่งพรายความลับให้พวกเขาด้วยการอธิบายว่า
“โจวซ่งก็คือจี้กวานคนก่อนหน้าแยนกั๋ว นางสนิทกับนักพรตโช่วชุนแห่งตำหนักเสียเฟิงมาก”
อันที่จริงพวกกระบี่ส่วนตัวต่างก็ไม่รู้ว่า “แยนกั๋ว” คือใคร
แต่ว่าจี้กวานแห่งกำแพงเมืองปราณกระบี่ก็แทบจะไม่มีตัวตนอยู่แล้ว
อย่าว่าแต่เทียบกับอิ่นกวานเลย ขนาดสิงกวานก็ยังเทียบไม่ได้
หวงหลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “ถ้าอย่างนั้นข้าจะระมัดระวังยามพูดจา”
มองไกลๆ ไปเห็นว่าบนยอดเขามีต้นไม้ยักษ์หลายต้น ตั้งตระหง่านดุจกระบี่และง้าวที่ชี้ขึ้นฟ้า
ทุกต้นมีเถากุหลาบเลื้อยพันออกดอก สีแดงสดงามสะพรั่งพร่าตา
กวอตู้ขี่กระบี่จากไปแล้วย้อนกลับมา เด็ดดอกไม้ดอกหนึ่งส่งให้คนรัก
หลิงซวินเองก็ไม่เขินอาย เยื้องย่างงดงามเอาอย่างสตรีในราชสำนักที่ปักดอกไม้ประดับผม รอยยิ้มของหญิงสาวงดงามยิ่งกว่าบุปผา
จากนั้นการมองเห็นของพวกเขาก็พลันเปิดกว้าง เห็นคันนาสลับซับซ้อน ปลูกข้าวเขียวขจีไว้เต็มพื้นที่
ทับซ้อนสูงต่ำคดโค้งเป็นชั้นๆ รูปลักษณ์ละม้ายลวดลายแกะสลักบนเครื่องเขิน
และตรงมุมหนึ่งข้างแปลงกุยช่ายกับสวนต้นหอมก็มีป้ายไม้แผ่นหนึ่งปักตั้งอยู่ ด้านบนเขียนตัวอักษรไว้สองบรรทัด
‘หนึ่งในพื้นที่ประกอบพิธีกรรมส่วนตัวของเซี่ยโก่วผู้ถวายงานอันดับรองของภูเขาลั่วพั่ว’
‘ของมีค่าทุกอย่างที่เป็นผลผลิตของที่นี่มีไว้เพื่อห้องครัวของอาจารย์ผู้เฒ่าจูแห่งยอดเขาจี๋หลิงโดยเฉพาะ’
‘คนนอกและสัตว์ป่าไม่อาจย่างกรายเข้ามาโดยพลการ ใครขัดขืนต้องถูกฟันไม่ก็ถูกเผา’
จินเก้ามองสบตากับเซวียนหยาง ทั้งคู่ต่างก็รู้สึกจนคำพูด ดูท่าป่ายจิ่งจะเห็นภูเขาลั่วพั่วเป็นบ้านของตัวเองจริงๆ แล้ว?
ฉีถิงจี้เอ่ย “เป็นผู้ฝึกกระบี่อยู่ที่กำแพงเมืองปราณกระบี่ กับเป็นเซียนกระบี่อยู่ในสำนักของใต้หล้าไพศาลนั้นไม่เหมือนกัน”
“พวกเจ้าต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัว”
“หนิงเหยาเลือกเฉินผิงอันเป็นคนรัก เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสเลือกเฉินผิงอันเป็นอิ่นกวานคนสุดท้าย”
“ข้าฉีถิงจี้เลือกที่จะยกตำแหน่งให้เฉินผิงอันมาเป็นเจ้าสำนัก”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกเจ้าก็ใส่ใจสักหน่อย แล้วก็ต้องให้ความเคารพที่มากที่สุดแก่เฉินผิงอัน”
“อิ่นกวานคนสุดท้ายที่มอบความเคารพนับถือให้พวกเจ้ามากพอ”
“ก่อนหน้านี้อยู่ที่หอบูชากระบี่ คำพูดเหล่านั้นของแม่นางน้อยไม่น่าฟังจริงๆ แต่ก็ไม่ได้ใส่ร้ายพวกเจ้า แล้วยังด่าพวกเจ้าเบาเกินไปด้วย”
ฉีถิงจี้ไม่ได้เอ่ยประโยคหนึ่งออกมา โชคดีที่ซุนชุนหวังไม่เคยอยู่ในคฤหาสน์หลบร้อน ไม่อย่างนั้นพวกเจ้าเจอดีแน่
“ในเมื่อข้าไม่ใช่เจ้าสำนักของสำนักกระบี่หลงเซี่ยงแล้ว การพูดคุยกันในวันนี้ อะไรที่ควรเตือนก็เตือนไปแล้ว”
“อะไรควรพูดไม่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว”
“สุดท้ายข้าจะทิ้งถ้อยคำอำลากับพวกเจ้าไว้สองสามประโยค”
“ในอนาคตใครที่เอาประโยชน์ส่วนตนมาทำให้ผลประโยชน์ส่วนรวมเสียหาย”
“ไม่ว่าจะแตกหักกับสำนักกระบี่หลงเซี่ยงหรือกับเฉินผิงอัน”
“จะเป็นการลบล้างทุกอย่างบนทำเนียบหยกทอง หรือเป็นวิญญูชนที่สะบั้นความสัมพันธ์โดยที่ไม่เอ่ยถ้อยคำหยาบคายใส่กัน แค่จากมาก็จบเรื่อง”
“ดีมาก ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าพวกเจ้าตกอยู่ในกำมือของข้าแล้ว”
“ไม่ว่าถึงเวลานั้นพวกเจ้าจะเป็นผู้ฝึกตนอิสระที่มีอิสระเสรี หรือว่าจะไปเป็นแขกผู้มีเกียรติอยู่ที่สำนักแห่งใด”
“ฉีถิงจี้ย่อมต้องไปถูกเหตุผลกับพวกเจ้าแน่”
ความนัยที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของฉีถิงจี้ก็คือข้าจะส่งพวกเจ้าออกเดินทางด้วยตัวเอง
หมี่อวี้เดินอยู่กับผู้ฝึกกระบี่สองคนอย่างสิงอวิ๋นและหลิ่วสุ่ย ไม่ได้ตามภูเขาลูกเล็กของฉีถิงจี้ไปเดินเล่น
พวกเขาเลือกภูเขาสูงลูกหนึ่งที่ยังไม่ถูกบุกเบิกเป็นถ้ำสถิตหรือพื้นที่ประกอบพิธีกรรม
ป่าไผ่เขียวทอดยาวต่อกันดั่งมหาสมุทร ระหว่างป่าไผ่ไม่มีเส้นทาง
ผู้ฝึกกระบี่สามคนจึงเหยียบไปบนทะเลไผ่ พลิ้วกายทะยานตัว
ค่อยๆ ไต่ขึ้นสู่ที่สูงราวกับโอบอุ้มหมู่เมฆแล้วม้วนพัดไอหมอกให้พลิ้ววน ใต้ฝ่าเท้ามีแต่สีเขียวขจี
มาถึงบนยอดเขาสูง สามด้านล้วนมีแต่หน้าผาสูงชัน ตามผนังผามีเถาวัลย์และรากไม้พันคดราวมังกร
เป็นเส้นทางที่ลิงไต่ปีนเหยียบยึดขึ้นลง
พวกเขายืนอยู่ ณ ที่สูงแล้วทอดมองลงไป เบื้องล่างคือโลกมนุษย์อันเต็มไปด้วยฝุ่นควันแห่งโลกีย์
ถูกแสงแดดสาดส่องให้เปล่งประกายระยิบระยับ
ทำให้คนรู้สึกว่าสถานที่แห่งนี้มีพลังอันบริสุทธิ์ยิ่งใหญ่พวยพุ่งขึ้นไปเชื่อมถึงบัลลังก์สวรรค์ที่ประทับแห่งจักรพรรดิ
หมี่อวี้เอาสองมือไพล่หลัง มองอย่างเหม่อลอย
สิงอวิ๋นเหลือบตามองเซียนกระบี่ใหญ่หมี่ จำต้องยอมรับว่า เด็กรุ่นหลังผู้นี้มีรูปโฉมที่ยอดเยี่ยมจริงๆ
น่าเสียดายที่จิตแห่งมรรคาไม่หนักแน่น หาไม่แล้วอนาคตต้องยาวไกลไร้ขีดจำกัด
หลิ่วสุ่ยเอ่ยเสียงเบา “หมี่อวี้ เจ้าเป็นคนที่ฉลาดมาก ข้าเองก็ไม่พูดมากเรื่องที่เจ้าเข้าใจมานานแล้ว”
“ข้าจะถามเจ้าเรื่องเดียว เจ้าเคยคิดหรือไม่ว่าทำไมปีนั้นเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสถึงได้จัดการให้เจ้าเป็นคนรับผิดชอบดูแลความปลอดภัยของอิ่นกวานคนใหม่”
“หลังจากนั้นก็ยิ่งให้เจ้าเข้าไปอยู่ในคฤหาสน์หลบร้อน”
“นอกจากโฉวเหมียวที่เป็นผู้นำซึ่งหากไม่เป็นเพราะมีเฉินผิงอันก็ควรเป็นเขาที่มารับหน้าที่เป็นอิ่นกวานแล้ว”
“เจ้าล่ะ? ความตั้งใจคืออะไร?”
สิงอวิ๋นพยักหน้า คำพูดของสตรีดุร้ายอย่างหลิ่วสุ่ยผู้นี้ถือว่าพูดได้ตรงประเด็นแล้ว
หมี่อวี้ลงมืออย่างโหดร้ายทารุณบนหัวกำแพงเมือง ใช้กระบี่ฟันสังหารเลี่ยจี่สหายรักทำให้สิงอวิ๋นรู้สึกประทับใจมากที่สุด
ออกกระบี่ฆ่าคนไม่ผ่านสมอง มองดูเหมือนเป็นคำดูหมิ่น ทว่าผู้ฝึกกระบี่ในท้องถิ่นของกำแพงเมืองปราณกระบี่ต่างก็รู้ดีถึงน้ำหนักของคำพูดประโยคนี้
นั่นคือคำชมที่ยิ่งใหญ่อย่างมาก!
ยกตัวอย่างที่อาจจะไม่เหมาะสม อย่างเช่นว่าจู่ๆ หลิ่วสุ่ยเสียสติลอบฆ่าเฉินผิงอันขึ้นมา
ถ้าอย่างนั้นการออกกระบี่ของสิงอวิ๋น เขาก็รู้ตัวดีเลยว่าจะไม่มีทางทำได้ถึงขอบเขตที่หมี่อวี้ทำได้
หมี่อวี้กล่าว “ตอนอยู่กำแพงเมืองปราณกระบี่ รู้สึกว่าเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสมองข้าเป็นคนไร้ประโยชน์ เป็นแค่หมอนปักลายบุปผา”
“แต่ถึงอย่างไรก็เป็นขอบเขตหยกดิบ ในเมื่ออยู่บนสนามรบฝีมือไม่ได้เรื่อง ก็ต้องหาเรื่องให้ข้าทำสักหน่อย ถือว่าเป็นการไว้หน้าพี่ชายข้า?”
“พูดไปแล้วพวกเจ้าอาจจะไม่เชื่อ เกี่ยวกับเรื่องนี้ ข้าที่อยู่ในคฤหาสน์หลบร้อนและเรือนขุนฟานก็คือคนว่างงานที่ไม่สลักสำคัญอะไร”
“อันที่จริงข้าคิดไว้มากมาย มีเพียงไม่กล้าคิดไปถึงคำตอบข้อหนึ่ง”
คำตอบนี้ทั้งปลอบประโลมจิตใจคนให้สงบ แต่กลับเป็นคำตอบที่โหดร้ายอย่างหาที่สิ้นสุดไม่ได้
เซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสฝากความหวังไว้ที่ข้าหมี่อวี้
คงเป็นเพราะหลังจากที่หมี่อวี้เลื่อนเป็นห้าขอบเขตบนแล้ว ชื่อเสียงของเขาฉาวโฉ่เกินไป
ทำให้ผู้ฝึกกระบี่อายุน้อยหลายคนต่างก็ไม่อาจจินตนาการได้ว่าตอนที่อยู่ขอบเขตโอสถทองและขอบเขตก่อกำเนิด
หมี่อวี้คือผู้ฝึกกระบี่ที่นอกเหนือจากผู้ฝึกกระบี่ห้าขอบเขตบนของกำแพงเมืองปราณกระบี่
หรืออาจถึงขั้นที่ว่าไม่มีคำว่า “นอกเหนือจาก” อะไร
เขาก็คือผู้ฝึกกระบี่ที่กล้าคุยเล่นกับเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสมากที่สุดในบรรดาผู้ฝึกกระบี่ทุกคนของกำแพงเมืองปราณกระบี่
ทุกครั้งที่เก็บกระบี่ หมี่อวี้จะไปหาเซียนกระบี่ใหญ่ผู้อาวุโสเพื่อพูดคุยสองสามประโยค
หรือไม่หากได้รับบาดเจ็บไม่เบา จำเป็นต้องรีบกลับไปปิดด่านรักษาบาดแผล เขาก็ยังยิ้มกว้าง
มองไกลๆ ไปยังเงาร่างที่อยู่ข้างกระท่อมของหัวกำแพงเมือง
ราวกับว่าผู้ฝึกกระบี่หนุ่มถามเฉินชิงตูว่า เป็นอย่างไร?!
หากไม่เคยมีประสบการณ์และวีรกรรมเหล่านี้ ปีนั้นพวกน่าหลันไข่ส่วนมีหรือจะรักและเลื่อมใสหมี่อวี้ขนาดนั้น?
ฉีถิงจี้หดย่อพื้นที่มาเพียงลำพัง เดินก้าวเดียวก็มาถึงที่นี่
สิงอวิ๋นนินทาอยู่ในใจ คนหน้าตาดีอีกคนหนึ่งแล้ว
ฉีถิงจี้เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “อาหญิงของฉีโซ่ว ปีนั้นถูกเจ้าทำร้ายอเนจอนาถยิ่งนัก”
หมี่อวี้พูดเบาๆ อย่างใจฝ่อ “สุดท้ายนางก็ยังได้แต่งงานกับคนดีไม่ใช่หรือ”
ฉีถิงจี้เหล่ตามองมา เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีใช้สายตาบอกเป็นนัยแก่เซียนกระบี่ใหญ่หมี่ว่า พูดให้ดังๆ หน่อย
หมี่อวี้จึงได้แต่บากหน้าเอ่ยว่า “ข้าเองก็เคยโน้มน้าวนางหลายครั้งเหมือนกัน นางไม่ฟัง แล้วข้าจะทำอะไรได้อีก”
หมี่อวี้ไม่กล้าเอ่ยประโยคว่า “ยิ่งข้าโน้มน้าว นางก็ยิ่งรู้สึกว่าในใจข้ามีนาง”
เขากลัวว่าฉีถิงจี้จะส่งตนออกเดินทาง
ฉีถิงจี้หัวเราะ “ถึงอย่างไรก็ยังหน้าบางไปสักหน่อย”
“มีแค่ความสามารถในการทำตัวเจ้าชู้เสเพลไปเรื่อย ไม่มีความสามารถที่ว่าฆ่าเจ้าให้ตายแต่ไม่ยอมรับ แล้วเจ้าจะทำอะไรข้าได้”
หมี่อวี้รู้สึกคุ้นกับประโยคนี้มาก เขาพลันเอ่ยอย่างกระจ่างแจ้ง
“ไม่ต่างจากที่อิ่นกวานพูดในปีนั้นสักเท่าไร แต่เซียนกระบี่ผู้อาวุโสฉีพูดตรงไปตรงมากว่าหน่อย ไม่ได้คลุมเครือเหมือนสำลีซ่อนเข็มอย่างอิ่นกวาน”
คำพูดในโลกมนุษย์เหมือนสุรา หากไม่เป็นเพราะน้ำลายสออยากกินจริงๆ เหล้าชั้นเลวหนึ่งกา ไม่ดื่มก็ไม่ดื่ม
เหล้าดีผสมน้ำหนึ่งกา ต่อให้ต้องขมวดคิ้ว แต่ก็ยังจะดื่ม
เงียบไปครู่หนึ่ง ฉีถิงจี้ก็ยิ้มถามว่า “หมี่อวี้ ไม่สู้ไปเปลี่ยวร้างเป็นเพื่อนข้าสักรอบ?”
หมี่อวี้พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม “เซียนกระบี่ใหญ่หมี่คิดอย่างนี้อยู่พอดี”
ฉีถิงจี้ถาม “ไปแล้ว ความปรารถนาคือสิ่งใด?”
หมี่อวี้โบกมือรวบรวมเมฆและหมอกมาเป็นกระบี่ยาวสีขาวหิมะ
ประกบสองนิ้วปาดผ่านตัวกระบี่ไปถึงปลายกระบี่ ก่อนจะดีดปลายกระบี่เบาๆ
เมฆหมอกพลันสลายหายไป “ชำระกระบี่!”