กระบี่จงมา! Sword of Coming - บทที่ 1208.2 จุดลึกในหมู่เมฆ
เขตเมืองชั้นในเมืองหลวงต้าหลี ช่วงต้นยามเซิน (ประมาณบ่ายสามโมง)
ในห้องแห่งหนึ่ง ข้าวของเครื่องใช้ประณีตสะอาดตา บนผนังแขวนอักษรภาพที่มีมูลค่าควรเมือง
สามารถมองเห็นทิวทัศน์ริมทะเลสาบอันงดงามอ่อนหวานนอกหน้าต่าง
บางครามีนกกระยางขาวโผบินแหวกอากาศอย่างอ่อนช้อย แต่งแต้มสีสันให้กับท้องฟ้า
บุรุษวัยกลางคนนั่งอยู่บนตั่ง กำลังอ่านรายงานฉบับหนึ่งที่ส่งออกไปไม่สำเร็จ
ทางฝั่งของต้าหลีดักกระบี่บินส่งข่าวมาได้เล่มหนึ่ง
แน่นอนว่ารายงานไม่ใช่ต้นฉบับ แต่เป็นสำเนาที่ถูกผู้ฝึกตนสำนักซู่เจียไขคำปริศนาอธิบายเนื้อหามาให้
บุรุษส่ายหน้า กล้าส่งข่าวออกไปข้างนอกในวันนี้ ไม่ใช่พาตัวมาติดกับดักแล้วจะเรียกว่าอะไร
เรื่องอย่างการส่งกระบี่บินแจ้งข่าวนี้ ราชสำนักต้าหลีไม่เคยมีคำสั่งห้ามจริงๆ
แต่สายลับอย่างพวกเจ้าคิดว่ากระบี่บินส่งข่าวหลายพันเล่มนั้น มีเล่มใดบ้างที่ไม่ถูกเปิดอ่านแล้วถูกจดบันทึกเอาไว้?
สถานการณ์ส่วนใหญ่แล้ว กระบี่บินจะสามารถออกไปจากเมืองหลวงต้าหลีได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
มีกระบี่บินน้อยจนนับนิ้วได้เท่านั้นที่จะถูกดักเอาไว้
หากเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่าอีกไม่นานคนที่ส่งจดหมายออกไปจะต้องได้เจอกับขุนนางกรมอาญาแล้ว
บุรุษเลิกเปลือกตาขึ้นมองสายลับที่นั่งคอตกอยู่ฝั่งตรงข้าม คือบุรุษร่างผอมแห้งอายุเกือบสี่สิบปี
ควรจะต้องเรียกเขาว่านักรบพลีชีพถึงจะถูก
ฝ่ายที่รับจดหมายคือราชวงศ์อวิ๋นเซียวที่สืบทอดอาณาเขตส่วนใหญ่ของราชวงศ์ป่ายซวงเก่า
แน่นอนว่าบุรุษคุ้นเคยกับราชวงศ์อวิ๋นเซียวดี
จำได้ว่าตอนนั้นที่กองทัพม้าเหล็กต้าหลีกรีฑาทัพลงใต้ ต่อสู้ไปตลอดทางจนถึงนครมังกรเฒ่า
ระหว่างทางมีแคว้นเล็กบางส่วนที่สู้เอาเป็นเอาตายไม่ยอมถอยให้ราชสำนักต้าหลี
แล้วก็มีแคว้นแข็งแกร่งที่ยอมเป็นหยกแตกแต่ไม่ยอมเป็นกระเบื้องที่สมบูรณ์อย่างราชวงศ์จูอิ๋ง
ส่วนราชวงศ์ป่ายซวงเก่านั้นถือเป็นราชวงศ์ใหญ่ประเภทที่ยื่นคอรอให้ตัดมานานแล้ว
เพื่อที่จะได้ให้ดาบของต้าหลีฟันฉับลงมาโดยเร็ว
ก็ไม่แปลกที่ภายหลังต้าหลีดึงตัวทหารมากฝีมือของสถานที่ต่างๆ ไปเสริมกองทัพม้า
ส่วนที่เลือกมาจากราชวงศ์ป่ายซวงเก่า จำนวนยังถึงขั้นสู้แคว้นเล็กบางส่วนที่มีไม่ถึงสิบล้านคนไม่ได้ด้วยซ้ำ
ฝูชิ่งหนึ่งในสองสาวใช้ของจวนราชครู นางก็คือเชื้อพระวงศ์หญิงของราชวงศ์ป่ายซวงเก่า
เมื่อเทียบกับฮ่องเต้ราชวงศ์อวิ๋นซวงที่นั่งครองบัลลังก์มังกรในทุกวันนี้แล้ว นางต่างหากถึงจะเป็นกิ่งทองใบหยกที่แท้จริง
แต่บุรุษรู้สึกว่าด้วยนิสัยของเฉินผิงอันก็ไม่น่าจะให้นางลงใต้หวนกลับไปยังมาตุภูมิเดิมหรอกกระมัง
แต่สาเหตุไม่ได้เป็นเพราะเขาลุ่มหลงในความงามอะไร
เขาหัวเราะ พูดเย้ยหยันว่า “นักประวัติศาสตร์ต่างก็พูดว่าเป็นการที่ราชวงศ์ป่ายซวงเก่าปกครองอย่างผ่อนปรนเกินไปถึงได้ทำให้ชะตาแคว้นขาดสะบั้น”
“ช่างเป็นคำกล่าวที่นุ่มนวลเหลือเกิน แต่พวกเจ้ากลับเชื่อจริงๆ?”
“นี่ก็ไม่ใช่ผลลัพธ์จากการที่ฮ่องเต้หลายพระองค์ไร้ความสามารถจนจำต้องร่วมปกครองบ้านเมืองกับขุนนางฝ่ายบุ๋น คหบดี ชนชั้นสูงและเสมียนขุนนางหรอกหรือ?”
“ยังมีราชวงศ์อวิ๋นซวงที่ปากพร่ำพูดว่าสืบทอดระบบที่ถูกต้องนี่อีก ไม่กลัวว่าตัวเองจะเป็นตั๊กแตนหลังฤดูใบไม้ร่วงจริงๆ หรือ?”
แม้ว่าในมุมห้องจะวางอ่างน้ำแข็งไว้หลายใบ สายลับคนนั้นก็ยังเหงื่อไหลเปียกเต็มหน้า
เส้นผมพันกันเป็นกระจุก เขายิ้มอย่างซีดเซียว
“วิถีทางโลกใบนี้มักจะเป็นผู้ชนะที่ได้เขียนประวัติศาสตร์เสมอ ในเมื่อสกุลซ่งต้าหลีของพวกเจ้าชนะแล้ว ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ถูกทั้งนั้น”
บุรุษยิ้มเอ่ย “ข้าไม่เถียงกับคนโง่หรอก อะไรที่เจ้าพูดล้วนถูกหมด”
“ขอแค่มีจุดใดที่เจ้ารู้สึกว่าไม่ถูก ก็เป็นเพราะข้าซ่งจี๋ซินที่ผิด”
เดิมทีสายลับคนนั้นเตรียมคำพูดที่จะพูดไว้เต็มท้อง แต่เวลานี้กลับพูดอะไรไม่ออกสักคำ
เพราะงานพิธีการในเมืองหลวงครั้งนี้ไม่มีการฉายผ่านบุปผาในคันฉ่องจันทราในสายน้ำ
แล้วก็ไม่อนุญาตให้ผู้ฝึกตนคนใดใช้วิธีการ “คัดลอก” ของบนภูเขาโดยพลการ
ดังนั้นจึงต้องอาศัยความสามารถในการมองเห็นและความทรงจำของผู้ชมแต่ละคน
ยกตัวอย่างเช่นเนื้อหาที่อธิบายไว้ในรายงานฉบับนี้ เรียกได้ว่าละเอียดอย่างถึงที่สุด
รูปร่าง หน้าตา ตำแหน่งที่ยืน สีหน้าท่าทาง เครื่องแต่งกาย แววตา ฯลฯ ของเซียนกระบี่ทุกท่านที่อยู่บนถนนทางหลวง
ล้วนถ่ายทอดอารมณ์ได้ถึงแก่นและมีชีวิตชีวา เห็นตัวอักษรเหมือนเห็นภาพ สำนวนภาษาและลีลาการเขียนยอดเยี่ยม
ช่วงท้ายของรายงานยังมีคำแนะนำหรือควรจะพูดว่าคำเตือนเขียนไว้ด้วย
ความหมายคร่าวๆ ก็คือทุกวันนี้กองกำลังแคว้นของราชสำนักต้าหลีกำลังรุ่งโรจน์
พลังอำนาจดุจสายรุ้ง มิอาจต่อกรด้วยกำลังได้
ดังนั้นอย่างน้อยภายในเวลาสิบปี ทางที่ดีที่สุดควรจะหลบเลี่ยงประกายเฉียบคม แสร้งคล้อยตามไปก่อน รอดูการเปลี่ยนแปลงอย่างสงบ
ซ่งจี๋ซินอ่านอยู่สองรอบ สะบัดกระดาษที่เขียนเต็มไปด้วยตัวอักษรเสี่ยวข่ายขนาดเล็ก
ยิ้มเอ่ยว่า “มิอาจต่อกรด้วยกำลัง ก็เลยใช้ปัญญาและกลยุทธ์เอาชนะแทนอย่างนั้นหรือ?”
คนเขียนจดหมายที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้คือขุนนางต้าหลีที่รับหน้าที่อยู่ในที่ว่าการแห่งหนึ่งของตรอกหนันซวิน
เดิมคิดว่าจะตกอยู่ในมือของกรมอาญา คิดไม่ถึงว่าเป็นอ๋องเจ้าเมืองซ่งมู่ที่มาไต่สวนตนโดยตรง
หัวใจของเขาสิ้นหวังแล้ว จึงไม่คิดจะพูดอะไรอีก
เพราะถึงอย่างไรบุรุษที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้ ทุกวันนี้ก็ยังคงเป็นเจ้านายของเมืองหลวงสำรองต้าหลี
ลั่วอ๋องซ่งมู่ที่เคยเฝ้าประตูแคว้นให้แทนแจกันสมบัติทวีป!
ซ่งจี๋ซินหยิบส้มลูกหนึ่งจากถาดผลไม้ขึ้นมาปอกเปลือก หยิบชิ้นหนึ่งโยนใส่ปากเคี้ยวอย่างละเอียด
ถามว่า “เจ้าเองก็ไม่ใช่คนในท้องถิ่นของราชวงศ์อวิ๋นเซียว คือลูกหลานคนจนจากแคว้นใต้อาณัติทางทิศเหนือ”
“เข้าร่วมการสอบเคอจวี่ของราชสำนักต้าหลี สอบเป็นจิ้นซื่อจี๋ตี้ได้สำเร็จ”
“อันดับรายชื่อของผู้ได้ตำแหน่งขั้นสองก็ไม่ต่ำ สามารถเป็นขุนนางชั้นหกของราชสำนักต้าหลีได้แล้ว”
“หากหวนกลับไปยังราชสำนักเล็กของบ้านเกิดที่เป็นแคว้นใต้อาณัติ ตามหลักแล้วจะได้เลื่อนขั้นขุนนางสองขั้น เป็นขั้นสี่”
“นี่ยังเป็นแค่ภายนอกเท่านั้น ไม่ต้องใช้เวลาถึงสามปีห้าปี อย่างน้อยก็ต้องเป็นขั้นสามชั้นโท ไยต้องทำเรื่องที่ต้องหัวขาดแบบนี้ด้วยเล่า”
คนผู้นั้นยิ้มเจื่อนเอ่ยว่า “นี่ก็คือเส้นทางหัวขาด ไม่ใช่ว่าข้าอยากจะหยุดมือแล้วจะหยุดได้ ซ่งจี๋ซิน เจ้าเป็นเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ ไม่มีทางเข้าใจหรอก”
ซ่งจี๋ซินเลิกคิ้ว “ไม่ถูกกระมัง ข้าจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนกรมอาญาของราชสำนักต้าหลียอมรับคำแนะนำจากเจ้ากรมหลิ่วแห่งเมืองหลวงสำรอง”
“อนุญาตให้ขุนนางที่ภูมิหลังไม่สะอาดอย่างพวกเจ้าไปมอบตัวกับกรมอาญาของเมืองหลวงทั้งสองแห่งอย่างลับๆ ได้”
“หลังจากถูกจดลงบันทึกแล้วก็จะยกโทษให้ทั้งหมดไม่ถือสาเรื่องที่ผ่านมา และจะช่วยปกปิดรอยด่างพร้อยให้พวกเจ้าด้วย”
“ทว่าสถานการณ์จริงในวงการขุนนางของเมืองหลวงเป็นเช่นไร ข้าไม่รู้”
“แต่อย่างน้อยที่เมืองหลวงสำรอง เรื่องนี้ข้าก็เป็นคนจัดการด้วยตัวเอง ล้วนทำไปตามระเบียบขั้นตอน”
“ขุนนางในท้องถิ่นของต้าหลีหลายคนหรือแม้กระทั่งนักรบพลีชีพและสายลับของแคว้นอื่นล้วนมีชีวิตที่ไม่เลวหลังจากนั้น”
“คนจำนวนไม่น้อยเลื่อนขั้นขุนนางแล้ว”
“อีกทั้งกฎระเบียบข้อนี้แม้เวลาจะผ่านไปก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง”
“ขอแค่ไม่เคยฆ่าคนตาย อย่างมากก็แค่รีบรับสารภาพให้ได้สถานะที่บริสุทธิ์”
“ถ้าพูดช้าจะได้รับขั้นตอนที่ไม่เหมือนกันแต่กลับไม่ใช่บทลงโทษที่ทำให้เส้นทางรับราชการของใครต้องขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิงแน่นอน”
“เจ้าเจิงเทายังไม่ใช่คนของป่ายซวงเก่า คนในตระกูลต่างก็มีชีวิตอยู่ดีในแคว้นใต้อาณัติ”
“หากจะบอกว่าเป็นความแค้นต่อแคว้น แน่นอนว่าต้องมีอยู่บ้าง แต่กลับไม่เคยเกลียดแค้นตระกูลเลยแม้แต่น้อย”
“ปีนั้นผู้ที่เลือกจะสวามิภักดิ์ต่อต้าหลีก็เป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงในท้องถิ่นสิบกว่าตระกูลอย่างพวกเจ้าที่รู้จักประเมินสถานการณ์มากที่สุด”
“แล้วนับประสาอะไรกับที่คนอย่างเจ้า ก่อนหน้านี้ข้าได้อ่านประวัติเจ้าอย่างละเอียดมาแล้ว”
“ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ไม่เหมือนผู้มีคุณธรรมที่ยอมสละชีวิตเพื่อชาติบ้านเมืองได้เลยนะ”
“ผู้มีคุณธรรมที่แท้จริง ข้าเคยพบเจอมามากมาย แล้วก็ฆ่าทิ้งไปไม่น้อย ส่วนเจ้า ไม่น่าจะใช่คนประเภทนี้”
ซ่งจี๋ซินพยักหน้าพูดอยู่กับตัวเอง “นึกออกแล้ว ราชวงศ์อวิ๋นเซียวมีที่ว่าการแห่งหนึ่งที่ถูกปิดบังเอาไว้”
“ชอบจับตามองการลงมือของขุนนางขั้นเจ็ดในพื้นที่ต่างๆ ของต้าหลีโดยเฉพาะ”
“ใช้สารพัดวิธีช่วยปูทางการเลื่อนขั้นขุนนางให้กับพวกเจ้า”
“ในเอกสารบันทึกไว้ว่าบุตรชายคนโตของเจ้าตายอย่างฉับพลันตอนอายุสิบหกปี”
“ดูเหมือนเขาจะเป็นเด็กอัจฉริยะที่ผู้คนให้การยอมรับด้วย ทำไม ลูกชายเจ้ามีคุณสมบัติในการฝึกตน แต่กลับมีไม่มาก”
“ทางฝั่งราชวงศ์อวิ๋นเซียวก็เลยรับปากว่าจะต้องให้เขาเลื่อนเป็นห้าขอบเขตกลางให้ได้อย่างนั้นหรือ?”
สีหน้าของเจิงเทาตื่นตระหนกขึ้นมาทันที
ซ่งจี๋ซินเคี้ยวส้มด้วยสีหน้ามีเลศนัย รอกระทั่งเห็นเจิงเทาทำท่าหมดเรี่ยวหมดแรงเหมือนบิดาเสีย
ซ่งจี๋ซินถึงปรบมือ ยิ้มเอ่ยว่า “ฝีมือการแสดงห่วยจริงๆ ข้าหยอกเจ้าเล่นหรอกน่า”
ซ่งจี๋ซินกำสองมือเป็นหมัดยันไว้บนหัวเข่า จ้องเจิงเทาเขม็ง
“ภรรยาคนที่สองที่เหมือนจะบอบบางไม่อาจต้านทานแรงลมของเจ้าคนนั้น คือผู้ฝึกตนที่มาจากราชวงศ์อวิ๋นเซียวกระมัง?”
เจิงเทาเงยหน้าพรวดมองไปยังซ่งมู่อ๋องเจ้าเมือง
ซ่งจี๋ซินเอ่ยเนิบช้า “ข้าเดาว่านางใช้เวทคาถาบนภูเขาเป็นนกพิราบยึดรังนกกางเขนต่อสตรีในท้องถิ่นคนหนึ่งอย่างลับๆ”
“นอกจากชื่อและใบหน้าที่เป็นความจริงแล้ว ส่วนอื่นๆ ที่เหลือของนางล้วนเป็นของปลอมทั้งหมด”
เส้นเอ็นปูดโปนขึ้นมาบนหน้าผากของเจิงเทา
ซ่งจี๋ซินยิ้มบางๆ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าลองเดาดูสิว่าบุตรชายคนโตที่ถูกเรียกขานว่าเป็นอัจฉริยะคนนั้น”
“ทุกวันนี้สามารถฝึกตนอยู่ในราชวงศ์อวิ๋นเซียวได้อย่างมั่นคง หรือว่าตายอย่างฉับพลันระหว่างเดินทางไปนานแล้วจริงๆ”
เจิงเทาอึ้งตะลึง
ซ่งจี๋ซินเอนกายพิงโต๊ะน้ำชาที่วางถาดผลไม้ หันหน้าไปมองทิวทัศน์งดงามนอกหน้าต่าง พึมพำเสียงเบาด้วยน้ำเสียงอู้อี้ฟังไม่ชัด
“ถ้าอย่างนั้นก็รบเลย ครั้งเดียวไม่พอก็เอาใหม่อีกครั้ง”
“ดูสิว่าพวกเขาจะยังกล้ากระโดดโลดเต้นแบบนี้อยู่อีกไหม? ยังจะมีเรื่องวุ่นวายใจมากมายแบบนี้อีกไหม?”
“คงไม่ใช่ว่าราชครูคนใหม่อย่างเจ้าไม่มีความมั่นใจเลยสักนิดว่าจะสามารถควบคุมสถานการณ์ของหนึ่งทวีปได้อย่างซิ่วหูกระมัง?”
เจิงเทาขวัญหนีกระเจิดกระเจิง ถามอย่างขลาดกลัวว่า “ลั่วอ๋องคิดจะจัดการข้า…จัดการพวกเราอย่างไร?”
ซ่งจี๋ซินหยิบรายงานฉบับสำเนาขึ้นมาใหม่อีกครั้ง “รู้หรือไม่ว่าทำไมวันนี้เจ้าต้องตาย?”
เจิงเทาสับสนมึนงง
ซ่งจี๋ซินขยากระดาษเป็นก้อนกลม บดขยี้ให้กลายเป็นผุยผงอยู่กลางฝ่ามือ
ในรายงานมีรายละเอียดอยู่ข้อหนึ่งเกี่ยวกับหนิงเหยา บันทึกเรื่องเล็กน้อยที่มองดูคล้ายไม่สลักสำคัญอะไร
เนื้อหาในประโยคนั้นคือ “หนิงเหยาหรี่ตาก่อนแล้วค่อยเงยหน้ามองฟ้า ไม่ได้เงยหน้ามองดวงตะวันแล้วค่อยหรี่ตา ประหลาดนัก”
ซ่งจี๋ซินกระตุกคอเสื้อ บิดคอ จู่ๆ ก็ด่าออกมาว่า “รนหาที่ตายจริงๆ!”
ดูเหมือนว่ายังไม่หายโมโห ซ่งจี๋ซินถึงได้เริ่มใช้ภาษาถิ่นของบ้านเกิดด่าซ้ำอีกรอบหนึ่ง
หากรู้แต่แรกจะเป็นเช่นนี้ ข้าผู้อาวุโสก็ไม่ควรกินอิ่มว่างงานมาลุยน้ำขุ่นบ่อนี้เลย
คนเราพอมีเวลาว่างก็ง่ายที่จะหาเรื่องลำบากใส่ตัวจริงๆ
มารดามันเถอะ หากไอ้หมอนั่นรู้ว่ารายงานฉบับนี้มาตกอยู่ในมือของตน….
ด้วยความเจ้าคิดเจ้าแค้นของเขา จะไม่เอาบัญชีเก่าบัญชีใหม่มาคิดรวมกันหรอกหรือ?
ข้าจะกล้าเอาคืนหรือ ข้าจะสู้เขาได้หรือ?
ยิ่งคิดก็ยิ่งมีโทสะ ซ่งจี๋ซินจึงก่นด่าบรรพบุรุษสิบแปดรุ่นของเจิงเทาต่ออีกครั้ง
เจิงเทานึกอยากจะสู้สุดชีวิตกับซ่งมู่อ๋องเจ้าเมืองอยู่เหมือนกัน
ต่อให้ต้องแลกชีวิตก็ไม่เสียดาย น่าเสียดายที่คนไร้ประโยชน์ก็คือบัณฑิต
เจิงเทาถาม “เจ้าคนแซ่ซ่ง ในเมื่อต้องตายอยู่แล้ว ทำไมยังต้องเปลืองน้ำลายพูดกับข้ามากมายขนาดนี้?”
ซ่งจี๋ซินยิ้มบางๆ “ข้ากับฮ่องเต้คือเจ้าเหนือหัวกับขุนนาง มีอะไรให้พูดคุยกันได้ ก็แค่ถามตอบเท่านั้น”
“เจ้าก็เห็นว่าขนาดการประชุมในท้องพระโรงข้ายังไม่เข้าร่วม”
“กับใต้เท้าราชครูคนใหม่ที่เป็นเพื่อนบ้านกันมาตั้งแต่เด็ก เจอหน้ากันก็พูดคุยกันแค่ไม่กี่ประโยคเท่านั้น”
“หากคุยกันมากเกิน เขาอยากตีข้า ข้าก็อยากด่าเขา ไม่คุ้มกันหรอก”
ในห้องมีสตรีวัยผู้ใหญ่หน้าตางดงามที่เรียกได้ว่าเป็นยอดพธูคนหนึ่งอยู่ด้วย ในที่สุดนางก็อดไม่ไหวหลุดหัวเราะออกมา
ไม่เลวๆ ดูท่าอยู่กับซ่งจี๋ซินคงไม่น่าเบื่อแน่ ตนควรจะเอาไปเล่าให้สุ่ยจวินฟังดีไหมนะ?
สตรีชื่อว่ากงเยี่ยน ชื่อเล่นคืออาอู่ การ “ไต่สวน” ครั้งนี้ นางก็นั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งด้านหลังเจิงเทามาโดยตลอด
นอกจากกงเยี่ยนที่เจิงเทาเห็นครั้งแรกแล้วเข้าใจผิดว่าเป็นพระสนมแล้ว
ยังมีชายฉกรรจ์ร่างกายกำยำที่เฝ้าประตูอีกคนหนึ่ง คือผู้ฝึกยุทธขอบเขตเก้ายอดเขา นามว่าซีหมาน
รากฐานมหามรรคาคือเจียวพสุธา
ในเมื่อหวังจูที่เป็นสุ่ยจวินแห่งมหาสมุทรบูรพามาเยือนเมืองหลวงต้าหลี
ข้ารับใช้ของจวนวารีสี่คนซึ่งมีกงเยี่ยนเป็นหนึ่งในนั้นจึงติดตามเจ้านายมาเที่ยวเล่นด้วย
บังเอิญกับที่สองคนในกลุ่มพวกเขาอย่างนักพรตหลีป่าและผู้ฝึกยุทธซีหมาน
พวกเขาต่างก็อยากสวามิภักดิ์ต่อซ่งมู่ลั่วอ๋อง
แต่ก็ไม่กล้าพูดว่าจะช่วยประคับประคองมังกรหรือถามอ๋องเจ้าเมืองว่าต้องการจะสวมหมวกขาวหรือไม่
สำหรับการเปลี่ยนสำนักของหลีป่าและซีหมาน หวังจูไม่ได้รู้สึกขุ่นเคืองใจใดๆ
ครั้งนี้หวังจูให้พวกเขาเดินทางจากลำน้ำใหญ่ของใบถงทวีปมายังเมืองหลวงต้าหลี
บังเอิญกับที่สามารถแนะนำให้กับ “ซ่งมู่” ได้พอดี
แล้วก็ถือว่าเป็นความชดเชยที่นางมีต่อซ่งจี๋ซินซึ่งดีกว่าไม่มีอะไรให้เลย
อันที่จริงพวกหลีป่ารู้สึกกระอักกระอ่วน พวกเขารู้มานานแล้วว่าตอนอยู่ตรอกหนีผิงในอดีตนั้น “จื้อกุย” เคยเป็นสาวใช้ของซ่งจี๋ซิน
หากพูดเช่นนี้ ถ้านับตาม “ลำดับอาวุโส” แล้ว ซ่งจี๋ซินก็ไม่เท่ากับว่าเป็นเจ้านายของเจ้านายพวกเขาหรอกหรือ?
หวงม่านนักพรตหยกที่เคยเกือบจะถูกจางเถียวเสียฆ่าตาย เป็นบุรุษแต่กลับมีรูปโฉมไม่เป็นรองกงเยี่ยนเลยสักนิด
เขาชื่นชมอักษรภาพบนฝาผนังอยู่ตลอด
กลับเป็นเจ้าหลีป่าผู้นั้นที่ไม่ได้ตามมาพบซ่งจี๋ซินด้วยกัน แต่ไปเดินเล่นที่ริมทะเลสาบคนเดียว เรื่องมากนัก
หลีป่าที่สร้างสำนักเต๋าชิงจางไว้ที่เกราะทองทวีป มีฉายาว่าชุ่ยจ่าง
อันที่จริงเขาก็เคยเป็น “ราชครู” เช่นกัน
น่าเสียดายที่คบหาสหายไม่ระวัง ซวยไปแปดชาติเพราะเป็นเพื่อนรักกับหวานเหยียนเหล่าจิ่ง
ทางฝั่งหน้าประตู ซีหมานรำคาญกลอุบายที่วกวนซับซ้อนพวกนี้
ชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ขยำเป้ากางเกงด้วยความเคยชิน ถามเสียงอู้อี้ทุ้มต่ำ “ลั่วอ๋อง ให้ข้าเป็นคนทำลายศพเองไหม?”
ซ่งจี๋ซินพยักหน้า ซีหมานจึงเดินไปที่เก้าอี้ ยกตัวเจิงเทาขึ้นมาเหมือนหิ้วลูกเจี๊ยบ
ยกชายแขนเสื้อของชุดคลุมอาคมขึ้นแล้วโยนอีกฝ่ายเข้าไปด้านใน
ซีหมานถาม “ลั่วอ๋องมาที่นี่ แท้จริงแล้วเป็นเพราะ…”
กงเยี่ยนกระแอมหนึ่งที เตือนซีหมานว่าอย่าได้ถามเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ซ่งจี๋ซินเงียบไม่ตอบ เพียงแค่มองซีหมานเท่านั้น